จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 22 : ทางช้างเผือก

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 22 : ทางช้างเผือก

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

ไม่ว่าอย่างไรกบก็ยืนยันว่าจะนอนที่นี่ และเลือกจะนอนบนเฉลียงส่วนที่ติดกับนอกชานด้วย

วงเหล้าเคล้าดาริกาของเรายุติลงตรงเข็มสั้นและเข็มยาวชี้ไปที่เลข 12 ตอนนั้นพวกเราอาบน้ำและพร้อมที่จะนอนทุกคนแล้ว ยกเว้นกบ

เขายังอยู่ในกางเกงผ้าทรงหลวมกับเสื้อลายดอกผ้าบางเบาที่ใส่มาตั้งแต่เช้า กบทำท่าว่าจะนอนไปทั้งอย่างนี้ แต่ฉันก็ลากเขาไปอาบน้ำจนได้

น้าพุดซ้อนตื่นมาเอาเสื้อยืดและกางเกงขาก๊วยมาให้กบ ส่วนฉันไปหยิบหมอนและผ้าห่มออกมาให้เขา มีแต่เสียงคัดค้านไม่มีใครยอมให้เขานอนตากน้ำค้างอยู่คนเดียว แต่เมื่อกบยืนยันว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อนานมาแล้ว เขากับฉันและอังศุมาลินก็เคยใช้กระดานบนชานเรือนต่างเตียงมาหลายครั้ง ในที่สุดก็ไม่มีใครเปลี่ยนความตั้งใจของเขาได้

คืนนี้พี่ภพกับมาวินนอนห้องติดกับห้องนอนใหญ่ที่พ่อใช้อยู่ ส่วนพี่เตยกับใบตองฉันให้นอนบนเตียงในห้องฉัน

ฉันเอาฟูกพับสามท่อนแบบโบราณปูนอนหน้าเตียง บอกพี่เตยว่าฉันต้องตื่นตีสี่ครึ่งเป็นอย่างช้า เธอรู้ความหมายนั่นทันที

“ล่าช้างอีกละสิ”

“ใช่พี่ เขาเริ่มล่ากันตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว อยากไปดูช้างด้วยกันไหมพี่”

“เจ๋งจะไปที่ไหน”

“นอกชาน ตรงที่กบนอนนั่นแหละ เล็งมุมเอาไว้แล้ว น่าจะเห็น”

“ฮือ…ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องปลุก”

พี่เตยว่าแล้วล้มตัวลงนอน ส่วนใบตองนั้นส่งเสียงกรนตั้งแต่หัวถึงหมอนแล้ว

ฉันนอนหลับสนิทไปได้ราวสี่ชั่วโมงก็ออกมา ‘ล่าช้าง’ ตอนตีสี่ครึ่ง

บ้านของย่านั้นอยู่ไกลตลาด อีกทั้งอยู่ลึกจากถนนเข้ามาพอสมควร แสงรบกวนถึงจะมีอยู่บ้าง แต่ก็มืดพอที่จะถ่ายทางช้างเผือกได้ ก่อนนี้ฉันไม่ค่อยรู้สึกอะไรนอกจากเห็นว่าทางช้างเผือกนั้นสวยดี แต่ตอนนี้ฉันนึกถึงอังศุมาลิน ทั้งอังศุมาลินของโกโบริ และอังศุมาลินของฉัน

กบตื่นขึ้นมาดูฉันตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เขาเข้าใจทันทีว่าฉันมาถ่ายดาว แต่ไม่รู้ว่าดาวที่ฉันกำลังถ่ายนั้นคือทางช้างเผือก

“ถ่ายดาวยากไหม” เขาถาม ยังคงนอนคู้อยู่ที่เดิม

“ไม่ยากหรอก ลองไหมล่ะ” ฉันชวนไปอย่างนั้นเอง นึกว่ากบจะนอนต่อ แต่เขากลับลุกขึ้น ฉันจึงสอนเขาอย่างจริงจังเรื่องการเลือกเลนส์ การตั้งค่ารูรับแสง และการใช้ขาตั้งกล้อง

“จากนั้นตั้งให้หน้ากล้องเปิดค้างเอาไว้สักยี่สิบถึงสามสิบวินาที แค่นี้เราก็จะเห็นทางช้างเผือกชัดเลยละ อ้อ..ตั้งไอเอสโอเอาไว้สูงๆ นะ ไอเอสโอคือความไวแสง ยิ่งมากก็ยิ่งถ่ายในที่มืดได้ดี แต่คุณภาพของภาพก็จะแย่กว่าไอเอสโอต่ำๆ…ก็ต้องเลือกเอา”

กบพยักหน้า เขาดูจะฟังรู้เรื่องไม่ถึงครึ่ง แต่ความตั้งใจที่อยากเห็นภาพนั้นมีเกินร้อย

ยี่สิบวินาทีผ่านไป ทางช้างเผือกของโกโบริก็ปรากฏอยู่บนหน้าจอแสดงผล มองเห็นเป็นกระจุกแสง พาดผ่านผืนฟ้า คล้ายเนบิวลาหรือกลุ่มหมอกเรืองแสงในอวกาศ

กบตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ เขามองหน้าจอทีมองฟ้าที เหมือนเด็กชายตัวน้อยๆ ได้มาพบสิ่งมหัศจรรย์

“ทำไมในภาพมันเห็นชัดจัง มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นชัดแบบนี้เลยล่ะ สวยมากเลยแก” เขาทำเสียงกรี๊ดกร๊าดออกมาเบาๆ

ฉันเลยอธิบายว่า เมืองไทยนั้นเจริญขึ้นและสว่างไสวอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งเมื่อดูจากภาพถ่ายทางอากาศของนาซาที่ถ่ายลงมาจากนอกโลก จะเห็นเลยว่าเราเป็นขวานทองเล่มโตส่องสว่างขึ้นจากพื้นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นหมายความว่า โอกาสที่เราจะได้เห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าน้อยลงเรื่อยๆ

ไม่เหมือนคนโบราณ ทุกที่มืดมิด คืนข้างขึ้นดวงจันทร์ให้แสงสว่างแก่โลก และดาวก็แพรวพราวยิ่งกว่าเพชรในร้านขายจิวเวลรี

แต่ตอนนี้ดวงอาทิตย์จำลองที่เราประดิษฐ์ขึ้น บดบังทุกอย่างเอาไว้ใต้แสงของมัน แม้แต่พระจันทร์ยังอวดแสงแข่งกับไฟแอลอีดีราคาไม่ถึงร้อยไม่ได้เลย ยิ่งทางช้างเผือกที่เป็นแค่รอยปื้นสีขาว อย่าหวังว่าจะอวดตัวได้ในพื้นพิภพที่หลอดแอลอีดีดวงหนึ่งราคาถูกกว่าไข่ไก่ฟองเดียวเสียอีก

ดังนั้นการมองดูทางช้างเผือกในปัจจุบันนี้จึงต้องใช้ตัวช่วย นั่นก็คือกล้องถ่ายรูป ส่วนคำถามที่ว่าทำไมรูปถ่ายถึงเห็นชัดกว่าตาเปล่านั้น เพราะการเก็บแสงด้วยเซนเซอร์รับภาพของกล้องถ่ายรูปทำได้ดีกว่าเรติน่าหรือจอประสาทตาของคน ดังนั้นเราจึงเห็นทางช้างเผือกจากรูปถ่ายได้ชัดกว่าการดูทางช้างเผือกด้วยตาเปล่า

กบทำหน้าเบ้

“เราพูดถึงทางช้างเผือกกันอยู่ใช่ไหม”

“ใช่”

“แกนี่ช่างอธิบายได้ขวานผ่าซาก หาความอ่อนหวานอะไรไม่ได้เลย”

“ก็ความจริงมันเป็นแบบนั้น”

กบมองฉันด้วยสายตาของแมวการ์ฟีลด์ที่หลุบเปลือกตามาครึ่งหนึ่ง มันเป็นสายตาดูแคลนกึ่งเบื่อกึ่งปลง

“งั้นแกก็อย่าหวังให้ใครมองแกอย่างมองผู้หญิงคนหนึ่งเลยนะ” เขาว่าแล้วทรุดตัวลงนั่งที่เดิม

ส่วนฉันนั้นเหลือเวลาไม่มากก่อนที่แสงอาทิตย์จะขึ้นมากวนแสงดาว ฉันจึงผละจากเขา จดจ่ออยู่กับ การพยายามจะหาฉากหน้าให้ทางช้างเผือก แต่ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ายอดของต้นมะม่วงตลับนากเลย

เราปล่อยให้ความเงียบคุยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่บอกไม่ถูก

ลมเอื่อย ใบไม้ไหว ฉันได้กลิ่นหอมรื่นลอยมาจากสวน ฉันไม่รู้ว่ากบจะรู้สึกในสิ่งเดียวกันหรือเปล่า แต่ตัวฉันในตอนนี้เหมือนฟองน้ำ ค่อยๆ ดูดซับความสุขสมที่ธรรมชาติรอบข้างมอบให้

ฉันผละจากหลังกล้อง ทรุดตัวลงนั่ง ควบคุมชัตเตอร์ด้วยการใช้สายลั่นชัตเตอร์แทนการกดด้วยมือ

บนท้องฟ้าดวงดาวกะพริบวิบวาบส่องแสงตอบ มันอยากจะพูดอะไรออกมาบ้างไหมนะ พวกมันจะเจอกับอังศุมาลินบ้างหรือเปล่า

“เจ๋ง…” กบเรียก ฉันหันไปหา เขานั่งอยู่ที่เดิมห่างจากฉันไปราวสองช่วงแขน “แกนี่ยังเหมือนเดิม” จู่ๆ กบก็พูดขึ้น “เวลาที่แกตั้งใจทำอะไร สมาธิแกจะอยู่ตรงนั้น ไม่เคยรับรู้เลยว่ารอบข้างเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

“อย่างกับแกไม่ใช่แบบนั้น เวลาแกอยู่ในสนามแกก็ไม่สนอะไรนอกจากลูกบาส”

“ฉันเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ” เขาถาม ขยับตัวมาข้างหน้า

“ฉันชอบแกเวลาอยู่ในสนาม” ฉันสารภาพ หมายเลยไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย กบกระเถิบตัวจากเฉลียงลงมาบนนอกชานที่ฉันนั่งอยู่ เขาเข้ามานั่งข้างๆ แล้วซบศีรษะเอาไว้กับไหล่ฉัน

“แต่ฉันไม่ชอบแกเวลาที่ไม่สนใจฉันเลย” กบสะอึก “แกหายหัวไปไหนมา ทำไมแกถึงไม่คิดถึงที่นี่บ้าง นังอังก็เหมือนกัน ทำไมถึงทิ้งฉันเอาไว้คนเดียว”



Don`t copy text!