MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 24 : เฉลยบัดดี้

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 24 : เฉลยบัดดี้

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 24 –

“ตี๋…เป็นแกจริงๆ เหรอเนี่ย”

สายลมพัดหอบเอาความเย็นเยือกจากที่ใดมาก็มิทราบได้ เอกอักษรถึงได้รู้สึกหนาวจนจับขั้วหัวใจ  ความฝัน ความหวังทั้งหมด คล้ายจะถูกแช่แข็งอย่างฉับพลัน รอสิ่งใดๆ มากระทบอีกเพียงนิดเดียวก็จะแตกสลาย

“ใช่  ก็ฉันไง  แกจะตกใจทำไม” เขาทำสีหน้ารำคาญ  เอกอักษรก็พลันน้ำตารื้น ในเมื่อตี๋ใหญ่ เพื่อนที่สนิทที่สุดเป็นคุณบัดเดอร์ แล้วที่ผ่านมาคืออะไร ที่เขาบอกว่าชอบเก็จดาว เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาอย่างนั้นหรือ แต่ถ้าเขาชอบเก็จดาวจริงๆ ก็แปลว่าที่มาทำเป็นชอบเธอ ที่มีน้ำใจให้กันมาทั้งหมดเป็นแค่เรื่องล้อเล่น

“แกทำอย่างนี้ทำไมวะ มาปั่นหัวฉันเล่นมันสนุกมากนักเหรอ” เอกอักษรเสียงสั่นเครือ “แกมีสิทธิ์อะไรมาล้อเล่นกับความรู้สึกคนอื่นอย่างงี้วะ ฉันไม่นึกเลยนะเว้ยว่าแกจะเป็นคนแบบนี้ นี่แกยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่าวะ ไอ้ตี๋!”

หญิงสาวกำหมัดแน่นแล้วปล่อยให้น้ำตารินไหล ใจหนึ่งอยากจะตรงเข้าไปผลักไปทุบตีให้สมกับที่เจ็บแค้น แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่สามารถทำร้ายร่างกายใครได้ โดยเฉพาะกับคนที่เธอรัก

ตี๋ใหญ่คล้ายจะอึ้งไป แล้วก้าวเข้ามาหา แต่เธอถอยหนีไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้

“เดี๋ยวสิเอ แกฟังฉันก่อน”

“ไม่!” เธอสะบัดหน้า แล้วตั้งหน้าเดินหนีกลับไปทางงานเลี้ยง

“เฮ้ย…เดี๋ยวสิเอ” ตี๋ใหญ่เดินตาม เธอจึงออกวิ่งหนี ปรากฏว่าชายหนุ่มวิ่งมาขวางหน้า กางมือกั้นไม่ให้เธอไปไหน

“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ฉันจะไม่ฟังคำโกหกของแกอีก”

“โกหกอะไร ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ”

เธอหันขวับมาจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง “ยังจะมาเล่นลิ้นอีก”

“ไม่ได้เล่นลิ้นเว้ย ฉันแค่จะมาเตือนแกอีกที เรื่องไอ้พอร์ช ว่ามันไม่ใช่เจ้าชายสุดเพอร์เฟกต์อย่างที่แกคิด รู้ไหมว่าที่มันมาจีบแกก็เพื่อจะประชดดาวแค่นั้นเองนะเว้ย ทำไมแกถึงไม่เชื่อฉันสักที ทำไมแกเชื่อมันมากกว่าเพื่อนที่หวังดีกับแกมาตลอดอย่างฉันวะ ฉันไม่เข้าใจว่ะ”

“เดี๋ยวนะ” เธอหรี่ตามอง แต่ก็จ้องเขาไม่วางตา  “แกจะมาพูดกับฉันเรื่องนี้เหรอ”

“ก็เออสิวะ”  เขากระแทกเสียง

“แล้ว…เรื่องคุณบัดเดอร์”

“บัดเดอร์อะไร”

หญิงสาวเบิกตากว้าง แทบจะอ้าปากค้าง แต่ก็ต้องรีบถามต่อก่อนเพื่อความแน่ใจ  “แก เอ่อ… ไม่ใช่ คุณบัดเดอร์ ใช่ไหม”

“แกพูดเรื่องอะไรเนี่ย คุณบัดเดอร์อะไร หรือแกคิดว่าฉันเป็นบัดเดอร์แก ก็เคยบอกแล้วไงว่าไม่ใช่ ไม่เชื่อกันอีกแล้วนะ”

หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ พยายามจะซ่อนยิ้มไว้แต่ก็ไม่ค่อยมิดเท่าไร ตี๋ใหญ่คงเริ่มรำคาญถึงได้จงใจถอนหายใจใส่เสียงดัง

“นี่สรุปแกไม่ได้ฟังฉันเลยใช่ไหม เรื่องไอ้พอร์ชเนี่ย หา!”

“ฟังๆ” เธอตอบเสียงสดใส เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “แต่ตอนนี้ฉันต้องรีบไปก่อนแล้ว  บ๊ายบายนะ”

“เฮ้ย! เดี๋ยว!”

ไม่ว่าเพื่อนจะเรียกยังไง หญิงสาวก็ไม่อยู่ฟังแล้วเพราะตอนนี้เลยเวลาสองทุ่มมาเกือบสิบนาที ป่านนี้คุณบัดเดอร์คงจะรออยู่ เธอวิ่งไปบนหาดทรายจนกระทั่งถึงสะพานปลาอันเป็นจุดนัดหมาย จากทางเดินซึ่งทอดยาวสุดสายตานี้ เธอเห็นใครคนหนึ่งยืนเป็นเงาอยู่ตรงศาลา คล้ายกำลังยืนพิงเสาทอดอารมณ์ชมดวงจันทร์ซึ่งลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้า ในที่สุดช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง เอกอักษรหยุดเดินพอให้หัวใจหายเต้นแรง ลูบผมเผ้าซึ่งถูกลมพัดกระจุยกระจายให้เข้าทรง ดึงชายเสื้ออีกที แล้วจึงเดินเข้าไปหาบุคคลผู้นั้นด้วยความมั่นใจ

 

ธีระเดินโต๋เต๋เตะทรายเล่น เขาเซ็งเกินกว่าจะกลับเข้าไปในงานเลี้ยง  จากที่สังเกตเห็นไอ้เพื่อนหัวดื้อคอยดูนาฬิกาและชะเง้อมองไปทางสะพานปลาบ่อยๆ แล้วไอ้พอร์ชก็ไม่อยู่ในงานอีกคน จึงเดาว่าสองคนนั้นน่าจะนัดเจอกันที่สะพานปลาเป็นแน่ เขาจึงไปดักรอเพื่อจะเตือนเพื่อนรักอีกครั้ง แต่ในเมื่อพูดอย่างไรก็ไม่เข้าหูคนที่กำลังหน้ามืดตามัวเพราะความรัก เขาก็จะไม่ห้ามอะไรอีก ปล่อยให้บทเรียนสั่งสอนกันไปตามกรรมก็แล้วกัน

ครั้นแล้ว เขาก็สังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งเดินตรงมาหา เพ่งมองอยู่ครู่ก็พบว่าไม่ใช่ใครที่ไหน อนุธิดานั่นเอง ชายหนุ่มถอนหายใจ เดาว่าเธอคงมาเฉลยบัดดี้กับเขาแน่ๆ เพราะบนเวทีก็กำลังเฉลยกันอยู่

“ว่าไงครับ บัดเดอร์” เขาเอ่ยทักเมื่อหญิงสาวเดินมาถึง ผลคือเธอตกใจจนแทบสะดุดพื้นทราย ธีระหัวเราะ ไม่นึกว่าเซลส์สาวสุดมั่นจะมีมุมเปิ่นกับใครเขาด้วย

“นายรู้แล้วเหรอ รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ “จริงๆ ก็เพิ่งรู้ตอนนี้แหละ”

“อ้าว…” หญิงสาวอุทานยาว คงนึกเคืองที่เสียรู้เขาซะแล้ว

“ที่ผ่านมาผมแค่สงสัยว่าน่าจะใช่ มาตอนนี้ก็มั่นใจแล้วละ คุณยอมรับแล้วนี่”

“ไม่ได้ยอมรับซะหน่อย ก็แค่…”

“ก็แค่อะไร ก็แค่เดินเอาของขวัญมาให้เนี่ยน่ะเหรอ”

หญิงสาวรีบซ่อนกล่องน้อยๆ ไว้ด้านหลัง ทำท่าจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก เขาจึงก้าวเข้าหาแล้วทำหน้าเก่ง

“นี่ๆ อย่างนี้ถือว่าผมจับบัดเดอร์ได้ก่อน คุณต้องเป็นทาสผมตามกติกานะ”

อนุธิดาค้อนตาคว่ำ อึกอักอยู่อึดใจก็กระแทกเสียงใส่ว่า “เออๆ ก็ได้ จะให้ทำอะไรก็ว่ามา”

เขาค่อยๆ เดินวนรอบตัวหญิงสาว จงใจมองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า คนถูกมองก็เอาแต่ยืนตัวตรง ดวงตากลมโตจ้องเขาอย่างเอาเรื่อง แต่ริมฝีปากอิ่มฉ่ำนั้นกลับเม้มสนิท ธีระนึกสงสัยว่าอนุธิดาคนเดิมหายไปไหน จะว่าไปตั้งแต่เกิดเรื่องไก่ตุ๋นยาจีนนั่น สาวมั่นคนนี้ก็ดูจะเงียบสงบ ลดดีกรีความหยิ่งทะนงไปเยอะ  ตอนแรกเขาคิดว่าเธอแค่ไม่มายุ่งกับเขาอีกตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ในฐานะบัดเดอร์ จึงไม่ค่อยได้เห็นฤทธิ์เห็นเดชสักเท่าไร แต่ระยะหลังกลับได้ยินจากพวกเพื่อนๆ พี่ๆ เซลส์ในทีมว่าอนุธิดาเปลี่ยนไป เป็นคนที่ยิ้มแย้ม เป็นมิตรกับผู้อื่นมากขึ้น เขาก็ยังแปลกใจอยู่จนทุกวันนี้

“เรื่องนั้นเก็บไว้ก่อน ยังคิดไม่ออกตอนนี้”

เขาทำหน้ามีเลศนัย ซึ่งทาสของเขาก็ดูจะเดือดร้อนไม่น้อย ค้อนวงใหญ่แล้วกระแทกของขวัญใส่ท้องเขา “เอาไปเลยไป”

ชายหนุ่มหัวเราะที่ทำเธอหน้างอได้อีกหน “ขอบคุณมากนะ แต่ของขวัญของผมอยู่ในห้องน่ะ ไว้ค่อยเอานะ”

เธอพยักหน้าอย่างเสียมิได้ เขาลงมือแกะของขวัญต่อหน้า “ขอดูหน่อยเถอะว่าจะแกล้งอะไรอีก ชิ้นสุดท้ายต้องเด็ดแน่นอน”

“นี่…” เธอเรียก  “ที่ผ่านมา ที่เคยเล่นแรงไป ขอโทษด้วยนะ”

เขาหยุดมือ เงยหน้ามองอย่างไม่เชื่อหู ยังไม่ตอบอะไรและเธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่ยืนนิ่งก้มหน้าอยู่เช่นนั้น เขาเปิดกล่องแล้วพบว่าของขวัญชิ้นสุดท้ายจากบัดเดอร์คือ แปรงแม่เหล็กขัดตู้ปลา

“โห…ยี่ห้อนี้แพงนะเนี่ย” เขาเดินไปหาแสงไฟ ส่องดูชัดๆ “นี่คุณรู้จักอุปกรณ์พวกนี้ด้วยเหรอ หรือว่าที่บ้านคุณก็เลี้ยงปลาเหมือนกัน”

“ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงหรอก” เธอตอบ ก้มหน้ามองทรายมองชายหาดไปเรื่อย “อินเทอร์เน็ตมีก็ค้นไปสิ ไม่เห็นจะยาก”

ชายหนุ่มเก็บเจ้าแปรงขัดตะไคร่สำหรับทำความสะอาดตู้ปลาลงกล่องตามเดิม แล้วเอื้อมมือแตะแขนเธอเบาๆ อย่างสุภาพ

“ขอบคุณมากนะ แล้วก็ไม่ต้องคิดมาก ผมไม่โกรธแล้ว”

หญิงสาวหันขวับกลับมา แล้วดวงตากลมโตก็จ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น เธอก้าวถอยหลังไปแล้วทันใดนั้นเอง

“โอ๊ย!”

อนุธิดาทรุดลงนั่งกับพื้น ธีระตกใจรีบเข้าไปดู พบว่าเท้าของเธอมีเลือดไหล เธอเหยียบเศษแก้วเข้าเสียแล้ว สีเหลืองๆ มนๆ อย่างนี้ต้องเป็นก้นขวดเบียร์ที่ใครมักง่ายมาโยนทิ้งบนหาดแน่ ๆ เขานั่งชันเข่าแล้วยกเท้าขึ้นมาพาดบนหน้าขา ปัดทรายออกให้ เธอจะกระตุกขาออก แต่เขาก็ดึงไว้

“อยู่นิ่งๆ สิ”

เขาดูบาดแผลพบว่าไม่ลึกมาก แต่เนื่องจากโดนบาดเข้าที่ฝ่าเท้าก็ต้องเดินลำบากแน่นอน  ธีระเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงสาวมีสีหน้าเหยเกคล้ายกำลังอดกลั้นต่อความเจ็บปวด หรือไม่ก็คงกลัวเลือดที่ยังไหลไม่หยุด

“เจ็บไหม”

เธอสบตาเขา แล้วจึงส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ

“งั้นมา ขึ้นหลังผม”

“เอ๋…”

เขาพยุงให้เธอลุกขึ้นยืน ทรงตัวด้วยขาข้างเดียว แล้วหันหลังค้อมตัวลงตรงหน้า

“จะ…จะดีเหรอ”  ทว่าคนเจ็บยังไม่ยอมขึ้นมาเสียที จนเขาต้องหันมาเร่ง

“บอกให้ขึ้นมาก็ขึ้นเถอะน่า”

แล้วเขาก็ค่อยๆ รู้สึกถึงสัมผัสจากเนื้อตัวอันอบอุ่น นุ่มนิ่มหอมกรุ่นที่แนบลงมาบนแผ่นหลัง เขาช้อนเรียวขาของหญิงสาวเข้าที่ข้างเอว สองแขนของเธอโอบรอบคอเขาไว้ เสียงหัวใจเต้นตึกตักที่สะท้อนอยู่บนหลังบอกให้เขารู้ว่าเธอตื่นเต้นมาก ยังตกใจที่เหยียบเศษแก้วไม่หายกระมัง

เดิมทีเขาจะพาไปนั่งพักที่ม้านั่งใกล้ๆ นี่ก่อน แล้วจะย้อนกลับไปที่งานเลี้ยงเรียกเพื่อนพนักงานที่รับหน้าที่เป็นหน่วยพยาบาลมาช่วยดู แต่เขาก็เปลี่ยนใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอใส่เสื้อเปิดไหล่กับกางเกงขาสั้น อวดผิวขาวผ่องราวกับจะเรืองแสงได้ หากจะปล่อยให้นั่งในที่มืดๆ เปลี่ยวๆ คนเดียวเขาก็ไม่สบายใจ

“แอร์รี่ คุณติดกุญแจห้องมาหรือเปล่า”

“อื้ม…เอามา ทำไมเหรอ”

เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ตรงไปยังบ้านพักแทนคำตอบ  ร่างนุ่มนิ่มบนหลังคล้ายจะขยับประท้วง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบแต่โดยดี

ทุกย่างก้าวที่ผ่านไปบนสะพานปลา เอกอักษรรู้สึกราวกับเดินอยู่บนปุยเมฆ เสียงคลื่นทะเลซัดหาดทรายเป็นจังหวะคล้ายกับเสียงปรบมือแสดงความยินดี ครั้นแล้วก็พลันปรากฏม่านหมอกแห่งความฝันคลุ้งขึ้น เสียงปรบมือของเกลียวคลื่นคือบรรดาญาติมิตร เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาว เหลียวมามองเธอด้วยแววตาอันเปี่ยมล้นด้วยความยินดี  สะพานปลาอันทอดยาวคือทางเดินปูพรมสีแดงเข้ม และเงาของคุณบัดเดอร์ผู้ยืนทอดอารมณ์อยู่นั้น คือคุณเจ้าบ่าวในชุดสูท มีดอกกุหลาบสีแดงอยู่ที่อกเสื้อ กำลังส่งยิ้มอบอุ่นระคนตื่นเต้น ยืนรอรับเธอผู้สวมชุดเจ้าสาวขาวบริสุทธิ์ คลุมหน้าด้วยผ้าตาข่ายขาวละมุน

มือน้อยตีแก้มตัวเองเบาๆ ไล่ความคิดอันแสนจะพิสดารพิลึกกึกกือ จะมัวแต่คิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่ได้อย่างไร ในตอนนี้สิ่งที่ควรคิดมากกว่าคือ จะทักคุณพอร์ชคำแรกว่าอะไรต่างหากมิใช่หรือ

เธอสืบเท้าเข้าไปใกล้ มันใกล้มากพอที่จะเริ่มสังเกตเห็นว่า รูปร่างสูงใหญ่นั้นไม่คล้ายคุณพอร์ชสักเท่าไร จึงหยุดฝีเท้า เอียงคอมอง เพ่งพินิจพิจารณา น่าแปลกที่เขาดันไปคล้ายกับใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งเธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าใช่เขา

เสียงไม้ที่เหยียบอยู่ลั่นเปาะ ทำให้ร่างสูงนั้นหันกลับมา เมื่อเห็นเธอเขาก็ยิ้มอบอุ่น

“มาตั้งแต่เมื่อไรครับนี่ ขอโทษที ผมมัวแต่คิดอะไรเพลินอยู่เลยไม่ทันรู้ตัว”

เขาเดินเข้ามาใกล้ คบไฟที่อยู่ข้างทางส่องสว่างให้เห็นชายหนุ่มชัดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“เอ่อ…ท่านประธานมาเดินเล่นเหรอคะ”

เธอชะเง้อมองไปทางปลายสะพานซึ่งกลืนหายไปในความมืด บางทีคุณบัดเดอร์อาจจะนั่งรออยู่ตรงนั้นนานแล้ว

“เปล่าครับ ผมมารอพบคุณไง  เรามีนัดกันนี่”

“เอ่อ ท่านประธานหมายถึง…” เอกอักษรกดเสียงลงต่ำ จากที่คิดว่าจะทักคุณบัดเดอร์อย่างยิ้มแย้มยินดี  เธอได้ปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นสุภาพเรียบร้อยไม่ต่างจากทุกครั้งที่เข้าพบเจ้านายระดับสูง

“ใช่แล้วละครับคุณเอ ผมคือบัดเดอร์ของคุณเอง”

หญิงสาวแทบผงะถอยหลัง นิ่งอึ้งราวกับลมหายใจถูกหยุดไว้ที่ท้ายประโยคนั้นจากปากเขา จ้องสบตาเขานิ่งทว่าไร้ซึ่งคำพูดใดโต้ตอบ ดวงตาคมกล้าของท่านประธานบัดนี้มิได้มีแววเฉียบขาดฉลาดเฉลียวเหมือนที่เธอมักจะหวั่นเกรงระคนเคารพเชื่อถือในคราวเดียวกัน แต่เป็นแววตาซึ่งอบอุ่น อ่อนหวาน และนิ่งสงบ  เธอเชื่อสนิทใจอย่างไม่คิดสงสัยเลยว่า แววตานี้ต้องเป็นของคุณบัดเดอร์ของเธอแน่ๆ  แต่เมื่อซ้อนเจ้าของแววตาคู่นี้เป็นคุณคิมหันต์ เฮงทรัพย์สกุล เธอก็ไม่อาจแน่ใจอะไรอีก

บางทีอาจมีอะไรผิดพลาด หรือไม่คุณพอร์ชก็ต้องวางแผนแกล้งเซอร์ไพรส์เธอซ้อนอีกตลบแน่ๆ

“คุณตกใจมากเหรอ ที่ได้รู้ว่าเป็นผม”

เธอฝืนยิ้มออกมาจนได้ แม้เสียงที่พูดจะสั่นเครือ “ท่านประธานล้อดิฉันเล่นใช่ไหมคะ คุณบัดเดอร์ต้องเตี๊ยมอะไรไว้แน่ๆ ใช่ไหมคะ”

เขายิ้มบาง คล้ายจะถอนใจ “เรียกแทนตัวเองว่า ‘เอ’ เหมือนในไลน์เถอะครับ แล้วเรียกผมว่า ‘คิม’  ก็ได้  หรือจะเรียก ‘คุณบัดเดอร์’ อย่างเดิมก็ได้”

หญิงสาวอึ้งตะลึงงันอีกครั้ง มองจ้องเขาอยู่ครู่ก็หลบสายตา เธอไพล่หลังหลบกล่องของขวัญน้อยไว้ข้างหลัง เจ้าพวงกุญแจหมีบราวน์ที่ซื้อมาไม่กี่ร้อยบาทดูจะราคาถูกไปเสียแล้วเมื่อเทียบกับสถานะของผู้รับ

“ดิฉัน เอ่อ…เอ ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ” เธอกลั้นใจพูดเร็วรัวโดยไม่มองหน้า “ส่วนของขวัญ เดี๋ยวหาซื้อใหม่ แล้วค่อยนำไปให้ท่านประธาน เอ้อ…คุณคิมอีกทีก็แล้วกันนะคะ”

เมื่อหมดคำพูดที่ต้องพูดแล้ว เธอก็เก็บของขวัญเข้ากระเป๋าเสื้อคาร์ดิแกน หมุนตัวกลับโดยเร็ว มีเสียงเขาเรียกตามหลัง แต่เธอก็เอาแต่ก้มหน้าก้าวเร็วๆ ไม่ยอมหันกลับไป

“เดี๋ยวสิเอ ฟังผมก่อน”

ตลอดเวลาหลายปีที่ทำงานมา เธอไม่เคยแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อเจ้านายมาก่อน  แต่น้ำตาเจ้ากรรมมันบังคับให้เธอต้องขัดคำสั่งเขาเสียแล้ว

“เดี๋ยวครับเอ”

ทว่าคราวนี้เขาคว้าแขนเธอไว้ได้ ทั้งยังดึงให้หันมาเผชิญหน้า เอกอักษรได้แต่ก้มหน้างุด กลัวเขาเห็นน้ำตา

“เป็นอะไรไปครับ มีอะไรหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเสียงอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน หญิงสาวหันหลังกลับ เช็ดน้ำตาลวกๆ แล้วจึงหันกลับไปตอบเขา พยายามรักษามารยาททั้งที่ในใจนั้นอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ”

“ผิดหวังมากเหรอ ที่คุณบัดเดอร์เป็นผม”

ความอัดอั้นมันจุกอยู่ตรงคอหอย เธอจึงทำได้เพียงส่ายหน้าจนผมกระจาย

“แต่ผมดีใจมากเลยนะ ที่ได้เป็นบัดเดอร์ของคุณ ได้คุยกัน ได้ดูแล แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เล่นเกมกัน”

หญิงสาวพยายามอย่างหนักเพื่อกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลพรั่งพรู ข่มเสียงตอบไปว่า

“เอก็ยินดีเหมือนกันค่ะ”

คุณคิมหันต์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับลอยปลิวมาตามสายลม

“แล้ว…เรื่องที่เออยากบอกล่ะครับ ผมรอฟังอยู่นะ”

และแล้วช่วงเวลาที่เธอหวาดหวั่นที่สุดก็มาถึง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าคุณบัดเดอร์ของเธออยากฟังมันมากแค่ไหน แต่ในตอนนี้เธอเปลี่ยนใจเสียแล้ว หากหายตัวไปจากที่นี่ได้ละก็ เธอจะทำโดยไม่ลังเลเลยทีเดียว

“ความจริง ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ” เธอตัดใจพูด “เอแค่จะขอบคุณเฉยๆ ค่ะ”

“ไม่จริง” เขารวบมือเธอมากุมไว้ “มันมีอะไรมากกว่านี้ใช่ไหม”

สองมือของเขาที่โอบอุ้มมือเธอซึ่งเย็นเฉียบเหน็บหนาวอยู่นั้นช่างอบอุ่นและมั่นคงจนเธอรู้สึกผ่อนคลายจากความประหม่า แต่ก็เพราะความอบอุ่นนี้เองมิใช่หรือที่ทำให้น้ำตากลับรื้นขึ้นมาอีกครั้ง และไหลรินลงมาอาบข้างแก้มจนได้ ชายหนุ่มตรงหน้าคล้ายจะชะงักไปครู่ เขาค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา

“โอเคครับ ผมไม่อยากรู้แล้ว ถ้ามันทำให้คุณเสียใจ ผมจะไม่พูดถึงมันอีก”

แต่หญิงสาวก็พยายามกลั้นก้อนสะอื้น เพื่อกลั่นคำพูดออกมาให้ได้ แม้ว่ามันจะทั้งสั่นทั้งคลอนไปทั้งประโยคก็ตาม

“เออยากจะ…อยากจะขอบคุณ…คุณคิม…มากๆ ที่เป็นคุณบัดเดอร์ผู้แสนดีของเอเสมอมา เป็นกำลังใจให้กันตลอด ช่วยให้เอข้ามผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาได้” เธอสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้า แล้วสบตาเขาอย่างจริงจัง

“เอยอมรับค่ะ ว่าตอนแรกตั้งใจจะมา…บอกรักคุณบัดเดอร์ เอจะขอคุณบัดเดอร์เป็นแฟน ณ ที่ตรงนี้  เอจะบอกเขาว่า  เอชอบเขามากจริงๆ และแม้ที่ผ่านมาจะสงสัย ตามสืบว่าใครคือคุณบัดเดอร์กันแน่ แต่เอก็ไม่ได้คิดจะหาใครมาสวมรอยแทนคุณบัดเดอร์ในใจของเอเลย ยังมีเขาคนเดียวในใจมาตลอด แต่วางใจเถอะค่ะ ถ้าตัวจริงของคุณบัดเดอร์คือคุณคิมอย่างนี้ เอจะไม่พูดมันออกไป

“คนอย่างเอถึงจะบ้าบอแถมยังใจง่ายอีก แต่ก็ยังรู้จักเจียมตัว ยังรู้จักที่ต่ำที่สูง คงไม่อาจเอื้อมไปรักคนที่ดีเพียบพร้อมอย่างคุณคิมหรอกค่ะ มันไม่ควรแม้แต่จะคิดเลยด้วยซ้ำ”

มือของเขาที่กุมมือเธออยู่นั้นคลายลง ปล่อยมือเธอเป็นอิสระ สายลมที่พัดอยู่รอบกายคล้ายจะซ้ำเติมหัวใจให้ยิ่งเหน็บหนาว เสียงเกลียวคลื่นซัดสาดเหมือนเสียงหัวเราะเยาะที่เซ็งแซ่ สมน้ำหน้าเธอที่คิดเพ้อฝันไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่ถึงอย่างนั้นเอกอักษรก็รู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว แม้จะไม่เหมือนกับที่ตั้งใจมาตลอดก็ตาม

อาจเป็นเพราะความมืดสลัวในยามค่ำคืน หรืออาจเป็นเพราะว่านี่คือโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายที่จะได้พบกับคุณบัดเดอร์ เอกอักษรจึงได้กล้าพูดความในใจทุกอย่างออกมา  วันพรุ่งนี้ทันทีที่ฟ้าสาง เรื่องราวของเธอกับคุณบัดเดอร์ก็จะเป็นเพียงแค่เกมที่ครั้งหนึ่งเคยเล่นและจบลงเท่านั้น ไม่มีอะไรให้วาดหวังไปมากกว่านี้อีกแล้ว

Don`t copy text!