จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 26 : หนึ่งในทรวง

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 26 : หนึ่งในทรวง

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

มันเป็นร้านทำผมหน้าตาดาษๆ ในซอย สุขุมวิท 101/1 ห่างจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อ 15 ปีก่อนราวๆ 3 สถานีรถไฟฟ้า ฉันได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากพี่เตยเมื่อสองวันก่อน

พี่เตยลำบากใจนั่นมันแน่อยู่แล้ว เธอพูดอย่างที่ฉันคาดเดาได้ว่าให้ก้าวข้ามอังศุมาลินมาได้แล้ว ชีวิตคนเราต้องเดินไปข้างหน้าไม่ใช่ย้อนไปข้างหลัง ฉันเลยตอบคำที่เตรียมมาว่า ฉันก้าวข้ามอังศุมาลินอย่างไม่น่าให้อภัยมานานแล้วต่างหาก และตอนนี้ฉันเหลือแต่ความอยากรู้อยากเห็นและกระทำการทั้งหมดก็เพื่อตัวเอง

ความไร้เหตุผลทั้งหมดที่ฉันทำ ฉันไม่ได้ทำเพื่อใคร ไม่ได้มีความดีงามเกิดขึ้นในการกระทำของฉัน แต่สัญญาว่าเมื่อผ่านความไร้เหตุผลในการกระทำครั้งนี้ไปได้ ฉันจะเดินหน้าอย่างมีเหตุผล และจะเป็นคนที่ดีของประเทศนี้ให้ได้ พร้อมกำกับด้วยคำพูดไม้ตายว่า ตั้งแต่รู้จักกันมาฉันไม่เคยขอร้องอะไรพี่เตยเลย และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพราะชีวิตฉันคงจะไม่มีวันอยากรู้อะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

“ก็ได้” ในที่สุดพี่เตยก็ตัดสินใจช่วย นาทีที่พี่เตยรู้ว่าฉันเป็นคนบ้าแค่ไหน ฉันก็ได้รู้ว่าฉันคิดถูกมาตลอดว่าการที่เธอเกิดมาในตระกูลข้าราชการตำรวจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตมาแล้ว เพราะการมองชีวิตของพี่เตยไม่ได้แคบๆ อยู่เพียงเรื่องของตัวเอง แต่กว้างใหญ่ไปถึงเรื่องประเทศชาติบ้านเมือง คำสัญญาที่จะเป็นคนดีของฉันจึงเป็นเหมือนของบนที่ถูกใจเจ้าพ่อเจ้าแม่ ถ้าพี่เตยจะเป็นนางฟ้าที่สถิตในต้นไม้ใหญ่สักต้นน่ะนะ

‘ทยิดา ทวีประสิทธิศาสตร์ คือชื่อล่าสุดนางสาวอ้อยนามสมมุติ’

จากข้อมูล ในห้วง 13 ปีมานี่หล่อนเปลี่ยนชื่อมา 5 ครั้ง นามสกุล 2

จนฉันสงสัยว่าหล่อนจะเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า แต่ก็ได้รับการยืนยันจากพี่เตยว่า หล่อนเปลี่ยนชื่อเพราะขยันขันแข็งในการหาธงชัยให้ชีวิต มากกว่าจะเปลี่ยนเพื่อเอาไปใช้หลอกลวงใคร

ฉันจะไม่ขอวิจารณ์เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่ชื่อและนามสกุลใหม่ล่าสุดของหล่อน ก็นับว่าเป็นวิวัฒนาการที่น่าสนใจดีทีเดียว

ฉันยืนรอเพื่อให้ถึงเวลานัดนางสาวอ้อยนามสมมุติในวันนั้น หรือทยิดาในวันนี้ บนทางเท้าฝั่งตรงข้ามร้าน

ภายนอกร้านมีแท่งสีแดงขาวหมุนได้ แต่น่าจะไม่ได้ใช้งานนานแล้วประดับอยู่

เวลานี้ไม่มีลูกค้าและดูเหมือนว่าทยิดาจะไม่มีลูกน้องคอยช่วยงานด้วย

บ่ายโมงสิบห้านาทีคือเวลาที่ฉันก้าวข้ามถนน ฉันเปิดประตูร้านเข้าไป ด้านในมีเครื่องปรับอากาศแต่ไม่ได้เปิด หญิงสาวรายหนึ่งยื่นหน้ามาจากหลังกล่องวางของที่สามารถต่อกันได้อย่างอิสระ ใบหน้าอิ่ม คิ้วโก่ง ส่งยิ้มมาให้

“ทำอะไรบ้างคะพี่”

ถ้านี่คือทยิดา หล่อนสวยน้อยกว่าที่ฉันคิดไปมาก บางทีอาจจะมาจากเนื้อข่าวที่ใช้คำว่าหมอนวดสาวสวย ฉันจึงจินตนาการหน้าตาทยิดาห่างไกลจากความเป็นจริงไปโขทีเดียว

“ฉัน…เจ๋ง เป็นเพื่อนกับอังศุมาลินที่นัดเอาไว้น่ะค่ะ”

“อ๋อ” ทยิดามองฉันเร็วๆ หัวจรดเท้าอย่างไม่ตั้งใจ “พี่แซนดี้”

“เปล่าค่ะ เจ๋งค่ะ ไม่ใช่แซนดี้” ฉันแก้ให้ หญิงสาวหัวเราะจนตาหยี

“เปล่าค่ะ…พี่แซนดี้ก็พี่อังศุมาลินนั่นแหละค่ะ” หล่อนตอบ ฉันรู้ตัวว่ากำลังขมวดคิ้ว หล่อนเลยเฉลย

“ตอนนั้นใครๆ ก็มีชื่อใหม่ทั้งนั้นแหละพี่ นั่งก่อน ตรงโซฟานั่นก็ได้” หญิงสาวชี้มือไปยังโซฟาหนังเทียมสีเขียวปี๋ มีร่องรอยของวัสดุยัดไส้เสื่อมสภาพจนเห็นเป็นแอ่งตรงกลาง

ฉันลงนั่ง พยายามเลือกตำแหน่งที่ตัวเองจะไม่จมลงไปเกินไปนัก

“รบกวนหน่อยนะคะ ฉันเพิ่งรู้เรื่องอังเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง”

“ค่ะ” หล่อนยิ้ม สีหน้าอ่อนโยนอย่างที่ฉันไม่คิดว่าจะได้เห็น “พี่อยากรู้เรื่องอะไรคะ” ฉันอ้าปากจะถาม แต่ไม่มีคำพูดร่วงลงมา ให้ตายเถอะ…เมื่อถึงเวลาจริงๆ มันก็ยากที่จะหาคำพูด จะถามว่าพวกคุณขายตัวด้วยหรือเปล่าอย่างนั้นหรือ? นี่ฉันจะเริ่มแบบไหนดี ดูก็รู้ว่าทยิดาพยายามเปลี่ยนแปลงอดีต ไม่อย่างนั้นหล่อนคงไม่เปลี่ยนชื่อมาหลายครั้งและพาตัวเองมาอยู่ในร้านเสริมสวยที่แสนเงียบเชียบแบบนี้หรอก

“เอ่อ…”

“คะ” หญิงสาวจ้องตาเป๋ง ไม่มีทีท่าว่าตระหนักถึงความลำบากใจของฉันสักนิด

“คือ ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงนะคะ ก็แค่อยากรู้ว่าอังไปทำงานอยู่ที่นั่น…อา…ร้านนวดแผนไทยนั่นได้ยังไง”

“ยังไงน่ะหรือ” ทยิดากะพริบตา “ก็มาเรื่อยๆ ตรงไหนเขาว่าเงินดีก็ไปทำกัน”

“แล้วไปรู้เรื่องว่าตรงไหนเงินดีได้ยังไงกันคะ”

“ส่วนใหญ่ก็มีคนแนะนำ อะไรทำนองนั้นละค่ะ”

“แต่ตอนนั้นพวกคุณยังเด็ก อ่า…คุณเองก็อายุ 16 เท่านั้นเอง ฉันนึกว่าจะเริ่มทำงานที่นั่นเป็นที่แรก”

“พี่นี่ สุภาพดีจัง” หล่อนหัวเราะ “ฉันไม่รู้ว่าพี่จะคิดยังไงหรอกนะ แต่สำหรับฉัน อาชีพอะไรๆ ที่ได้เงิน มีเงินส่งไปให้พ่อแม่อยู่สบายได้ ฉันไม่คิดว่ามันผิดหรอกนะ ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้ก็ได้ รู้หรือเปล่าถึงฉันจะทำอาชีพแบบนี้ก็ภูมิใจว่าไม่ได้ให้ใครฟรีๆ ดีกว่าอีพวกวัยรุ่นที่ไปแบบว่า อา…เรียกว่าอะไรนะ วันไนต์อะไรนั่นน่ะ”

“วันไนต์สแตนด์”

“ใช่ๆ จะบอกว่าทำแบบนั้นดีกว่าขายตัวรึไง ขายตัวยังได้เงิน มีเงินส่งให้พ่อแม่ ทำแบบนั้นได้อะไรล่ะ”

“อ่า…ความพอใจส่วนบุคคลมั้ง แบบว่ามันเลือกได้ ความเท่าเทียมของความสุขทางร่างกายระหว่างชายหญิง อะไรแบบนั้น” ฉันตอบไปแบบกลางๆ หญิงสาวตรงหน้าเบ้ปาก

“ถ้าเรื่องแบบนั้นสังคมรับได้แล้ว โสเภณีก็ถือเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูง ช่วยเศรษฐกิจของประเทศได้เหมือนกันแหละ” หล่อนว่า แม้ฉันจะไม่ได้คล้อยตาม แต่คำพูดของหล่อนก็แสดงความฉลาดจนฉันทึ่ง

ทยิดายิ้มพอใจเมื่อเห็นฉันนิ่งไม่ตอบ หน้าตาของฉันคงโง่เง่าเป็นที่น่าพอใจหญิงสาวตรงหน้า หล่อนรุกต่อ

“ถ้าพี่มีลูกแล้วกำหนดชีวิตเขาได้ พี่อยากจะให้ลูกของตัวเองไปวันไนต์กับใครก็ได้หรือเปล่าล่ะ ไม่เกี่ยวกับตัวพี่เองจะทำเรื่องแบบนั้นหรือเปล่านะ ตอบแค่ว่าอยากจะให้ลูกของพี่ทำไหม”

“ง่า…ฉันยังไม่แต่งงาน”

“แค่คำถาม สมมุติ…” หล่อนลากเสียงคาดคั้น ฉันพยายามหาคำตอบซึ่งแน่นอนว่ามันคือ ‘ไม่’ คำเดียวสั้นๆ แต่ก็กลัวว่าตอบไปแล้วจะกลายพวกหลังเขาและเหยียดคนอื่น เลยพยายามหาคำตอบอย่างเป็นกลาง…ก็แล้วแต่ลูกอย่างนั้นเหรอ ผิดศีลข้อสี่ชัดๆ ฉันคงพูดออกไปแบบนั้นทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วยสักนิดเดียวไม่ได้หรอก

“เอางี้ ถ้าพี่ตอบความจริง ฉันจะเล่าทุกอย่างเลย” หล่อนยื่นข้อเสนอ “ไม่มีปิดบัง เพราะฉันก็ไม่อายด้วย”

“อา…แล้วอยากจะรู้ไปทำไม”

“ก็จะได้รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาบ้างน่ะสิ”

“แล้ว…จะรู้ได้ยังไงล่ะว่า ตอบแบบไหนฉันจะได้คำตอบที่อยากรู้”

ทยิดาหัวเราะลั่น หล่อนโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วหงายท้องไปข้างหลัง เปล่งเสียงหัวเราะลั่นราวกับว่าฉันปล่อยมุกตลกชั้นหนึ่ง ฉันเกือบจะโมโหเสียแล้วแต่รู้สึกงงมากกว่า หล่อนเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ

“ให้ตาย…บ้าจริงๆ เชียว” หญิงสาวเหลือบตามอง ยังไม่หยุดหัวเราะ “เชื่อไหม ฉันได้ยินชื่อเจ๋งมาเป็นร้อยๆ ครั้ง  ฉันไม่เคยจินตนาการออกเลย มันเป็นยังไงนะ ผู้หญิงที่ไม่ใช่ทอมแต่น่ารักจนผู้หญิงด้วยกันหลงรัก พี่นี่มันฮาว่ะ”

“หมายความว่ายังไง” หัวใจของฉันกระตุก ได้ยินชื่อ เจ๋ง มาเป็นร้อยๆ ครั้งอย่างนั้นหรือ

“จะหมายความว่าไง ก็คนบ้าอะไรถามซะตรงขนาดนั้น จะรู้ได้ยังไงว่าตอบแบบไหนถึงจะได้คำตอบ บ้าแล้ว ถามมาได้ยังไง”

“ไม่ใช่ ที่ว่าได้ยินมาเป็นร้อยๆ ครั้ง มันหมายความว่ายังไง”

ทยิดาหยุดหัวเราะ หล่อนจ้องมองใบหน้าฉันด้วยสายตาต่างไปจากตอนแรก ตอนนี้คำตอบมันอยู่แค่ปลายจมูก มันจะต้องเกี่ยวกับอังศุมาลินแน่ๆ

แล้วก็เป็นอย่างที่ฉันคิด ทยิดาเล่าว่าอังศุมาลินพูดถึงฉัน ยิ่งสนิทกันเท่าไรเรื่องที่เล่าก็มีแต่เรื่องของฉัน ทยิดารู้ดีว่าอังศุมาลินมาทำงานที่ร้านนวดไม่ใช่ด้วยความขัดสนหรือใจแตกเหมือนคนอื่นๆ อังศุมาลินมีพร้อมแล้วทั้งบ้าน รถ การศึกษา รวมถึงความรักความอบอุ่นในครอบครัวด้วย

“ใช่…อังศุมาลินมีหมดทุกอย่าง และพอใจกับชีวิตของตัวเองดี” ฉันยืนยันว่าเรื่องที่หล่อนเล่าเป็นความจริง “แล้วคุณรู้ไหมว่าอังศุมาลินหนีออกจากบ้านมาทำไม”

“รู้สิ” หล่อนว่า ฉันรู้ตัวว่าเบิ่งตากว้าง ถ้าใครมาขัดจังหวะตอนนี้ สัญญาว่าจะหักคอใครคนนั้นทิ้งเสียเลย

สีหน้าของฉันคงจะกระหายใคร่รู้ ทยิดาจึงจงใจยิ้มยั่ว ฉันแทบจะระงับอาการอยากจะคว้าตัวผู้หญิงตรงหน้ามาเขย่าไม่ไหว ทยิดาเหมือนรู้ หล่อนใช้ความได้เปรียบยื่นข้อเสนอหนักแน่น

“แต่พี่ต้องตอบคำถามของฉันก่อน…ว่าไง”

“คำถาม?”

“ก็ที่ถามไง ถ้าพี่มีลูกแล้วกำหนดชีวิตลูกได้ พี่จะยอมให้ลูกสาวตัวเองไปวันไนต์อะไรนั่นกับคนอื่นหรือเปล่า”

ฉันไม่ใช้เสียงแต่ใช่วิธีส่ายหัวเป็นคำตอบให้หล่อน

“ทำไม” หล่อนขยี้ต่อ

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“เพราะพี่เองก็อยากจะได้ลูกที่เป็นที่ชื่นชมของคนอื่นๆ ไง มันไม่เกี่ยวกับว่าตัวพ่อและแม่คิดยังไงหรอก เวลาอายก็อายสังคมนั่นแหละ ยังไงลูกก็ยังเป็นลูกใช่ไหมล่ะ”

“ใช่…จริง…จริงอย่างนั้นจริงๆ” ฉันยอมรับ รู้สึกเหมือนโดนไขกะโหลก ทยิดายิ้มเยาะส่งเสียงหึหะในลำคอ ฉันไม่เชื่อว่าหล่อนจะมีการศึกษาที่สูงไปกว่าฉัน แต่ชีวิตที่ผ่านมาของของหล่อนคงเคี่ยวกรำจนหล่อนเข้าถึงปรัชญาแห่งชีวิตได้เอง

หล่อนไม่ใช่คนสวยจริงๆ นั่นแหละ ฉันพิจารณาใบหน้าที่ประกอบด้วยคิ้วโก่งเหมือนคนเลิกคิ้วอยู่ตลอดเวลาเหนือดวงตาจิกจ้อง เมื่อเทียบกับอังศุมาลินแล้วไม่ต่างจากนางกุลากับโสนน้อยเรือนงามเลย ทว่าทยิดามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น เพียงคุยไม่กี่นาทีหล่อนก็ทำให้ฉันจนมุมและยอมรับหล่อนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ไม่แปลกที่ความน่าสนใจนั่นทำให้ฉันเริ่มเห็นว่าหล่อนดึงดูดใจ และคล้ายกับว่าความดึงดูดใจนั้นจะเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคิ้วเลิกสูงของหล่อนให้เห็นเป็นสิ่งที่งดงามขึ้น

ยิ่งมองดูหล่อนฉันไม่แปลกใจเลยที่ผู้หญิงอย่างอังศุมาลินจะเปิดใจให้กับหญิงสาวรายนี้

“ทีนี้ตอบได้หรือยัง” ฉันพยายามควบคุมเสียงให้ดูไม่เป็นเบี้ยล่างจนเกิดไปนัก

“ได้สิ” ยิ้มของทยิดาเยาะเย้ยโลก ฉันรอให้หล่อนยิ้นหยันเต็มเหนี่ยวแล้วจึงถามต่อ

“อังศุมาลินทำไมหนีออกจากบ้าน และมาทำงานในร้านนวดได้ยังไง”

“มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ พี่แซนดี้เลยต้องเลยตามเลย แต่พอได้มาใช้ชีวิตจริงๆ เลยได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเคยคิดมันเป็นเรื่องที่ผิดทั้งหมด แต่…อย่างที่รู้ เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว ตอนนั้นพวกเราที่นั่นก็เลยคุยกัน พยายามทำให้อนาคตของพวกเราไปในทางที่ดีที่สุด เราจะยืนหยัด” ตาหล่อนเป็นประกาย “เราจะไม่สิ้นหวัง ไม่ยอมตายไปกับการเป็นโสเภณีแก่ๆ พวกกะหรี่แก่ๆ มันไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น เลยถมความรู้สึกให้เต็มด้วยยา บางคนก็เลี้ยงผู้ชาย รู้ไหม ทำไมผู้หญิงพวกนั้นถึงชอบเลี้ยงผู้ชายทั้งๆ ที่ก็ต้องนอนกับผู้ชายวันละหลายคนอยู่แล้ว”

ฉันส่ายหน้าเพราะรู้ว่าหล่อนไม่ได้ต้องการคำตอบ ทยิดาเชิดคาง

“เพราะเข้าใจไปเองว่ามันคือความรักยังไงล่ะ ตอนนั้นฉันกับพี่แซนดี้บอกตัวเองว่าจะไม่เป็นแบบนั้นเด็ดขาด”

“คุณเลยเลิกทำงานแบบนั้นแล้วมาเปิดร้านเสริมสวยนี่”

“ไม่เชิงหรอก” หล่อนมองกวาดไปทั่วร้าน “ฉันเปิดบังหน้า ตอนนี้ฉันมีเงินเลี้ยงตัวเองเพราะผัวต่างชาติมันส่งเงินมาให้ ที่เปิดร้านก็เพื่อจะได้ชื่อว่ามีงานทำ ได้เมียเป็นช่างเสริมสวยก็ดีกว่าได้เมียที่ไม่ทำอะไรใช่ไหมล่ะ”

ฉันพยักหน้ายอมรับ หล่อนช่างเข้าใจโลกได้ถ่องแท้

“แล้วอังหนีออกจากบ้านมาด้วยสาเหตุอะไร” ฉันกลับเข้าคำถามเดิม ภวานาให้หล่อนไม่ไถลออกนอกสิ่งที่ฉันอยากรู้อีก

“พี่คงไม่รู้สินะ ใช่สิ…ตอนนั้นไม่ได้เรียนที่เดียวกับพี่แซนดี้แล้วใช่ไหม” ทยิดาพนักหน้าหงึกๆ กับตัวเอง “พี่แซนดี้หนีออกมาเพราะเสียใจมาก อังศุมาลินของพี่น่ะบอบบางมากรู้ใช่ไหม”

“เสียใจมาก? เรื่องอะไร”

ทยิดานิ่ง หล่อนจ้องใบหน้าฉันครู่หนึ่ง ช่วงเวลานั้นมันบีบรัดจนฉันแทบลืมว่าตัวเองหายใจด้วยปอด เจ้าของคิ้วโก่งเบือนหน้าออกไปมองนอกถนน พักหนึ่งหล่อนก็หันมาเอ่ยช้าๆ

“หนีมาเพราะผู้หญิงที่พี่แซนดี้เรียกแม่มาตลอดชีวิตจริงๆ แล้วเป็นยาย ส่วนผู้หญิงที่พี่แซนดี้นึกว่าเป็นพี่สาว ที่จริงแล้วเป็นแม่แท้ๆ น่ะสิ

พี่แซนดี้รู้สึกแย่มาก มันเหมือนโดนทรยศ รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่แท้จริงในชีวิตตัวเองเลย แต่กว่าจะรู้ว่าความรักที่บ้านมันคือสิ่งที่เป็นความจริงที่สุดแล้ว มันก็…อย่างที่พี่รู้มานั่นแหละ”

น้ำหล่อเลี้ยงรื้นขึ้นในดวงตาของหญิงตรงหน้า ฉันอ้าปากค้าง นึกว่าตัวเองส่งเสียง “อะไรนะ” ออกมา แต่จริงๆ แล้วไม่มีเสียงเปล่งจากลำคอฉันแม้แต่เดซิเบลเดียว

นี่มันเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ฉันรู้สึกหูอื้อตาลาย ถ้ายืนอยู่ฉันคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว

 



Don`t copy text!