MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 8 : คุณบัดเดอร์เป็นผู้ชาย?

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 8 : คุณบัดเดอร์เป็นผู้ชาย?

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 8 –

 

คุณบัดเดอร์ไลน์มา!

เอกอักษรงงไปหมด รีบกดดูในบัญชีไลน์ก็พบว่า มีแค่รูปหมีบราวน์เป็นรูปประจำตัว กับชื่อ Budder เท่านั้น คุณบัดเดอร์คงเปิดบัญชีนี้ขึ้นมาเพื่อคุยกับเธอโดยเฉพาะ

 

A:  คุณคือบัดเดอร์ของฉันจริง ๆ เหรอ

Budder:  ใช่ เราคือบัดเดอร์ของเอ แล้วเป็นยังไงบ้าง พร้อมไหม  เราเอาใจช่วยอยู่นะ และเชื่อว่าเอต้องทำได้แน่ ๆ

 

หญิงสาวน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง จะบอกคุณบัดเดอร์ยังไงดีว่ากำลังจะถอนตัว ชุดสวย ๆ ชุดนี้คุณบัดเดอร์ก็อุตส่าห์ซื้อมาให้ใส่ ถ้ารู้ว่าเธอยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มอย่างนี้คงต้องผิดหวังมากแน่ ๆ

 

A:  คุณจะมาเชื่ออะไรเอ อย่าเอาแต่ปลอบใจเลย คุณรู้จักเอมากนักเหรอ

Budder:  เรารู้จักเอดี  เอเป็นคนละเอียดรอบคอบ ขยัน ทุ่มเททำงาน  ถึงจะไม่ค่อยคุยกับใครในออฟฟิศ แต่ก็เป็นคนจิตใจดี จริงใจกับทุกคน เราพูดถูกไหมล่ะ

 

เอกอักษรลังเลด้วยสิ่งที่คุณบัดเดอร์ตอบมานั้นก็นับว่าถูกต้องอยู่ แต่ที่แน่ยิ่งกว่าคือเขาสังเกตเธอและเอาใจใส่มากเสียด้วย

 

A:  ก็ใช่ค่ะ คุณบัดเดอร์พูดถูก เอไม่ค่อยพูด แล้วคนพูดไม่เก่งจะเป็นเซลล์ได้ยังไง เอขอบคุณมากที่เป็นกำลังใจให้นะคะ แต่อย่าหวังอะไรกับเอมากเลย เอไม่อยากทำให้ผิดหวัง

Budder:  เอคิดว่าคนจะเป็นเซลล์ได้ ต้องพูดเก่งอย่างเดียวหรือไง

 

เอกอักษรนิ่งไป แต่ก่อนจะตอบอะไร คุณบัดเดอร์ก็เสริมมาอีกว่า

 

Budder:  คนเป็นเซลล์ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งด้วยซ้ำ สำคัญที่ service mind ต่างหากล่ะ ซึ่งเอมีข้อนี้อยู่มากทีเดียวนะ คือมีใจอยากช่วยเหลือผู้อื่น พร้อมจะดูแลและอำนวยความสะดวก นับเป็นจุดแข็งที่ทำให้เอโดดเด่นกว่าคนอื่น และเราว่า บริษัทกำลังต้องการเซลล์แบบนี้นะ

 

เพียงข้อความไม่กี่บรรทัด กลับก่อพลังให้อย่างมหาศาล เอกอักษรรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากจนพร้อมตัดสินใจอีกครั้ง ถึงแม้จะยังเจ็บปวดกับคำพูดและสายตาของใครอื่น แต่ถ้าไม่ลองสู้จะรู้ได้อย่างไรว่าที่คุณบัดเดอร์พูดไว้มันจริงหรือเปล่า

เอานะ!  ถ้าไม่ผ่านก็แค่อาย

ตัดสินใจได้ดังนั้นเธอก็เดินกึ่งวิ่งกลับไป

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนไขนาฬิกาเล่น เธอเพิ่งสัมภาษณ์เสร็จกลับออกมาอย่างโล่งใจ เดินอมยิ้มกลับขึ้นออฟฟิศพลางเปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ แล้วก็พบว่า มีข้อความจากคุณบัดเดอร์รออยู่ก่อนแล้ว

 

Budder:  เป็นไงบ้าง โอเคหรือเปล่า

A:  โอเคค่ะ แต่เอก็ไม่รู้ว่าจะได้งานหรือเปล่านะ ผู้สมัครคนอื่น ๆ ประวัติเลิศหรูกันทั้งนั้น

Budder:  แล้วเอด้อยกว่าคนอื่นตรงไหน ประสบการณ์ทำงานที่นี่ก็ตั้งเจ็ดปีไม่ใช่เหรอ รู้จักระบบรู้จักสินค้าดีกว่าเซลล์บางคนเสียอีก

 

หญิงสาวหรี่ตาคิด

 

A:  คุณบัดเดอร์รู้ด้วยเหรอ ว่าเอทำงานที่นี่มาเจ็ดปีแล้ว

Budder:  เรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเอ คอยเฝ้าดูเออยู่ตลอดแหละ น่ากลัวไหมล่ะ

 

เอกอักษรยิ้ม

 

A:  ไม่น่ากลัว

 

น่ารักต่างหากล่ะ… เธอละไว้ไม่พิมพ์ลงไป

 

A:  งั้น เอขอตัวขึ้นไปทำงานก่อนนะ

Budder:  โอเค ไว้คุยกันใหม่นะ

A:  เอ่อ  เดี๋ยวค่ะ คุณบัดเดอร์

Budder:  ว่าไง

A:  เอขอบคุณอีกครั้งนะ สำหรับทุก ๆ อย่างเลย แต่ว่า…

Budder:  กังวลใจอะไรหรือเปล่า

 

หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่จึงพิมพ์ตอบกลับไป แล้วก็พบสัญลักษณ์ว่าเขาอ่านทันที แสดงว่าคุณบัดเดอร์ก็คงจะรออ่านอยู่

 

A:  ถ้าเอตกสัมภาษณ์คราวนี้ คุณบัดเดอร์อย่าหัวเราะเอนะ

Budder:  5555

 

นี่ใจคอจะหัวเราะล่วงหน้าเชียวเหรอ เอกอักษรนึกแซวในใจ

 

BUDDER:  เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย ไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า

 

คราวนี้หญิงสาวตกใจจนแทบทำโทรศัพท์ร่วง

 

A:  คุณบัดเดอร์เป็นผู้ชาย?

 

อีกฝั่งของการสนทนาเงียบไปครู่ คงจะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดคำสำคัญออกมาเสียแล้ว  หญิงสาวจ้องหน้าจอโทรศัพท์ไม่วางตา อยากรู้ว่าคุณบัดเดอร์จะแก้ตัวว่าอย่างไร

 

Budder:  ครับ ผมเป็นผู้ชาย

ด้วยภาระหน้าที่มากมายทำให้รู้สึกเหมือนวันเวลาผ่านไปไวเกินจริง เอกอักษรรู้ตัวอีกทีก็ถึงวันประชุมแผนกช่วงปลายเดือนแล้ว

เธอกระหืดกระหอบตามไปที่ห้องประชุมซึ่งผู้แทนขาย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย  นักการตลาด และพี่เติ้งผู้เป็นหัวหน้าแผนกขายภาคกลางและปริมณฑลพร้อมกันอยู่ที่นั่นแล้ว พวกเราจะประชุมกันเดือนละหนึ่งครั้งเพื่อให้เซลล์ทุกคนได้อัปเดตยอดขาย เล่าสถานการณ์ฝั่งลูกค้าที่เป็นห้างร้านว่าขายปลีกดีหรือไม่ ต้องการให้ทางเราปรับปรุงสินค้าหรือบริการอะไรบ้าง ส่วนฝั่งนักการตลาดก็เสริมประเด็นกระแสนิยมต่าง ๆ ช่วงนี้ผู้คนชอบกินดื่มอะไร สนใจสินค้าแบบไหน เรียกได้ว่าประชุมแผนกกันทีหนึ่งก็ได้รู้ข่าวคราวความเป็นไปของภาพตลาด อย่างที่คนทำเอกสารอย่างเธอไม่มีโอกาสออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง

“เอาละ พี่ขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่ช่วยกันขายจนแผนกเราได้ยอดเกินเป้ากันอีกเดือนหนึ่ง ทีนี้ก็มาลุ้นกันตอนสิ้นเดือนว่าแผนกเราจะได้ท็อปเซลล์อีกหรือเปล่า” พี่เติ้งกล่าวขึ้นหลังทุกคนรายงานเสร็จ หันไปสบตากับอนุธิดา เซลล์สาวคนเก่งผู้เป็นความหวัง เธอดันยอดจนแผนกเราได้รางวัลท็อปเซลล์หรือ “ขายเกินเป้ามากที่สุด” ของบริษัทอยู่บ่อย ๆ

“พี่มีอีกเรื่องหนึ่งจะแจ้งให้ทุกคนทราบ ทีมเราจะมีเซลล์น้องใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน…”

ชายหนุ่มผู้นั่งเป็นประธานในที่ประชุมหันมาสบตาเธอ เอกอักษรเบิกตากว้าง ขนลุกซู่

“เอครับ พี่ยินดีด้วย”

สิ้นเสียงทุ้มของเขา ทั้งห้องประชุมก็ฮือฮาแล้วปรบมือเกรียวกราวแสดงความยินดี หญิงสาวไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้แต่กล่าวขอบคุณทุกคนแผ่วเบา  เธอสบตาตี๋ใหญ่ที่ยกนิ้วโป้งให้ พร้อมส่งรอยยิ้มยินดี และเก็จดาวที่ดูจะดีใจมากกว่าเธอเสียอีก ครั้นแล้วก็หันไปเห็นอนุธิดาที่กลอกตาปรบมือแกน ๆ ไปอย่างนั้นเอง

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เอเรียนงานขายได้เลยนะ พี่ขอมอบหมายให้แอร์รี่เป็นพี่เลี้ยงก็แล้วกัน ไหน ๆ ก็เป็นคู่งานกันมาตลอด จะได้เข้าขากัน”

ตี๋ใหญ่สบตาเธอแว่บหนึ่งก็ยกมือขึ้น “พี่เติ้งครับ ผมขออาสาเป็นพี่เลี้ยงให้เอเองครับ”

ผู้เป็นนายเลิกคิ้ว แต่ก็ตกลงโดยไม่ขัดข้องอะไร  “ถ้างั้นพี่ฝากด้วยนะตี๋ น้อง ๆ ทุกคนเก่งอยู่แล้ว ทีมของเราจะต้องเข้มแข็งขึ้นแน่ ๆ”

พอเลิกประชุม สมาชิกก็ทยอยออกจากห้องไปทำงานต่อ เหลือเพียงเอกอักษรที่ยังเก็บของด้วยสองมืออันเย็นเฉียบเพราะยังตื่นเต้นไม่หาย กับตี๋ใหญ่ซึ่งรอกลับด้วยกัน ถึงตอนนี้หญิงสาวยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะสัมภาษณ์ผ่านจนได้เป็นเซลล์จริง ๆ นึกย้อนกลับไปในห้องสัมภาษณ์ กรรมการทั้งห้าท่านดูเมตตาเธอดีอยู่หรอก แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ตรงไหน แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ จากนี้ไปต้องเป็นเซลล์แล้ว เธอคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย

แต่พอเธอจะออกจากห้อง กลับพบอนุธิดามายืนกอดอกขวางประตูไว้

“เก่งเหมือนกันนี่ ยินดีด้วยนะ”

ตี๋ใหญ่ก้าวมายืนหน้าเอกอักษร  “ขอบใจ หลบไป ผมจะขึ้นไปทำงานต่อ”

คนฟังถึงกับสะบัดแขนลงข้างตัว จ้องหน้าตี๋ใหญ่ไม่วางตา “ฉันจะคุยกับเอ นายไม่เกี่ยว อย่ามายุ่งจะได้ไหม”

เพื่อนชายตอบสวนควัน “ทำไมจะยุ่งไม่ได้ ผมเป็นพี่เลี้ยงของเอ ผมมีสิทธิยุ่งทุกเรื่องทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี”

“นายหักหน้าฉัน” อนุธิดาชี้หน้า “พี่เติ้งให้ฉันเป็นพี่เลี้ยงเอ แล้วทำไมนายต้องมาชิงตัดหน้าด้วย ทำอย่างนี้หมายความว่า ฉันไม่มีความสามารถจะสอนงานใครได้หรือไง”

“คุณจะสอนงานใครก็เรื่องของคุณ แต่ต้องไม่ใช่เอ”

“ทำไม! ทำไมฉันจะสอนให้เอไม่ได้ พวกน้องเซลล์ในทีมก็ฉันเป็นคนสอน นายไม่รู้หรือไง”

“รู้ และคุณก็ทำได้ดี ผมยอมรับ” ตี๋ใหญ่ก้าวเข้าหาพร้อมชี้หน้ากลับ “แต่คุณมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเอ คุณไม่เคยคิดว่าเอจะเป็นเซลล์ได้เลย แล้วอย่างนี้จะสอนให้เอทำงานได้ยังไง  ถ้าจะไม่ชื่นชมสนับสนุนกันละก็ อยู่เฉย ๆ ยังมีประโยชน์ซะกว่า  มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำน่ะ รู้จักไหม”

“นายตี๋!” หญิงสาวหน้าแดงก่ำ เอกอักษรอ้ำอึ้งอยู่นานก็พยายามไกล่เกลี่ย

“เอ่อ ทั้งสองคนใจเย็น ๆ ก่อนนะ เราว่าให้ตี๋สอนงานเราก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่รบกวนเวลาแอร์รี่ไง งานเธอก็ล้นมืออยู่แล้วนี่นา”

“เธอก็เหมือนกันนะเอ!” อนุธิดาหันมาแหว “อย่าเพิ่งเหลิงดีใจว่าตัวเองเก่งล่ะ  ทุกอย่างมันเพิ่งจะเริ่มต้น อยากจะเผยอเป็นเซลล์ก็เชิญเถอะ ฉันก็ขอให้เธอเป็นเซลล์ได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน อย่าให้เห็นว่าโดนลูกค้าด่าแล้วกลับมาร้องไห้ขี้มูกโป่ง จนต้องขอกลับมานั่งทำเอกสารโง่ ๆ เหมือนเดิมล่ะ”

“มันจะมากไปแล้วนะแอร์รี่!” ตี๋ใหญ่ขึ้นเสียง อนุธิดาหันขวับมาเผชิญหน้าด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วย  “จะสบประมาทกันมากเกินไปแล้วนะ คุณคิดว่าในโลกนี้มีคุณขายของเก่งอยู่คนเดียวหรือไง”

“งั้นก็ทำให้เห็นหน่อยซี่” หญิงสาวเชิดหน้า “อยากจะเห็นเหมือนกันว่าลูกศิษย์ของนายจะแน่แค่ไหน เรามาแข่งกันนะเอ ยอดขายเดือนหน้าทั้งเดือน ใครทำยอดได้น้อยกว่าต้องคุกเข่าลงแล้วยอมถูกตราหน้าว่าเป็นเซลล์กระจอก!”

เธอกระแทกเสียงแล้วชี้นิ้วลงพื้น เอกอักษรชาวาบไปทั้งตัว ไม่อาจพูดคำใดให้เล็ดลอดออกมา ตี๋ใหญ่คว้าหัวไหล่ของอนุธิดาให้หันไปสนใจเขาแทน

“นี่คุณจะบ้าไปแล้วเหรอ!  เอเพิ่งจะมาเป็นเซลล์ใหม่แล้วจะให้มาแข่งทำยอดกันอย่างนี้ ถามหน่อยเถอะว่าถ้าชนะจริง ๆ คุณจะยังมีหน้ามาภูมิใจอีกเหรอ”

“ฉันจะรู้สึกยังไงมันก็เรื่องของฉัน แล้วเอก็มีนายหนุนหลังอยู่อีกตั้งคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ ทำไมล่ะ กลัวหรือไงว่ารวมกันสองหัวก็ยังสู้ฉันไม่ได้”

ตี๋ใหญ่จะสวนตอบ แต่เอกอักษรก็ตัดสินใจออกปากขัดทั้งคู่ไว้เพียงเท่านี้

“ตกลงแอร์รี่”

“ไอ้เอ!” ตี๋ใหญ่คราง

“ตกลง ฉันรับคำท้า เดือนหน้าใครแพ้ต้องเป็นเซลล์กระจอก”

อนุธิดาจ้องตาเธอสลับกับชายหนุ่ม สูดลมหายใจลึก “ดี… แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”

จบคำ ร่างขาวผ่องอวบอิ่มนั้นก็ผลักประตูห้องประชุมออกไป เอกอักษรจึงได้ผ่อนลมหายใจยาว

“เอ…” เพื่อนชายรี่เข้ามาเขย่าแขน “แกจะบ้าไปแล้วเหรอ ไปรับคำท้ายัยนั่นทำไม ก็รู้อยู่ว่าจงใจแกล้งแก เดือนนึงนี่ยังเรียนงานขายไม่จบเลยด้วยซ้ำมั้ง แล้วยัยนั่นก็เป็นเซลล์มือทองแกก็รู้ ขายน้ำแท้ ๆ แต่ขายดีจนรวยยิบยังกับขายทอง แล้วแกจะเอาอะไรไปสู้เขาล่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะตี๋”  เธอก้มหน้า ส่ายศีรษะไปมา

“อ้าว ไอ้นี่ งั้นแกก็บ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่ไปรับปากเขา  ฉันอุตส่าห์พยายามห้ามแล้วแท้ ๆ”

“ฉันแค่อยากรับ ๆ ไปให้มันจบน่ะ จะได้เลิกทะเลาะกันเสียที ยอม ๆ ไปเผื่อแอร์รี่จะหายโกรธฉันบ้าง”

หญิงสาวพูดแล้วก็ลากเก้าอี้มานั่งอย่างหมดแรง แข้งขาอ่อน

“ฉันถามจริงเถอะวะ แกกับแอร์รี่มีเรื่องอะไรกัน ทำไมยัยนั่นถึงดูเกลียดแกจัง”

เอกอักษรส่ายศีรษะ แต่ไหนแต่ไรมาแอร์รี่ผู้เป็นสาวสวยไฮโซความมั่นใจสูงก็ไม่ชอบหน้าเธออยู่แล้ว “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะแก แต่ก็ยอม ๆ ไปเถอะ ไม่เห็นเป็นไรนี่ ฉันเป็นน้องใหม่ จะเป็นเซลล์กระจอกก็ไม่เห็นแปลก”

“ไม่เว่ยเอ แกจะยอมไม่ได้นะเว่ย แกต้องสู้” ตี๋ใหญ่มีสีหน้าขึงขัง “ต้องทำให้ยัยนั่นได้รู้ว่า แกไม่ใช่เศษผักเศษหญ้าที่จะมาเหยียบย่ำเล่น ๆ ได้อีกต่อไป  ยัยนั่นต้องได้รับบทเรียนเสียบ้าง”

หญิงสาวนิ่งคิด ความจริงเธอไม่เคยโกรธไม่เคยเกลียดเซลล์สาวคู่งานของตัวเองเลย แต่ก็จริงอย่างที่ตี๋ใหญ่บอก ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายยอมเสมอมาแต่มันก็ไม่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น ก็อาจจะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ที่สำคัญ เดิมพันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เธอเท่านั้น แต่ยังมีตี๋ใหญ่ผู้เป็นพี่เลี้ยงด้วยอีกทั้งคน เธอจะยอมให้เขาต้องมาเสียหน้า คุกเข่าศิโรราบให้กับคู่ปรับที่เกลียดกันนักหนาได้อย่างไร

“ตกลงตี๋ ฉันจะสู้ ไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด”

ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มภูมิใจ จับมือเธอไว้แล้วบีบแน่น ๆ แทนคำตอบ

Don`t copy text!