จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 25 : อำพรางอำยวน

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 25 : อำพรางอำยวน

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

“อรวรรณ เย็นใจเอื้อ” พี่ตะวันพูดด้วยความตื่นเต้น

เรานัดกันทันทีที่ฉันไปถึงกรุงเทพฯ ในร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยต้นไม้บนถนนสายไหม ร้านนี้เปิดได้ไม่นานซึ่งมีฉันเป็นลูกค้าประจำ

กาแฟที่นี่มีหลายรสชาติ บางเมนูตั้งชื่อตามฤดูกาล ฉันชอบบรรยากาศร้านนี้มากกว่าจะชอบรสชาติของกาแฟ ไม่ใช่ว่าของเขาไม่อร่อยหรอกนะ แต่ลิ้นจระเข้แบบฉันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอย่างไหนคือกาแฟดี อย่างไหนคือกาแฟห่วย

ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มเศษคนในร้านหนาแน่น แต่ก็มีมุมส่วนตัวที่ล้อมไปด้วยต้นไม้พอให้เราสองคนได้ซุกซ่อน

“เด็กสาวอ้อยนามสมมุติคนนั้นน่ะเหรอคะ” ฉันขยับตัว นั่งไม่ติด

“ใช่ บังเอิญมากที่เจ้าของร้านกับเด็กคนนั้นยังติดต่อกันอยู่ อ้อ..ไม่ใช่เด็กแล้วสินะ นั่นมันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว” พี่ตะวันตอบสนองด้วยอารมณ์เดียวกัน คือตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด

“นี่พี่ตะวันไปหาเจ้าของร้านนวดนั่นมาหรือคะ” ฉันนึกวาดภาพการหาข้อมูลเหมือนในหนังสืบสวนสอบสวนฝรั่ง พี่ตะวันสวมโคตยาวกับหมวกทรงแข็งมีปีกเดินไปเคาะประตูหน้าบ้าน หญิงร่างท้วมผมทองแง้มประตูมองด้วยความหวาดระแวง เมื่อเขาโชว์ตราตำรวจปลอมหล่อนก็จำต้องให้เขาเข้าไป

“ไม่ได้ไปหาหรอก พี่โทรไปน่ะ” เขาตอบง่ายๆ ดึงฉันออกจากจินตนาการสุดโต่งให้กลับมายังร้านกาแฟอีกครั้ง

“แล้วเขาก็ให้ชื่อนี่มาเลยหรือคะ”

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้น มันก็ต้องมีล่อหลอกนิดหน่อย” เขาพูดทิ้งเอาไว้แค่นั้น ฉันไม่ถามเซ้าซี้ต่อ เพราะถ้าเขาสะดวกจะเล่าพี่ตะวันก็คงจะเล่าไปแล้ว

อย่างไรก็ตามฉันรู้สึกทราบซึ้ง และความรู้สึกนั้นก็แสดงอยู่ในสีหน้าแววตายามที่ฉันจ้องมองเขา

พี่ตะวันยิ้มเขิน เขาว่า “นิดหน่อยเท่านั้นเอง ช่วงนี้พี่ว่างพอดี”

ฉันไม่เชื่อสักนิดเดียว เรื่องอย่างนี้ต่อให้ว่างแค่ไหน คนธรรมดาๆ เขาก็ไม่ทำกัน และเดาไม่ยากด้วยว่าความสงสารที่เขามีให้ฉันต่างหากที่ทำให้พี่ตะวันทุ่มเทสืบเรื่องให้ฉันถึงขนาดนี้

“ได้ชื่อมาแล้วเราจะจัดการยังไงต่อ แต่พี่คงจะไปขอร้องแหล่งข่าวให้หาข้อมูลพวกนี้บ่อยๆ ไม่ได้หรอกนะ เจ๋งรู้ใช่ไหมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใครเขาจะทำให้ง่ายๆ เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันหมดก็จริง แต่มันก็แสดงด้วยว่ามีการสืบค้นข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์เครื่องไหน จากที่ไหน และเวลาเท่าไร ถ้าไม่ใช่เหตุอันควร คนที่เข้าค้นข้อมูลส่วนบุคคล เขาจะต้องทำรายงานส่งหัวหน้ากันเลยทีเดียว”

“เดี๋ยวเจ๋งจะจัดการต่อเองค่ะ แค่นี้เจ๋งก็ขอบคุณพี่ตะวันมากๆ แล้ว”

“แต่…” เขาพูดแล้วหยุดปากเอาไว้เท่านั้น

“ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมเจ๋งจะบอกพี่ตะวันเป็นคนแรก” ฉันให้สัญญา สืบมาถึงขนาดนี้ ฉันไม่ปล่อยให้เขารู้ครึ่งๆ กลางๆ แน่

พี่ตะวันยิ้มแก้ขวย แล้วหันไปดูว่าถึงคิวรับเครื่องดื่มของโต๊ะเราหรือยัง

เจ้าของร้านร่างสูง ผมสั้นประบ่าหันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าถึงคิวของพวกเราแล้ว เธออายุราวสี่สิบ เป็นคนสวยทีเดียวแต่ไม่ถึงกับโดดเด่น ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เธอมีความเป็นคนในเมืองและความเป็นคนชนบทปะปนอยู่อย่างลงตัว การแต่งกายของเธอจึงเก๋และมีรอยยิ้มจริงใจ ฉันชอบฟังเวลาที่เธอพูดว่า “ขอบคุณค่ะ” มันไม่ใช่เป็นการขอบคุณตามมาตรการบริการ แต่มันมาจากหัวใจของนักบริการทีเดียว

ฉันทำสัญญาณมือบอกให้พี่ตะวันนั่งเฉยๆ แล้วเป็นฝ่ายลุกขึ้นไปที่บาร์เครื่องดื่มแทน

“น้ำปั่นทั้งคู่เลยนะคะ” หล่อนเลื่อนแก้วทรงสูงมาให้

“จะสองทุ่มแล้ว กินกาแฟกลัวจะนอนไม่หลับน่ะค่ะ อ้อ ขอเค้ก…สองก้อนนี้ค่ะ” ฉันชี้ไปที่ราสป์เบอร์รีชีสเค้กและเค้กครีมวานิลลาอีกชิ้นหนึ่ง จ่ายเงิน แล้วยกแก้วเครื่องดื่มกลับมาที่โต๊ะ

ยังไม่ทันลงนั่งเค้กก็ตามมา พี่ตะวันทำตาโตเอามือตีท้อง ทำนองว่าเขาคงกินเค้กทั้งชิ้นไม่หมด

“กินๆ ไปเถอะพี่ตะวัน ผอมจนเหลือแต่กระดูกอยู่แล้ว”

เขาหัวเราะ เอามือเสยผมจากซ้ายไปขวา ซึ่งเป็นท่าประจำที่ฉันเห็นจนชิน

เขาถามฉันถึงเรื่องงาน เรื่องชีวิตทั่วไป และลามเลยไปถึงสถานการณ์ในสังคม โดยสรุปแล้วเรามีความเห็นตรงกันว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นครูก็ตั้งใจสอน เป็นหมอก็ตั้งใจรักษาคนไข้ เป็นเกษตรกรก็ต้องตั้งใจรักษาดินและน้ำ เพียงแค่นี้สังคมก็ขับเคลื่อนและพัฒนาไปได้โดยไม่ติดขัด และเราน่าจะยังคงรักษาความสงบให้ชีวิตตัวเองโดยไม่เป็นภาระต่อใครมากมายเกินไปนัก

ฉันถามเขาถึงสถานการณ์ของหนังสือพิมพ์ เขาใช้คำว่า ‘เรื่อยๆ’ ก็ต้องปรับตัวกันไป

โลกหลังปี 2000 เปลี่ยนแปลงมหาศาล และในห้วงสิบปีมานี่มันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วดุจเดียวกับการสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ ที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นเพราะอุกกาบาตยักษ์วิ่งเข้าชนโลก

ไม่มีใครแน่ใจว่าหลังหมอกควันอุกกาบาตจางลง จะยังหลงเหลือสื่อมวลชนแขนงเดิมๆ ประดับโลกอีกกี่มากน้อย บางทีแล้วมันอาจจะวิวัฒนาการจนไม่เหลือเค้าเดิม เหมือนที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า ลูกหลานที่เหลือรอดของสัตว์ยักษ์อย่างไดโนเสาร์ เปลี่ยนแปลงและลดขนาดตัวเองลงกลายมาเป็นเพียงนกตัวน้อยๆ นั่นแหละ

ธรรมชาติคงเล็งเห็นแล้วว่าความมโหฬารไม่ได้ช่วยให้ชีวิตง่ายดายเลย มันอาจจะดูยิ่งใหญ่ แต่ในทางตรงกันข้าม หากล้มก็ลุกขึ้นได้ยากเช่นเดียวกัน บางครั้งบาดแผลที่ฝ่าเท้าเล็กๆ เพียงแผลเดียว ก็อาจจะทำให้ไดโนเสาร์ใหญ่ยักษ์นั้นไม่มีวันลุกขึ้นมาเดินได้อีก

ไม่เหมือนนก…

โลกมีคำตอบให้ชีวิตเสมอ ตอนนี้มีช่องเล็กๆ เกิดขึ้นมากมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และบางรายการก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าอิจฉา นี่ฉันไม่ได้หมายถึงรายการของตัวเองหรอกนะ แต่ก็ยอมรับว่าช่องของพวกเราก็จัดอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างน่าพอใจทีเดียว



Don`t copy text!