จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 29 : ความเอย…ความรัก

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 29 : ความเอย…ความรัก

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

พี่เตยอายุสามสิบ ด้วยรูปร่างหน้าตายังดูเหมือนอยู่ในวัยเลขสอง และตอนนี้ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในทุกด้าน ไม่ว่าจะเรื่องอาชีพการงานหรือความรัก ฉันเชื่อว่าเธอเป็นลูกและหลานที่คนในตระกูลของเธอภาคภูมิใจ และมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากๆ ที่เธอจะทำให้ผิดหวัง

วิธีคิดและการดำเนินชีวิตของพี่เตยนั้นเป็นตัวของตัวเอง มีเป้าหมาย ไม่เคยวูบไหวไปตามกระแส และอยู่บนพื้นฐานคุณค่าที่ตัวเธอเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งมันไปพ้องกับแนวคิดของคนรุ่นปู่ย่าตายายเข้าพอดี ดังนั้นเธอจึงเป็นเด็กน่าชื่นชมและน่าเอ็นดูของพวกผู้ใหญ่ โดยที่ไม่ต้องหวาน หรือมีบุคลิกประจบประแจงอย่างที่พี่ภพมีเลย

ฉันมองพี่เตย ในขณะที่เธอกำลังเช็ดผมเปียกๆ ของตัวเองอยู่บนโซฟาสำหรับเฝ้าไข้ แล้วนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเรื่องของโลก เรื่องของผู้คน ไม่ถึงกับคร่ำครวญว่าเราเกิดมาทำไมหนอ แต่ชีวิตอังศุมาลินทำให้ฉันถามตัวเองว่า ฉันมีแผนอะไรกับชีวิตในขณะที่ตัวเองยังมีโอกาสบ้าง

“พี่เตยวางแผนอะไรในชีวิตไว้บ้าง” ฉันถาม จะเรียกว่าหลุดปากก็ได้

พี่เตยเงยหน้าขึ้นมอง นึกด้วยประกายตาฝันๆ แล้วว่า เธอคิดจะมีลูกก่อนอายุ 35 เพราะกลัวมดลูกหมดอายุ ฉันขำคำพูดนั่นแต่ก็รู้สึกตกใจในคำตอบของเธอด้วย

“แปลว่าพี่จะแต่งงานภายในสองสามปีนี้น่ะเหรอ” ฉันใจหาย กระหวัดไปถึงใบหน้าพี่ภพ

“ก็ยังไม่รู้หรอก ยังไม่เคยคุยกับพี่วิทย์อย่างเป็นงานเป็นการ” เธอสะบัดให้อากาศช่วยทำให้ผมแห้งง่ายขึ้น เส้นผมสีน้ำตาลเพราะการเปลี่ยนสีผมกระจายเต็มหน้า จากนั้นดึงเอาปลายผมมาดมด้วยความพอใจ

“แต่ถ้าพี่วิทย์ไม่พูดซะทีพี่ก็จะพูดเองละ”

“พี่กับพี่วิทย์คบกันมาเจ็ดปีแล้วใช่ไหม”

“ฮือ…ธันว่านี้ก็เจ็ดปีละ”

“พี่เตยไม่กลัวอาถรรพณ์เจ็ดปีอย่างคนอื่นบ้างเหรอ” ฉันหยั่ง ว่าไปแล้วถ้าดูเพียงภายนอก ฉันก็ว่าทั้งคู่หวานกันไม่เคยเปลี่ยน แต่มันมีบางอย่างที่ฉันรู้สึกถึงความพยายาม ให้ตายไปเลย…ฉันไม่เคยเห็นพี่เตยหึงพี่วิทย์ ไม่เคยเห็นพี่เตยน้อยใจหรือโมโหใส่พี่วิทย์ มันอาจจะทำให้พี่เตยดูเป็นผู้หญิงมีเหตุมีผลและน่านับถืออยู่หรอก แต่ความสัมพันธ์หนุ่มสาวที่ราบรื่นเกินไปมันก็เหมือนนั่งรถรางแล่นไปเรื่อยๆ ถึงฉันจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้แต่ก็มองเห็นว่ามันแปลก

พี่เตยลุกขึ้นจากโซฟายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ฉันหลบโดยอัตโนมัติ เธอว่าขอดูใกล้ๆ ว่ามีตัวอะไรเข้าสิงฉันอยู่หรือเปล่า ถึงมาสนใจถามเธอในเรื่องแบบนี้

เมื่อแกล้งฉันจนพอใจแล้วพี่เตยก็ถอยกลับไปยังโซฟาของตัวเอง

“ไม่กลัวหรอก แต่ถ้าจะเกิดก็เข้าใจได้นะ” พี่เตยพูดยิ้มๆ “ถามทำไม อ้อ…” พี่เตยสะบัดนิ้วชี้ “มีความรักอยู่ใช่ไหมเนี่ย”

“เปล่า” ฉันโบกมือ รู้สึกเขินแทนเธอเมื่อนึกถึงพี่ภพ แต่พี่เตยคงเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น เธอชี้หน้าฉันพูดล้อ ซึ่งยิ่งล้อฉันก็ยิ่งเขิน เมื่อจินตนาการว่าเธอจะทำหน้าแบบไหนหนอ ถ้ารู้ความจริงเรื่องเพื่อนชายที่เธอติวหนังสือ ลากไปสอบ และดูแลมาตั้งแต่สมัยเรียนยิ่งกว่าดูแลลูก เกิดหลงรักแม่เสืออย่างเธอขึ้นมา

“ถ้าหมดรักพี่วิทย์หรือเจอคนที่ใช่กว่าพี่เตยจะไปไหม” ฉันยังไม่ยอมออกจากหัวข้อนี้

พี่เตยนิ่งคิด ยกไหล่แล้วถอนหายใจ สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“เอาจริงนะเจ๋ง ตอนนี้พี่ก็ไม่แน่ใจเรื่องความรักอะไรนั่น มันนานมาแล้ว ไอ้ความรู้สึกแรกรัก หวานๆ แหววๆ น่ะ มันหมดไปแล้วละ”

“หมดไปแล้ว” ฉันยอมรับว่าทั้งประหลาดใจและตกใจที่ได้ยินอย่างนี้

“เจ๋ง… รักแบบหนุ่มสาวมันไม่เหมือนรักของพ่อแม่ ไม่เหมือนรักของพี่น้อง หรือรักของเพื่อนหรอก มัน… เรียกว่าอะไร ฟูมฟายได้ไหมนะ” เธอว่า ฉันทำหน้าว่าไม่เข้าใจ พี่เตยถอนหายใจทั้งๆ ที่ยังยิ้มอยู่ “มันจั๊กจี้หัวใจ ตื่นเต้น ขนลุก บอกไม่ถูกเลยละ”

“แล้วตอนนี้…” ฉันรู้สึกเสียวไส้ในประโยคต่อไปที่พี่เตยจะตอบ เธอบอกว่าหมดไปแล้วใช่ไหม ฉันกำลังลุ้นว่าเรื่องจะกลับสามร้อยแปดสิบองศามาลงที่พี่ภพจนตัวโก่ง

แต่แล้วเรื่องราวก็ไม่ได้ถูกโยนเข้าสู่โหมดโรแมนติกดราม่าแนวเฟรนด์โซน อย่างที่ฉันคาดคะเนเอาไว้แต่แรก พี่เตยไม่ได้ฝืนคบกับพี่วิทย์ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ในปัจจุบัน หรือว่าในอนาคต รวมถึงมีช่วงเวลาประทับใจที่เธอเล่าด้วยสีหน้าอาบฝัน ซึ่งถ้าคนที่ฟังพี่เตยอยู่ในตอนนี้เปลี่ยนจากฉันเป็นพี่ภพ เขาก็น่าจะเจ็บจี๊ด

“ก็แล้วทำไมพี่ถึงบอกว่า…มันหมดไปแล้ว”

“เจ๋งเอ้ยเจ๋ง…” เสียงของพี่เตยเหมือนมือยื่นมาลูบหัวของฉันอยู่ “คนเรานะ ถ้าอ้างว่าหมดแพชชั่นแล้วต้องมาเลิกกัน มันก็ต้องหากันไปทั้งชีวิตนั่นแหละ ความรักมันเหมือนของหวาน อร่อยลิ้นแต่ไม่จีรังยั่งยืน ของอย่างนี้มันต้องหมั่นเติม ถ้าไม่เติมให้กันมันก็จะหมดไปเอง”

“แปลว่ารักแล้วก็หมดรัก เป็นสามัญธรรมดาเลยเหรอพี่เตย”

“อย่างนั้นนั่นแหละ”

“แล้วมีไหมที่ไม่ยอมหมดรัก อยากจะครอบครองไปทั้งชีวิต”

“อยากครอบครอง มันไม่ได้แปลว่ายังรักอยู่นะเจ๋ง คำว่าครอบครองมันเต็มไปด้วยอารมณ์ของกิเลส ส่วนคำว่ารักนั้นมันมีหมดทั้งกิเลสและก็ความเสียสละ”

“แล้วเจ็ดปีของพี่เตยมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม”

“แหม…วันนี้เป็นอะไร อยากรู้อยากเห็นเรื่องความรักจัง” เธอแซวแต่ยินดีจะพูดต่อ

“นี่พี่จะเปรียบเทียบยังไงดีนะ ของที่เจ๋งอยากได้อย่างกล้องพวกนั้น เจ๋งก็ดูแลและใช้มันทุกวัน…ถ้าเป็นพี่ภพของเจ๋งนะ ค่อยจะยกตัวอย่างง่ายหน่อย เอาเป็นว่า…อะไรก็ตามก่อนที่จะมาเป็นของเรา เราอยากได้มาก แต่พอมาเป็นของเราแล้ว ความอยากมันก็จะหมดไป อย่างที่คนเก่าๆ เขาใช้คำว่า ‘แล้วใจ’ คือถ้ายังไม่ได้มามันยังติดค้าง ไม่แล้วใจ แต่พอแล้วใจแล้ว เราก็จะสนใจมันน้อยลง ทุกคนเหมือนกันหมด ความแตกต่างอยู่ที่คนที่รู้จักพอก็จะหยุด แต่คนที่ไม่พอก็จะมองหาสิ่งใหม่ต่อ” พี่เตยว่า ใช้คำเก่าได้สมกับอยู่ในครอบครัวขยายจริงๆ

“ได้มาแล้ว ก็ดูแลน้อยลง ละเลยมากขึ้น” ฉันสรุป

“แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคนนะ อย่างพี่วิทย์ไง ต่อให้พี่ไปเผลอใจให้ใครพี่ก็ทิ้งพี่วิทย์ไม่ลงหรอก”

“พี่เตยจะบอกว่าจะยอมอยู่กับพี่วิทย์ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักหรือพี่”

“ใช่” เสียงที่เตยจริงจังจนฉันตกใจ “เพราะพี่วิทย์ไม่ผิดอะไร ถ้าจะผิดมันก็มาจากหัวใจมักง่ายของพี่เอง”

“แล้วมันไม่ทรมานหรือพี่”

“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราโง่หรือฉลาด” พี่เตยพูดแปลกๆ ฉันยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงว่าความโง่หรือความฉลาดจะเกี่ยวกับความรักที่ตรงไหน พี่เตยเลยอธิบายต่อว่า รักแท้ที่เราเห็นในหนังในนิยายตายก่อนที่จะได้สมหวังทั้งนั้น ใครจะรู้ว่าถ้าอังศุมาลินได้อยู่ต่อกับโกโบริ สองคนนั้นอาจจะทะเลาะเพราะเจอคัลเจอร์ช็อกจนทิ้งกันก็เป็นได้ แต่ที่อังศุมาลินยังคร่ำครวญจนจบภาคสอง เพราะรักนั้นไม่สมหวังต่างหาก

หรือจะขวัญเรียม โรมิโอกับจูเลียตต่างก็ตายก่อนจะได้ครองรักทั้งนั้น ดังนั้นรักอมตะคือรักที่เจ้าของตายไปแล้ว ส่วนรักที่ดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่รักนั้นอมตะแต่พวกเขาหมั่นเติมความผูกพัน ความเชื่อมั่นให้กันและกันต่างหาก

“ถ้าเราฉลาดเราจะรู้ว่ารักนั้นมีวันหมด เราจะไม่ตกใจกับความรู้สึกหมดรักนั้น เพราะถ้าเราไม่โง่จนเกินไปนักเราก็เติมรักของเราใหม่ได้”

“แล้วมีไหมที่เติมยังไงก็ไม่เหมือนเดิม”

“มีสิ…” พี่เตยตอบ ดวงตาของเธอทั้งอ่อนโยนและปลอบประโลม และฉันก็รู้ความหมายที่สื่อออกมาจากดวงตากลมโตของเธอ

เราจบบทสนทนาลงเอาไว้เท่านั้น ฉันมองเห็นอนาคตเลยว่า พี่ภพควรจะเก็บต้นกุหลาบของตัวเองเอาไว้ให้แห้งเหี่ยวไปเอง คุณธรรมนางฟ้าของพี่เตยไม่ใช่แค่คำประชด แต่เธอเป็นของเธอแบบนี้จริงๆ

ฉันรู้สึกว่าพี่วิทย์เป็นผู้ชายที่โชคดี เขาไม่ได้แค่รวยและมีดวงด้านการลงทุน แต่เขาโชคดีเหลือเกินที่เลือกจีบผู้หญิงอย่างพี่เตยมาเป็นแฟน

ส่วนพี่ภพนั้นมองออกว่าอะไรแก้วอะไรกรวด แต่คงจะช้าไปหลายก้าวและตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้ว

 



Don`t copy text!