จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 28 : รักประกาศิต

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 28 : รักประกาศิต

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

“เจ๋ง…เจ๋งฟื้นแล้ว” เสียงใครคนหนึ่งดังอยู่ข้างหน้า ฉันรู้สึกหนวกหูอยากนอนต่อ แต่เมื่อพยายามตะแคงตัวหนี กลับรู้สึกว่าความรวดร้าวแล่นขึ้นจากขาจนปวดจี๊ดไปถึงหน้าอก  

ฉันหยุดการเคลื่อนไหว ฉงนฉงายว่าร่างกายของฉันเป็นอะไรไปแล้ว

“อย่าเพิ่งขยับนะเจ๋ง…” เสียงพ่อ ฉันคิดว่าได้ยินเสียงพ่อ

“เตยว่าตามหมอดีกว่าค่ะพ่อ” คราวนี้เป็นเสียงพี่เตย

ฉันค่อยๆ ลืมตา โลกนั้นสว่างจ้าจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง

ยังมีเสียงพูดอยู่ข้างตัว คอของฉันแห้งฝาก รู้สึกอยากดื่มน้ำมากกว่าอะไรทั้งหมด แต่คอที่แห้งเป็นผงก็ทำให้เสียงลอดออกไปได้ยากเย็น

คำที่บอกว่า “น้ำ” บาดคอจนรู้สึกแสบ แต่ในเวลาไม่นานก็มีหลอดหย่อนเข้าปากและฉันก็เริ่มดูดช้าๆ เมื่อความชุ่มชื่นนั้นผ่านลำคอก็รู้เลยว่าน้ำนั้นสำคัญต่อร่างกายมนุษย์ขนาดไหน

ฉันรู้สึกฟื้นตัว แม้ว่ายังสับสนว่าเป็นความจริงหรือว่ากำลังหลับฝัน แต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ฉันก็พบว่าตอนนี้ตัวเองนอนเป็นผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีทั้งสายน้ำเกลือและเฝือกแข็งๆ หุ้มขาข้างหนึ่งเอาไว้

ในห้องนั้นมีฉัน พ่อ พี่เตย และพยาบาลคนหนึ่ง เธอเข้ามาตรวจดูอาการ ขยับสายน้ำเกลือ บอกกับฉันว่าโชคดีที่แค่ขาหัก คุณหมอจัดกระดูกให้เรียบร้อยแล้ว และจะเข้ามาตรวจดูอาการของฉันอีกครั้งช่วงบ่าย

ฉันฟังด้วยความมึนงง จำไม่ได้ว่าตัวเองไปทำอะไรมา และกำลังรับรู้รสชาติของความระบมที่แผ่ซ่านไปทั้งตัว

พ่อขยับรถเข็นเข้ามาใกล้ มองสำรวจฉันด้วยสายตาห่วงใยที่ฉันยอมรับว่ามันแสนอบอุ่น

พ่อเอามือลูบหัว บอกให้นอนพัก ฉันพยักหน้าแม้จะคิดว่าตัวเองคงจะนอนบนนี้มานานแล้ว แต่ฤทธิ์ยาบางชนิดก็ทำให้ฉันรู้สึกง่วงงุน และในที่สุดก็หลับลงไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรมา

ตอนที่ฉันตื่นมาอีกครั้งนั้น ฉันไม่รู้เวลา และดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ว่าฉันตื่นขึ้นมาอย่างสติครบถ้วน ฉันได้ยินเสียงสนทนาแว่วๆ ของคนสองคน ในที่สุดก็จับน้ำเสียงได้ว่าเป็นพี่ภพและน้าพุดซ้อน

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอกนะ แต่ไม่รู้จะตื่นมาเผชิญหน้ากับแม่เลี้ยงของตัวเองในโหมดอารมณ์ไหน มันก็เลยกลายเป็นว่าเหมือนฉันยืนอยู่หลังประตู ได้ยินเสียงที่แว่วออกมาของคนสองคน โดยที่สองคนนั้นก็ไม่รู้สักนิดว่ามีใครฟังอยู่

ที่ภพและแม่เลี้ยงของฉันกำลังวางแผนให้ฉันกลับไปรักษาตัวที่สุโขทัย ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันขาหักเพราะรถห่วยๆ คันหนึ่งแซงไม่พ้น คนขับหักหลบรถที่สวนมาจนเข้าชนฉันซึ่งเดินไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ข้างทาง

ทั้งหมดฉันประมวลเอาจากคำพูดฟูมฟายของน้าพุดซ้อน

พี่ภพกับน้าพุดซ้อนลงความเห็นว่า ที่สุโขทัยฉันจะได้พักผ่อน มีคนจัดการเรื่องอาหารและเสื้อผ้าให้ ฉันซึ่งเหมือนคนพิการไปครึ่งตัวจะได้ใช้ชีวิตไม่ลำบากนัก

พี่ภพว่า ถึงฉันจะเป็นห่วงงานแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากตัดต่อ และการตัดต่อเดี๋ยวนี้อยู่คนละซีกโลกก็ทำได้ ก็แค่ฝากไฟล์เอาไว้ในอากาศ ฉันจะนั่งตัดต่ออยู่ที่ไหนก็ย่อมได้

เรื่องนั้นฉันเห็นด้วย และเมื่อนึกถึงหน้ากบและคำพูดของเขา

‘แต่ฉันไม่ชอบแกเวลาที่ไม่สนใจฉันเลย’ กบสะอึก ‘แกหายหัวไปไหนมา ทำไมแกถึงไม่คิดถึงที่นี่บ้าง นังอังก็เหมือนกัน ทำไมถึงทิ้งฉันเอาไว้คนเดียว’

บางทีแล้วมันอาจจะเป็นโอกาสที่ฉันจะได้ชดเชยเวลาที่หายไปให้กับกบก็ได้

แต่การพร้อมยอมตามมันก็ไม่ได้อยู่กับฉันนานนัก เมื่อได้ยินแม่เลี้ยงของฉันพูดว่า เรื่องระหว่างฉันกับพ่อจะดีขึ้น ถ้าเราทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกัน พี่ภพเห็นด้วยเต็มที่ เสริมคำพูดแม่เลี้ยงของฉันขึ้นมาเป็นปี่เป็นขลุ่ย

ฉันนอนตัวแข็งทื่อ หลับตาแน่น

มันเป็นความคิดตื้นๆ นี่ใครๆ คิดว่าฉันไร้เหตุผลขนาดที่ว่าการได้พูดกับพ่อสองสามคำ จะทำให้สมองของฉันไตร่ตรองได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างนั้นหรือ

ที่ผ่านมาฉันไม่ใช่เด็กอมมือ ไม่ได้ประชด หรือต้องการจะเรียกร้องความสนใจ

ฉันแน่ใจว่ามีเหตุผลมากพอกับการหลีกหนี การเข้าใกล้ หรือการทิ้งระยะห่างเอาไว้แบบนี้

โลกนี้มันไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม และเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อม ฉันได้ไตร่ตรองดีแล้วที่จะรักษาระยะและกำหนดจุดของความสัมพันธ์เอาไว้ระดับไหน

ดีแล้วที่ฉันแกล้งหลับอยู่อย่างนี้ เพราะฉันไม่พร้อมเอาเสียเลยที่จะตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับคนที่พี่ภพมองว่าเป็นครอบครัวของฉัน

 

พ่อ พี่เตย และมาวินเข้ามาพร้อมคุณหมอ ตอนนั้นเองที่ฉันทำเป็นเพิ่งลืมตา คุณหมอสอบถามอาการและบอกว่าฉันจะกลับบ้านได้ในอีกสามสี่วันข้างหน้า ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ

คุณหมอรักษาฉันด้วยการจัดกระดูกโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถึงอย่างนั้นการรักษาก็ต้องใช้ยาสลบเพราะการดึงกระดูกให้เข้าที่ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะทนทานได้

ช่วงนี้ฉันจะยังคงเจ็บปวดเพราะร่างกายบอบช้ำมาก และถ้าฉันทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดกระดูกจะประสานตัวเองและหายภายในแปดสัปดาห์

“จะกลับมาเดินได้ปกติใช่ไหมครับ” พ่อถาม ออกอาการกังวล

“ครับ” คุณหมอว่า เขามองดูรถเข็นของพ่อแล้วยิ้ม “ลูกสาวคุณพ่อกลับมาเดินจนวิ่งได้แน่นอน” คุณหมอรับรอง เขาน่าจะมีอายุราวๆ สี่สิบ แต่หน้าใสสะอาดอย่างกับว่าเกิดมาไม่เคยตากแดด

พ่อบอกขอบคุณเขา แล้วหันมายิ้มเต็มหน้ากับฉัน เป็นยิ้มยินดียิ่ง อย่างที่พ่อแทบไม่เคยยิ้มแบบนี้ให้เห็นมานานนักหนาแล้ว

ในฐานะลูก ฉันเข้าใจดีในความเป็นห่วงของพ่อ ตอนนั้นฉันเกือบจะยอมทุกอย่าง รวมถึงการไปรักษาตัวที่สุโขทัยด้วย แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงอะไรในตอนนั้น

“คืนนี้พ่อไปนอนที่บ้านเถอะนะ” ในที่สุดฉันก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรือเป็นแค่การแสดง

“จริงด้วยค่ะ คืนนี้เตยจะอยู่กับเจ๋งเอง ตั้งแต่ลงเครื่องมาพ่อก็แทบไม่ได้นอนเลย” พี่เตยรีบพูด ฉันเห็นพ่อหันไปมองน้าพุดซ้อนและพี่ภพ ทั้งคู่มีท่าทีเห็นด้วย พ่อจึงรับปากว่าจะไปนอนที่ห้องของฉันในบ้านสายไหม

เมื่อตกลงกันได้แล้วทุกคนก็ออกไปจากห้อง พี่เตยพาน้าพุดซ้อนไปตลาด ส่วนพี่ภพกับมาวินไปตามภารกิจประจำวันของตัวเอง ในห้องเหลือเพียงฉันกับพ่อ

เราไม่ได้คุยอะไรกัน แค่อยู่เป็นเพื่อนกันและกันอย่างเงียบๆ

ความสัมพันธ์ของคนเป็นเรื่องแปลก กับคนแปลกหน้าเราต้องหาเรื่องคุยเพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดหลุมดำในบรรยากาศ แต่กับคนบางคนเราสามารถอยู่ใกล้กันได้เป็นวันๆ โดยไม่ต้องหาเรื่องมาพูด ไม่ต้องหากิจกรรมมาทำ

ในชีวิตฉันมีคนที่มีคุณลักษณะนี้เพียงไม่กี่คน

“มีอะไรหรือเจ๋ง” เสียงพ่อหันมาถาม ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอวางสายตาเอาไว้บนใบหน้าของพ่อ

“เปล่าค่ะ เจ๋งแค่ว่าพ่อดูเหมือนคนง่วงนอน ทำไมไม่นอนล่ะคะ” ฉันพูดแก้ไปเรื่องอื่น พ่อยิ้มบางแล้วส่ายหัว

“พ่อเพิ่งกินกาแฟไป ประสาทมันตื่นตัว นอนไม่หลับหรอก”

“ก็ลองนอนดูทีวีไหมล่ะคะ เผื่อจะเพลินๆ แล้วหลับไปเอง” ฉันช่วยหาทาง ตาของพ่อโรยและหลุบลงครึ่งหนึ่ง พ่อส่ายหัวและเข็นรถมาใกล้เอื้อมมือมาขยี้หัว

“พูดเหมือนแม่เลยนะเรา รู้ไหมว่าเวลาที่พ่ออดนอนแถมดันดื่มกาแฟไปจนนอนไม่หลับ แม่ก็พูดแบบนี้แหละ”

“สงสัยว่ามันจะซึมเข้าสมองแล้วเจ๋งจดจำเอามามั้งคะ” ฉันวิเคราะห์ ประหลาดในหัวใจยามได้ยินพ่อพูดถึงแม่ ราวกับทั้งคู่ไม่ได้เลิกกัน ราวกับเมื่อวานนี้แม่ยังอยู่กับเรา

หัวใจฉันกำลังย้อนอดีต เรายิ้มให้กัน แต่โลกภายนอกก็ไม่ได้ปล่อยให้เราอยู่กันลำพังนานนัก

มีเสียงเคาะประตูมาจากหน้าห้อง โดยไม่รอเสียงจากด้านใน ประตูก็เปิดผัวะ น้าโอปอลลูกพี่ลูกน้องของแม่ชะงักอยู่ตรงนั้น

ดวงตาโตของเธอส่องประกายจ้า แต่ก็มีมารยาทพอจะยกมือไหว้พ่อซึ่งแก่กว่าหลายปี

พ่อรับไหว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง ไม่ถึงกับหน้าเจื่อนเพราะนั่นไม่ใช่กิริยาของคนอย่างพ่อ

ฉันว่ามันเป็นความพอดีในการเผชิญหน้าของนางพญางูกับพรานที่เคยถูกงูฉกจนเกือบตายมาแล้ว

น้าโอปอลเป็นญาติเพียงไม่กี่คนของแม่ ที่ดูต่างกันในทุกอณู ในขณะที่แม่ของฉัน ขาว สูง หุ่นบาง น้าโอปอลกลับมีผิวเนื้อสองสี และมีสัดส่วนอย่างที่ผู้หญิงควรจะมีเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ในตระกูลของแม่

ทุกคนปะยี่ห้อของคนมีการศึกษา สง่างาม เด็ดขาด เหมือนๆ กัน และเป็นคนประเภทที่จะไม่กระโดดลงไปทำอะไรเพื่อคนอื่นโดยไม่โดนร้องขอเหมือนๆ กัน

แม่เป็นคนโชคร้ายเหมือนฉัน เสียทั้งพ่อและแม่ไปในอุบัติเหตุตั้งแต่เข้าวัยรุ่น ครอบครัวของน้าโอปอลเป็นคนเลี้ยงแม่มา พวกเขามีเงินและตากับยายของฉันก็ทิ้งสมบัติให้แม่มากพอที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ยากลำบาก ดังนั้นตระกูลของแม่จึงเป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยก้าวก่ายกัน จะเรียกว่าห่างเหินหรือให้เกียรติกันและกันก็แล้วแต่คนจะมอง แต่โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็ยังไยดีกัน เจ็บแค้นแทนกัน เหมือนพี่น้องบ้านอื่นๆ นั่นแหละ

“น้าคุยกับคุณหมอมาแล้ว ขาเจ๋งจะหายเป็นปกติ เจ๋งมีประกันใช่ไหม” น้าโอปอลถาม ลอบชำเลืองมองพ่อที่ใช้สองมือเข็นรถหลบไปจากข้างเตียง

“ค่ะ”

“ถึงจะมีประกันรักษา แต่อย่ายอมไอ้คนชนนะ” น้าโอปอลว่า ฉันเองยังไม่รู้อะไรมากไปกว่าตัวเองโดยจัดกระดูก

“คนประเภทนั้นต้องจัดการให้เข็ดหลาบ ไม่อย่างนั้นก็ทำพฤติกรรมเดิมๆ อีกนั่นแหละ ถือว่าช่วยสังคมอย่าใจอ่อนกับคนผิดก็แล้วกัน” เธอกระแทกเสียง เชิดหน้าขึ้น เหมือนจะหมายความรวมไปถึงเรื่องอื่นด้วย

“ค่ะ” ฉันว่า เธอมองหน้าหลานอย่างฉันอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ แล้วเดินช้าๆ อ้อมเตียงมายังขาด้านที่สวมเผือก ปากก็ว่า

“ให้จริงอย่างปากพูด ไม่ใช่มันมาบีบน้ำตา พูดโน่นนี่นั่นแล้วใจอ่อนล่ะ…ไหนดูสิ ขาเป็นยังไงบ้าง”

เมื่อก้มดูเฝือกจนพอใจแล้ว น้าสาวของฉันก็สะบัดปอยผมที่ตกมาปรกหน้าผากให้เข้าที่ เป็นท่วงท่างามสง่าแบบที่ฉันทำไม่ได้ แล้วใช้มือซึ่งประกอบไปด้วยเล็บสีกะปิตัดแต่งอย่างบรรจง จับใบหน้าของฉันพลิกไปมา

หัวคิ้วของน้าโอปอลขมวด เธอนิ่วหน้าไปพร้อมกับการคาดโทษคนชนว่า จะต้องจัดการให้ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว

ระหว่างที่น้าโอปอลอยู่ในห้อง เธอทำเหมือนพ่อไม่ได้อยู่ตรงนั้น ฉันคอยชำเลืองให้กำลังใจพ่อ พ่อยิ้มอ่อนเหมือนคนรู้อะไรๆ ดี ระหว่างนั้นฉันก็ภาวนาอย่าให้พี่เตยพาน้าพุดซ้อนกลับมาเร็วนัก

สำหรับน้าโอปอลแล้วพ่อยังพอทน อย่างน้อยก็มีการศึกษา พูดจากันรู้เรื่องและหล่อจับใจจนเธอเคยภูมิใจในพี่เขยคนนี้ แต่น้าพุดซ้อนนั้น ถึงจะไม่นับเรื่องที่ทำครอบครัวฉันล่มสลาย แต่บุคลิกจุ้นจ้านและความมีน้ำใจในแบบฉบับของน้าพุดซ้อน น้าโอปอลถือว่าเป็นเรื่องไร้มารยาท

มาตรฐานความคิดของทั้งคู่อยู่ในขั้วตรงกันข้าม ซึ่งเมื่อถึงเวลานี้ฉันจึงเริ่มจะเข้าใจแม่แล้วว่า ทำไมถึงไม่เคยคาดคิดว่าคนอย่างน้าพุดซ้อนจะสามารถขโมยผู้ชายอย่างพ่อไปได้

แม่ไว้ใจน้าพุดซ้อน พอๆ กับแม่ไว้ใจว่า พ่อจะอยู่กับแมวในฐานะคนกับสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถพัฒนาไปสู่สิ่งอื่นได้นั่นแหละ

การคาดการณ์ที่ผิด ทำให้แม่เจ็บหนักและน้าโอปอลนั้นก็ไม่ต่างกัน เธอถึงกับพูดอย่างหยาบที่สุดเท่าที่คนอย่างเธอจะพูดได้ว่า ‘หมายังไงมันก็ต้องกินอาจม ต่อให้เป็นหมาพันธุ์ดีอย่างไซบีเรียน ฮัสกี้ แต่ยังไงมันก็เป็นหมา’

ฉันนึกไม่ออกเลยว่าการเผชิญหน้าของทั้งคู่จะออกมาในรูปแบบไหน แต่ขอเดาว่าถ้าน้าโอปอลไม่แสดงความรังเกียจออกมาตรงๆ น้าพุดซ้อนก็คงไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่พร้อมให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ร่างกายของฉันฟกช้ำดำเขียว และอยากถนอมแรงเอาไว้กับความเจ็บไข้ของตัวเองมากกว่า

“ถ้ามีอะไรคืบหน้าก็โทรบอกน้าด้วยนะ แล้วจะออกจากโรงพยาบาลวันไหน” ในที่สุดก็ถึงบทสรุป ฉันมองนาฬิกา พี่เตยพาน้าพุดซ้อนออกไปเพียงหนึ่งชั่วโมง ถ้าน้าโอปอลจะกลับตอนนี้อย่างไรก็ไม่เจอกัน

“ยังไม่รู้ค่ะ คงต้องให้คุณหมอบอก” เสียงฉันใสจนออกนอกหน้า น้าสาวของฉันพยักหน้ารับรู้ด้วยสายตาขุ่น ดูเหมือนเธอจะเดาบางอย่างออกแล้ว ฉันพยายามยิ้มแต่คงยิ่งแย่ไปกว่าเดิม เธอส่ายหน้า แล้วทำท่าจะหันไปยกมือไหว้พ่อแต่มีโทรศัพท์ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

น้าโอปอลกดรับ ฉันลุ้นระทึกจนลำไส้ขมวนเป็นเกลียว รู้ว่าปลายสายคือสามีของเธอ

เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ เข้ามาจีบน้าของฉันซึ่งครองตัวอย่างสาวโสด สวย รวย เก่ง จนแต่งงานอย่างสายฟ้าแลบไปเมื่อห้าปีก่อน ตอนนี้ทั้งคู่มีลูกชายอายุสามขวบ ในขณะที่พ่อแม่อายุหลักสี่กันแล้วทั้งคู่

“ทำไมรีบจังล่ะคะ” เสียงน้าฉันว่า แล้วนิ่งไป ฉันไม่รู้ว่าปลายสายพูดว่าอะไรบ้าง ในที่สุดน้าโอปอลก็สรุปอย่างคนสมองเฉียบคม

“เอาเป็นว่าคุณนัดเขาที่ร้านกาแฟข้างล่างสิคะ ในเมื่อเขากับคุณก็ขับรถอยู่แถวๆ นี้ ไม่เห็นจะต้องไปไกลเลย ฉันจะรออยู่บนนี้ พอคุณเสร็จธุระก็โทรขึ้นมานะคะเดี๋ยวฉันจะลงไป โอ๊ย…ไม่ละค่ะ ขี้เกียจฟังผู้ชายคุยกัน ฉันค่อยลงไปพบเขาก่อนลากันจะดีกว่า ค่ะ ค่ะ ตามนี้ละค่ะ”

ฉันใจหายวูบ น้าสาวของฉันจะอยู่ต่อ โอกาสการเกิดหายนะทางอารมณ์สูงขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

พ่อกับฉันหันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติ แต่ก่อนที่เราจะนึกหาทางออกอื่น เสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น พ่อเข็นรถเอามายื่นให้ ฉันดูชื่อคนโทร.เข้าแล้วกดรับ คิดหาวิธีการว่าจะส่งซิกไปยังพี่เตยอย่างไรดีว่าอย่าเพิ่งกลับมาตอนนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว

เธอบอกฉันว่าอยู่ที่ร้านกาแฟข้างล่าง และโทร.ขึ้นมาถามว่าพ่อกับฉันอยากจะได้อะไรไหม ฉันแกล้งพูดชื่อพี่เตยดังๆ ให้น้าโอปอลรู้ว่าฉันคุยกับพี่เตยไม่ใช่น้าพุดซ้อน แล้วบอกพ่อตามที่พี่เตยถามมาทุกประการ พ่อฉลาดกว่าฉันมาก บอกพี่เตยกลับไปว่าอย่าเพิ่งขึ้นมาพ่อจะลงไปเลือกขนมที่ร้านกาแฟเอง จากนั้นก็มีน้ำใจหันมาถามน้าโอปอลถึงเครื่องดื่ม แน่นอนน้าสาวของฉันปฏิเสธ ฉันหายใจโล่งเมื่อพ่อเข็นรถออกไปจากห้อง โดยที่ไม่รู้เลยว่าน้าโอปอลก็รอจังหวะนี้อยู่เช่นเดียวกัน

“อย่าใจอ่อนนะ” เธอกระซิบ ฉันหันขวับมามองหน้าน้าสาว

“แม่เราน่ะเจ็บจนวันตาย น้ารู้ว่ายังไงนั่นก็คือพ่อของเรา เรากตัญญูในส่วนของความเป็นลูก น้าไม่ว่า แต่อย่าไปใจอ่อนยอมรับใครมาเป็นแม่อีกคน”

“เจ๋งไม่เคยคิดจะยอมรับใครมาเป็นแม่ค่ะ” ฉันเสียงแข็ง น้าสาวของฉันยิ้มพอใจ

“ดีแล้ว อย่าลดตัวลงไป น้าใช้คำว่าลดตัวนะ เจ๋งก็น่าจะรู้ว่าใครอยู่ในสถานะไหน” เธอเน้นเสียงคำว่า ‘ใคร’ ได้เข้มจนเห็นประกายตาวูบวาบ

“ค่ะ…” ฉันรับปาก ไม่ได้มีประกายตาวูบวาบตอบ และรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาเฉยๆ

น้าสาวของฉันก้มลงมากอด ยอมรับว่าอบอุ่นแต่ก็รู้สึกคุกคามหน่อยๆ จากนั้นเธอก็นั่งอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนจะลาจากฉันไปเมื่อเสียงโทรศัพท์จากสามีของเธอดังขึ้น



Don`t copy text!