มายาแอซเต็ก บทที่ 7 : กรุงเม็กซิโก

มายาแอซเต็ก บทที่ 7 : กรุงเม็กซิโก

โดย :

หลังจากพาผู้อ่านได้ท่องไปในดินแดนลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ กับ ‘มนอินคา’ ในนิตยสารพลอยแกมเพชรมาแล้ว ครั้งนี้ ‘จิตราภรณ์’ จะพาผู้อ่านชาวอ่านเอาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปในดินแดนของอารยธรรมแอซเต็กใน “มายาแอซเต็ก” กับนิยายออนไลน์ที่เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ของนักเขียนผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนละตินอเมริกามายาวนาน

***********************

จากเมืองเวรา ครูซเมืองที่แอร์นัน คอร์เต็ส  สถาปนาขึ้นตรงชายทะเลที่ตนกับนักรบ  นักแสวงโชคชาวสเปนเดินทางมาขึ้นบกใน ค.ศ. 1519  จวบจนกระทั่งถึงที่ราบสูงตอนกลางที่กรุงเธโนธิทลันตั้งอยู่  ต้องใช้เวลาเดินทางถึงสิบเอ็ดวัน  สองคนพ่อลูกซึ่งเดินมากับพวกลูกหาบอีกสองสามคนเริ่มรู้สึกอ่อนแรงทั้งๆ ที่เพิ่งลงจากเรือลำใหญ่ตรงเมืองท่าเวรา ครูซ  เป็นไปได้ว่าเวลาสองเดือนที่ต้องนั่งเรือฝ่ามหาสมุทรแอ็ตแลนติกมาจากสเปนได้ดูดเอาพลังกายของทั้งสองไปจนเกือบหมด

ความหวังที่จะสร้างฐานะในแผ่นดินใหม่ดังที่ผู้คนร่ำลือกันผลักดันให้ อัลวาเรสกับบุตรี  อิซาเบล  อัลตามิราโน  เดินทางมาที่นี่  อัลวาเรสไม่อาจจะทิ้งลูกผู้หญิงคนเดียวเอาไว้ตามลำพังได้  เขาจึงพาเธอมาด้วยทั้งๆ ที่จิตใจยังหวั่นวิตก  เนื่องจากในระยะแรกๆ ของการเดินทางมาดินแดนใหม่มีสตรีเดินทางมาอาณานิคมน้อยมาก  ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นบุรุษทั้งสิ้น อัลวาเรสรู้ดีว่าถึงอย่างไรอิซาเบลก็ไม่มีวันยอมให้บิดาเดินทางตามลำพัง  เธอดูแลบิดามาหลายปีนับตั้งแต่มารดาป่วยและจากไปในที่สุด  การที่ต้องรับภาระดูแลบ้านเรือนและดูแลบิดาทำให้เธอเป็นผู้ใหญ่เกินอายุทั้งๆ ที่ยังมีอายุเพียงสิบเก้าปี  ทั้งสองเหนื่อยล้าเพราะไม่ชินกับอากาศ  เพราะเมืองท่าเวรา ครูซทั้งร้อนชื้น  สกปรกและเต็มไปด้วยยุงกับแมลงอื่นๆ  แต่ทั้งหมดนี้คงไม่เท่ากับความรู้สึกที่ไม่มั่นใจในอนาคตบนแผ่นดินที่ไม่รู้จักคุ้นเคย

โชคดีที่ผู้บุกเบิกชาวสเปนก่อนหน้านี้สร้างที่พักแบบง่ายๆ ทิ้งไว้เป็นระยะๆ จนถึงกรุงเธโนธิทลันซึ่งพวกเขาเรียกกันในชื่อใหม่ว่ากรุงเม็กซิโก  สองคนพ่อลูกจึงหยุดทันทีที่ถึงที่พักแห่งแรก

คืนที่อบอ้าวทำให้ทั้งอัลวาเรส  และอิซาเบลนอนไม่หลับ  หญิงสาวพลิกตัวไปมาอยู่บนฟูกบางๆ ที่วางบนเสื่อ  จิตใจของเธอล่องลอยกลับไปถึงแผ่นดินเกิดที่จากมา  เมืองโตเลโดบ้านเกิดงดงามกว่าที่นี่จนไม่อาจเปรียบเทียบกันได้  เพราะเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์  มีวัดวาอารามใหญ่โต  ดูน่าเกรงขาม  ที่สำคัญก็คือเป็นเมืองที่มีแม่น้ำล้อมรอบเกือบสี่ด้าน  มีโตรกธารหลายแห่งที่ส่งเสียงเสนาะหู  ฟังแล้วชื่นใจ  บ้านหลังเล็กที่เธออาศัยอยู่กับบิดาตั้งอยู่ชายน้ำ  อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น  เธอไม่อยากจากมาเลย  แต่หากอยู่ต่อไป  ชีวิตก็คงแร้นแค้นกว่าที่เป็นอยู่  เมื่อปรึกษากันแล้ว  ฝ่ายบิดาจึงขายบ้านให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง  ตัดสินใจเดินทางลงใต้เพื่อมาลงเรือใกล้ๆ กับเมืองเซวีญา  เธอก็บอกกับตัวเองว่า :

“อย่าเสียเวลาคิดอีกเลย  เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป  ไปสู่อนาคตที่ยังไม่แน่นอน”

เธอยกสองมือที่วางไว้ขึ้นมาดูและบอกกับตัวเอง  ว่าสองมือนี้แหละจะสร้างอนาคตที่ดีขึ้น  เธอคล้อยหลับไปเมื่อตอนดึกและตื่นขึ้นมาเมื่อดวงจันทร์ยังสุกสกาวสว่างทั่วท้องฟ้า

ในวันรุ่งขึ้น  สองคนพ่อลูกออกเดินทางต่อไป  บนเส้นทางสายนี้มีผู้คนที่มาแสวงโชคแบบเดียวกันอยู่หลายกลุ่ม  ทั้งสองจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไปนัก  จนกระทั่งเดินทางผ่านเมืองเซ็มโปอาลา  ผ่านภูเขาไฟ  อากาศก็เริ่มเย็นและสดชื่นขึ้นเพราะเส้นทางมีระดับสูงขึ้นๆ  จนกระทั่งถึงรัฐทลัสคาลา  ซึ่งมีกำแพงอิฐล้อมรอบ  ทลัสคาลาเป็นรัฐที่ไม่ถูกสเปนทำลายแบบเดียวกับรัฐอื่นๆ  เนื่องจากรัฐนี้เป็นพันธมิตรกับพวกสเปนมาตั้งแต่ต้น

หลังจากนั้นก็มาถึงเมืองพวยบลา  และโชลูลา  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์  มีถนนดี  มีทั้งลำคลอง  และทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์  ยิ่งใกล้กรุงเม็กซิโกเส้นทางก็ยิ่งสูงขึ้น  พวกเขาผ่านภูเขาไฟสองลูกคือ  อิชทัคเตเพ็ลท์  และโพโพคาเทเพ็ลท์ซึ่งยังระอุอยู่  มีควันพวยพุ่งออกมาประปรายเป็นระยะๆ  ในที่สุดก็มาถึงรัฐชัลโค  ซึ่งเป็นปากทางเข้ากรุงเม็กซิโก

ในขณะที่อัลวาเรสผู้บิดากำลังถามคนสเปนกลุ่มหนึ่งซึ่งหยุดพักอยู่ข้างทางเกี่ยวกับกรุงเม็กซิโก  หลังจากที่ทราบว่าพวกเขาเคยมาแล้วก่อนหน้านั้น  แต่ได้เดินทางกลับไปรับญาติอีกสองสามคนที่เมืองท่าเวรา ครูซ  ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งขี่ม้าผ่านไป  คนที่ขี่ม้าอยู่หน้าสุด  ยกแขนขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณให้ขบวนหยุด  เพื่อลงจากหลังม้ามาตรวจดูขาม้าข้างหนึ่งก็รู้ว่า  เกือกม้ามีปัญหา  ไม่มีผู้ใดในกลุ่มนั้นรู้วิธีที่จะจัดการกับมันได้  อัลวาเรสบังเอิญได้ยินจึงเข้าไปไต่ถาม  ก็ได้ความว่า  ต้องถอดเกือกม้าออกมาซ่อมมิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อตัวม้าเอง  เขาจึงเสนอที่จะเข้าช่วยเหลือ

“กระผมเป็นช่างเหล็ก  ทำเครื่องไม้เครื่องมือเหล็กได้สารพัด  กระผมจะลองซ่อมให้ชั่วคราว  ให้พอเดินทางไปถึงกรุงเม็กซิโก  แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเกือกม้าใหม่”

 

อัลวาเรสกลับไปหยิบเครื่องมือซึ่งนำติดตัวมาด้วย  จัดการซ่อมเกือกม้าเพื่อให้ส่วนที่แหลมคมทิ่มกีบม้าลดความคมลงไปให้ม้าเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น  เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เจ้าของม้าจึงยื่นเงินให้  แต่เขาปฏิเสธ  โดยบอกอย่างสุภาพว่า

“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขอรับ  พอถึงกรุงเม็กซิโก  ขอให้ท่านเปลี่ยนเกือกม้าข้างนั้นใหม่ก็จะดี”

“ผมชื่อ  บาร์โธโลเม  เด เมดินา  เป็นวิศวกรเหมืองแร่  ยินดีที่ได้รู้จัก”

หลังจากขอบอกขอบใจกันครู่หนึ่งแล้ว  ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเดินทางต่อไป  อัลวาเรสกับ    อิซาเบลมุ่งไปยังกรุงเม็กซิโก  ตรงไปยังศูนย์กลางของเมืองเพื่อถามไถ่เกี่ยวกับที่พัก  เมื่อไปถึงทั้งสองก็พบกับบาร์โธโลเม  เด เมดินาอีกครั้งหนึ่ง  เขาล่วงหน้ามาก่อนเพราะเดินทางด้วยม้าจึงเร็วกว่า

“คุณมาถามหาที่พักรึ?  สหายคนหนึ่งของผมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก  ผมกำลังจะไปบ้านของเขาอยู่พอดี  สนใจจะไปด้วยกันไหม?”

อัลวาเรสมีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เขาหันไปปรึกษาอิซาเบลบุตรีครู่หนึ่ง  แล้วจึงพยักหน้า

“ท่านบอกทิศทางให้กระผมก็ได้ขอรับ  กระผมกับลูกจะเดินตามไปพบท่านเอง”

“ไม่เป็นไร  เราเดินไปด้วยกัน  ประเดี๋ยวก็ถึง  ผมจะได้พูดคุยกับคุณด้วย”

บาร์โธโลเม  เด เมดินาลงจากหลังม้าแล้วเดินเคียงข้างกันไป  อัลวาเรสจึงรู้ว่าบุรุษผู้นี้เดินทางมาแสวงโชคเช่นเดียวกัน  เขาดูจะมีภาษีดีกว่าตนเองกับลูก  เพราะมีทั้งเงินทุนและม้า  แม้จะไม่มากมายนักก็ยังดีกว่าตน

“ผมไม่คิดที่จะอยู่ในกรุงเม็กซิโก  แต่จะเดินทางขึ้นเหนือ  ผมรู้มาว่าที่นั่นมีสายแร่เงินในดิน  แต่ไม่รู้ว่ามีมากเพียงใด  ผมจะไปตรวจดูสายแร่ก่อน  ถ้าไม่พบก็จะกลับมาค้าขายที่นี่  คุณล่ะคิดรึยังว่าจะทำมาหากินอะไร?”

“กระผมเป็นช่างเหล็ก  แต่ไม่มีความรู้ทางด้านอื่นๆ  ถ้าหากจะทำอะไรก็คงไม่พ้นงานที่ชำนาญ”

“สนใจจะไปกับผมไหม?  การเป็นช่างเหล็กเหมาะกับงานที่ผมทำอยู่พอดี  ผมเป็นวิศวกรเหมืองแร่  คุณจะช่วยผมได้มากทีเดียวเรื่องการหลอมโลหะ”

 

ดวงตาของทั้งอัลวาเรสและอิซาเบลส่อประกายวาววับด้วยความยินดีที่ได้รับโอกาสงามเช่นนี้

“ดีขอรับ  ขอบคุณท่านมากที่ชวนไปด้วย  ผมกับลูกยังมืดมนอยู่เลย  ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี”

เดินมาอีกไม่นาน  ก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง เด เมดินาเคาะประตูบ้านบานใหญ่สองสามครั้ง  เมื่อประตูบ้านเปิดออกก็เห็นชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่ง  เขายิ้มออกมาด้วยความปีติยินดี

“มาถึงแล้วหรือ?  เชิญ   เชิญ  เข้ามาก่อน”

เด เมดินาหันมาพยักหน้าเรียกสองคนพ่อลูกให้ตามเข้ามาภายในลานบ้าน

“อันโตนิโอ  ผมขอแนะนำมิตรใหม่  บุรุษผู้นี้คือ  อัลวาเรส  อัลตามิราโน  และสุภาพสตรีผู้นี้คือ  อิซาเบล บุตรี”

เมื่อเจ้าของบ้านทักทายบุคคลทั้งหมดแล้ว  เด เมดินาบอกกับสองพ่อลูกว่า

“บุรุษผู้นี้คือมิตรและหุ้นส่วนของผม  อันโตนิโอ  มาเดโร”

 

ในคืนนั้น  ทั้งอัลวาเรสและอิซาเบลพักค้างแรมอยู่ที่เคหะหลังนี้  เขาปล่อยลูกหาบที่ว่าจ้างมาตั้งแต่เมืองท่าเวรา ครูซกลับไปหลังจากจ่ายเงินค่าจ้างไปแล้ว  อันโตนิโอ  มาเดโร  เป็นพ่อค้า  เขาค้าขายสินค้าจำเป็นต่างๆ ที่ผู้มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ต้องการใช้  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร  เสื้อผ้า  หรือของใช้จิปาถะอื่นๆ เช่น  แป้งประกอบอาหาร  เหล้าองุ่น  น้ำมันมะกอก  น้ำผึ้ง  กระดาษ  หนังสัตว์  แม้แต่ตะปู  ฯลฯ

หลังจากนั้นอีกราวหนึ่งสัปดาห์  การเตรียมตัวเดินทางขึ้นเหนือก็พร้อม  มาเดโรเดินทางไปด้วยเพื่อตรวจดูสายแร่กับ เด เมดินา  ทั้งสองตกลงกันว่า  จะลงทุนในเหมืองแร่ร่วมกันถ้าหากพบสายแร่  บาร์โธโลเม  เด เมดินาจะใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเหมืองแร่  ส่วนอันโตนิโอ  มาเดโรจะเป็นฝ่ายส่งวัตถุดิบที่จำเป็นในการดำเนินงาน  พวกเขามีลูกหาบกลุ่มใหม่อีกหลายคน  เพื่อแบกหามเครื่องมือ  ของใช้จำเป็น  อาหาร  ฯลฯ  สองคนพ่อลูกจำเป็นต้องมีลูกหาบของตนเช่นกัน  รวมแล้วก็เป็นขบวนใหญ่  การเดินทางค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากมีม้าเพียงสองสามตัว  คนที่เหลือต้องเดินด้วยเท้าทั้งสิ้น  มาเดโรพูดขึ้นว่า :

“ม้าหายากมากและมีราคาแพง  เราต้องสั่งซื้อมาจากสเปน  ผู้คนที่นี่ต้องเดินทางด้วยเท้าทั้งสิ้น  น่าประหลาด  พวกเขาไม่รู้จักล้อเลื่อน  ซึ่งจะทุ่นแรงมากทีเดียว  ท่านผู้สำเร็จราชการกำลังจัดการเรื่องนี้อย่างรีบด่วน  อีกไม่นานเราจะมีรถม้าเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น”

เส้นทางเดินจากเวราครูซสู่เทโนธิทลัน

อิซาเบลโชคดีที่ได้ขี่ม้าตัวที่เหลือ  ด้วยเสื้อผ้าที่ใส่ยาวรุ่มร่ามและคลี่ออกกว้าง  เธอจึงต้องนั่งเอียงข้างไม่อาจคร่อมได้เหมือนบุรุษทั่วไป  ส่วนบิดานั่งอยู่ด้านหลัง  การเดินทางมิได้ทุกลักทุเลอย่างที่คิด  เนื่องจากได้เตรียมตัวกันมาอย่างดี  พวกเขาพักระหว่างทางถึงสามคืนจึงถึงเมืองปาชูกา

“ท่านขอรับ  ทำไมเรามาที่นี่เล่าขอรับ?  มีสิ่งใดพิเศษหรือขอรับ  กระผมไม่รู้เรื่องราวใดๆ มากนักตามประสาคนต่ำต้อย”

อัลวาเรสหันไปถามบาร์โธโลเม  เด เมดินาอย่างนอบน้อม

“ในระยะแรกที่พวกนักรบนักแสวงโชคชาวสเปนเดินทางเข้ามา  พวกเขาทำลายพวกนอกรีตอย่างเหี้ยมโหดมากและฆ่าคนพื้นเมืองราวกับผักปลา  บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า  พวกนี้มีจิตวิญญาณหรือไม่  หรือว่าพวกเขามิใช่คน  หรือกึ่งคนกึ่งสัตว์  แม้แต่ศาสนจักรเองก็ตั้งคำถามแบบนี้  ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำจิตวิญญาณที่ออกนอกลู่นอกทางกลับคืนมาสู่พระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า  คนพื้นเมืองล้มตายลงเป็นจำนวนมหาศาล  มากเกินกว่าที่พวกเราจะนึกว่ามันเป็นความจริง

แต่. . .  ท่ามกลางความโหดร้ายเหล่านี้  ก็ยังมีคนสเปนดีๆ เหลืออยู่อีกมาก  คุณคงเคยได้ข่าวของบาทหลวงรุ่นแรกสุดทั้งสิบสองคนที่ตั้งใจอุทิศชีวิตให้กับศาสนา  พวกบาทหลวงเหล่านี้มีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า  จนถึงกับถอดรองเท้าเดินจากเมืองท่าเวรา ครูซมาจนถึงกรุงเม็กซิโก  คุณเองก็รู้ว่ามันลำบากเพียงใด

บาทหลวงท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า  ท่านแบร์นาร์ดิโน  เด  ซาห์กุน  ท่านเดินทางมาในช่วงแรกๆ  หลังจากที่อาณาจักรแอซเต็กล่มสลายแล้ว  ท่านให้รวบรวมคนแอซเต็กที่มีความรู้  มาเขียน  หรือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมในอดีต  เพื่อที่จะเก็บรักษาไว้ก่อนที่สเปนจะทำลายมันลงไปอย่างรวดเร็ว  ในคัมภีร์ที่จดรวบรวมเอาไว้สิบสองเล่มนี้เอ่ยถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วยว่าอุดมสมบูรณ์เพียงใด

ผมเองศึกษาเรื่องเหมืองแร่มามาก  และพิจารณาดูแล้วว่า  ดินแดนทางตอนกลางของเม็กซิโกน่าจะมีแหล่งแร่อยู่  ในบันทึกโบราณของคนพื้นเมืองก็พูดถึงส่วยที่ส่งมาให้กษัตริย์  ในจำนวนนี้พูดถึงส่วยแร่เงินจากเมืองปาชูกาด้วย  เราไปที่นั่นก่อนเพราะอยู่ใกล้ที่สุด”

“กระผมเข้าใจแล้วขอรับ”

 

เมื่อเข้าไปในเมืองปาชูกา  พวกเขาหาที่พักชั่วคราวก่อนเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเก็บสัมภาระมากมายที่นำติดตัวมาด้วย  ลูกหาบที่ตามมายินดีจะอยู่รับใช้ต่อไป  ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียเวลาหาลูกหาบชุดใหม่  พวกเขาใช้เวลาไม่กี่วันก็รู้ว่าในเมืองปาชูกาไม่มีบ่อแร่  ผู้คนในเมืองทำเกษตรกรรมและหัตถกรรมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น  ผู้นำชาวสเปนที่ถูกส่งมาดูแลไม่พำนักอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำไป  แต่ให้ตัวแทนอยู่  นานๆ ครั้งเขาจึงจะมาตรวจตราแล้วก็เดินทางกลับไปกรุงเม็กซิโก  อย่างไรก็ดี  ชาวเมืองบางคนเล่าให้ฟังว่า  นอกตัวเมืองออกไปมีหมู่บ้านที่นำแร่เงินมาขายที่นี่แต่ไม่มากนัก  แต่พวกเขาไม่สามารถให้รายละเอียดมากกว่านี้ได้

ในวันรุ่งขึ้น เด เมดินา กับ มาเดโร จึงขี่ม้าออกจากเมืองปาชูกามุ่งตรงไปยังทิศทางที่ชาวเมืองบอกเมื่อวันก่อน  ทั้งสองขี่ม้าผ่านป่าโปร่งซึ่งยิ่งไกลออกไปต้นไม้ก็ยิ่งน้อยลงจนเป็นที่โล่งกว้างไกลปราศจากต้นไม้  สายตาที่ชำนาญของ เด เมดินา บอกกับเขาว่าภูเขาใหญ่น้อยเบื้องหน้าน่าจะมีสายแร่ที่สำคัญ  เพียงแต่จะขุดเจาะลงไปเท่านั้นก็จะรู้ว่ามีหรือไม่

ทั้งสองเดินทางต่อไปจนถึงเชิงเขาที่มีหมู่บ้านตั้งอยู่  หลังจากเสาะถามผู้คนที่นั่น  ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกครู่หนึ่ง  ก็เห็นเพิงไม้สร้างไว้เป็นกลุ่ม เด เมดินารู้ทันทีว่า  เขามาถึงที่หมายแล้ว

คาคามะหันมาเห็นชายผิวซีดสองคนก็ตกใจ  ไม่คิดว่าตนเองจะเจอพวกเขาที่นี่  เมืองปาชูกาอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเขาพอสมควร  พวกสเปนเองนั้นมิได้ใส่ใจหมู่บ้านเล็กๆ  และปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง  เพราะไม่เล็งเห็นความสำคัญใดๆ  ยกเว้นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ เมืองใหญ่และมักจะถูกสเปนเกณฑ์แรงงานไปใช้

แต่ . . .  ครั้งนี้ . . .  คงมิใช่แบบนี้เป็นแน่?

เขาเรียกเอเฮคัลต์กับพิโนท์ทันที  ทั้งสามยืนรออยู่จนกระทั่งม้าทั้งสองตัวกับคนขี่มายืนอยู่เบื้องหน้า  คาคามะมองตรงไปยังชายแปลกหน้าทั้งสองคน  เขาบอกกับตัวเองว่าชายทั้งสองคงไม่มุ่งร้ายเพราะมากันตามลำพัง  ดวงตามิได้ส่อให้เห็นความประสงค์ร้ายยกเว้นความประหลาดใจเท่านั้น  แม้จะใช้ภาษาใบ้เจรจากันก็ไม่เป็นผลจนกระทั่งชายแปลกหน้าสองคนชักม้าเดินกลับไป  เมื่อไปถึงที่พัก เด เมดินาจึงเรียกลูกหาบคนหนึ่งซึ่งพอจะพูดภาษาสเปนได้บ้าง  แล้วบอกให้เขาเตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น

ตั้งแต่เช้าตรู่ เด เมดินา  กับ  มาเดโร  และลูกหาบคนนั้นก็เดินทางออกจากเมือง  แต่เกิดอุปสรรคขึ้นเนื่องจากลูกหาบที่จะเดินทางไปด้วยยืนกรานไม่ยอมขึ้นม้า  ความกลัวในตัวม้ายังคงหลงเหลืออยู่ในหมู่คนพื้นเมืองนับตั้งแต่แอร์นัน คอร์เต็สกับพวกนักรบนักแสวงโชคเดินทางมาเม็กซิโก  ม้ายุโรปลำตัวพ่วงพี  คึกคะนองสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวพื้นเมืองเสมอ  ในที่สุด เด เมดินาจึงให้ลูกหาบคนนั้นนั่งซ้อนหลังเขาไป  ซึ่งก็ช่วยบรรเทาความกลัวไปเปลาะหนึ่ง

การกลับมาของชายแปลกหน้าสองคนยิ่งสร้างความกังวลให้แก่คาคามะ  เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีวันกำจัดพวกเขาให้หลุดพ้นไปจากตัวได้  ทำอย่างไรจึงจะเป็นทางออกดีที่สุดในสถานการณ์ที่ตนเองตกเป็นเบี้ยล่าง  ทั้งๆ ที่ยังมิได้ทำอะไรเลย

ลูกหาบเริ่มทำหน้าที่แปลให้คาคามะฟังเท่าที่จะทำได้  แม้จะแปลตกๆ หล่นๆ ไปบ้างแต่ก็ได้เนื้อความ  จนกระทั่ง  เด เมดินา กับ มาเดโร  รู้ว่าที่นี่ผลิตเงิน  เพราะมีสายแร่อยู่ใกล้กับหมู่บ้าน  ทั้งสองจึงขออนุญาตอย่างสุภาพออกสำรวจดินและหินตามภูเขาในละแวกนั้น  ซึ่งคาคามะไม่อาจปฏิเสธได้  แม้จะพอใจในความสุภาพของคนแปลกหน้าก็ตาม  ในขณะที่ม้าสองตัวเดินจากไป เด เมดินาก็พูดขึ้นว่า

“เราควรจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนที่นี่  เพื่อความปลอดภัยของเราส่วนหนึ่ง  และเพื่อทำกิจกรรมของเราอีกส่วนหนึ่ง  คุณจะเห็นเป็นอย่างไร?”

มาเดโรตอบว่า

“ผมเห็นตามคุณ  เรามีคนน้อย  และไม่แน่ใจว่า  พวกลูกหาบจะอยู่ฝ่ายเราหรือไม่ถ้าหากเกิดการขัดแย้งกัน”

เด เมดินาพยักหน้ารับรู้  แล้วกระตุ้นม้าให้ออกเดินทางเร็วขึ้นกว่าเดิม  ทั้งสองเดินทางไกลออกไปจากหมู่บ้านของคาคามะ  เลียบชายเขาเตี้ยๆ ไปเรื่อยๆ  จนกระทั่ง เด เมดินา อดไม่ได้จึงพูดออกมาว่า

“ตั้งแต่เราออกเดินทางมา  ผมไม่เห็นต้นไม้เลย  มาตั้งไกลก็ยังไม่มีป่าไม้ให้เห็น  มันช่างแห้งแล้งไปหมด”

“เราคงจะรู้ในเร็ววันนี้แหละว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร”

“ผมเข้าใจว่าภูเขาโล่งโกร๋นมาจากการตัดต้นไม้ไปใช้นั่นเอง  ดูสิ  ตอไม้ยังอยู่  ต้นใหม่ๆ ก็ยังไม่มี”

 

ทั้งสองสำรวจดูจนกระทั่งตกลงกันว่าจะกลับมาที่นี่ในเร็ววันนี้  แต่จะอยู่ใกล้เมืองปาชูกามากกว่าหมู่บ้านของคาคามะ  เพราะ เด เมดินาสังเกตเห็นว่าสายแร่อาจจะอยู่ในแถบนี้   ก่อนอื่น ทั้งสองต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคาคามะเอาไว้  พวกเขาจึงแจ้งให้คาคามะรับรู้  โดยสัญญาว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเขา  เพราะทางฝ่ายสเปนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบ่อแร่ที่ทำกันอยู่แล้ว  ยกเว้นทางฝ่ายคาคามะคิดจะขายแร่เงินให้เท่านั้น

เมื่อกลับเข้าไปในเมืองปาชูกา    เด เมดินาจึงเริ่มรวบรวมผู้คนที่จะมาทำงานกับเขา  ส่วนอันโตนิโอ มาเดโร เดินทางกลับไปยังกรุงเม็กซิโก  เพื่อจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้จำเป็นตามรายการที่ เด เมดินายื่นให้  ตัวเขาจะอยู่ในกรุงเม็กซิโกเป็นส่วนใหญ่เพื่อจัดหาสิ่งของจำเป็น  และเพื่อนำเงินออกจำหน่ายถ้าหากการทำเหมืองได้ผลดี

ทั้งสองหารู้ไม่ว่า  สายแร่ที่ เด เมดินา ตรวจดูนั้นจะนำความร่ำรวยมหาศาลมาสู่เจ้าของในอนาคต  ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม



Don`t copy text!