เมฆพรางจันทร์ บทที่ 10 : เงาสะท้อนในกระจก

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 10 : เงาสะท้อนในกระจก

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

เช้าวันนี้ มาสอาภาลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอย่างมาก ราวกับไม่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน อาการเจ็บปวดรวดร้าวตามเนื้อตัวและศีรษะที่รู้สึกเมื่อวานตอนลืมตาขึ้นสลายหายไปจนหมด เพราะ ‘มธุรสอมฤต’ ยาวิเศษสกัดจากน้ำผึ้งทิพย์ที่ยมทูตสาวให้เธอดื่ม ก่อนจะพากันหายตัวไปพร้อมดับปราณ

เท่ากับตอนนี้เธอเหลือเวลาอีกสิบสามวันในการทำภารกิจ…

ชีวิตที่หนึ่งที่ต้องช่วยนั้น เธอ ดับปราณ และวายชีวา คาดเดากันว่าน่าจะเป็นชีวิน

เธอต้องฮึดสู้ ชีวินเป็นเพื่อนคนสำคัญของเธอ  จะมัวมาหงอยเหงา เศร้าสร้อย ด่าทอโชคชะตา หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ของตัวเองได้ยังไง…ดับปราณพูดถูก เจออะไรนิดหน่อยจะท้อถอย ไม่ยอมต่อสู้ เลือกวิธีหนีอย่างเดียวไม่ได้ ได้รับโอกาสมาแล้วก็ต้องดิ้นรน เอาตัวรอด จนวินาทีสุดท้ายสิ ถึงจะถูกต้อง และครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเองแต่มีชีวิตของเพื่อนรักเป็นเดิมพันอีกด้วย

มาสอาภาลุกจากเตียงคนไข้ราวกับไม่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน เดินเข้าห้องน้ำเองอย่างคล่องแคล่ว และกระฉับกระเฉง เมื่อคืนผู้หญิงที่บอกว่าเป็นพี่สาวของร่างนี้ จ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลเธอ

หญิงสาวกะพริบตามองเงาสะท้อนในกระจกคล้ายพยายามทำใจยอมรับความจริง กึ่งๆ ทำความคุ้นเคย

ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับสุกสกาวดั่งดวงดาวบนฟากฟ้าของเธอ กลายเป็นดวงตาเล็กเรียวฉายแววมั่นอกมั่นใจ ยิ่งปลายหางตาที่ชี้ขึ้นทำให้ดูเจ้าเล่ห์แสนกล โชคดีที่ร่างนี้มีใบหน้ารูปไข่ บวกกับแพขนตาค่อนข้างยาว ดั้งจมูกน้อยกว่าร่างเก่านิดหน่อย แต่รูปจมูกก็ยังสวยชัด ริมฝีปากบางเฉียบนี่ค่อนข้างถูกใจเธอมากทีเดียว  โดยรวมๆ แล้วผู้หญิงคนนี้หน้าตาเฉี่ยวเก๋ไก๋สไตล์นางแบบ

พอคิดว่าเหมือนนางแบบมาสอาภาเม้มปาก จือปาก เอียงคอ โพสท่าต่างๆ นานาในกระจก แล้วสรุปว่าค่อนข้างพอใจกับใบหน้านี้ อาจจะเทียบกับความสวยหวานฉ่ำของร่างเดิมไม่ได้ก็จริง แต่ก็นับว่าพอมองแล้วไม่ขัดใจ เก๋ไก๋พอใช้ได้ แต่งตัวดีๆ อีกหน่อยคงสะดุดตาไม่น้อย

ทว่าเรื่องผิวนี่จำเป็นต้องโบก ทา เคลือบ เซรัมและครีมบำรุงผิวอย่างเร่งด่วน หรืออาจจะต้องกินอาหารเสริมสำหรับผิวโดยตรง หงุดหงิดเจ้าของร่างเดิมนิดหน่อย…ม่านเมฆใช้ชีวิตมายังไง ผิวถึงได้แห้งกร้าน ไม่นุ่มนิ่ม ชุ่มชื้น อิ่มฟูกระชับ ตามวัยที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่อายุก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หน้าตาก็พอดูได้ แต่ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองบ้างเลย

หญิงสาวผู้ถือคติ…โลกนี้ไม่มีผู้หญิงขี้เหร่ มีแต่ผู้หญิงขี้เกียจ สำรวจรูปร่างในกระจกไปพลางๆ ก็ยังรู้สึกพอใจกับรูปร่างสูงโปร่งของร่างใหม่ที่เหมือนจะสูงกว่าร่างเดิมของเธอราวๆ ห้าถึงหกเซนติเมตร ช่วงขาเรียวยาวถูกใจ…

“เมฆ…” เสียงยัยพี่สาวเจ้าของร่างที่อาศัยอยู่ ซึ่งแย่งคู่หมั้นเธอไปกินดังขึ้นหน้าประตูห้องน้ำ “เป็นอะไรไหม ต้องให้พี่เข้าไปช่วยหรือเปล่า”

มาสอาภาหักมือกรอบแกรบ ก่อนจะเกือบกรี๊ดออกมา เมื่อมองเล็บสั้นกุดบนนิ้วเรียวยาวด้วยความขัดใจ…ยัยม่านเมฆชอบกัดเล็บ

เจ้าของร่างเดิมเป็นคนเก็บกดหรือไงนะ…

“ไม่ต้อง” พูดออกไปแล้วก็รู้สึกว่าฟังดูห้วนไป เธอควรอ่อนน้อมลงสักนิด ยังไงนัง…เอ่อ ผู้หญิงข้างนอกก็เป็นพี่สาวเจ้าของร่างนี้ “จ้ะ”

ม่านฝนถอนหายใจโล่งอก เมื่อน้องสาวที่หายเข้าไปอยู่ห้องน้ำสักพักตามคำบอกของพยาบาลพิเศษส่งเสียงตอบรับออกมา

“ถ้าทำอะไรไม่ถนัด ให้พี่เข้าไปช่วย ก็เรียกได้เลยนะเมฆ ไม่ต้องเกรงใจ”

คนในห้องน้ำกลอกตามองบน เหยียดริมฝีปากออกระหว่างเปล่งเสียงตอบกลับสั้นๆ พยายามประหยัดถ้อยคำ

“จ้ะ”

ดวงตาเล็กเรียวหรี่มองใบหน้าในกระจก…อาจจะเป็นโอกาสดีก็ได้ที่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้

ตอนนี้เธอต้องทำยังไงก่อน

ใช่…ควรอาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณ ทำตัวเองให้ผุดผ่องแจ่มใส แล้วรีบไปทำภารกิจแรก พร้อมกับฟาดคนตอแหลให้แดดิ้นจะดีกว่า!

 

มาสอาภาวางหน้าเรียบเฉยหลังจากบอกความประสงค์ให้นัง…เอ่อ คนเป็นพี่สาวเจ้าของร่างฟัง

“เมฆ…หัวเราฟาดพื้นแรงมาก ตอนมาโรงพยาบาล คือเมฆสลบ ไม่ได้สติมาเลย แถมเลือดออกเยอะมาก หมอบอกพี่ว่าให้เตรียมทำใจ เมฆอาจจะไม่รอดด้วยซ้ำ เพราะกระทบกระเทือนแรงมาก” ม่านฝนบอกเล่าอาการด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เจือด้วยความห่วงใยจริงจัง “ไม่ต้องดูอาการอีกสักหน่อยเหรอ พี่ว่าเมฆน่าจะอยู่โรงพยาบาลอีกสักอาทิตย์”

บ้าบอ…ขืนอยู่ที่นี่อีกอาทิตย์ เวลาก็หมดก่อนพอดี ภารกิจจะสำเร็จได้ยังไง ห้าชีวิตกับอีกสิบสามวัน เท่ากับเธอมีเวลาเคลียร์เคสแค่คนละสองวันกว่าๆ เองนะ

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เมื่อกี้หมอก็ยืนยันแล้วไงว่าแข็งแรงมาก” คนหัวฟาดพื้นแรงตอบไปด้วยท่าทีเฉยเมยระคนเย็นชา

“แต่…”

มาสอาภาจิ๊ปาก ชักสีหน้าหงุดหงิด เธอใส่ชุดไพรเวตธรรมดา นั่งกอดอกเพื่อรอออกจากโรงพยาบาล ให้ตายยังไงวันนี้เธอก็จะไม่อยู่ที่โรงพยาบาลนี่แล้ว เวลามีค่า…อยากจะกลับร่างเดิมเต็มที

“ไม่มีแต่ทั้งนั้น ฉันจะออกจากโรงพยาบาลวันนี้ นี่มันตัวฉัน”

คนมีศักดิ์เป็นพี่สาวฟังคำยืนกรานของคนเป็นน้องแล้วอึ้งไป ดวงตาหวานแกมเศร้ามองน้องสาวคนเดียวด้วยสายตางุนงงกับสรรพนามแทนตัวและท่าทางของอีกฝ่าย แต่ก็อาจจะเป็นเพราะอุบัติเหตุใหญ่ที่เจ้าตัวเพิ่งประสบมา อาจจะทำให้น้องสาวของเธอดูแปลกๆ ไปบ้าง

คนอ่อนหวานเสมอขยับตัว หยิบโทรศัพท์มากดเลขหมายที่ต้องการ

“ถ้าอย่างนั้น พี่ขอโทรหาคุณรุจ… ”

“จะโทรทำไม ฉันจะออกโรงพยาบาล ก็ต้องรายงานผะ…เอ่อ เขาด้วยเหรอ” มาสอาภาตกใจตัวเองเช่นกัน เพราะปกติเธอไม่ใช่คนชอบกระแหนะกระแหนแบบนี้ ต้องติดนิสัยมาจากยมทูตแสนสวยตนนั้นแน่ๆ “กลับเองได้”

แต่ว่า…บ้านยัยม่านเมฆมันอยู่ไหนกัน!

“แต่คุณรุจบอกว่า ถ้ามีอะไรให้โทรตามได้เลย เขายินดี อีกอย่าง…เขาก็อยู่แถวนี้” ม่านฝนกระซิบบอกเสียงเบาในประโยคสุดท้าย

มาสอาภาเป่าลมออกจากปาก หมั่นไส้คนอ้อนผัวประจำปีนี้ จนอยากกระชากโทรศัพท์ออกจากมือเรียวนั่น เธอไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ หรือเอาแต่ใจตัวเองกันแน่

นึกเอะใจในประโยคสุดท้าย มาสอาภาจึงเอ่ยถามออกไป และคิดหาสรรพนามแทนชื่อเขาอยู่ “พี่รุจ…ไอ้…เอ่อ เขาอยู่แถวนี้เหรอ”

ม่านฝนพยักหน้า เอื้อมมาคว้ามือเธอไปกุม “เมฆ…ผู้หญิงคนนั้น คู่หมั้นคุณรุจเกิดอุบัติเหตุวันเดียวกับเมฆเลย ยังไม่ฟื้นด้วย คุณรุจบอกพี่ว่า…งานแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นอาจจะ…เลื่อน หรือ ไม่มี”

คิ้วเรียวเลิกขึ้นมองอย่างแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้ ‘รู้’ ว่าภาณุรุจมีเธอเป็นคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่ก็ยัง…

“ดีใจเหรอที่ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ฟื้น” มาสอาภาถามออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ม่านฝนเม้มปากแน่น ก่อนจะพยักหน้า “ดีใจสิ ไม่ต้องฟื้นมาเลยยิ่งดี”

คนถูกแช่งไม่ให้ฟื้นดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย แล้วกำไว้แน่น แหม…จะด่ายังไงให้สมกับนิสัยดีนะ ทำตัวอ่อนหวานประดุจรับบทนางเอก แต่จริงๆ นี่มันบทเมียน้อยแอ๊บแบ๊วชัดๆ

พอมาคิดอีกที สงบปากไว้ก่อน สงบใจไว้อีกนิด ให้ภาณุรุจไปส่งก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้นั่งด่าเขากับยัยจอมแอ๊บนี่ ระบายความโกรธให้สาสมใจ!

 

ระหว่างนั่งรอม่านฝนลงไปเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลอยู่ในห้องพักผู้ป่วย มาสอาภาจึงอาศัยช่วงจังหวะนี้ เดินไปตามทางมุ่งสู่ห้องพักแบบดับเบิลวีไอพีที่ร่างของเธอนอนอยู่

คืนก่อน…เดินตามดับปราณด้วยความเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อตัว จึงจำไม่ได้ว่าต้องไปทางซ้าย หรือทางขวากันแน่

มาสอาภายืนงงอยู่ตรงทางแยก ก่อนจะยิ้มแย้มดีใจ เมื่อเห็นคนที่เปิดประตูออกมาจากห้องพักผู้ป่วยฝั่งซ้ายมือ

“วิน…” คนได้เจอเพื่อนร้องทักด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดา ดวงตาเรียวมองชายหนุ่มผมยาวผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอ “วินจริงๆ ด้วย”

คนถูกทักมองหน้าเธอด้วยสายตางุนงง ขยับตัวถอยห่างอย่างระแวง “คุณรู้จักผมด้วยหรือครับ”

มาสอาภาลืมตัวไปชั่วขณะว่าตัวเองอยู่ในร่างของม่านเมฆ อารามดีใจ หญิงสาวพุ่งตัวไปคว้ามือเรียวยาวของชีวินมากุมไว้ ละล่ำละลักบอก “มา…”

จู่ๆ เสียงที่กำลังเปล่งออกมาก็อันตรธานจนสิ้น คนกำลังอ้าปากพูดตกใจ เพราะขยับเขยื้อนไม่ได้นอกจากกะพริบตา ทุกสรรพสิ่งรอบตัวที่กำลังเคลื่อนไหวหยุดนิ่งเช่นกัน

“เกือบไปแล้วนะซ้อ ถ้าผมมาไม่ทัน ซ้อเสียวันฟรีแน่ๆ” ยมทูตหนุ่มน้อยบอกคนกำลังอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบๆ มองเขาด้วยสายตางุนงงระคนขอบอกขอบใจ “ห้ามหลุดอีกนะครับ พลังผมไม่ได้มากเท่าเฮีย”

เมื่อเห็นเธอส่งสัญญาณรับรู้ผ่านการกะพริบตา เขาจึงดีดนิ้ว แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อเนื่องจากเมื่อสักครู่

“อ่า…เมฆ…เมฆไงวิน จำเมฆได้ไหม” พูดออกไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเอง แต่ก็ดีกว่าหลุดพูดว่าตัวเองเป็นใครก็แล้วกัน

ผู้ชายผมยาวเลิกคิ้วดกดำขึ้น ดวงตาฉายชัดมั่นใจว่าไม่รู้จักอีกฝ่าย เขาดึงมือออกจากเกาะกุมของผู้หญิงแปลกหน้า “ขอโทษนะครับ เรารู้จักกันด้วยเหรอ”

“เอ่อ…เราเป็นเพื่อนของ…มาส มาสอาภา”

คิดอะไรไม่ออกก็อ้างว่ารู้จักตัวเองนี่แหละ ไม่ผิดกฎนี่ เธอไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นใครสักหน่อย…

เจ้าหนูวายชนม์ซึ่งเขยิบไปเฝ้า…เอ่อ ตามดูแลเธอห่างๆ ที่มุมทางเดินยกนิ้วโป้ง พร้อมพยักหน้าชื่นชมที่เธอแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

ชื่อสุดท้ายที่ผู้หญิงแปลกหน้าเอ่ยอ้าง เรียกความสนใจให้สายตาคมของชีวินหันมาอีกครั้ง “คุณรู้จักมาส”

“ใช่ รู้จักดีมากเลยด้วย รู้จักมานานแล้ว”

แน่ละ…นั่นมันเธอเอง ก็ต้องรู้จักดีสิ

“ไม่ใช่นะ! เราไม่ใช่พวกหลอกลวง”

“คนหลอกลวงที่ไหนจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนหลอกลวง” ชีวินส่ายหน้าระอา “หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ แต่ขอเถอะ…ตอนนี้เจ้าของชื่อที่คุณแอบอ้างกำลังลำบาก อย่ามาตอกย้ำซ้ำเติมเธออีกเลย”

“เราไม่ได้แอบอ้างจริงๆ” มาสอาภาถอนสะอื้น “เรารู้จักมาสดีมากเลยนะ!”

ชีวินไม่ฟัง เดินผ่านร่างคนที่เขาคิดว่าเชื่อถือไม่ได้ไปเฉยๆ ให้รู้ว่าไม่สนใจอีกต่อไป

มาสอาภาเกาหัวยิก แต่ไม่ยอมแพ้ วิ่งตามคนตัวสูงผมยาวไปทันที

“วิน…อย่าเพิ่งไปสิ คุยกันก่อนได้ไหม เราอยากรู้ว่ามาสเป็นยังไงบ้าง”

นอกจากไม่หยุดแล้ว ชีวินยังคงแน่วแน่ มั่นคงเหลือเกิน เขาถอนหายใจทิ้งเบื่อๆ เร่งก้าวเท้าอย่างเร็ว เหมือนไม่อยากเสียเวลาสักนาที!



Don`t copy text!