จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 23 : แม่น้ำรำลึก

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 23 : แม่น้ำรำลึก

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

หลวงพ่อพวงมาลัยคือพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะสมัยสุโขทัยอันเก่าแก่ มีเรื่องเล่ากันสองทางว่า ท่านลอยมาตามน้ำเมื่อชาวบ้านมาพบก็คิดจะอัญเชิญขึ้นฝั่ง แต่ฉุดเท่าไรท่านก็ไม่ขึ้นมา จนต้องเอาพวงมาลัยมาคล้อง ท่านจึงยอมขึ้นฝั่งมาอย่างง่ายดาย อีกทางหนึ่งก็ว่า ท่านล่องมากับแพไม้ไผ่ บนแพนั้นมีพวงมาลัยจำนวนมาก เมื่อมาถึงบริเวณทุ่งการ้องหรือวัดทุ่งในปัจจุบัน แพนั้นก็วนอยู่ไม่ลอยไปไหน ชาวบ้านรู้ว่านั่นคือการเสี่ยงทายสร้างวัด จึงพากันอัญเชิญท่านขึ้นจากน้ำ แล้วสร้างวัดทุ่งการ้องให้เป็นที่ประดิษฐานของท่านมานับแต่นั้น

ต่อมาวัดเปลี่ยนชื่อเหลือเพียงวัดทุ่ง แต่หลวงพ่อพวงมาลัยก็ยังคงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพสักการะสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งนั้น

จะมองในแง่ความศักดิ์สิทธิ์ หรือจะมองว่าท่านเป็นเพียงวัตถุโบราณ ก็จัดว่าท่านเป็นสมบัติของชาติที่ประเมินค่ามิได้ ความงามและมูลค่าอันสูงลิบจึงเป็นที่ต้องตาสำหรับนักสะสมของเก่า และเป็นที่ต้องใจสำหรับหัวขโมยใจบาป ที่มีมาทุกยุคทุกสมัย

ท่านถูกโจรกรรมหายไปจากวัดถึง 3 ครั้ง แต่ละครั้งเกิดเรื่องอัศจรรย์และท่านก็คืนสู่วัดทุ่งมาได้ทุกครั้ง

ครั้งที่ดังที่สุดคือการโจรกรรมในครั้งที่สาม โจรใจบาปขโมยท่านหายออกไปจากวัด สร้างความวิปโยคโศกตรมให้คนทั่วทั้งตำบลเกาะตาเลี้ยง ตำรวจและชาวบ้านออกตามหาแต่ไม่พบร่องรอย ตอนนั้นเหมือนจะหมดหวัง แต่ในที่สุดก็มีชาวบ้านคนหนึ่งฝันว่า ท่านถูกฝังดินเอาไว้ในพื้นที่รกร้างบริเวณปากน้ำ ในฝันท่านบอกกับชาวบ้านผู้นั้นว่า ท่านอยากจะกลับมาอยู่วัดทุ่งไม่อยากไปอยู่ต่างประเทศและบอกจุดที่ท่านถูกฝังเอาไว้ให้ชาวบ้านรู้

วันต่อมาชาวบ้านจึงพากำลังตำรวจไปขุดหาท่านตามจุดที่ท่านบอกไว้ ในที่สุดก็เจอและได้หลวงพ่อพวงมาลัยกลับคืนมา

เรื่องราวครั้งนี้เป็นที่โจษขาน คนเก่าแก่อายุใกล้ 70 ยังสามารถจำรายละเอียดได้อย่างชัดเจน บางคนเล่าต่างออกไปว่า หลวงพ่อพวงมาลัยไม่ได้ถูกฝังดินแต่ถูกหมกไว้ในกอกล้วย ชาวบ้านตามไปถูกเพราะเกิดอัศจรรย์เห็นมาลัยตกอยู่เป็นทาง นำไปจนเจอท่าน

ที่น่าเสียดายคือไม่มีใครจำได้แน่นอนว่าปีที่เกิดเหตุนั้นเกิดขึ้นใน พ.ศ.ใด เพียงแต่ประมาณการว่าผ่านปี 2500 มาได้ไม่นานนัก

ไม่เหมือนครั้งล่าสุดซึ่งเกิดขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.2542

ตอนนั้นหลวงพ่อพวงมาลัยยังอยู่ในวิหารหลังเก่า ความที่ท่านโดนโจรกรรมบ่อย วิหารของท่านจึงสร้างอย่างแน่นหนา หน้าต่างของวิหารก็เป็นเพียงช่องแสงแคบๆ คนรอดเข้าออกไม่ได้ ส่วนประตูทางเข้าวิหารนั้นมีถึงสามชั้นและใช้แม่กุญแจล็อกเอาไว้ถึง 8 ตัว

คืนนั้นราวตี 3 มีโจรชั่วกลุ่มหนึ่งหวังจะมาโจรกรรมท่าน โจรตัดกุญแจทั้ง 8 ตัว แต่พวกมันกลับดึงกุญแจออกได้เพียง 7 ตัว ส่วนตัวที่ 8 นั้นทำอย่างไรก็ไม่หลุดออกมา

กระทั่งใกล้สว่างชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดตื่นมาเห็น พวกมันจึงพากันหนีหัวซุกหัวซุน ไม่สามารถเข้าไปในวิหารได้ ตอนนั้นท่านพระครูสุวิชานปรีชา เจ้าอาวาสในปัจจุบันยังเป็นพระลูกวัด ท่านได้เข้าไปดูที่เกิดเหตุ แค่เพียงเอามือสัมผัสแม่กุญแจที่คาอยู่กับประตูเหล็ก กุญแจก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย

ไม่จบแต่เพียงเท่านั้น ยังมีเรื่องเล่าลือต่อกันมาว่า บรรดาโจรที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการโจรกรรมหลวงพ่อพวงมาลัยนั้นล้วนไม่ตายดี บางคนเสียสติไปก็มี

และทั้งหมดนี่คือเรื่องอาถรรพณ์ตำนานพื้นถิ่นของบ้านวัดทุ่ง ต.เกาะตาเลี้ยง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ที่ฉันเขียนข้อมูลส่งไปให้พี่เตย

พี่ภพดูฟุตเทจของฉันแล้วเห็นว่าครบถ้วนสำหรับนำไปประกอบรายการ เราจึงเริ่มแต่งหน้ากันตอนบ่าย โดยได้เจ้าของร้านเสริมสวยในตลาดซึ่งมีอาชีพเสริมเป็นพี่เลี้ยงนางงามที่กบหามาให้ มาเป็นช่างประจำทีม

เธอเป็นสาวประเภทสอง ตัวโต พุงพลุ้ย น่าจะมีอายุระหว่างสามสิบห้าถึงสี่สิบปี มีคำพูด ‘ได้จ้า’ ยานๆ ติดปากตลอดเวลา ลูกมือของเธอเป็นหญิงแท้ ทำผมสีเหลือง ดูแห้งแข็งเหมือนฟางข้าว เพราะน่าจะผ่านการกัดและย้อมสารพัดสีติดต่อกันเป็นเวลานาน

เรื่องทั้งหมดนี้คนที่สังเกตและกระซิบบอกฉันคือใบตอง ฉันนึกชื่นชมว่านอกจากใบตองจะเป็นเอนไซโคลพีเดียหนังเกาหลีเดินได้แล้ว เธอยังมีวิญญาณของนักสืบเชอร์ล็อก โฮล์มส์แฝงอยู่ในร่างด้วย

สองช่างแต่งหน้าส่งสำเนียงสุโขทัยกับกบ ซึ่งฉันรู้สึกไม่คุ้นหู อาจเพราะฉันกับกบไม่เคยพูดกันด้วยสำเนียงนั้น ทว่ามันทำให้กบดูอ่อนโยนและมีเสน่ห์ขึ้นมาอย่างประหลาด

เรายกขบวนถึงวัดราวๆ ห้าโมงเย็น เพื่อเริ่มถ่ายทำกันในส่วนที่เหลือช่วงพลบค่ำ พี่ภพกำหนดให้ใช้ต้นยางนาเป็นฉากหลัง ในมุมที่มองเห็นเมรุเผาศพอยู่ไกลๆ ทางด้านซ้าย โดยมีมาวินเล็งมุมกล้องจัดการตามคำสั่ง ส่วนฉันใช้เวลานั้น อาศัยบันไดศาลาที่กำลังก่อสร้างนั่งอ่านบทที่พี่เตยเขียน

พี่เตยเริ่มด้วยคำว่า ‘แม่น้ำยม สายน้ำอันเก่าแก่ ที่ไหลผ่านผืนดิน บ้านเรือน ผู้คน มาเป็นร้อยเป็นพันปี มันเต็มไปด้วยเรื่องราวและชีวิตริมสายน้ำ ที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า นอกจากความอุดมสมบูรณ์ที่แม่น้ำมอบให้ ยังมีเรื่องราวลึกลับ พิศวง พัดพามากับลำน้ำแห่งชีวิตสายนี้อีกด้วย…’

ฉันอ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นชะมัด พี่เตยทำให้แม่น้ำยมสายเก่าของย่าแต่เป็นคลองแห้งๆ ของฉัน ดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกเท่าตัว ฉันยอมรับจริงๆ ว่าไม่มีทางจินตนาการต่อยอดไปได้อย่างที่พี่เตยทำ แต่เมื่ออ่านบทของพี่เตย ฉันก็รู้เลยว่าอยากจะถ่ายอะไรเพิ่มเข้าไปในรายการของเราอีกบ้าง

ถึงแม้พี่ภพจะเน้นแต่บรรยากาศน่ากลัว ผีๆ สางๆ แต่คราวนี้ฉันขอพี่เตยเติมความงามและความอบอุ่นลงไปด้วย

พี่ภพไม่รู้จักกบ เขาจึงไม่รู้ว่าคุณครูของเรามีคุณสมบัติน่าสนใจกว่าการเต้นกระแด่วๆ สอนโน้ตดนตรี

กบมีความเป็นครูอยู่เต็มเปี่ยม และฉันเชื่อแน่ว่า หากให้เขาส่งภาษาสุโขทัยสัมภาษณ์ใครสักคนในชุมชน เรื่องราวของหลวงพ่อพวงมาลัยน่าจะเปลี่ยนจากความสยดสยองที่พี่ภพพยายามสร้าง เป็นความอัศจรรย์และมีคุณค่าต่อชีวิตผู้คน

พี่เตยเห็นด้วยทันทีที่ฉันเอาเรื่องนี้ไปเสนอ ในเมื่ออาถรรพณ์ตำนานพื้นถิ่นไม่เคยมีรูปแบบตายตัว เรื่องนี้จึงผ่านความเห็นชอบของพี่ภพมาได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน

วันนี้อะไรๆ ที่ทำกับพี่ภพดูง่ายดายไม่เหมือนวันก่อนๆ ฉันเอะใจขึ้นนิดหนึ่ง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอะไร

ที่แน่ๆ ไม่ใช่เพราะเขาอารมณ์ดี เพราะตั้งแต่ตื่นมา ฉันเห็นเขาใจลอย และมักจะเออๆ ออๆ ไปตามแกน

ฉันไม่อยากคิดเหมือนที่มาวินบอกเมื่อคืน แต่ถึงจะเป็นคนไม่สนโลกแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตความอึมครึมจางๆ ที่มันเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามฉันไม่เห็นความผิดปกติอื่นระหว่างพี่ภพและพี่เตย ทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนกันและพี่เตยยังส่งเสียงจ๊ะจ๋าใส่โทรศัพท์ทุกครั้งที่วิทย์โทร.มาหา



Don`t copy text!