เมฆพรางจันทร์ บทที่ 22 : จิตปฏิพัทธิ์

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 22 : จิตปฏิพัทธิ์

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

โกหกชัดๆ…

เธอต้องฝันอยู่แน่นอน

เรื่องที่ภาณุรุจพูดออกมาเมื่อสักครู่ มันทำใจเชื่อได้ยากมากเหลือเกิน

มาสอาภาร้อนไปหมดทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอเดินวนไปวนมาในห้องนอนชั้นล่างของม่านเมฆมาสักพักแล้ว แถมยังครุ่นคิดเรื่องราวที่ได้ฟังมาจากภาณุรุจตลอดเวลา

จู่ๆ ไอเย็นยะเยือกแสนคุ้นเคยก็โอบล้อมหัวใจที่ร้อนรุมราวกับมีไฟสุมเอาไว้ เธอรู้สึกสบายและผ่อนคลายลง พร้อมกับเสียงพูดของยมทูตหนุ่ม “การถูกคนที่รักหักหลัง มันก็จะเจ็บปวดมากแบบนี้นั่นแหละ”

“คุณดับปราณ… ”

มาสอาภาเรียกชื่อเขา ก่อนจะเบะปาก โผเข้าไปหาอ้อมอกกว้างที่วายชีวาบอกว่ามีซิกซ์แพ็กซ่อนอยู่ทันที แต่เวลานี้เธอแค่ต้องการที่พักพิงทางใจอย่างเร่งด่วนเท่านั้น สาบานได้ว่ามือที่วางบนอกเขาตรงนี้ไม่ได้แอบเลื่อนขยับลงไปลองสัมผัสซิกซ์แพ็กเลยสักนิด

“อยากดู อยากจับ ก็บอกดีๆ ก็ได้” เขากระซิบยั่วเย้าเบาๆ “เมื่อก่อนทำมากกว่าดู มากกว่าจับอีก”

“เอ๊ะ!”

เมื่อก่อนคือตอนไหนอะ…แล้วทำอะไรที่ว่ามากกว่าดู มากกว่าจับ

อ๊าย! ไม่อยากจะจิ้น

มาสอาภาลืมเรื่องที่คุยกับภาณุรุจทั้งหมดไปจากหัว แค่ได้เจอหน้ายมทูตที่บอกว่ามีจิตปฏิพัทธ์ ผูกพันกับเธอมานานหลายร้อยปี

“ตอนเรายังรักกันไง” เขาตอบด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ส่วนคำถามต่อมา…จะตอบว่ายังไงดี”

แม้จะเขินกับคำถามสุดท้าย แต่มาสอาภาอดเงยหน้าถามไม่ได้ “แล้วตอนนี้ไม่รักเหรอคะ”

“รักสิ…ฉันรักเธอเสมอ” ดับปราณตอบเสียงจริงจัง

คำบอกรักตรงๆ ทื่อๆ ทำเอาหัวใจอบอุ่น “แต่คุณพูดว่าตอนเรายังรักกัน”

“ถ้าอย่างนั้นขอพูดใหม่ว่า ตอนเราอยู่ชาติภพเดียวกันดีกว่าไหม”

“คุณเคยเป็นมนุษย์ด้วยเหรอ”

ดับปราณพยักหน้า เอื้อมมือรั้งร่างบางให้เข้ามาใกล้อีก “เคยเป็นทุกอย่างนั่นแหละ”

“ทุกอย่าง?” เธอได้ยินเสียงตัวเองถามออกไปอย่างเพ้อๆ

“ใช่…เป็นทุกอย่าง คนรัก สามี และ…”

“พอก่อน พอก่อนค่ะ หัวใจจะวาย ถ้าฟังต่อต้องตายจริงๆ แน่”

“ยังพูดไม่จบเลย”

“มันจะเขินไหม”

ดับปราณยังคงยิ้ม “ไม่หรอก แต่อาจจะโกรธแทน”

พอฟังแบบนั้น หญิงสาวก็เงยหน้าขึ้น “ฟังแล้วต้องโกรธเหรอคะ คุณเคยเป็นอะไรอีกอะ นอกจาก…เอ่อ…ที่คุณกล่าวมาข้างต้น”

ใจคอจะไม่เก็บไว้พีคกันวันอื่นเลยเหรอค้า!

“พีคให้สุดไปเลยวันนี้แหละ เพราะหลังจากคืนนี้ เราอาจจะไม่มีเวลาคุยกันมาก เวลาใกล้จะหมดแล้ว”

มาสอาภาขยับออกจากอ้อมกอดเย็นสบาย แต่เขาไม่ยอม กลับรั้งเธอไปกอดไว้อีกครั้ง

“ขอกอดอีกทีนะ พอฉันพูดออกไปแล้ว เธออาจจะไม่อยากอยู่ใกล้ฉันอีก”

คนถูกกอดหน้าร้อนผ่าว ยังงุนงงอยู่มากจริงๆ แต่เอาเถอะ…ตั้งแต่ตื่นมาในร่างนี้ ทุกอย่างก็พลิกคว่ำคะมำหงาย อะไรที่เคยคิดว่าเป็นสีขาวกลับเป็นสีดำเสียดื้อๆ

“ค่ะ…บอกมาได้เลย ฉันพร้อมแล้ว”

ดวงตาเขาแดงก่ำ มาสอาภาเหมือนจะเห็นร่องรอยความเสียใจอย่างหนักฉายชัดอยู่ในนั้น ก่อนที่เสียงเข้มขรึมจะเอ่ยออกมาแผ่วเบา “นอกจากเป็นคนรัก และสามีแล้ว ฉันยังเป็นต้นเหตุให้เธอฆ่าตัวตาย”

ก่อนเขาจะพูดออกมา มาสอาภาเคยจินตนาการไว้ล่วงหน้าหลายอย่าง

แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้

ดับปราณเคยหลอกเธอ…เขาเป็นคนแรกที่หลอกลวง ต้นเหตุของการฆ่าตัวตายในชาติแรกของเธอ เขาพรากลมหายใจของเธอไป ในชาติที่ผูกพันกัน

“ใช่…” ยมทูตหนุ่มตอบ ขณะมองร่างบางที่นิ่งงัน ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขา ไปนั่งที่เตียง

“คุณหลอกฉันทำไม มีเหตุผลใช่ไหมว่าทำไมถึงทำแบบนั้น”

“มีสิ”

“แล้วคุณได้รับบทลงโทษอะไรจากการกระทำครั้งนั้นไหมคะ”

ยมทูตพยักหน้า “ได้รับสิ โดนลงโทษมาสามร้อยกว่าปีแล้ว”

มาสอาภานิ่งงันไปอีกพักใหญ่ คิดทบทวน ก่อนจะยิ้ม “งั้นก็ช่างมันเถอะค่ะ…เรื่องผ่านไปตั้งนานแล้ว หลอกไปแล้ว ตายไปแล้ว และฉันก็จำอะไรไม่ได้แล้วด้วย”

ยมทูตที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจสำหรับความคิดของคนรักเป็นฝ่ายงงเอง “เธอไม่โกรธเหรอ”

“ต้องโกรธเหรอคะ” มาสอาภาเอียงคอถาม “ฉันพอจะนึกออกแล้วว่าที่คุณไวน์เคยพูดวันนั้น หมายความว่ายังไง เธอบอกฉันเป็นนัยๆ เรื่องการแลกเปลี่ยน และราคาที่ต้องจ่าย”

ดับปราณพยักหน้าเบาๆ อีกครั้ง

“เธอเปลี่ยนไปมาก”

“เวลาสี่วันที่ผ่านมา อาจจะดูน้อยมากสำหรับคนอื่นนะคะ แต่คุณรู้ไหมว่า สำหรับฉันที่มีเวลาแค่สิบสี่วัน มันไม่ใช่แค่สี่วันไง…แต่มันคือตั้งเก้าสิบหกชั่วโมงที่ผ่านไปแล้ว แต่ละวินาทีที่ผ่านไปมีค่าและมีความหมายมาก บางวินาทีฉันยังเสียดายเลยค่ะว่าทำไมไม่ทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ พอมานึกอีกที อ้าว…ผ่านมาสี่วันแล้ว เหลือแค่สิบวันเอง อีกตั้งสี่ภารกิจ จะช่วยใครทันได้ยังไง เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะคะที่คิดว่า ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก จะทำอะไรก็ควรคิดให้ดีและรอบคอบ เพราะ ‘เวลา’ ไม่เคยรอคอยใคร เดินหน้าอย่างซื่อตรงและมั่นคงเสมอ”

“นี่คงเป็นเหตุผลที่เจ้านั่นเสนอให้เธอทำภารกิจ” ดับปราณมองหน้าผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ ขณะพึมพำออกมา “เจ้านั่นต้องรู้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าฉันสารภาพความจริง แล้วเธอยังเป็นยัยโง่ ยัยคนงี่เง่าคนเดิม ฉันคงต้องเป็นยมทูตไปตลอดกาล”

“เจ้านั่น…ใครหรือคะ”

“พี่ชายของยัยตัวแสบไง”

“พี่ชายคุณไวน์?”

ดับปราณพยักหน้าอีกครั้ง

“ถ้าชื่อสากลเรียกขานกันทั่วไปก็คือ พญายมราช”

“โห…อึ้งกว่าที่รู้จากไอ้พี่รุจว่า พี่ดินเป็นลาส-บอสอีกค่ะ” มาสอาภากลืนน้ำลายลงคอ “แล้วคุณเสกถุงดำครอบหัวคุณไวน์เมื่อคืน จะไม่โดนลงโทษเหรอคะ แบ็กคุณไวน์ใหญ่มากขนาดนี้นี่เอง เธอถึงไม่กลัวคุณเลย แล้วท่านพระยม เอ่อ พญายมราชเสนอให้ฉันทำภารกิจด้วย ใจดีจังค่ะ”

“ยังจะไปชื่นชม”

“เอ๊ะ…ก็ท่านให้โอกาสฉันทำภารกิจเพื่อกลับเข้าร่างนะ ถึงจะให้เวลาน้อยไปหน่อยก็เถอะ” มาสอาภาก็คือมาสอาภา อดบ่นออกมาอย่างที่ใจคิดไม่ได้ “ทั้งๆ ที่ฉันฆ่าตัวตายทุกชาติเลย แต่แปลกจัง…ทำไมฉันถึงได้มาเกิดใหม่ล่ะคะ…มันเกี่ยวกับที่คุณหลอกฉันในชาติแรกไหมอะ”

“ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด” ดับปราณตัดสินใจตอบไปตามตรง

“เกี่ยวยังไงคะ เล่าให้ฟังหน่อย”

“หนึ่งชาติที่เธอฆ่าตัวตาย แลกกับฉันเป็นยมทูตหนึ่งร้อยปี”

มาสอาภาเคยคิดเพ้อฝันถึงความรักอันเป็นนิรันดร์อยู่หลายครั้ง เวลาอ่านนิยาย หรือดูละครต่างๆ เธอซาบซึ้งและยินดีไปตัวละครนั้น แต่ไม่คิดว่าพอเจอเข้ากับตัวเองจริงๆ นอกจากหัวใจที่อุ่นวาบ ตื้อตัน และน้ำตาไหลคลอแล้ว ควรจะรู้สึกอะไรได้มากกว่านี้อีก

“เป็นยมทูตหนึ่งร้อยปีเลยเหรอคะ” มาสอาภาถามออกไป น้ำตาก็ร่วงหล่นเป็นสาย พยายามบังคับไม่ให้เสียงอู้อี้ “เพื่อแลกให้ฉันมาเกิด”

เขาพยักหน้าช้าๆ และบ่นพึมพำ “เธอก็ช่างฆ่าตัวตายตลอดทุกชาติด้วยสิ ถ้าเกิดชาติที่แล้วเธอไม่ขอไว้ ชาตินี้เจ้านั่นคงไม่เสนอภารกิจให้ทำหรอก”

“ชาติที่แล้วฉันขออะไรไว้ อ๋อ…ที่ฉันขอให้เจอคนที่รักจริงเหรอคะ” ถามแล้วน้ำตาก็หยุดไหลอัตโนมัติ ใบหน้าแดงวาบ แถมยังร้อนวูบไปทั้งตัว

“ใช่ คำขอของเธอ คือฉัน…อยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง”

มาสอาภากลืนน้ำลายลงคอ หัวใจไหวสั่น หน้ายังคงร้อนวูบวาบต่อเนื่อง

“คุณนั่นเอง ที่คุณไวน์บอกว่าเป็นช้อนกับชามที่แถมเวลาซื้อผงชูรสกับน้ำปลา”

“ยัยตัวแสบนั่นช่างเปรียบเปรย น่าตีปากจริงๆ” ของแถมบ่นพึมพำไม่จริงจังนัก แล้วย้ายตัวเองมานั่งข้างเธอบนเตียงหน้าตาเฉย

“คุณไวน์เขาหวังดีกับคุณ ไม่อยากให้คุณเครียดไง เลยชอบแหย่ ชอบแซว” หญิงสาวแก้ตัวแทนยมทูตสาวที่คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอมาตลอดหลายวัน ก่อนจะหรี่ตามองร่างสูงข้างๆ “แปลกจังนะคะ ตอนแรกที่รู้ว่าโดนไอ้พี่รุจหลอก ฉันโกรธจะเป็นจะตาย แต่กับคุณ…รู้ว่าคุณหลอกฉันถึงขนาดเป็นต้นเหตุให้ฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ ทำไมฉันไม่โกรธนะ กลับรู้สึกเศร้าแทน”

“เธอรักฉันไง”

มาสอาภามองคน…เอ่อ ยมทูตจอมกอบโกยความดีเข้าตัวด้วยสายตางงงัน “อยู่มานานสามร้อยกว่าปี พูดตรงจังเลยนะคะ”

“ไม่ควรอ้อมค้อมแล้ว เสียเวลามามากเกินไป”

“แล้วทำไมคุณไม่ช่วยฉันตั้งแต่ชาติแรกล่ะ ไม่รีบมาปรับความเข้าใจ ปล่อยให้ฉันฆ่าตัวตายทำไม”

ดับปราณมองดวงหน้าแท้จริงของผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจนิ่งนาน “กรรมสัมพันธ์ไง นอกจากฉัน เธอยังมีกรรมสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อีก บ่วงเวรบ่วงกรรมร้อยรัดพวกเราเข้าด้วยกัน ภารกิจอีกสิบวันที่เหลือจะปลดปล่อยพันธนาการทุกอย่าง”

“วันที่ฉันฝันเห็นคุณ ฉันตื่นลงมาตักบาตรหน้าบ้าน หลวงตาก็ทักฉัน เรื่องกรรมสัมพันธ์เหมือนกันค่ะ” มาสอาภานึกขึ้นได้ “ท่านบอกว่าต้องอาศัยเขา…ถึงจะผ่านไปได้ เขาคนนั้นก็คือ…คุณใช่ไหม”

ดับปราณพยักหน้า “เธอคงไม่รู้ว่าฉันอยู่ข้างเธอมาตลอด”

“ยมทูตหรือสตอล์กเกอร์คะ…”

“เลิฟเวอร์ต่างหาก” เขาบอกพร้อมกับยกนิ้วทำมินิฮาร์ตส่งให้

ยมทูตแจกมินิฮาร์ตได้ด้วย!

“แหม…สามร้อยกว่าปีนี่เรียนรู้อะไรมาเยอะเลยสิคะ…พูดเก่ง หลอกกันอีกหรือเปล่า”

“บอกแล้วว่าเสียเวลามามากเกินไป อะไรควรทำก็ควรทำ”

อะไรเหรอคะที่ว่าควรทำ!

ผู้ล่วงรู้ความคิดหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาชิด โน้มหน้าลงมาใกล้ แล้วกระซิบแผ่วๆ ที่ข้างหู

“ไม่อยากรู้เหรอว่าจูบกับฉัน จะเย็น หรือ ร้อน”



Don`t copy text!