เมฆพรางจันทร์ บทที่ 12 : Angels Next Door

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 12 : Angels Next Door

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

“ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งให้แผลโดนน้ำนะคะ อาจจะคันสักหน่อยนะคะ แค่ลูบๆ นะคะ อย่าเกานะคะ แหม…สั่งเหมือนกับว่าวินเป็นเด็กน้อยเลยนะคะ สงสัยพยาบาลคนนั้นจะชอบวินนะคะ เห็นทำแผลให้ไป ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปนะคะ” พูดเสร็จคนพูดก็หัวเราะลั่น ระหว่างนั่งรอชำระเงิน และรับยาเป็นเพื่อนเขา

เป็นอีกครั้งในเวลาไม่ถึงชั่วโมงที่ชีวินรู้สึกว่าผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้…คล้าย…จนเกือบเหมือน…มาสอาภา เพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของเขา

ดวงตาคมลอบมองอย่างพิจารณาอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจ…เขาคงห่วงมาสอาภาที่ยังไม่ฟื้นมากเกินไป พอเจอคนที่มีนิสัยคล้ายกัน ก็อาจจะหลงผิดได้

“ขอบคุณ…คุณมากเลยนะที่ช่วยชีวิตผม”

“หืม…” มาสอาภาหยุดเลียนแบบท่าทางล้อเลียนพยาบาลสาวในห้องทำแผลเมื่อครู่ เธอรู้สึกเหมือนร้อนวาบไปทั้งตัว แต่แค่ครู่เดียว…ทุกอย่างก็กลับคืนเป็นปกติ “อืม…ดีแล้วที่ไม่มีใครเป็นอะไร”

นึกถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็รู้สึกตัวสั่นขึ้นมา…ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกจริงๆ

ชีวินทำท่าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณกลับยังไง ผมไปส่งไหม”

พอเขาถามขึ้น เธอก็นึกขึ้นได้ว่านัง…เอ่อ พี่สาวของร่างนี้รออยู่ มาสอาภาจึงปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย “ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปส่ง เดี๋ยวเรากลับเอง พี่สาวรออยู่”

“แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม” ชีวินตกใจที่ตัวเองถามอะไรออกไปแบบนั้น แต่ก็รอคอยคำตอบด้วยใบหน้านิ่งเฉย ถ้าเธอตอบรับ ก็จะได้สานสัมพันธ์ต่อ แต่ถ้าไม่…ก็คงต้องจบตรงนี้

มาสอาภายิ้มกว้าง “ได้เจอกันสิ”

ชีวินเลิกคิ้ว “ยังไง จะแลกไลน์ผมไว้ไหม”

หญิงสาวสั่นหน้า จนผมที่ผูกหางม้าไว้ด้านหลังสั่นตาม ก่อนจะเผลอบอกตามที่ใจคิด “เดี๋ยวเราไปหาวินที่ร้านยอดชีวินเอง”

“คุณรู้จักผมดีมากเลยนะ” ชีวินพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้เขาต้องการเวลา เพื่อทำความเข้าใจอีกสักพัก เพราะนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าตัวเองเคยรู้จักผู้หญิงคนนี้หรือเปล่า แต่ก่อนจะคิดอะไรมากกว่านั้น ช่องจ่ายยาก็ประกาศคิวเขา “โอเคครับ ถ้าอย่างนั้นผมไปรับยาก่อน คุณก็…กลับดีๆ ล่ะ”

“อืม…กลับดีๆ เหมือนกันนะวิน” มาสอาภายกมือโบก ก่อนจะหันซ้ายหันขวามองไปมาอย่างหวาดระแวง เพราะเมื่อคืนก่อน เธอจำได้ว่าแถวนี้มีวิญญาณยุบยับเต็มไปหมดเลย

แล้วคนจับวิญญาณไปไหนนะ…ทำไมวันนี้เธอไม่เห็นเขา

ยมทูตก็ต้องทำงานเหมือนกันสิ จะมาตามเธอตลอดได้ยังไงกัน

“คิดถึงลุงเหรอจ๊ะเบบี๋” เสียงหวานใสของยมทูตสาวดังขึ้นข้างๆ ทำเอามาสอาภาสะดุ้งสุดตัว

“คุณวาย…เอ่อ คุณไวน์ มานานหรือยังคะ”

“แหม ตกใจแรงจัง” วายชีวาตัดพ้อเบาๆ ก้มมองตัวเองในชุดจั๊มสูทเปิดไหล่สีกรมท่า หรูหราโดดเด่นด้วยโบขนาดใหญ่บริเวณไหล่ด้านซ้าย “สงสัยวันนี้จะสวยเกินไป”

“ฉันแค่ยังไม่ชิน” คนตกใจแรงตอบกลับทันควัน “คงจะต้องใช้เวลาอีก…สักพัก”

แน่ละ…ใครจะชิน พวกพี่เล่นแวบไป แวบมา…หยุดเวลาได้…แถมมีแจกดอกไม้น่ากลัว อ่อ…ยังมีมือถือที่สามารถดูพลังชีวิตได้อีก

ชีวิตช่วงนี้ของเธอโคตรจะแฟนตาซีสุดๆ!

ผู้ล่วงรู้ความคิดอีกฝ่ายทำแค่หัวเราะเบาๆ “เชื่อเถอะว่าเดี๋ยวก็ชิน เพราะจะต้องเห็น ‘เรา’ แวบไป แวบมา หยุดเวลา แจกดอกไม้ กันอยู่ตลอด…แต่ก็อย่างลุงเคยบอกไว้ ยังไงก็มี ‘เรา’ อย่างน้อยหนึ่ง คอยอยู่ใกล้ๆ เธอ  เพราะฉะนั้นอย่ากังวลให้มาก”

“ขอบคุณค่ะ เอ่อ…ว่าแต่ฉันสงสัยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทำไมคุณเรียกคุณดับปราณว่า…ลุง ทั้งๆ ที่…อืม… ” มาสอาภานึกถึงใบหน้าเรียบขรึม แต่หล่อจับจิตจับใจ กล้ามอกแน่นๆ คิดถึงแล้วก็หน้าแดงก่ำ…บ้าบอไปแล้ว

เขาไม่น่าจะแก่กว่ายมทูตสาวตนนี้ ถึงขนาดเป็นลุงของอีกฝ่ายได้จริงๆ

วายชีวาอมยิ้มกรุ้มกริ่ม มองดอกไม้ในมือสลับกับคนที่คิดฟุ้งซ่านแล้วเขินด้วยสายตาขบขัน “ถ้านับอายุจริงๆ ไม่เรียก ทวดของทวดของทวดของทวดของทวดของทวด ก็บุญแล้วจ้ะเธอจ๋า”

“หืม” มาสอาภากำลังงงว่าตกลงมี ทวด กับ ของ อยู่กี่คำกันแน่ “สรุปคือแก่มากเลยเหรอคะ”

“ใช่น่ะสิ…ลุงน่ะอยู่มานานแล้ว สามร้อยกว่าปี แก่ไหมล่ะ”

อยู่มานานขนาดนั้น…เขาเหงาไหมนะ

จู่ๆ ดวงตาคมเข้มสีดำสนิทดุจราตรีกาลนั่นก็ผ่านแวบขึ้นมาในห้วงคำนึง มาสอาภากลืนน้ำลายลงคอ สะบัดศีรษะ สั่นหน้าขับไล่ความคิดเพ้อเจ้อออกไป

“แต่ทำไมน้องวายชนม์เรียกเฮียล่ะ”

“ปกติฉันก็เรียกลุงเขาว่าพี่เหมือนกัน แต่พอดีช่วงนี้ติดซีรีส์ไง พี่คนนั้น พี่คนนี้ น้องคนนั้น น้องคนนี้ เยอะแยะไปหมด ฉันเลยเรียกเขาว่า ‘ลุง’ แทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉันก็เรียกไปเพราะแกล้งแหย่ลุงเขาเล่น ขำขำน่ะ” วายชีวาหมุนดอกไม้ในมือไปมา “สงสัยอะไรอีกไหม”

มาสอาภาพยักหน้า มองดอกไม้ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ แต่เป็นสีดอกตูมสีม่วงอ่อน “ฉันสงสัยว่าทำไมฉันไม่ได้ฤทัยธุวา”

“อยากได้เหรอ เอาไหม…” เจ้าหล่อนใจดียื่นดอกไม้ในมือให้ มาสอาภาโบกมือปฏิเสธรัวๆ

“ไม่เอาค่ะ ไม่เอา ฉันสงสัยตั้งแต่เมื่อวันที่เดินตามคุณดับปราณแล้ว แต่มันยังมีเรื่องอื่นให้สงสัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เลยลืม และพอเห็นคุณไวน์ถือ…เลยอยากรู้ขึ้นมา” อยากรู้ระคนดีใจด้วยที่ตัวเองไม่เคยได้รับดอกไม้นั่น เพราะมันคือสิ่งการันตีว่าเธอกำลังจะหมดลมหายใจ มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามวัน ตามเงื่อนไขของมัน “ฤทัยธุวาแปลว่าอะไรคะ”

“วิญญาณเปรียบเสมือนควัน อยู่ไม่นานก็สลาย ต้องการสิ่งนำทาง ยึดเกาะพาพวกเขาไป ฤทัยธุวา คือดวงใจที่มั่นคงและยั่งยืน เหมาะที่เป็นสิ่งนำทางให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นไปสู่ที่ทางที่ถูกต้อง” วายชีวาบอกความหมายของดอกไม้ที่ถืออยู่ ก่อนจะหัวเราะคิกคัก “ความหมายโรแมนติกมาก แต่ไม่น่าจะมีใครอยากได้” พึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วหันมาถามอีก “อยากรู้ด้วยใช่ไหมว่าทำไมฉันไม่ถือดอกไม้อื่น”

“เอ่อ ก็นิดนึงนะคะ”

ยมทูตสาวจึงทำการทดลองให้ประจักษ์แก่สายตา ด้วยการหยิบดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนในแจกันแถวนั้นมาถือไว้ ก่อนจะเอามือบังให้เห็นกันสองคน

ดอกกุหลาบสีชมพูสวยหวานน่ารักบนก้านกิ่งสีเขียวแข็งแรง อันที่จริงก็เข้ากับใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวของอีกฝ่ายพอสมควร แล้วมาสอาภาก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อความสวยงามที่เห็นอยู่ แห้งเหี่ยวร่วงโรย ดอกกุหลาบสีชมพู เหมือนถูกดูดพลังงานชีวิต กลายเป็นดอกไม้แห้งภายในเวลาชั่วครู่

“เราเป็นผู้นำวิญญาณไปโลกแห่งความตาย…สามารถทำให้ทุกอย่างที่มีชีวิตหมดอายุขัย เพราะฉะนั้นมีแค่ดอกฤทัยธุวานี่แหละ เหมาะกับฉันที่สุดแล้ว”

“จริงด้วยค่ะ เหมาะสมแล้วจริงๆ” มาสอาภาพยักหน้า พึมพำอย่างทึ่งๆ กับความรู้แปลกใหม่ที่ได้รับ พลางเหลือบตามองไปรอบๆ เห็นผู้คนมากมาย จึงเอ่ยถามขึ้นอีก “แล้วคนอื่นๆ เห็นพวกคุณไหมคะ”

“แล้วแต่ว่า ‘เรา’ จะให้เห็นไหม” วายชีวาตอบ ก่อนจะหันไปโบกมือให้ชายหนุ่มหน้าใสคนหนึ่งพร้อมจือปาก ส่งจูบให้ “อย่างตอนนี้ คือทุกคนเห็นความสวยของฉัน”

มาสอาภายิ้มแหยๆ พยักหน้า “อิทธิฤทธิ์เยอะกันจังนะคะ”

“เอ้า…เป็นผู้นำวิญญาณไปสู่โลกหลังความตายนะคะเบบี๋ มันก็มีสิทธิพิเศษไหมล่ะ ไม่ใช่เป็นกันง่ายนะคะ พวกไก่กาอาราเล่ไม่มีโอกาสหรอกค่ะ”

“หมายความว่า ต้องมีการคัดเลือกด้วยเหรอคะ”

วายชีวาปรายตามองคนช่างสงสัย ก่อนจะพูดเป็นนัยๆ “บนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ นะจ๊ะ ทุกอย่างมีการแลกเปลี่ยน มีราคาที่ต้องจ่าย”

“ก็จริงนะคะ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ จริงๆ”

“มีแต่เธอละมั้ง…ผู้โชคดีคนนั้น”

“ฉันหรือคะ ผู้โชคดียังไงคะคุณไวน์” มาสอาภาชี้ที่ตัวเอง แต่ก่อนจะได้สอบถามอะไรมากกว่านั้น ม่านฝนก็เข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้ก่อน

“เมฆ ไปไหนมา ทำไมไม่รอที่ห้องล่ะ พี่จ่ายเงินกับรับยาแล้ว กลับขึ้นไปหาที่ห้องก็ไม่เจอ ตกใจหมดเลย” คนเป็นพี่สาวพูดยาวเหยียด ก่อนจะเหลือบตามองผู้หญิงสวยจัดข้างกาย “คุณคนนี้เป็นใครเหรอจ๊ะเมฆ”

มาสอาภาอึกอัก จะให้แนะนำไปตามตรงก็คงมีกระเจิดกระเจิง หรือยิ่งตอกย้ำให้อีกฝ่ายคิดว่า เธอยังไม่หายดี เพราะสมองกระทบกระเทือนหนัก

เจ้าตัวเลยแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำ “ฉันชื่อไวน์ค่ะ ถ้าออกเสียงสั้นจะเป็นเครื่องดื่มละมุนๆ ชวนเมาวันเสาร์อาทิตย์ แต่ถ้าออกเสียงยาว จะกลายซีรีส์แนวยอดนิยมตอนนี้” พูดแล้วก็หัวเราะคิกคักอย่างมีจริต “เพิ่งย้ายมาอยู่ข้างบ้านคุณค่ะ เมื่อสองวันก่อนนี้เอง วันนั้นบังเอิญเจอคุณเมฆเลยได้พูดคุยทำความรู้จักกันบ้างแล้ว พอมาบังเอิญเจอกันที่นี่อีก ไวน์เลยทักเธอค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวกับคุณด้วยนะคะ”

มาสอาภามองยมทูตแสนสวยอย่างทึ่งจัด เพราะเพิ่งรู้ว่านอกจากเป็นยมทูตแล้ว ยังเป็นคนข้างบ้านอีกด้วย

“อ๋อ” ม่านฝนพยักหน้า นึกขึ้นได้ว่าข้างบ้านมีการเคลื่อนไหววันเดียวที่ม่านเมฆประสบอุบัติเหตุพอดี “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณไวน์”

“ยินดีมากๆ ค่ะ”

“เมฆ เรากลับกันเลยไหม คุณรุจขับรถมารอด้านหน้าแล้วจ้ะ” ม่านฝนมองคนข้างบ้านสาวสวย แล้วถามอย่างเอื้อเฟื้อ “คุณไวน์กลับยังไงคะ ไปพร้อมกันเลยไหม หรือยังมีธุระที่อื่นอีก”

วายชีวาทำท่านึก เหลือบตามองมนุษย์ที่ยืนส่งสายตาขอร้อง และคิดเสียงดังอยากให้เธอร่วมเดินทางไปด้วย เจ้าหล่อนจึงพยักหน้า

“ไวน์ขอติดรถไปด้วยแล้วกันนะคะ”



Don`t copy text!