MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 7 : เดอะ นิว เอกอักษร

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 7 : เดอะ นิว เอกอักษร

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 7 –

 

ใกล้วันสัมภาษณ์ตำแหน่งเซลล์เข้าทุกที เอกอักษรพยายามเตรียมตัวเต็มที่ไม่ย่อท้อ อย่างวันนี้หลังเลิกงานเธอกับเก็จดาวก็ไปรวมตัวกันที่คอนโดของตี๋ใหญ่

เก็จดาวเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตลาดเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมทั้งทิศทางการเติบโตของธุรกิจนี้ในอนาคต กระแสนิยมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่นำไปสู่การออกแบบเครื่องดื่มของบริษัทเรา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เช่น เครื่องดื่มให้พลังงานต่ำที่มีรสหวานจากสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ผสมวุ้นจากบุก สำหรับสาว ๆ ที่อยากอร่อยแบบไม่อ้วน  หรือสินค้าที่ขายดีที่สุดตัวหนึ่งของบริษัทอย่างเครื่องดื่มชุดน้ำอัดลมผสมเนื้อผลไม้ ก็มีแนวคิดมาจากการที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการดื่มน้ำเพื่อแค่แก้กระหาย หรือให้อร่อยสดชื่นเท่านั้น แต่ยังต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วยสัมผัสที่แปลกใหม่ด้วย และยังมีกระแสนิยมด้านอื่น ๆ ของโลกที่น่าสนใจ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและคาดว่าจะเกิดในไม่ช้า

เอกอักษรฟังเพื่อนสาวเล่าเพลินราวกับฟังนิทาน เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า กว่าจะมาเป็นเครื่องดื่มกระป๋องเล็ก ๆ อันเป็นสินค้าของบริษัท  ต้องค้นคว้าวิจัยด้านการตลาดมาอย่างเข้มข้น โดยทีมของนักการตลาดสาวนามว่าเก็จดาวผู้นี้เอง

ส่วนตี๋ใหญ่ผู้เป็นเจ้าของห้องก็สอนเรื่องการขาย  ตั้งแต่จิตวิทยาการพูดคุยกับลูกค้า เทคนิคการขาย  คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์แต่ละตัว ไปจนถึงระบบภายในบริษัทว่าต้องทำรายงานหรือส่งข้อมูลให้ฝ่ายไหนต่อบ้าง และที่ตี๋ใหญ่ย้ำนักย้ำหนาว่าสำคัญที่สุดสำหรับคนเป็นเซลล์ ก็คือ ทัศนคติต่อการขาย

“ผู้แทนขายไม่ควรตั้งใจมาขายของ เพราะเท่ากับตั้งหน้ามา ‘รับ’ ไม่ว่าจะเงิน คำสั่งซื้อ หรือแม้แต่ความสนใจของลูกค้าก็ตาม”

“อ้าว เป็นเซลล์แล้วไม่ตั้งใจมาขายของ แล้วมาทำอะไรล่ะ”  เอกอักษรถามพาซื่อ ตี๋ใหญ่เหล่มองว่าเธอผู้เป็นนักเรียนถามจริง ๆ หรือกวนประสาทกันแน่

“ก็ตั้งใจขายเว้ย แต่หมายถึงว่าให้ทำตัวสบาย ๆ เหมือนลูกค้าจะไม่ซื้อก็ได้ ซื้อก็ดี เข้าใจไหม ถ้าตั้งใจมาก ๆ มันเหมือนไปคาดหวังว่าลูกค้าจะต้องซื้อ เขาจะกดดัน ทางที่ดีคิดแค่ว่า มาแนะนำสิ่งดี ๆ ให้ลูกค้ารู้จักเครื่องดื่มของเรามากขึ้น ในเมื่อเราเป็นเซลล์ที่รู้จักสินค้าของตัวเองดีที่สุด ถ้าลูกค้าไม่เชื่อเราแล้วจะให้ลูกค้าไปเชื่อใคร จริงไหมล่ะ”

เอกอักษรพยักหน้าหงึกหงัก ฟังคุณครูเพื่อนรักสอนไปดุไป  เธอเอื้อมหยิบกระเป๋ามาแล้วเปิดกระปุกขนมปังกรอบรวมรสตั้งลงตรงกลางวง คุณบัดเดอร์ให้มาราวกับจะรู้ว่าเธอมีติววิชาเซลล์กับเพื่อน ๆ หญิงสาวจำได้ว่าขนมปังเจ้านี้ค่อนข้างดังอยู่ เพิ่งจะมีโอกาสลองชิมบ้างก็คราวนี้

“ขนมปังเจ้านี้อร่อยนะ เอลองชิมดูสิ”  เก็จดาวหยิบรสเนยน้ำตาลให้ชิ้นหนึ่ง เอกอักษรรับมาแล้วก็สงสัยว่า เก็จดาวรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่เคยกิน

“อื้ม อร่อยจริงด้วย”  ตี๋ใหญ่ก็ชอบ

เก็จดาวหยิบรสกระเทียมมากินบ้าง “ขนมโปรดของฉันเลยนะเนี่ย คิดมานานแล้วว่าจะซื้อมาให้พวกเธอกินกัน แต่ยังไม่ค่อยมีโอกาสเลย”

เอกอักษรลอบมองเพื่อนสาว เธอพูดราวกับว่า เพิ่งจะมีโอกาสซื้อมาให้ก็วันนี้…

ตี๋ใหญ่เห็นสาว ๆ พักกินขนมกันก็เลยพักการสอนไว้ก่อน เขาลุกขึ้นไปให้อาหารปลาในตู้ปลา ใครจะรู้ว่า ภายในห้องคอนโดซึ่งไม่ได้ใหญ่โตมาก แค่ประมาณสองคนอยู่สบาย ๆ แถมยังมีข้าวของกองรกตามประสาห้องหนุ่มโสดแห่งนี้ จะมีตู้ปลาสวยงามขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยไฟสี กรวดสวย ๆ และไม้น้ำ

“ฉันขอบคุณพวกเธอสองคนมากเลยนะ ที่มาสอนให้ทั้งวิชาการตลาด ทั้งเทคนิคการขาย  ถ้าไม่ได้พวกเธอ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง ตอนนี้รู้สึกเหมือนค่อยมีอะไรในหัวไปเข้าสัมภาษณ์หน่อย”

“ขอบคุณตอนนี้ยังเร็วไป” ตี๋ใหญ่ตอบมาทั้งที่ตายังจด ๆ จ้อง ๆ อยู่กับเจ้าปลาทองสีสวย “ฉันมีอะไรต้องสอนแกอีกตั้งเยอะตั้งแยะ  ที่สอนไปยังไม่ได้เศษเสี้ยวสกิลเซลล์เลย”

“นั่นสิเอ” เก็จดาวลูบแขนเธอเบา ๆ “นอกจากจะมีความรู้แล้ว เธอยังต้อง ‘สวย’ ด้วยรู้ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปช็อปปิงเสื้อผ้าใหม่กัน โอเคนะ”

“เดี๋ยวนะ ๆ ทั้งคู่เลย” เอกอักษรยกมือเบรก “ฉันยังไม่ได้เป็นเซลล์เสียหน่อย นี่แค่มาสัมภาษณ์เอง ทำยังกับว่าฉันผ่านแล้วอย่างนั้นละ”

เก็จดาวรีบสวน “ก็ถ้าไม่ทำตัวให้เหมือนเซลล์ แล้วใครเขาจะเลือกเป็นเซลล์ล่ะ ต้องพร้อมที่สุดสิ แบบที่กรรมการเห็นปุ๊บ ก็รู้เลยว่าคนนี้เป็นเซลล์ที่พร้อมทำงาน ผ่านฉลุย”

“มันก็จริงนะ แต่ว่า ต้องถึงกับซื้อเสื้อผ้าใหม่กันเลยเหรอ ฉันจะขายของด้วยชุดเดิม ๆ แบบนี้ไม่ได้เหรอ”

ตี๋ใหญ่ละสายตาจากตู้ปลามามองเธอ ไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วก็ส่งผ่านความนัยมาทางสายตาแทนความหมายว่า …มันไม่โอเคเลย เลย เลย ย.ยักษ์สิบตัว

คนถูกมองทั้งเขินทั้งอาย อยากจะปาขนมปังไล่สายตาร้ายกาจนั้นไปให้พ้น ก็เสียดายของอร่อย กลับหยิบใส่ปากเคี้ยวแทน เธอไม่เข้าใจว่าใส่เสื้อแขนยาวกับกระโปรงยาวสีพื้น ๆ มันผิดตรงไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็คงต้องเชื่อเพื่อนไว้ก่อน เพราะทั้งคู่อุตส่าห์มาเป็นโค้ชให้นี่นะ

ดังนั้นแล้วในเย็นวันต่อมา พอเลิกงานปุ๊บเก็จดาวก็ขุดเอกอักษรขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน ลากเข้าห้างสรรพสินค้าทันที เก็จดาวช่างร่าเริงสดใสพร้อมเที่ยวชมชิมช็อปปิง ผิดกับเธอที่ยังเครียด ๆ เพราะห่วงงานที่ยังทำค้างอยู่ แต่ออกมาถึงกลางห้างขนาดนี้แล้วจะคิดเรื่องงานต่อก็คงไม่ช่วยอะไร  เธอมองดูเก็จดาวหยิบเสื้อกับกระโปรงตัวโน้นตัวนี้มาทาบให้เธอหน้ากระจก เพลินราวกับกำลังเล่นแต่งตัวตุ๊กตาก็ไม่ปาน

“ฉันว่าตัวนี้สวยที่สุด”

ว่าแล้วคุณช่างคอสตูมส่วนตัวก็ชูชุดเดรสสีม่วงคราม ด้านบนเป็นสายเดี่ยวเส้นใหญ่ ส่วนตัวกระโปรงเป็นระบายพลิ้วไหวยาวพอดีเข่า  เอกอักษรไม่ปฏิเสธว่ามันไม่น่ารัก แต่น่าจะเหมาะกับเก็จดาวมากกว่า

ทั้งสองย้ายไปอีกร้านหนึ่ง มีเสื้อผ้าสวยทันสมัยมากมาย คนเป็นหุ่นลองชุดก็ยังไม่ชอบสักตัว แต่เก็จดาวได้มาสองชุด ไปอีกร้าน อีกร้าน และอีกร้านหนึ่ง เอกอักษรก็ยังไม่ชอบใจ เป็นเก็จดาวเสียอีกที่ไปร้านไหนร้านนั้นต้องได้ติดไม้ติดมือมาไม่มีพลาด

หญิงสาวช่วยเพื่อนถือถุงเสื้อผ้า กลายเป็นเธอมาช็อปปิงเป็นเพื่อนเก็จดาวซะมากกว่า

“เอ เดินจนห้างจะปิดแล้วเนี่ย ไม่ชอบสักตัวเลยเหรอ” เพื่อนสาวทิ้งตัวลงบนที่นั่งข้างบันไดเลื่อน

“ความจริง ก็มีที่ชอบเหมือนกันนะ” เธอตอบเสียงอ่อย เก็จดาวถึงกับตาโต

“อ้าว แล้วไม่บอก ไหน ๆ ไปดูกันเร็ว”

เอกอักษรไม่ได้พาไป เพียงแค่ชี้ให้ดูร้านใกล้ ๆ นี่เอง  หุ่นไร้ใบหน้าสีขาวยืนโพสท่าเรียบร้อยในชุดเสื้อลายตารางแขนยาวถึงข้อศอก กับกระโปรงทรงเอสีน้ำตาลยาวระดับหน้าแข้ง เก็จดาวเห็นแล้วก็ถึงกับร้องโอย

“เสื้อก็ยังกับผ้าขาวม้า กระโปรงก็เหมือนชุดข้าราชการสีกากี นี่เธอจะไปเป็นเซลล์หรือเป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดลิงขบกันแน่จ๊ะ”

“ก็แหม…” เอกอักษรครวญ “ฉันจะเป็นตัวฉันอย่างนี้ไม่ได้เหรอ  ยังไงก็ตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์สุจริต ดูแลลูกค้าเต็มที่อยู่แล้วน่า”

เพื่อนสาวคนสวยถอนใจยาว “ฉันไม่ได้พยายามจะเปลี่ยนเธอให้เหมือนใคร แต่จะพัฒนาตัวเธอคนเดิมให้ดีขึ้นต่างหาก เอรู้ไหม บริษัทเบ็ทเทอร์ลิฟวิ่งของพวกเราน่ะ ขายเครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ แล้วผู้แทนขายซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนบริษัท จะทำตัวให้ดูเป็นของเก่า เชย ๆ ได้ยังไง เราไม่ใช่แค่เซลล์ แต่เป็นหน้าเป็นตา เป็นภาพลักษณ์ของบริษัทเชียวนะ บุคลิกภาพของเซลล์สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ หรือทำลายความไว้วางใจของลูกค้าก็ได้ เชื่อไหมล่ะ”

เอกอักษรเริ่มคล้อยตาม ครั้นแล้วเก็จดาวก็ถอดแว่นตาเธอออกช้า ๆ แล้วมองสำรวจไปทั่วหน้า

“ทำผมใหม่สักนิด แต่งหน้าสักหน่อย เปลี่ยนมาใส่คอนแท็กต์เลนส์ แต่งตัวน่ารัก ๆ ทันสมัยหน่อยนะ ฉันว่าเอต้องสวยจนโลกตะลึงไปเลย”

หญิงสาวหัวเราะเก้อเขิน คว้าแว่นกลับมาใส่ดังเดิม “งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะลองปล่อยผม แต่งหน้า ถอดแว่นอย่างที่ดาวแนะนำแล้วกัน ส่วนเสื้อผ้าใหม่… ฉันขอบคุณดาวมากนะ อุตส่าห์พามาซื้อแท้ ๆ แต่ฉันกลับไม่ชอบสักชุดเลย”

“ไม่เป็นไร วันนี้ฉันก็สนุกมาก ดูสิ ได้ของมาเต็มเลย” เธอหัวเราะ ชูถุงให้ดู

เอกอักษรยิ้มตาม  “ส่วนเรื่องชุดสัมภาษณ์  เดี๋ยวฉันค้นตัวที่ดีที่สุดในตู้ไปแล้วกัน”

“ไม่!” คราวนี้เก็จดาวยืนยันหนักแน่น “ห้างนี้ไม่มีที่ถูกใจ พรุ่งนี้เราก็ไปห้างอื่นกัน ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่ยอมให้เอใส่ชุดป้า ๆ ไปสัมภาษณ์งานแน่”

เอกอักษรทำปากยื่น ห่อไหล่ “งั้นฉันยืมชุดของดาวมาใส่สัมภาษณ์ก่อนก็ได้ เอาไว้ถ้าผ่านแล้วค่อยว่ากัน เผื่อไม่ผ่าน ก็จะได้ไม่เปลืองเงิน”

“เธอนี่น้า…” เพื่อนสาวส่ายหน้าระอา

ทว่า… เช้าวันรุ่งขึ้น เอกอักษรก็พบกับบางสิ่งที่บ่งบอกว่า เธอคงไม่ต้องไปหาชุดใหม่อีกแล้ว

มีกล่องของขวัญวางอยู่บนโต๊ะ เปิดออกมาก็พบว่าเป็นชุดเดรสทรงเอสีครีม ตรงตัวเป็นแบบป้ายมาผูกข้างเอว แขนยาวเกือบถึงข้อศอก เอกอักษรอดไม่ได้ที่จะทาบลงกับตัว แล้วส่องกับกระจกตู้เอกสารซึ่งสะท้อนภาพตัวเองลาง ๆ เธอยิ้มกว้างแล้วหยิบการ์ดขึ้นมาดูทั้งที่ยังไม่ปล่อยชุดที่แนบอก

ถึง… เอกอักษร

ถ้าชุดนี้ถูกใจ ก็ใส่ไปสัมภาษณ์นะ

จาก... บัดเดอร์

คนเป็นบัดดี้พยักหน้าให้กับข้อความ อยากจะร้องตอบไปว่า ถูกใจเป็นที่สุด ถ้าหากว่าคุณบัดเดอร์จะได้ยิน

แต่จะว่าไป เก็จดาวแอบไปซื้อชุดนี้ให้ตอนไหนนะ เพราะเมื่อวานก็อยู่ด้วยกันตลอด อาจเป็นตอนที่เธอไปเข้าห้องน้ำก็เป็นได้  เอกอักษรซึ้งน้ำใจเพื่อน คงเห็นว่าเธอไม่ชอบชุดสวยใสสไตล์เก็จดาว แล้วจำเป็นต้องยืมใส่แบบที่ไม่ใช่ตัวเอง ก็เลยซื้อชุดที่สวยเนี้ยบ ทันสมัย แต่ก็ดูเรียบร้อยมาให้อีกตัว ความจริงถ้าเมื่อวานเจอตัวนี้ตั้งแต่ทีแรกก็คงจบไปแล้ว

เก็จดาวมาทำงานพอดี ตรงรี่มาหาเธอก่อนจะไปเก็บของที่โต๊ะเลยด้วยซ้ำ

“นี่ สวยไหม” เอกอักษรทาบเข้ากับตัว เอียงคอน้อย ๆ “ฉันชอบมาก ๆ เลยนะ”

“สวยจัง” เก็จดาวตาเป็นประกาย จับเนื้อผ้า พลิกดูไปมา “แต่ฉันว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับเอนะ ชุดออกจะดูผู้ใหญ่ไปนิดหนึ่ง  เอหน้าเด็กออก  ใส่แบบวัยรุ่นน่ารัก ๆ ยังได้เลย”

เหมือนจู่ ๆ ไฟก็ดับพรึ่บทั้งออฟฟิศ ความรู้สึกของเอกอักษรช่างเคว้งคว้างมองอะไรไม่เห็น ทั้งที่ทุกอย่างยังปกติดี เธอไม่ได้เสียใจที่เพื่อนติชุดใหม่ที่เธอชอบมาก แต่ตกใจในคำพูดมากกว่า เพราะถ้าเก็จดาวไม่เห็นว่าชุดนี้เหมาะกับเธอ ก็แสดงว่า เก็จดาวไม่ใช่คุณบัดเดอร์น่ะสิ

ถ้าอย่างนั้น คุณบัดเดอร์เป็นใครกันล่ะ

คนที่รู้ว่า… เธอจะมีสัมภาษณ์งานใหม่

“เฮ้ย… ชุดสวยนี่” ไวเท่าความคิด เธอหันขวับไปทางต้นเสียง ตี๋ใหญ่ตรงเข้ามาหาทันทีที่เข้ามาในออฟฟิศ “ดูเป็นเวิร์กกิงวูแมนเลยเอ เข้ากับแกมาก ๆ”

เก็จดาวมองหน้าชายหนุ่ม คงจะหมั่นไส้ที่ความเห็นไม่ตรงกัน

“ก็ทำไมล่ะ เอมันเรียบร้อย ใส่ชุดแบบนี้ก็เหมาะจะตาย จะให้ใส่กระโปรงบานเป็นตุ๊กตาเหมือนเธอหรือไง คนนะ ไม่ใช่บาร์บี้”

“นายตี๋!” แล้วเก็จดาวก็ไล่ตบตีเซลล์หนุ่มไปจนถึงโต๊ะทำงาน

เอกอักษรเก็บชุดลงกล่องเงียบ ๆ นี่เธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า แถมยังหลงทางไปไกลโข คนที่รู้ว่าเธอจะมีสัมภาษณ์งานใหม่ คนที่รู้ว่าจะไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ก็มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น …

คุณบัดเดอร์คือไอ้ตี๋ใหญ่เองหรือนี่

 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันสัมภาษณ์ เอกอักษรเดินเข้าออฟฟิศผ่านสายตานับสิบที่จ้องมองจนแทบเหลียวหลัง คงเพราะวันนี้เธอมาในชุดเดรสป้ายข้างสีครีมซึ่งคุณบัดเดอร์ซื้อให้ ปล่อยผม แต่งหน้า และใส่คอนแท็กต์เลนส์แทนแว่นตา จึงดูแปลกไปจากทุกวัน หญิงสาวอดประหม่าไม่ได้ รีบเก็บของเพื่อลงไปรอสัมภาษณ์ที่ห้องประชุมชั้นสิบสาม ถัดลงไปสองชั้น

ระหว่างที่เดินไปห้องสัมภาษณ์นั้น ก็เผอิญว่าภูวิศ เซลล์ขายต่างประเทศหนุ่มสวนทางมา เอกอักษรใจเต้นตึกตัก ก้มหน้างุด เก็บซ่อนความประหม่า แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มกว้างแล้วมาหยุดตรงหน้าเธอ

“เอ ใช่เอหรือเปล่าครับ” เขาทักนุ่มนวล “สวยขึ้นจนจำแทบไม่ได้เลย”

“เอ่อ ขอบคุณค่ะ” เธอทัดผมเข้ากับใบหู ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า จึงได้แต่ก้มหน้าไว้กลัวว่าเขาจะเห็นร่องรอยความเขินอายที่เก็บกลั้น

“วันนี้มีสัมภาษณ์งานใช่ไหม ผมขอให้ได้งานอย่างที่ตั้งใจนะ คุณทั้งเก่งทั้งสวยอย่างนี้ ผมว่าถ้ากรรมการไม่เลือกก็ต้องเสียดายทีหลังละ”

“คุณพอร์ชชมเกินไปแล้วละค่ะ” เธอหัวเราะออกมาจนได้  “เอก็เป็นแค่พนักงานเอกสารธรรมดาค่ะ”

พูดไปแล้วเธอก็นึกขึ้นได้… ว่าทำไมคุณพอร์ชถึงได้รู้เล่าว่าเธอจะไปสัมภาษณ์งาน

แต่พอขยับจะถาม คุณพอร์ชก็ขอตัวกลับขึ้นไปทำงานก่อน และทิ้งท้ายด้วยคำอวยพรให้เธอโชคดี

เอกอักษรมานั่งรอที่ห้องรับรองติดกับห้องสัมภาษณ์ มีผู้สมัครราวห้าหกคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ได้แต่ครุ่นคิดว่า คุณพอร์ชรู้เรื่องที่เธอจะย้ายงานได้ยังไง ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมีใครรู้นอกจากเธอเองด้วยซ้ำ แต่นี่กลับดังข้ามแผนก คนรู้ไปทั่ว แล้วเธอจะทำหน้าอย่างไร

ทันใดนั้นก็มีใครคนหนึ่งมาหยุดยืนตรงหน้า จากรองเท้าส้นสูง กระโปรงสอบสีสวย เสื้อผ้าชีฟองเนื้อดีกับสร้อยคอเก๋ไก๋เข้าชุด เธอก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ที่มาคืออนุธิดา

“มาอยู่นี่จริง ๆ ด้วย ถึงว่า ฉันโทรไปที่โต๊ะแล้วไม่มีใครรับ”

“แอร์รี่… มีเอกสารต้องใช้เหรอ คือ เรามาทำธุระแป๊บเดียว เดี๋ยวกลับขึ้นไปทำให้นะ”

“นี่มารอสัมภาษณ์งานเหรอ” เสียงหล่อนไม่เบานัก เอกอักษรกระสับกระส่ายเพราะรู้สึกว่าคนในห้องเริ่มมองกันใหญ่ “ถามจริงเถอะเอ เธอคิดยังไงมาเป็นเซลล์น่ะ คิดว่าหน้าอย่างเธอจะเป็นเซลล์ได้งั้นเหรอ เอาแค่งานเอกสารที่ทำอยู่ รับผิดชอบให้ได้ก่อนไหม”

เอกอักษรผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ ใจนั้นอยากเดินหนีไปเสียให้พ้นจากตรงนี้

“ก็… เดี๋ยวเราขึ้นไปทำให้ไง ถ้าแอร์รี่รีบฝากพี่เบียร์ทำให้ก่อนก็ได้นี่จ๊ะ”

“เฮอะ…” หญิงสาวเบ้ปาก “ก็พอกันทั้งพี่ทั้งน้องนั่นละ แค่วันที่ส่งงานยังจำไม่ได้ จนโปรเจกต์งานประมูลต้องล่มเละเทะมาแล้วเลย แล้วอย่างนี้บริษัทจะเอาความหวังไปฝากกับคนอย่างเธอได้ยังไง” อนุธิดาเหยียดริมฝีปาก มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่ก็เอาเถอะ อุตส่าห์ใส่เสื้อผ้าใหม่ แต่งหน้าทำผม ก็มาเข้าสัมภาษณ์เถอะอย่าให้เสียเงินทำสวยฟรีเลย  แต่ฉันจะบอกอะไรให้รู้ไว้อย่างหนึ่งนะเอ คนเราจะฝันอะไรต้องหัดประมาณตัวไว้ด้วย  ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าฝันเฟื่อง!  เข้าใจหรือยังล่ะ”

พูดจบอนุธิดาก็สะบัดหน้าออกจากห้องรับรองไป เอกอักษรแทบล้มทั้งยืน เธอกัดปากแล้วตัดสินใจวิ่งตามออกไป

“เดี๋ยวสิแอร์รี่”

หล่อนชะงัก แล้วค่อย ๆ หันมาทั้งรอยยิ้มเยาะ

“เธอ… เธอรู้ได้ยังไงว่าเรามีสัมภาษณ์งานใหม่”

“ก็ไม่เห็นยาก” หญิงสาวเอียงคอมอง “ฉันเป็นคนเสนอพี่เติ้งเองว่าทีมเราน่าจะรับเซลล์เพิ่ม พอเปิดรับสมัครฉันก็แค่ไปสืบที่ฝ่ายบุคคลว่ามีใครมาสมัครบ้าง แค่นี้เอง ยังไงวันนี้ก็ขอให้โชคดีก็แล้วกัน ทุกคนบนออฟฟิศเอาใจช่วยเธออยู่ เผื่อจะได้เปลี่ยนงาน  ไม่ต้องมานั่งดักดานงมเอกสารอีกต่อไป”

เซลล์สาวคู่งานยักคิ้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินจากไป ทิ้งให้เธอยืนนิ่งขาสั่นจนแทบขยับไม่ได้

เอกอักษรกำมือแน่น พยายามรวบรวมสติ ควบคุมอารมณ์และน้ำตามิให้หลั่งไหล  ห้องสัมภาษณ์อยู่ตรงนี้ และเธอเองก็เป็นคิวต่อไปแล้วแท้ ๆ เธอกลับไม่อยากจะเข้าไปเหยียบ แต่มันก็ขมขื่นพอ ๆ กับการกลับขึ้นไปบนออฟฟิศ ทุกคนบนนั้นคงรอหัวเราะเยาะน้ำหน้าคนไม่เจียมอย่างเธออยู่

 ทำยังไงดี… หญิงสาวปาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจนได้  ถอนตัวเสียดีไหม อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องได้ชื่อว่าสัมภาษณ์ไม่ผ่าน ความจริงทำเอกสารอย่างเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย

คิดได้ดังนั้นเอกอักษรก็ตัดสินใจเดินจากมา กลั้นก้อนสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงคอหอยเพราะใจที่ร่ำร้องอยากหนีไปให้พ้น ๆ เธอขอยอมแพ้ ยอมแล้วจริง ๆ

พอจะก้าวเท้าขึ้นบันไดกลับไปข้างบน ก็มีเสียงเตือนข้อความเข้าจากไลน์ดังขึ้น หญิงสาวเปิดโทรศัพท์ดู คงเป็นเก็จดาวหรือตี๋ใหญ่ที่มาถามไถ่ อวยพรให้กำลังใจ หรือไม่ก็อาจเป็นพี่เติ้งไลน์มาตามงาน

เอกอักษร

คุณใส่ชุดนี้แล้วดูดีมากจริง ๆ ด้วย

พร้อมสัมภาษณ์แล้วใช่ไหม เราเป็นกำลังใจให้นะ

เรา…บัดเดอร์ของคุณไง

 

 

Don`t copy text!