มายาแอซเต็ก บทที่ 8 : แร่โคลน

มายาแอซเต็ก บทที่ 8 : แร่โคลน

โดย :

หลังจากพาผู้อ่านได้ท่องไปในดินแดนลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ กับ ‘มนอินคา’ ในนิตยสารพลอยแกมเพชรมาแล้ว ครั้งนี้ ‘จิตราภรณ์’ จะพาผู้อ่านชาวอ่านเอาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปในดินแดนของอารยธรรมแอซเต็กใน “มายาแอซเต็ก” กับนิยายออนไลน์ที่เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ของนักเขียนผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนละตินอเมริกามายาวนาน

***********************

ตลอดเวลาที่  บาร์โธโลเม  เด เมดินา  มาทำเหมืองแร่เงินไม่ไกลจากบ่อแร่และหมู่บ้านของคาคามะ  เด เมดินามักจะขี่ม้ามาหาอยู่บ่อยครั้ง  และนำล่ามมาด้วยเสมอ  ความเป็นกันเองของบุรุษชาวสเปนผู้นี้ทำให้คาคามะ  ผู้เป็นอา กับเอเฮคัลต์และพิโนท์รู้สึกคุ้นเคยขึ้นทีละเล็กละน้อย  ความเกรงกลัวค่อยๆ หมดไป  การแลกเปลี่ยนเล่าเรียนภาษากันจึงเริ่มขึ้น  ในเวลาไม่นานทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ภาษาของอีกฝ่ายหนึ่ง จนพอที่จะเจรจากันได้บ้าง  จนกระทั่ง  เด เมดินาสามารถใช้ภาษานาฮัวท์แบบง่ายๆ ของอาหลานได้  ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งยังต้องใช้เวลามากกว่านี้  แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้น

นอกจาก เด เมดินาเป็นฝ่ายมาหา  สามอาหลานก็เริ่มรู้สึกเก่งกล้าพอจะเดินทางไปหาที่เหมืองแร่ปาชูกาของเขา  ความสัมพันธ์ของบุรุษทั้งสี่คนดูแปลกประหลาดยิ่งนัก  เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้รุกรานกับเจ้าของแผ่นดินดั้งเดิม  โดยปกติแล้วคนพื้นเมืองจะอยู่ในฐานะต่ำต้อยเสมอ  ไม่อาจเทียบเทียมกับคนสเปนได้  แต่มิใช่กับบุรุษทั้งสี่คนนี้

ปรากฏว่าในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นได้มีการค้นพบสายแร่เงินในอีกหลายๆ เมือง  อยู่ไกลขึ้นไปทางเหนือของเมืองปาชูกา  ไม่ว่าจะที่เมืองซากาเตกัส  หรือเกเร็ตตาโร  หรือซัน หลุยส์  โปโตซี   เด เมดินาไม่มีวันรู้เลยว่า  สายแร่ที่ตนเองค้นพบจะกลายเป็นสายแร่สำคัญที่สุดสายหนึ่งในประวัติศาสตร์การทำเหมืองแร่เงินของเม็กซิโก (1)

นับตั้งแต่เริ่มทำเหมืองแร่  เด เมดินาประสบปัญหาด้านการถลุงแร่โดยใช้ฟืนเผามาโดยตลอด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดหาฟืนมาป้อนโรงถลุงแร่  ตัวคาคามะกับหลานมองเห็นปัญหานี้มานานแล้ว  แต่บ่อแร่ที่ทำอยู่มีขนาดเล็ก  ผิดกับเหมืองแร่ของเด เมดินาที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากอันโตนิโอ  มาเดโร  ผู้เป็นหุ้นส่วน  เด เมดินาไม่ได้ทำแต่เพียงบ่อแร่  แต่ขุดเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเลยทีเดียว  หลังจากที่พบแล้วว่ามีสายแร่ใหญ่อยู่ในนั้น  การหาต้นไม้เพื่อนำมาทำฟืนถลุงแร่จึงกลายเป็นปัญหาหนักของเขา  เพราะบริเวณเหมืองแร่ไม่มีป่าไม้หลงเหลือให้เห็นจนสุดสายตา  ถึงแม้ว่าคาคามะกลายเป็นผู้ส่งฟืนบางส่วนมาให้  เด เมดินาเพื่อนำไปใช้ถลุงแร่แล้วก็ตาม

เมื่อขุดแร่ไปได้ระยะหนึ่ง  เด เมดินาก็พบว่า  แร่เงินที่ขุดได้มีคุณภาพปานกลาง  บางครั้งก็ได้แร่คุณภาพต่ำ  เพราะมีแร่ชนิดอื่นๆ ดิน  หินผสมมากกว่าแร่เงินจริง  หากยังต้องหาฟืนจำนวนมากมาถลุงก็จะได้แร่เงินน้อย  แทบจะไม่พอกับสิ่งที่ได้ลงทุนไป  มิหนำซ้ำฟืนยังหายากขึ้นๆ ทุกขณะ  เขาจึงต้องหาวิธีถลุงแร่ที่ได้ผล  และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

ตลอดเวลาที่เขาทดลองอยู่นั้น  เอเฮคัลต์และพิโนท์ซึ่งคุ้นเคยกับเขามากขึ้น  จะมาหาและเฝ้าดูการดำเนินงานของ เด เมดินาอย่างใกล้ชิด  ทั้งสองซึมซับเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการเฝ้าสังเกตและถามไถ่อยู่เสมอ  บางครั้งก็ให้คำแนะนำสิ่งที่มีประโยชน์  ด้วยหวังว่าจะนำมาปรับใช้กับบ่อแร่ของตนบ้าง

สิ่งที่ เด เมดินาทดลองก็คือ  ทำอย่างไรจึงจะลดการใช้ฟืนหรือการถลุงเงินด้วยความร้อนได้  ชายหนุ่มทั้งสองแนะให้เด เมดินาลองเอาแร่เงินมาบดให้เล็กลง  ด้วยหวังว่าสิ่งที่ปะปนอยู่จะหลุดออกมาได้ไม่มากก็น้อย  ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง  เพราะแร่ชนิดอื่นหรือดินกับหินที่ฝังแน่นอยู่ในก้อนแร่หลุดออกมาเป็นบางส่วน  การบดนี้เขาใช้แรงงานหญิง  หรือแรงงานสัตว์  หรือมิฉะนั้นก็ใช้แรงงานชายที่ต้องแบ่งมาจากแรงงานในเหมืองขุดแร่โดยตรง

ต่อมา  เด เมดินาจึงลองใช้สารที่จะสามารถละลายสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ในก้อนแร่ได้  โดยทดลองใช้  เกลือ  ปุ๋ยคอก  เปลือกไม้สน  หรือเถ้าถ่าน  บางครั้งก็ใส่ปูนขาวหรือกำมะถันลงไป  ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะมีสารชนิดใดในขณะนั้น

การผสมดังกล่าวข้างต้นทำให้ประหยัดขึ้นถ้าหากใส่ก้อนแร่ที่บดแล้วลงในบ่อเพื่อมิให้กระจัดกระจายไป  ความกว้างใหญ่ของบ่อขึ้นอยู่กับจำนวนก้อนแร่ที่ขุดได้  เมื่อใส่ก้อนแร่ที่บดแล้วกับส่วนผสมลงไปในบ่อ  ส่วนผสมก็จะเข้าไปประสานกับก้อนแร่เพื่อสกัดเอาสิ่งเจือปนออกจากแร่เงินบริสุทธิ์  เอเฮคัลต์กับพิโนท์อาสาเข้าช่วยผสมโดยใส่น้ำลงไปแล้วใช้ท่อนไม้กระแทกและคนให้เข้ากัน

ทั้งสามคนลองผิดลองถูกจนกระทั่งได้อัตราส่วนที่พอเหมาะกับจำนวนของแร่  พวกเขาสังเกตเห็นว่าถ้าหากทิ้งก้อนแร่และส่วนผสมไว้ในบ่อนานวันขึ้น สิ่งที่เจือปนอยู่ด้วยจะหลุดออกมากขึ้น  แต่ก็ยังไม่ได้แร่เงินบริสุทธิ์ตามต้องการ  เด เมดินาจึงทดลองเอาปรอทที่มีอยู่เทลงไปในบ่อ  แล้วผสมให้เข้ากับก้อนแร่ที่มีส่วนผสมอยู่ก่อนแล้ว  และใช้แรงคนหรือแรงสัตว์ลงเหยียบย่ำอีก

พวกเขามองเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน  สีคล้ำๆ ของส่วนผสมทั้งหมดในบ่อทำให้พวกเขาทั้งสามคนเรียกมันว่า  “แร่โคลน”  พวกเขาสังเกตเห็นเนื้อแร่เงินบางส่วนหลุดออกมาจากก้อนแร่  แต่ก็มีจำนวนน้อย  ดังนั้นพวกเขาจึงทดลองด้วยการทิ้งเอาไว้ให้นานวันเข้า  และหมั่นมาตรวจ “แร่โคลน” อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อคน “แร่โคลน” ให้เข้ากัน  กว่าจะรู้ว่าส่วนผสมทั้งหมดควรมีอัตราส่วนเท่าใดจึงจะสกัดแร่เงินออกมาให้ได้มากที่สุดก็เป็นเวลานานนับปี  จนได้ผลสรุปว่า  ถ้าหากปล่อย “แร่โคลน” ทิ้งไว้หนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้น  โดยใช้ปรอทหกส่วนต่อแร่เงินหนึ่งส่วน  แล้วผสมกับ เกลือ  เถ้าถ่าน  เปลือกไม้สน  ปุ๋ยคอก  หรือปูนขาว  หรือกำมะถัน  ทิ้งเอาไว้ตามเวลาที่กำหนด  เมื่อใช้น้ำล้างส่วนผสมทั้งหมดออก  ก็จะเหลือแร่เงินอยู่ก้นบ่อ  ถ้ายังมีปรอทปนอยู่ก็เก็บเอาไว้เพื่อนำไปใช้ในคราวต่อไป  แล้วจึงนำแร่เงินมาหลอมเป็นแท่งต่อไป  ทั้งสามคนเรียกการถลุงแบบนี้ว่า  “การถลุงแร่เงินแบบเย็น” (2)

ในบรรดาสามคนที่ร่วมกันค้นหาวิธีการถลุงแร่เงินแบบเย็น  บาร์โธโลเม  เด เมดินา  ดูจะเป็นผู้ที่รู้หลักวิชามากที่สุด  แต่ทั้งเอเฮคัลต์และพิโนท์ก็มิได้มีความสามารถด้อยไปกว่ากันเลย  การสังเกต  การลองผิดลองถูก  เวลาถลุงและอัตราส่วนผสมล้วนแล้วแต่มาจากชายหนุ่มทั้งสองคนนี้ทั้งสิ้น   หัวใจของกรรมวิธี คืออัตราส่วนการผสมแร่เงินให้เป็น “แร่โคลน” เอเฮคัลต์กับพิโนท์จึงเป็นผู้ริเริ่มทำหน้าที่นี้  จนได้ชื่อว่า เป็นนายช่างปรอท  [Azoquero]  ซึ่งนับว่ามีความสำคัญยิ่งนัก  เนื่องจากความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการถลุงแร่เงินขึ้นอยู่กับนายช่างปรอททั้งสิ้น  ในเวลาต่อๆ มาพวกนี้ได้สมญานามว่าเป็น  “พวกผู้ดีของการถลุงแร่เงิน”

ชายหนุ่มทั้งสองคนซึมซับความรู้ทุกอย่างที่ได้รับ  และมักนำกลับมาเล่าให้คาคามะผู้เป็นอาฟังอยู่เสมอ  คาคามะรู้ดีว่าบ่อแร่ของตนคงไม่หาญสู้กับการถลุงแร่แบบใหม่ได้ในเมื่ออัตราส่วนผสมสำคัญคือปรอท  ซึ่งตนคงหาไม่ได้  และจำต้องพึ่งพา เด เมดินา  ให้สั่งจากยุโรปโดยผ่านอันโตนิโอ  มาเดโร  ผู้ที่ร่วมทุนกับ เด เมดินา

“เจ้าสองคนควรไปทำงานเป็นนายช่างปรอทกับท่านเด เมดินา  มากกว่าจะอยู่กับอา  ปัญหาที่มีอยู่พวกเจ้าก็รู้ดี  ฟืนหายากขึ้นทุกที  และเราไม่มีปรอท  ถึงแม้ว่าเจ้าทั้งสองคนจะรู้วิธีถลุงแบบใหม่ก็ตาม”

“ท่าน เด เมดินาฝากบอกมาว่า  อยากให้ท่านอามาทำงานด้วย  นำบ่อแร่ของท่านอามาร่วมทุนโดยคิดผลตอบแทนตามอัตราส่วนของแร่ที่ผลิตได้  ท่านอาคิดว่าอย่างไรขอรับ”

พิโนท์ถามอย่างนอบน้อม

“อึม!  ข้อเสนอก็น่าสนใจอยู่นะ  ขอเวลาให้อาคิดก่อน  เจ้าจะว่าอย่างไรล่ะเอเฮคัลต์  เวลาผ่านไปนมนานแล้วบิดาของเจ้าคงไม่มาแล้วกระมัง  อาอยากรอพี่ชายของอาอีกสักระยะหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเขาไม่กลับมาอีกแล้ว  อาจึงจะตัดสินใจอะไรๆ ได้  เจ้าก็อยู่ที่นี่แล้ว  และตัดสินใจแทนบิดาของเจ้าได้แล้วเช่นกัน”

เอเฮคัลต์มีใบหน้าเศร้าหมอง  เมื่ออาของเขาเอ่ยถึงบิดา  เขายังไม่เคยลืมท่านเลย  และเคยขอความช่วยเหลือจาก  เด เมดินาอยู่หลายครั้ง  ฝ่ายหลังเคยส่งข่าวไปยังมิตรสหายที่อยู่ในกรุงเม็กซิโก  และถามไถ่ผู้คนที่มาจากรัฐอัสคาโปตซัลโค  แต่ก็ไร้ผล  ใครเล่าจะให้ความสนใจคนพื้นเมืองนิรนามอย่างบิดาของเขา  ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดพบเห็นท่านอีกเลย  แต่เอเฮคัลต์ไม่อยากสิ้นหวัง  ทุกวันคืนที่ผ่านมา  เขายังเฝ้านึกถึงบิดาอย่างไม่เสื่อมคลาย  และหวังอยู่ในใจว่าจะได้พบท่านอีกไม่วันใดก็วันหนึ่ง

นอกจากจะสนิทสนมกับ  เด เมดินา แล้ว  สามอาหลานยังเข้าไปคุ้นเคยกับอัลวาเรส  อัลตามิราโน  ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ควบคุมการหลอมแร่เงินให้เป็นแท่ง  หลังจากที่ผ่านกระบวนการถลุงแร่เงินแบบเย็นเรียบร้อยแล้ว  นับว่าเป็นงานที่เหมาะสมกับช่างเหล็กอย่างเขา

คาคามะผู้เป็นอาไม่ค่อยได้มาที่เหมืองเงินปาชูกาบ่อยนัก  เนื่องจากต้องดูแลบ่อแร่ของตนเอง  ส่วนเอเฮคัลต์กับพิโนท์มาช่วย เด เมดินาตั้งแต่ต้นเพราะอยากเรียนรู้กรรมวิธีของเขา  ชายหนุ่มทั้งสองจึงพบปะกับอัลวาเรสอยู่เสมอ  และพลอยได้รู้จักกับอิซาเบลบุตรีที่มาช่วยงานทางด้านบัญชีเพราะเธออ่านออกเขียนได้  เธอจดบันทึกเกี่ยวกับเหมืองแร่ปาชูกาของ เด เมดินาอย่างซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่วางใจของเขา

อัลวาเรสพอใจในตัวชายหนุ่มทั้งสองคนยิ่งนัก  เขาไม่เคยนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไปจากคนสเปนเลย  เพราะรู้ดีว่าตนเองมีฐานะยากจนต่ำต้อยมาก่อน   เพิ่งจะดูดีขึ้นบ้างเมื่อมาทำงานกับ เด เมดินา  นี่แหละ  อัลวาเรสมองเห็นความมั่นคงของพิโนท์  งานใดก็ตามที่เขารับผิดชอบ  เขาไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวังเลย  ส่วนเอเฮคัลต์นั้นไม่ผิดแผกไปจากพิโนท์ซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายผู้นี้  เพียงแต่วิธีนั้นแตกต่างกันไป  เอเฮคัลต์จะใช้ความรื่นเริงใคร่รู้ของตนจัดการกับงานที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งก็ทำได้ดีทัดเทียมกัน  ทั้งสองจึงเป็นผู้ที่อัลวาเรสวางใจเช่นเดียวกับ เด เมดินา  ส่วนอิซาเบลก็เช่นกัน  เธอสนิทสนมกับชายหนุ่มจากอัสคาโปตซัลโคทั้งสองคนจนเปรียบได้กับพี่น้อง  ทั้งเอเฮคัลต์และพิโนท์จะช่วยอัลวาเรสคอยสอดส่องดูแลหญิงสาวอยู่เสมอ  ยิ่งภาษาสเปนที่ใช้เจรจากันของชายหนุ่มทั้งสองคนดีขึ้น  ความคล่องตัวก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ

ถึงแม้ว่าการถลุงแร่เงินแบบเย็นจะนำผลกำไรมาให้เด เมดินาและหุ้นส่วนอย่างเป็นกอบเป็นกำ  จนสามารถตั้งตัวมีฐานะเป็นปึกแผ่นได้  แต่ปัญหายังไม่หมดไปอย่างสิ้นเชิง  เนื่องจากเขาประสบปัญหาเรื่องน้ำใต้ดิน  ตัวของเขาเองยังไม่มีวิธีระบายน้ำออกจากเหมืองได้ดีเท่าที่ควร  เขาเคยถาม  คาคามะถึงเรื่องนี้  และได้รับคำตอบว่า

“บ่อแร่ของเรามีขนาดเล็ก  แม้แต่ในถ้ำที่พวกเราขุดแร่ก็เป็นระนาบนอน  พวกเราไม่เจาะลงไปในระนาบตั้งเท่าไหร่นัก ถึงจะเจาะบ้างแต่ก็ไม่ลึกนัก  เพราะยังไม่มีเครื่องมือดีพอ  แต่นั่นมิได้หมายความว่าเราไม่เจอตาน้ำใต้ดิน  หลายๆ ครั้งพวกเราต้องวิ่งออกมาแทบไม่ทัน  บ่อแร่ใดที่มีตาน้ำ  พวกเราก็ทิ้งไปเลย  ไปทำบ่อแร่อื่นๆ ในที่ใกล้เคียง”

หลังจากนั้น  คาคามะก็แนะนำให้ เด เมดินาใช้กว้านผูกถุงหนัง  แล้วใช้ลาลากหมุนขึ้นมาจากแกนกลางที่ตั้งอยู่บนปากหลุม  ถุงหนังใช้บรรจุน้ำในหลุมแร่  ลาจะชักขึ้นมาเทน้ำออก  ถุงอื่นๆ ที่ไล่ตามกันมาก็ทำแบบเดียวกัน  แต่ถึงกระนั้นเหมืองที่ทำกันอยู่นั้นอยู่ลึกเกินกว่าจะขนน้ำขึ้นมาได้  น้ำใต้ดินจำนวนมากทำให้ เด เมดินา พยายามแก้ปัญหานี้อยู่หลายปีจนไม่อาจรับภาระที่ขาดทุนได้

วันหนึ่ง  เขาจึงขี่ม้ามาหาคาคามะซึ่งกลายเป็นมิตรสนิทไปแล้ว  เพื่อปรึกษาว่าควรจะทำประการใดดี  เมื่อรับฟังปัญหาแล้ว  คาคามะนั่งกุมศีรษะก้มหน้านิ่ง  ไม่สามารถหาทางออกให้กับมิตรผู้นี้ได้  ในที่สุด  เขาก็บอกว่า

“ท่านมีบ้านอีกหลังหนึ่งใกล้กับกระผม  จะคิดย้ายมาอยู่ด้วยกันไหมล่ะขอรับ  ทิ้งเหมืองไปก่อน  เพราะทำอะไรกับมันไม่ได้อยู่แล้ว  ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็เก็บเอาไว้ก่อน  อย่าได้นำไปจัดการกับน้ำใต้ดินเลยขอรับ  กระผมเกรงว่ามันจะหมดไปโดยเปล่าประโยชน์  สู้เก็บเอาไว้ก่อนจะดีกว่า”

“อึม!  ก็ดีเหมือนกัน  ถ้ารอต่อไปอีกสักหน่อย  เราอาจช่วยกันหาทางออกได้”

บาร์โธโลเม  เด เมดินา  จึงกลับไปที่เหมืองเพื่อจัดการกับธุระต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่  แล้วปล่อยคนงานที่เหลืออยู่ไม่มากนักให้ไปหางานทำที่เหมืองอื่นๆ  ส่วนอัลวาเรส  กับอิซาเบล  สมัครใจจะอยู่ต่อไป  โดยติดตาม เด เมดินามาสร้างบ้านอยู่ใกล้เคียงกัน  ทั้งสองระลึกถึงบุญคุณของ เด เมดินาอยู่เสมอ  ถ้าหากปราศจากการชักชวนของเขา  ป่านนี้ตนกับลูกยังไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร  ท่ามกลางสังคมใหม่ในกรุงเม็กซิโกที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าซึ่งต่างก็เข้ามาแสวงหาโชคลาภกันทั้งนั้น

การย้ายมาของ เด เมดินา  และสองพ่อลูกสร้างความปีติยินดีมาสู่เอเฮคัลต์กับพิโนท์ยิ่งนัก  ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทั้งสองเข้าไปรู้จักคุ้นเคย  สานความผูกพันอันยากที่จะลืมเลือนได้  คงจะเป็นโชคดีกระมังที่ชายหนุ่มทั้งสองกับผู้เป็นอาได้พบได้สนิทชิดเชื้อกับคนแปลกหน้าผิวซีด  ที่มีน้ำใจงดงามแบบนี้  พวกเขาจึงรอดพ้นจากเงื้อมมือของคนสเปนอื่นๆ

คาคามะมีบ่อแร่อยู่หลายแห่ง  มีคนงานอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งเขาพอที่จะเลี้ยงดูได้  เมื่อ เด เมดินาจำต้องปิดเหมืองของตนลงหลังจากที่ต่อสู้กับน้ำใต้ดินไม่ไหว  คาคามะจึงชวนเด เมดินามาอยู่ใกล้ๆ กัน และทำธุรกิจเกี่ยวกับแร่เงินเป็นงานอดิเรก  เพื่อมิให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่เฉยๆ จนทำให้จิตใจอาจจะฟุ้งซ่านได้  นอกจากนี้  ยังชวนอัลวาเรสกับบุตรีมาช่วยด้วย

ในฐานะที่อัลวาเรสเป็นช่างเหล็ก  เขาจะมาทำหน้าที่หลอมเงิน  เพื่อทำเป็นเครื่องใช้  และเครื่องประดับ  และนำเอาออกขายในร้านที่ทุกคนร่วมมือกันตั้งขึ้น  อิซาเบลอาสาเป็นคนเฝ้าร้านและทำบัญชี  เธอยินดีที่จะทำงานด้านนี้ตามความถนัด  มิหนำซ้ำยังได้ขายเครื่องประดับชิ้นงามๆ ที่บิดาผลิตมาขายในร้านอีกด้วย

หมู่บ้านของคาคามะมิได้อยู่ห่างไกลจากเมืองปาชูกาอีกต่อไป  การที่มีผู้คนค้นพบสายแร่ตามเมืองต่างๆ  ที่อยู่เหนือปาชูกาขึ้นไปทำให้เมืองนี้กลายเป็นทางผ่าน  เมืองปาชูกาขยายออกไปจากเมืองเล็กๆ  แต่เดิมกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น  ผู้คนผ่านไปมาและเข้ามาตั้งรกรากมากขึ้น  กิจการของร้านค้าเครื่องเงินจึงดำรงอยู่ได้ด้วยดี

การย้ายมาอยู่ใกล้กัน  และทำงานร่วมกันทำให้เด เมดินากับคาคามะสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น  และยังดึงเอาอัลวาเรสเข้ามาสนิทชิดเชื้อกันด้วย  ทั้งคาคามะกับอัลวาเรสต่างก็ยังถ่อมตนให้ความเคารพ เด เมดินา  เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ถึงแม้ว่าฝ่ายหลังนี้จะพร่ำบอกอย่างไรก็ตาม  ทั้งสองก็ยังปฏิบัติดังเดิม  ส่วนชายหนุ่มสองคนกับสาวน้อยอีกหนึ่งคนก็เช่นเดียวกัน  เอเฮคัลต์กับพิโนท์เป็นหนุ่มรูปงาม  มีความสง่าน่าเกรงขาม  แต่กับอิซาเบลแล้วทั้งสองยังคงเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ก็มิได้ทำให้ความสนิทสนมกับอิซาเบลกลายเป็นอื่นไปได้  นอกจากการเป็นพี่น้องต่างสายเลือดกันเท่านั้น

พิโนท์สนใจวิธีหลอมเงินบริสุทธิ์ของอัลวาเรส  และมักจะเข้าไปนั่งดูอยู่เนืองนิจ  ฝีมือของช่างเหล็กผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย  ความพิถีพิถันของเขามีผลต่องานที่ใช้ความละเอียดลออของลวดลายเป็นอย่างยิ่ง  โดยปกติแล้วคนพื้นเมืองของที่นี่จะตีโลหะไม่ว่าจะเป็นทองคำ  หรือเงินให้เป็นแผ่นก่อนตีให้เป็นลวดลายหรือรูปร่างดังที่ตั้งใจเอาไว้  พวกเขายังไม่รู้จักกรรมวิธีที่พัฒนาไปแล้วในยุโรป  แต่ผลงานของพวกเขางดงามน่าทึ่งไปอีกแบบหนึ่ง  ซึ่งดูๆ ไปแล้วผลงานแต่ละชิ้นของพวกเขางดงามน่าทึ่งด้วยเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

อัลวาเรสมองเห็นความงดงามด้านนี้ของคนพื้นเมือง  คราใดก็ตามที่มีโอกาสได้จับต้องหรือได้เป็นเจ้าของ  เขามักจะทะนุถนอมงานชิ้นเอกเหล่านี้  ความเป็นศิลปินภายในตัวของเขาแสดงออกได้อย่างชัดเจนจากงานที่ตนสร้างขึ้น   ดังนั้น ร้านค้าของพวกเขาจึงมีผู้สนใจเข้ามาชมและซื้ออยู่บ่อยๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้คนที่เดินทางมาจากสเปน  ธุรกิจจึงอยู่ได้อย่างสบาย

ส่วนพิโนท์นั้น  เข้าไปเรียนรู้งานด้านนี้กับอัลวาเรสผู้ให้ความรู้แก่ชายหนุ่มอย่างไม่หวงแหน  จนกระทั่งเขากลายเป็นผู้ช่วยของครูอัลวาเรสไป  ฝีมือผลิตเครื่องประดับและเครื่องใช้ที่ทำจากเงินของเขาดีขึ้นๆ  จนในที่สุดสามารถทำงานแทนกันได้

เอเฮคัลต์ยังอยู่ทำงานกับคาคามะผู้เป็นอา  ซึ่งค่อยๆ วางมือลงทีละน้อยเพื่อปล่อยให้ชายหนุ่มเข้าจัดการได้อย่างเต็มที่  คาคามะเป็นโสดไม่มีครอบครัว  เอเฮคัลต์กับพิโนท์จึงเปรียบเสมือนครอบครัวของเขา

“อาอยากจะวางมือแล้ว  เพราะสุขภาพของอาไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน  เงินแท่งที่อาสะสมเอาไว้ก็มีอยู่พอสมควร  เจ้าก็รู้นับตั้งแต่เจ้าเดินทางจากอัสคาโปตซัลโคมาหาอา

พิโนท์ไปช่วยอัลวาเรสก็ดีอยู่แล้ว  เขาไม่มีใคร  อิซาเบลก็เป็นหญิง  อายุยังน้อย”

“ท่านอาอย่าเป็นกังวลเลยขอรับ  เราสองคนขอสัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด  มิให้ท่านอาเป็นกังวล  เหตุการณ์บ้านเมืองค่อยๆ กลับไปสู่ปกติแล้ว  มิได้ผันผวน  เข่นฆ่ากันดังแต่ก่อน  แม้ว่าผู้คนของเรายังตกเป็นเบี้ยล่าง  แต่จะทำอย่างไรได้เล่าท่านอา”

เอเฮคัลต์ระบายความรู้สึกด้วยความอัดอั้นตันใจ  จำยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น  เด เมดินา  เดินเข้ามาและได้ยินเข้าพอดี  ความรู้สึกที่แวบขึ้นมากลับเป็นความสงสารผู้คนบนแผ่นดินนี้  เขาเห็นใจพวกเขาที่ถูกบีบคั้น  ถูกลิดรอนสิทธิเกือบทุกด้าน  จนแทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่อาศัย  ตัวเขากับคนสเปนอื่นๆ ต่างหากที่ตักตวงทุกสิ่งทุกอย่างจากที่นี่  เขาจะทำอย่างไรให้ดีไปกว่านี้ได้เล่า  ในเมื่อเป็นตัวจักรกลและฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ที่ไม่มีความหมาย  ขาดเขาไปสักคนไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต  ทั้งสามคนอาหลานหันมาดูเขาพอดี  แล้วก็ยิ้มให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  เด เมดินาแทบจะทรุดตัวลงบนพื้น

“ผมขอโทษ”

พูดเพียงสั้นๆ ก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้อีก  คาคามะรีบพูดว่า

“สำหรับตัวท่านแล้ว  ไม่เป็นไรเลย  ความเมตตาที่มีต่อพวกเรามันช่างมากมายเกินกว่าจะบอกได้ด้วยคำพูด  พวกเราต่างหากควรจะกล่าวว่า ‘ขอบคุณ’”

 

เชิงอรรถ :

(1) เหมืองแร่เงินปาชูกา – ริอัล  เดล  มอนเต  ยังดำเนินการอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้

(2) Amalgamacion de patio  นับได้ว่าเหมืองแร่เงินที่ปาชูกา  เป็นแห่งแรกในโลกที่เริ่มการถลุงแร่ด้วยวิธีนี้ใน ค.ศ. 1555

 



Don`t copy text!