จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 33 : ความรักไม่เคยลวง

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 33 : ความรักไม่เคยลวง

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เธอทอดร่างอยู่บนฟูกอ่อนนุ่ม เหน็ดเหนื่อยจากงานที่ทำจนไม่รับรู้ถึงมวลอากาศผิดปกติ เปลวความร้อนลามเลียได้ยินเสียงลั่นเปรี๊ยะ สะเก็ดสีส้มเบาหวิวเหมือนร่วงลงมาจากปีกนางฟ้าผุดขึ้นตรงโน้นตรงนี้ ยังไม่มีลมโหม การเลื้อยไหลของเปลวไฟจึงเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า เธอไอออกมาแค่กหนึ่ง บิดตัวแล้วหลับต่อ แม้จะรู้สึกอ้าวจนเหงื่อท่วม แต่ไม่มีสิ่งใดจะปลุกเธอขึ้นจากนิทราอันมืดดำได้

มีเสียงหวีดดังแว่ว ประสาทหูของเธอรับเสียง หญิงสาวขยับเปลือกตา ได้ยินเสียงปึงปังอยู่หน้าห้อง

“จ้า..จะไปเปิดเดี๋ยวนี้” เธอคิดว่าเธอพูด ทั้งๆ ยังคงนอนตะแคงข้าง ความรู้สึกกึ่งตื่นกึ่งฝัน ไม่แน่ใจว่ากลิ่นเหม็นที่ลอยเข้าจมูกนั้นมาจากแหล่งไหน ความสกปรกที่ย้อมมือเท้าปากของเธอ เน่าเหม็นยิ่งกว่าน้ำครำในคลอง หรือกลิ่นที่ชอนแยงแสบร้อนนี้มันบุกเข้ามาถึงในฝัน แต่มันควรจะเป็นกลิ่นเน่าแสนโสมมสิ ทำไมกลิ่นมันเหมือนควันไฟ

“อีแซนดี้ตื่น อีแซนดี้…ไฟไหม้”

 

ฉันสะดุ้งเฮือกจากฝันร้ายด้วยเสียงโทรศัพท์แต่เช้าตรู่ มะงุมมะงาหราคว้าโทรศัพท์ ก็ปรากฏว่าเสียงเรียกเข้านั้นเป็นของกบ ฉันเอามือปาดเหงื่อ หัวใจยังเต้นโครมคราม ฝันบ้าอะไรอย่างนั้นอีกแล้วก็ไม่รู้ ฉันกดรับสาย แล้วกรอกเสียงลงไป

“ว่าไงกบ”

ฉันไม่ได้เจอเขามาปีกว่าแล้ว กบโทร.มาเรื่องเดิมๆ ก่อนจะกำชับว่า “มาให้ทันนะ” เขาสั่งเสียงเข้มเหมือนคุณครูลูกเสือ บางทีเขาอาจจะโมโหอยู่ก็ได้

ราว 18 เดือนก่อนกบมาหาฉันที่บ้านสายไหม พยายามพูดบางอย่างที่ไม่เข้าท่าเรื่องพ่อ จากนั้นเราก็โทร.คุยบ้างประปรายแต่ไม่ได้เจอหน้ากันอีก

มหาทวีปแพนเจียของชีวิตพวกเราค่อยๆ แยกห่างอย่างเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนมากขึ้น ถึงฉันจะรู้สึกว่าฉันอยากจะกลับไปชดเชยเวลาที่ฉันทำหล่นหายให้กบ แต่ฉันก็มีเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องทำ

ตอนนี้ฉันมีคำว่า ‘ตั้งใจและมืออาชีพ’ เป็นสโลแกนประจำตัว แต่ฉันก็รู้ว่าระดับความอดกลั้นในเรื่องต่างๆ ของฉันต่ำเตี้ยลงเรื่อยๆ ซึ่งมันก็หดหายไปพร้อมกับความเขินอายที่เคยมีอยู่ในตัวฉันนั่นแหละ

เมื่อก่อนแค่บังเอิญเฉียดออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ แล้วมีคอมเมนต์ใต้คลิปทำนองว่า พี่เจ๋งเท่มาก... ออกหน้ากล้องบ่อยๆ นะคะ หรือประเภท กรี๊ด…พี่เขาเป็นผู้หญิงใช่ไหม แต่ฉันขอมโน หล่อกว่าคนที่บ้านอีกค่า…พร้อมวงเล็บ (ด่าได้แต่อย่าแรง แรงมาด่ากลับ) ฉันก็จะรู้สึกร้อนผ่าวทำหน้าไม่ถูก บางครั้งพี่ภพก็บังคับให้ฉันโผล่ออกไปเจอแฟนรายการตามคำเรียกร้องบ้าง แต่ฉันก็จะทำด้วยความฝืนใจ

แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว…

ความอายเป็นเรื่องแปลก เมื่อเราฝืนทนกับมันมากๆ เข้า ความด้านชาจะเข้ามาแทนที่ ตอนนี้ฉันจำความรู้สึกอายนั้นไม่ได้ เมื่อมองย้อนกลับไปฉันกลับแปลกใจตัวเองด้วยซ้ำว่า ทำไมก่อนหน้านั้นฉันถึงประหม่ากับเรื่องง่ายๆ แค่นี้นะ

หลังอุบัติเหตุฉันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงาน หาเวลาว่างถ่ายรูปส่งขายสต็อกโฟโต้ ชีวิตที่ย้อนกลับไม่ได้ของอังศุมาลินเปลี่ยนแปลงตัวฉันไปในทางบวก ถ้าบทอาขยานดาวจระเข้บทนั้นไม่ได้เวียนกลับมาบางวูบ ฉันก็คงคิดว่าตัวเองมีความสุขกับงาน มีความรับผิดชอบสูงและพร้อมจะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทำแทบตายเพื่อที่จะไม่ให้สมองว่างพอจะกลับไปคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ อีก

เรื่องนี้ฉันไม่เคยบอกใครแต่คิดว่าอังศุมาลินคงจะรู้ดี

“ได้ยินที่พูดไหมเนี่ย” กบถามเสียงหงุดหงิด

“โอเค…จะไปสนามบินแล้วหาตั๋วที่เร็วที่สุดไปเดี๋ยวนี้เลย”

“ดีแล้ว ได้ตั๋วเวลาไหนโทรบอกด้วย จะได้ไปรับถูก” เขาว่าเสียงเรียบแล้ววางสายไป

ฉันเก็บเสื้อผ้าด้วยความเร่งด่วน จับรถแท็กซี่มาถึงสนามบินในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ได้ตั๋วเที่ยวบ่ายโมงยี่สิบ เป็นการกลับบ้านอย่างกะทันหันที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมา

ตอนนี้ไม่มีทองคำอีกต่อไปแล้ว พื้นที่รกร้างหลังบ้านกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรร ฉันเคยคิดห่วงมันอยู่พักหนึ่ง แต่ใครสักคนในหมู่บ้านนี่แหละพูดให้ได้ยินว่า พวกสัตว์เลื้อนคลานหลังบ้านคงย้ายไปคลองหกวา เพราะทุ่งร้างไม่เหลือให้มันอยู่แล้ว ฉันจึงเบาใจลงไปบ้าง

วันหนึ่งฉันตัดสินใจซื้อปลาในตลาด แล้วขี่จักรยานไปหยุดยืนมองบนสะพานข้ามคลอง ฝูงเพื่อนลายดอกของทองคำว่ายน้ำไหวๆ อยู่กลางลำน้ำ ฉันแยกแยะไม่ออกว่าตัวไหนคือทองคำตัวไหนคือเพื่อนร่วมสปีชีส์ของมัน แต่ฉันก็บอกตัวเองให้เชื่อว่า ไอ้ตัวที่ใหญ่ที่สุด ว่ายเข้ามากินปลาใกล้ที่สุด และชูหัวขึ้นยามฉันเอ่ยชื่อทองคำ ก็คือมันนั่นแหละ

การเจอทองคำเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กบโทร.มาบอกว่ายายแมวเข้าโรงพยาบาล ซึ่งก็คือเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ทำให้ฉันคิดว่าชีวิตมันมีทางของมันเสมอ แม้กบจะบอกว่า ความปรารถนาสุดท้ายของหญิงชราคือการได้พบหน้าฉัน แต่ฉันไม่ใช่ญาติ ไม่เคยสนิทกับหญิงชรา และกบเองยังไม่แน่ใจว่ายายแมวอาการหนักจริงหรือเปล่า ฉันจึงไม่ได้กระตือรือร้นเรื่องนี้เท่าใดนัก จนสองวันก่อน กบโทร.มาบอกว่าพี่เปิ้ลลูกสาวยายแมวจะซื้อตั๋วและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ ฉันก็ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ วันนี้กบโทร.มาด่าฉันแต่เช้า ก่อนจะพูดแกมบังคับให้ฉันกลับสุโขทัยให้ได้ ยายแมวจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกขึ้นอยู่กับฉันเพียงคนเดียว ตอนนี้หมอรอหัวใจหยุดเต้นและญาติๆ ลงความความเห็นว่าจะปล่อยยายแมวไปโดยไม่ยื้อ

เท่านั้นแหละฉันจึงเด้งออกจากเตียง และรู้ว่าตัวเองประมาทและคิดผิดไปอย่างมหันต์

จริงๆ ฉันน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่า ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอน แต่ฉันก็เผลอไผลจนได้

 

กบมารับฉันที่สนามบิน เราตรงดิ่งไปหาหญิงชราที่โรงพยาบาล รู้สึกเหมือนเวลากำลังนับถอยหลัง โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรกันออกมาเลย

ยายแมวนอนแหม็บอยู่ในห้องซีซียู เห็นว่าเป็นวันที่ 10 แล้ว ตอนที่เราไปถึงจู่ๆ ยายแมวก็กลับมาอาการดีขึ้น หญิงชราลืมตามามองฉัน แม้ยังไร้เรี่ยวแรงที่จะพูด แต่สายตาที่รื้นขึ้นอย่างตื้นตันก็ทำให้ฉันถึงกับจุก

ยายแมวเหลือบตาไปยังลูกสาวซึ่งยืนเกาะขอบเตียงอยู่ พี่เปิ้ลในวัย 46 ปีและยังสวยอย่างเหลือเชื่อสบตากับผู้เป็นแม่ จากนั้นหันไปเปิดกระเป๋าหยิบซองมะนิลาซองหนึ่งส่งให้ฉัน ในนั้นบรรจุสมุดจดแบบห่วงและที่คั่นหนังสือทำเองสองสามอัน ฉันพลิกดูคร่าวๆ ก็พบว่ามันคือสมุดบันทึกของอังศุมาลิน

เมื่อยายแมวเห็นว่าฉันรับสมุดเล่มนั้นไปแล้วหญิงชราก็ส่งยิ้มโรยๆ ให้แล้วหลับตา พวกเรายืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ยืนฟังเสียงเครื่องมือประจำเตียงส่งเสียงปี๊บๆ แข่งกันเบาๆ เมื่อเห็นยายแมวไม่มีทีท่าจะลืมตามามองอีก เราก็แยกย้ายกันออกมาจากห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่มีแต่สายระโยงระยาง

“ไปนอนด้วยได้ไหม” ฉันถามกบหลังจากแยกจากพี่เปิ้ล และเราเข้ามาในรถมาร์ชเหลืองดำของเขาแล้ว

กบมองหน้าเลิกคิ้วสูง “ทำไมไม่นอนบ้าน นี่พ่อไม่รู้ใช่ไหมว่าแกมา”

ฉันส่ายหน้า “ไม่รู้หรอก ถ้าแกไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ นอนโรงแรมก็ได้”

“เออ นอนบ้านฉันนี่แหละ” เขาตอบหลังจากชั่งใจครู่หนึ่ง

“ขอบใจ” ฉันว่า หันไปมองเขาอย่างเต็มตา เขาผิดไปจากสิบแปดเดือนก่อนจนฉันสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่สังเกตมาตั้งแต่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

กบยังคงความรู้สึกไวเหมือนเดิม เขาหันมามองหน้าฉัน ยิ้มกึ่งหัวเราะ

“สงสัยอะไร ถามมาสิ”

“ก็…”

“ก็อะไร” เขายกลำแขนของตัวเองขึ้นชู “จะบอกว่าฉันเปลี่ยนไปใช่ไหม แต่ขอบอกก่อนนะว่า…ยังชอบผู้ชายเหมือนเดิม”

“เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่รู้เหมือนกัน กินยาไม่ได้เขย่าขวดละมั้ง”

“เอาจริงสิ”

“แกจำได้ไหมที่เราเคยอ่านหนังสือเจอว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ สิบปี” กบถาม ฉันจำคำพูดนี้ได้ แต่จำไม่ได้ว่าความทรงจำนี้มาจากไหน อ้อ…มาจากหนังสือที่เราเคยอ่านด้วยกันนี่เอง

“ปีนี้ฉันกับแกจะอายุครบสามสิบ เป็นปีที่สิบครั้งที่สาม ฉันว่าคำพูดในหนังสือเล่มนั้นเป็นความจริง” เขาพูดยิ้มๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนขวางโลกอย่างเขาจะยอมรับข้อความในหนังสือได้ง่ายดายอย่างนี้

เราไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนกระทั่งถึงบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังกะทัดรัดและแสนน่ารักของเขา

บ้านทำจากไม้เก่า หลังคาจั่ว หน้าตาผิดกับบ้านตึกที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็กจนโต เฉลียงหน้าบ้านมีเถาไม้เลื้อยเริ่มพันขึ้นไปจนถึงปลายเสาซุ้ม อีกไม่กี่เดือนคงร่มรื่นและตลบอวลด้วยกลิ่นไม้หอมที่เขาบรรจงปลูก

เมื่อเปิดประตูบ้าน แมววิเชียรมาศตัวหนึ่งเยี่ยมหน้าออกมามอง ก่อนจะวิ่งปรูดไปหลบอยู่หลังขาโต๊ะกินข้าว ฉันพยายามไม่มองมัน จนเมื่อเจ้าแมวรู้สึกปลอดภัยแล้วมันก็ออกมานั่งเลียตัวอยู่บนพื้นตามเดิม

“ไม่ยักรู้ว่าแกชอบแมว”

“ไม่ได้ตั้งใจเลี้ยง มันเดินหลงทางมาเอง”

“แมวสวยอย่างนี้น่ะเหรอ” ฉันว่า ลองเอื้อมมือไปลูบหัวมัน เจ้าแมวก็ยอมให้ลูบ

“เออสิ” เขายืนยัน ฉันมองดูแมวลักษณะดีตัวนั้น แล้วเชื่ออย่างจริงจังว่าครั้งที่ 3 ของรอบ 10 ปี ทำให้คนเปลี่ยนไปได้จริงๆ

ดูอย่างฉันสิ ตอนนี้เป็นผู้ดำเนินรายการเดี่ยวได้สบายๆ แต่สำหรับฉันนั้นมีจุดเปลี่ยน ซึ่งที่มานั้นชัดแจ้งคือเรื่องของอังศุมาลิน ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ฉันกำลังทำในสิ่งที่อังศุมาลินไม่มีโอกาสจะได้ทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าอังศุมาลินอยากจะเป็นช่างภาพหรือพิธีกรหรอกนะ แต่ฉันคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา เพราะเชื่อแน่ว่าถ้าอังศุมาลินยังอยู่ เธอจะไม่ปล่อยเรื่องดีๆ หลุดลอยไป เหมือนที่เธอขี้อายแต่ก็สามารถเดินนำขบวนโยธวาทิตเป็นดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งได้นั่นแหละ

ส่วนกบนั้นกลายมาเป็นครูก็นับว่าเหนือความคาดหมายแล้ว แต่ตอนนี้เขามีแมว ถึงจะไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นทาสเจ้าของเสียงเหมียวๆ นี้เท่าไร แต่การที่แมวอย่าง ‘เงินงาม’ มีจานอาหารลายกระดูกปลาและถ้วยใส่น้ำเข้าชุดกัน ก็ยืนยันได้ว่าเขาดูแลเอาใจใส่มันเหนือคำว่าเก็บมาเลี้ยงด้วยความไม่ตั้งใจไปหลายเบอร์ทีเดียว

ตอนที่กบบอกชื่อแมวของเขานั้น ฉันทวนชื่อเจ้าเหมียวแล้วหัวเราะ มันเป็นชื่อที่ฉันไม่มีทางคิดออกมาได้เอง ในความสร้างสรรค์ทำนองเดียวกันนี้ ฉันเชื่อว่าใบตองสามารถทำได้ แต่คงจะเป็นคนละปลายด้านของเส้นรสนิยม เหมือนกับเจ้าแม่เพลงป๊อบก๋ากั่นมาเจอกับเจ้าพ่อเพลงคลาสสิกไม่แคร์โลกนั่นแหละ

เราแยกกันไปทำภารกิจส่วนตัว โดยกบสละห้องนอนซึ่งมีเพียงห้องเดียวในบ้านหลังนี้ให้ฉัน เขาอ้างว่าชอบนอนบนโซฟา ฉันรู้สึกแปลกๆ เพราะถ้ากบคิดว่าข้างในตัวเองเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษขั้นนี้

เมื่อเราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่พร้อมจะเมาแล้วเข้านอนเสร็จแล้ว กบก็ลงมือผัดมาม่าและทำยำไข่ดาวให้ฉันกินเป็นอาหารค่ำ

ตอนนี้เขาสวมเสื้อยืดสีขาวเนื้อบาง มีโลโก้สินค้าซึ่งน่าจะได้แถมมากับการซื้อแบบยกห่อ กับกางเกงผ้ายืดสีเทาสวมสบาย และกำลังยืนหันซ้ายหันขวาอย่างเชี่ยวชาญ อยู่ระหว่างเตาแก๊สและพื้นที่ว่างบนเคาน์เตอร์ครัว

ครัวของเขากั้นแยกจากห้องนั่งเล่นด้วยผนังกระจก ที่ฉันนั่งกึ่งนอนบนโซฟาหวายบุนวมและกำลังมองดูเขาอยู่

ท่าทางตอนเขาใส่เครื่องปรุงและปาดนิ้วชิมอาหารนั้น ไม่เหมือนเชฟชั้นยอดในรายการอาหาร แต่เหมือนนายแบบหนุ่มเซ็กซี่ในรายการค้นหาผู้ชายเจ้าเสน่ห์สักรายการหนึ่ง ผนังกระจกให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องรับโทรทัศน์ ส่วนฉันเป็นเพียงคนดูนอกห้องส่ง ที่แสนจะห่างไกลและเกินจะเอื้อมไปถึงตัวเขา

ฉันพิจารณากบเหมือนมองปลาในตู้ คาดว่าน้ำหนักของเขาคงจะมากขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันราวๆ 10 กิโลกรัม เขาจึงดูสูงขึ้น กำยำขึ้น ไม่ได้บอบบางน่าทะนุถนอมเหมือนภาพแรกหลังจากกันไปหลายปี ในห้องเรียนบนอาคารสี่ที่ฉันจำได้

“เสร็จแล้ว” เขายกถาดใส่อาหารและถ้วยชามเข้ามาในห้องนั่งเล่น

“จะจ้องอะไร” เขาก้มมองแผงอกใต้เสื้อตัวบางของตัวเอง “ไม่เคยเห็นคนกล้ามสวยใช่ไหมล่า อย่างแกน่ะ…เกิดมาเคยเห็นผู้ชายแก้ผ้าหรือเปล่า” เขาหัวเราะมุกที่ไม่รู้ตัวว่าสำหรับฉันมันฝืดขนาดไหน ส่วนฉันก็หัวเราะ แต่เป็นการหัวเราะขื่นๆ รับมุกไปอย่างนั้นเอง

ใบหน้าพี่ภพลอยมา ทุกวันนี้พี่ภพก็ยังไม่มีแฟน ในขณะที่พี่เตยกำลังหาฤกษ์เพื่อจัดงานแต่ง ตลอดสองปีมานี่เรื่องระหว่างพี่ภพและพี่เตยไม่มีอะไรชัดเจน แต่ตอนนี้แม้แต่ใบตองยังสังเกตเห็นว่าพี่ภพเริ่มดื่มในเวลางาน ฉันว่าตอนนี้เขากำลังเจ็บหนัก

ฉันกับมาวินเคยคิดว่า ความรักของพี่ภพมันอาจจะเป็นอารมณ์ติดค้างมาจากตอนวัยรุ่น แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าพี่ภพพยายามฉาบหน้าด้วยหน้ากากของผู้ชายเจ้าสำราญ เพื่อซ่อนความจริงจังเอาไว้ต่างหาก

ความรักต้องห้ามคือรักเพื่อนสนิทของตัวเอง ฉันยังจำคำพูดของกบได้ และฉันไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์นั้น

“ฉันเริ่มทำอาหารกินเองมาหลายเดือนแล้วนะ ดีต่อสุขภาพ ลดเกลือลงบ้าง กินให้จืดลง” กบบรรยาย ขณะจัดจานอาหารลงโต๊ะ เขาดูมีความสุขที่ได้บริการ

“ดีนี่” ฉันว่าไปตามแกน กบหันมาฉีกยิ้มแล้วเชื้อเชิญให้ฉันลงมือกินอาหาร

รสชาติดีไม่เบา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเขาจ้อง ลุ้นว่าฉันจะพูดอะไรออกมาบ้าง เมื่อฉันเอ่ยปากชม เขากลับลอยหน้าบอกว่า “ก็มันแน่อยู่แล้ว” สมกับที่เป็นเขาจริงๆ

เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระ ย้อนระลึกถึงชีวิตมัธยม จนในที่สุดเขาก็ถามออกมาว่า

“แกมีแฟนหรือยัง” โดยที่ไม่ต้องรอคำตอบเขาก็สรุปให้ว่า “ยังไม่มีใช่ไหม อย่างแกนี่ตั้งแต่เกิดมาคงยังไม่เคยมีแฟนเลยละสิ”

ฉันยักไหล่…แล้วไงล่ะ

ตลอดหลายปีมานี่ฉันไม่เคยมีแฟน อาจจะหวั่นไหวไปกับใครบ้าง แต่ความรู้สึกนั้นจะถูกเก็บงำไว้จนหายไปเอง ยิ่งตอนนี้ฉันยิ่งชาชินกับการอยู่คนเดียว ก็เหมือนผู้หญิงมากมายสมัยนี้นี่แหละ

“แล้วแกล่ะ มีแฟนหรือยัง” ฉันถามกลับบ้าง กบเบะปาก

“อย่างฉันน่ะจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แกเถอะ…ระวังมดลูกจะเสื่อมไปก่อนจะได้ใช้งาน”

“ไอ้บ้า” ฉันเกือบจนมุมกับคำพูดของเขาเสียแล้ว แต่ก็เอะใจบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่เดี๋ยว.. สรุปคือแกก็ยังไม่มี หรือว่าเกิดมาก็ยังไม่เคยมี”

ใบหน้าของกบเปลี่ยนสี ถ้าเขาเป็นหนังสือ ฉันว่ามันคงเป็นหนังสือที่อ่านง่ายที่สุด

ให้ตายเถอะ…เขาอึ้ง นี่เขาเองก็ยังไม่เคยผ่านผู้ชายมาเหมือนฉันหรือนี่

ฉันยิ้มเยาะ นับเป็นครั้งแรกที่ฉันทำให้เขาจุกจนพูดไม่ออกได้ แต่กบก็ยังเชี่ยวชาญกว่าฉันอยู่ดี เขายื่นหน้าข้ามโต๊ะมาจนใกล้ แล้วว่า

“ไม่เคยมีแฟน ไม่ได้แปลว่าไม่เคย”

“ไอ้บ้า” ฉันหลุดปาก ผิวหน้าร้อนวูบ เขาทำให้ฉันอายและมองยั่วอยู่อย่างบันเทิงใจ ก่อนค่อยๆ ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวด้วยความสุข เขาว่า

“อย่างฉันน่ะชายตาไปปราดเดียวก็วิ่งมาหาละ แต่ฉันอยากได้รักแท้ ไม่ใช่คู่นอน แกเข้าใจใช่ไหมล่ะ”

“ออ…เข้าใจ”

หลังกินข้าวเราพยายามออกมาหาธรรมชาติที่เฉลียงหน้าบ้าน ลมจากถนนพัดความร้อนมาปะทะจนรู้สึกเหนอะหนะ กบบอกว่าอีกไม่กี่ปีต้นไม้ที่เขาปลูกเอาไว้จะโต และเขาเชื่อว่าบ้านของเขาจะอากาศดีขึ้น

“บางทีฉันจะเลี้ยงไก่เอาไว้กินไข่ด้วยนะ” เขาหันมาหา ยิ้มอุ่นเหมือนแดดเย็นของเขา ทำให้ความรู้สึกแปลกๆ รุกเข้าหาตัวฉันอีกครั้ง

ถ้าตาไม่ฝาดและประเมินสถานการณ์ไม่ผิด ฉันว่าการที่เขาหายไปจากชีวิตฉันสิบแปดเดือน นอกจากเขาจะกล้ามใหญ่ขึ้นแล้ว กบก็ดูมีความสุขกับชีวิต ไม่เหลือภาพเด็กผู้ชายขี้หงุดหงิด มองโลกในแง่ร้ายอีกต่อไปแล้ว ยาที่เขาอ้างว่าลืมเขย่าขวดก่อนกิน ทำให้เขากลายเป็นกบ เด็กชายคนที่วิ่งไล่ลูกบาสอยู่ในสนาม และฉันจะต้องตายแน่ๆ ถ้าเขาขืนเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาล

ฉันรีบหันหลังหนีรอยยิ้มที่เขามอบให้ดินฟ้าอากาศ ให้ตายไปเลย…ฉันกำลังใจเต้นแรง เขาไม่ได้ดึงดูดขึ้นในแง่รูปร่างหน้าตา ถ้ากบเป็นไฟสักกอง มันก็เหมือนกองไฟในฤดูหนาว ถึงจะร้อนแต่ก็ทำให้สรรพสัตว์รอบข้างอยากเข้าใกล้ไปหาความอบอุ่น

หลังจากทู่ซี้ยืนรับลมร้อนเพื่อสูดอากาศนอกบ้านจนตัวเหนียว เราก็กลับเข้ามาเปิดเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่น ฉันเข้าไปราดตัวลวกๆ ในห้องน้ำ กลับมากบก็เสิร์ฟเบียร์เย็นเจี๊ยบแกล้มเม็ดมะม่วงหิมพานต์คลุกเกลือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นแบบคัดพิเศษ ใหญ่จนเกือบเท่าหัวแม่มือ

เราสองคนนั่งคุยกันบนโซฟาหวายบุนวมตัวใหญ่ ฉันและเขาคู้เข่าขึ้นหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยหยอกล้อราวกับเด็กมัธยมปลายหลังสอบ ที่ได้มานอนรวมกันในวันปิดเทอม

ฉันเป็นฝ่ายฟังและกินเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปเสียมาก ส่วนกบนั้นพูดไปกระดกเบียร์ไปจนกระป๋องที่สามของเขาถูกเปิด ความเงียบก็แหย่เท้าเข้ามาในวงสนทนา กบเริ่มเปลี่ยนอารมณ์ ในที่สุดเขาก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น

“เจ๋ง” เขาเรียกชื่อฉันอย่างมีความหมาย ฉันรู้สึกไม่ไว้วางใจวิธีการเริ่มต้นคำพูดแบบนี้เลย

“มีอย่างหนึ่งที่ฉันอยากเล่าให้แกฟัง” กบว่าแล้วเหยียดเท้าออกมาข้างหน้า เขาบอกขอโทษเมื่อการเหยียดขามาจนสุดเลี่ยงไม่ได้ที่เท้าและขาของเขาจะโดนตัวฉัน ฉันเบียดตัวเข้าหาพนักโซฟาเพื่อไม่ให้ตัวเราแตะกัน แต่กบกับเข้าใจผิดว่าฉันขยับให้เขายืดขาได้สบายขึ้น ฉันเลยได้แต่นั่งกอดกระป๋องเบียร์ นอนฟังหัวใจที่เต้นตุ๊บๆ ต่อมๆ ของตัวเอง

กบดูเหมือนจะไม่รับรู้ปฏิกิริยาผิดปกติใดๆ เขาเอาแต่กระดกเบียร์อึกๆ จนหมดกระป๋องที่สาม ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเป็นท่าทางเลียนแบบมาจากภาพยนต์สักเรื่อง ผู้กำกับน่าจะเป็นคนบอกให้ตัวละครกระดกอะไรสักอย่างให้หมดก่อนจะพูดเรื่องสลักสำคัญ มันอาจจะเป็นสัญญาณของการตัดสินใจครั้งสุดท้าย หรือไม่ก็เป็นสัญลักษณ์ของการบอกว่า ไม่มีเรื่องให้ทำแล้วนะ เบียร์หมดแล้วถึงเวลาจะต้องพูดให้จบๆ เสียที

“พ่อมาหาฉันที่บ้านหลังนี้” เขาว่าเสียงเรียบ ฉันเด้งตัวขึ้น ยอมรับว่าออกจะตื่นเต้น อยากฟังว่าเรื่องว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน

“แกรู้ไหมว่าพ่อมาทำไม” กบถาม ฉันส่ายหน้า เขาเค้นหัวเราะอย่างคนหมดแรงแล้วเล่าว่า พ่อของเขาลงทุนมารอเขากลับจากโรงเรียนเพื่อมาขอให้เขากลับไปบ้านบ่อยๆ เพราะแม่คิดถึง พ่อของเขาพูดอะไรอีกหลายอย่าง รวมทั้งมาบอกด้วยว่า พ่อไม่เคยอายหรือรังเกียจที่ลูกชายเป็นกะเทย พ่อของกบรู้ดีว่าเรื่องอย่างนี้มันห้ามกันไม่ได้ และเขาไม่เคยรู้สึกว่าการมีลูกสาวหรือลูกชายหรือจะเพศไหนเป็นเรื่องที่ต่างกัน

ฉันไม่ประหลาดใจในข้อที่ว่าพ่อของกบยอมรับในตัวของเขาได้ แต่ประหลาดใจว่า เฮียซ้งที่ฉันรู้จักยอมลดศักดิ์ศรีมาขอร้องลูกชายอย่างกบถึงในบ้านหลังนี้

ที่ผ่านมาฉันรู้ดีว่าเขาพร้อมจะทุ่มเพื่อลูกเมีย แต่มันก็ต้องแลกกับความพึงพอใจของเขา เป็นต้นว่าพี่สาวคนรองได้ไปเรียนขี่ม้าถึงชลบุรีตามอย่างนางเอกในหนังที่เธอชอบ แต่เธอก็ต้องสัญญากับพ่อว่าจะไม่มีแฟนจนกว่าจะจบมัธยมปลาย เมียทุกคนของเขามีเงินทองใช้อย่างอู้ฟู่ โดยต้องไม่เข้ามายุ่งเรื่องที่เขาหาเศษหาเลยนอกบ้าน หรือแม้กระทั่งพี่สาวคนโตของกบที่มุ่งมั่นจะเป็นเภสัชกร แต่เฮียซ้งสั่งให้ลองเลือกคณะแพทยศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเธอดันสอบติด เฮียซ้งก็ไม่ได้บังคับให้เรียน แต่ในที่สุดเมื่อลูกสาวคนโตตัดสินใจที่จะเรียน เฮียซ้งก็บำเรอเธอด้วยรถยนต์คันใหม่เอี่ยม พร้อมพากันไปเที่ยวเมืองจีนกันทั้งครอบครัว

“ก็เอารถยนต์มาล่อ เจ้เผยก็ต้องเลือกแพทย์อยู่แล้ว” ตอนที่กบเล่านั้น พวกเราเรียนอยู่มัธยมหนึ่ง พี่สาวคนรองเรียนอยู่ชั้น ม.6 ส่วนพี่สาวคนโตของกบเรียนแพทย์อยู่ชั้นปีที่ 4 แล้ว

ครั้งนี้กบใช้คำว่า ‘พ่อมาขอร้อง’ ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนด้วยอำนาจเงินที่พ่อของเขามี ฉันจึงรู้สึกประหลาดใจ และนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างในบ้านหลังนี้

กบเอามือถูจมูก แล้วกระดกเบียร์ แต่มันหมดกระป๋องไปนานแล้ว เขาเขย่า เมื่อรู้ว่ามันเกลี้ยงกระป๋องแล้วจริงๆ กบก็ใช้มือกระแทก ทีเดียวกระป๋องเบียร์ก็ยู่กลายเป็นแผ่นวงกลม

เขาเล่าต่อ

“พ่อฉันคิดว่า สิ่งที่พ่อทำ…หมายถึงมีผู้หญิงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด พ่ออยากให้เข้าใจ แล้วพ่อก็อ้างอีกว่าเขาหาเงินได้มาก เลี้ยงดูแม่ของฉัน แม่ใหญ่และพี่คนอื่นของฉันได้อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง อะไรที่ทำให้ฉันคิดว่าพ่อจำเป็นต้องมีเมียแค่คนเดียว พ่อบอกว่าเมียพ่อมีสองคน ไม่คิดจะหามาเพิ่มอีก ส่วนของข้างทางเขาเต็มใจ พ่อบอกว่าถ้าสิ่งที่พ่อจะผิด…” เขาเว้นวรรค กลืนน้ำลายฝืด “ก็คือพ่อเคยคิดว่าเงินมากๆ จะทำให้ลูกเมียมีความสุข จนต้องออกไปหางานรับเหมาไกลๆ ไม่มีเวลาได้อยู่กับฉัน”

ประโยคท้ายเบาลงและจางหายไปกับความเงียบของบรรยากาศ ฉันคิดว่าถ้าอังศุมาลินได้ยิน ก็คงจะรู้ดีว่าคำพูดนั่นสะเทือนความจริงในใจของกบมากมายขนาดไหน

เขาฝืนยิ้ม ถอนหายใจแล้วไถตัวลงนอนบนโซฟา ไม่สนว่าเขาได้ไถผ่านตัวของฉันไปด้วย

กบจะสนอะไรล่ะในเมื่อเขาบริสุทธิ์ใจและมองฉันอย่างเพื่อน แต่ฉันนี่สิ…สมาธิที่จะฟังเพื่อนระบายมันหายไปในหมด…

ฉันอยากจะโวยใส่ตัวเองหรอกนะ แต่ทำได้เพียงรักษาภาพผู้หญิงเท่นั่งกอดกระป๋องเบียร์ฟังเสียงหัวใจตัวเองต่อไป

“บ้าชะมัดเลย” เขาว่า

ใช่…โคตรจะบ้าเลย…

“เรื่องมันไม่ได้จบแค่นี้หรอกนะ” เขาเงยหน้ามาบอก ฉันส่งเสียงในคอร้องรับ กบมองละห้อยถามฉันว่า

“แกฟังอยู่หรือเปล่า แกไม่ได้รำคาญฉันใช่ไหม”

คำนั้นเองทำให้ฉันได้สติ เขากำลังต้องการใครสักคน แล้วฉันมัวแต่รู้สึกบ้าอะไรอยู่

“ฉันฟังอยู่” ฉันจับเข่าของกบที่ทอดอยู่ข้างตัว เขาพยักหน้าแล้วหงายลงไปนอน เล่าต่อ

“แล้วหลังจากนั้นไม่นานฉันกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ พอดีเจอแม่ใหญ่กับเจ้หลิน ไม่รู้ว่ายังไงแม่ใหญ่เรียกฉันไปคุย บอกว่าแม่ใหญ่เคยเป็นมะเร็งปากมดลูกตอนก่อนฉันเกิด แม่ใหญ่บอกว่าฉันรู้ใช่ไหมว่ามันหมายความว่าอะไรบ้าง”

“แล้วแกรู้ไหม” ฉันถาม สนใจคำตอบนั้นอย่างแท้จริง

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แต่แม่ใหญ่ก็บอก”

“ว่า”

“ว่า…แม่ใหญ่ให้พ่อมีเมียเพิ่มอีกได้ เพราะดูแลพ่อแบบเมียปกติไม่ได้ จนพ่อไปรับเหมาทางอีสานแล้วไปเจอแม่ ก็เลยรับแม่ของฉันมาเป็นเมียอีกคน”

สาบานได้เลยว่าฉันไม่คิดว่าคำตอบจะเป็นแบบนี้ กบเงยหน้ามามอง เขาหัวเราะขื่นแล้วขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

“ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น ฉันก็อึ้งเหมือนกัน มันเหมือนกันว่าทุกคนพยายามช่วยพ่อ ทุกคนพยายามช่วยกันโกหก”

“แล้วพวกเขาโกหกเหรอ”

“เปล่าเลย” กบส่ายหัวประกอบ “ทุกอย่างเป็นความจริงนั่นแหละ แต่ฉันก็คิดว่ามันก็แค่คำแก้ตัวอยู่ดี แกรู้ไหมเจ๋ง ฉัน…มันบ้าบอคอแตก ฉันเคยเกลียดผู้ชายทุเรศอย่างพ่อ เกลียดผู้หญิงที่ยอมจำนนอย่างแม่ แต่แค่พ่อมาหา แค่แม่ใหญ่พูดออกมาแค่นั้น ฉันก็รู้สึกดีขึ้นมาซะอย่างงั้น แกอาจจะคิดว่าฉันมันทุเรศสุดๆ แกอาจจะคิดว่าฉันมันไม่เหมือนเดิม” เขาเอามือทุบหน้าอก “ฉัน…คนที่เคยบอกแกว่า ไอ้คำที่ว่าพ่อแม่เป็นพระในบ้าน ให้กำเนิดเรามาแล้วก็ถือเป็นบุญคุณที่ต้องชดใช้ตลอดชีวิต เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ถ้าทำให้เกิดมาแล้วเลี้ยงเหมือนหมูเหมือนหมา จะทำยังไงกับเราก็ได้แล้วยังถือว่าเป็นบุญคุณ มันก็เป็นเรื่องบัดซบที่สุดที่มนุษย์อย่างเราจะควรจะเชื่อกัน ฉันเคยพูดบ้าๆ ไปแบบนั้น จนแก…แก…”

เขาเงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตานั่นเหมือนอยากจะร้องไห้

“ฉันขอโทษนะเจ๋ง ที่ฉันพูดอะไรไปแบบนั้น พ่อแม่พวกเราไม่เคยเลี้ยงเราเหมือนหมูเหมือนหมา”

ฉันรู้สึกจุกและคิดว่ากบก็คงรู้สึกยิ่งกว่า ตอนนี้เขากำลังโทษตัวเอง ในขณะที่ฉันไม่เคยคิดโทษเขาเลย

“กบ…” ฉันคราง เอื้อมมือไปข้างหน้า กบก็ผวาจากอีกมุมหนึ่งของโซฟาเข้ามากอดฉันเอาไว้

“อังศุมาลินก็คงจะคิดแบบแก ฉันทำให้อังศุมาลินหนีออกไปจากบ้าน” กบสั่นไปทั้งตัวเมื่อพูดประโยคนี้

“มันไม่ใช่ความผิดของแกเลยกบ” ฉันปลอบประโลม แต่ไม่เลือกจะปลอบเขาว่าอังศุมาลินไม่ได้คิดตามเขา เพราะใจจริงแล้วหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคุยกันเอง มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิด ที่พวกเราเชื่อในเวลาต่อๆ มา

“ฉันเกลียดผู้คน เกลียดความรัก รวมทั้งทำร้ายๆ ใส่แม่ตัวเอง ฉันเอาอะไรมาคิดก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่จะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตัวฉันเองก็ได้รับการยอมรับทุกอย่าง ไม่มีใครที่บ้านกดดันหรือมาวุ่นวายในสิ่งที่ฉันอยากจะเป็นเลย ฉันมันแค่เด็กเอาแต่ใจ และฉัน…ฉัน ก็ดันไปยุยงส่งเสริมพวกแกด้วย”

“ไม่ใช่กบ ไม่ใช่” ฉันประคองหน้าเขา สบตาให้เขารู้ว่าฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ

“ฉันมันบ้า และโคตรโง่เลยเจ๋ง เมื่อก่อนฉันทะนงตน คิดว่าตัวเองถูก จริงๆ แล้วฉันมันก็แค่คนที่พูดเก่งและคิดว่าตัวเองถูกอยู่คนเดียว” เขาจิกกัดตัวเองได้อย่างเจ็บปวด และความเจ็บปวดนั้นถ่ายทอดออกมาทางสีหน้า แต่เรื่องทั้งหมดมันไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก ไม่ว่าความคิดของฉันหรืออังศุมาลินจะได้มาจากความคิดที่ถ่ายทอดมาจากกบหรือไม่ แต่คนที่ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายก็เป็นตัวของเราเอง

“เรื่องแกกับพ่อ…” กบยังคงพูดต่อ “มันเป็นเพราะฉะ…”

“กบ…กบ” ฉันพูดแทรก ใช้ฝ่ามือตบแก้มเขาเรียกสติเบาๆ ปากก็บอกให้เขาฟังฉันบ้าง

“กบ…แกไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ฉันทำเจ๋ง ฉันทำ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันทำ”

“แกไม่ได้ทำ” ฉันยืนยัน

“แต่แกกับพะ…” ฉันรีบเอามือปิดปากเขา กดน้ำหนักลงไปจบเขาต้องหยุด

“แกต้องฟังฉัน…นะ…” เสียงเข้มของฉันทำให้กบนิ่งลงไปได้

“เรื่องที่บ้านของแก แกรู้ดีที่สุดว่าแกทำผิดพลาดอะไรไปบ้าง แต่เรื่องของฉันหรือของอัง แกไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิดเดียว ทุกอย่างมันมาจากการตัดสินใจของฉัน สิ่งที่แกเคยทำคือเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนฉัน เอาใจใส่ทุกถ้อยคำที่ฉันพูด เป็นเพื่อนฉัน เศร้าและโกรธไปกับฉัน เชื่อเถอะกบ ตอนนั้นมันเป็นสิ่งที่เพื่อนทำให้เพื่อนได้อย่างดีที่สุดแล้ว แกอายุสิบห้าเท่านั้นกบ แค่นั้นมันก็ดีที่สุดแล้วที่เด็กสิบห้าสักคนหนึ่งจะทำเพื่อเพื่อนได้ แกจะให้แกคิดอย่างตอนที่แกเป็นครูและกำลังจะอายุสามสิบได้ยังไง”

“แกคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”

ฉันพยักหน้าตอบแล้วสูดหายใจลึก

“ส่วนเรื่องของอังศุมาลิน…ถ้าจะมีใครผิดที่สุดก็คงจะเป็นตัวฉันเอง”

“เจ๋ง…” กบคว้ามือของฉันมากุม ส่วนฉันรู้สึกถึงอารมณ์ที่ระเบิดออกมาเบาๆ ฉันร่ายยาวต่อ

“ในเวลาที่ฉันมีปัญหา ทั้งแกและอังศุมาลินอยู่เคียงข้างฉัน จะผิดหรือถูกอย่างไรก็ยังคงอยู่เคียงข้างฉัน แต่เวลาที่อังศุมาลินมีปัญหาฉันกลับไม่รับรู้อะไรเลย ฉันจมอยู่กับเรื่องของตัวเอง”

“เจ๋ง…” กบคราง ฉันพยักหน้าอย่างยอมรับผิดทุกอย่าง แต่กบไม่ยอมให้ฉันคิดเช่นนั้น เขาปลอบว่า ตอนนั้นไม่มีใครรู้อนาคต และไม่มีใครรู้ว่าอังศุมาลินกำลังมีปัญหา

“ถ้าพวกเรารู้ เราจะไม่มีวันปล่อยให้อังเผชิญปัญหานั้นคนเดียว ถ้าแกว่าฉันไม่ผิดเรื่องอัง แกก็ไม่ใช่คนผิดเหมือนกันเจ๋ง…”

ตอนนี้เองที่ฉันรู้สึกหัวใจอ่อนยวบ ฉันรอเวลาให้ใครสักคนพูดคำนี้ออกมานานหนักหนาแล้ว จริงอยู่ที่ฉันไม่เคยบอกใครว่าฉันโทษตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นฉันออกไปหาอังศุมาลิน บางทีเรื่องก็คงจะไม่ลงเอยอย่างแสนเศร้าแบบนี้

“ฉัน…ฉันไม่ได้โทษตัวเองหรอกกบ ฉันก็แค่พยายามใช้ชีวิตให้มีคุณค่าแทนอัง เพราะถ้าอังยังอยู่ อังจะทำทุกอย่างที่ชีวิตเปิดโอกาสให้ทำ” ขณะที่พูดน้ำตาของฉันก็ไหลออกมาเอง และวินาทีหลังจากนั้นก็เหมือนหัวใจของฉันกับกบเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน

เขาพยักหน้า ดวงตาของเขาบอกว่าเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมาจากหัวใจของฉัน

“ฉันเองก็จะทำแบบนั้น ฉันจะทำแต่เรื่องดีๆ” เราพยักหน้าให้กัน มันเป็นคำสัญญาที่เรามีให้ต่อกันและมีให้กับอังศุมาลินด้วย

อ้อมกอดของกบทำให้ฉันหวนไปถึงอ้อมกอดของเราสามคน เรากอดกันเสมอข้างสนามบาส เรากอดกันเสมอยามพบเจอกับความสุข และกอดอีกเช่นกันเมื่อพบพานเรื่องเศร้า อังศุมาลินจะอยู่ตรงกลาง ดึงคนขี้อายอย่างฉันเข้ามาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างก็ดึงคนเย็นชาขวางโลกอย่างกบ เธอหลอมรวมอ้อมกอดนั้นและทำให้เรารู้สึกถึงคำว่าเพื่อน และความรักที่ทำให้พวกเรารวมเป็นหนึ่งเดียว

“เรื่องของอังสอนอะไรกับฉันหลายอย่าง” กบพูดขึ้น ตอนนี้เขาใช้มือข้างขวาของเขาโอบไหล่ฉันเอาไว้เราเอียงศีรษะเข้าหากัน ตาจ้องมองไปทางโทรทัศน์ขนาด 40 นิ้ว จอสีดำสะท้อนภาพเลือนรางของเราสองคนอยู่ในนั้น

“บางทีแล้วที่ฉันรู้สึกดีกับชีวิตตัวเอง ก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องของอังด้วย เราโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่นะเจ๋ง แกว่าไหม”

“ฮือ” ฉันส่งเสียงตอบรับในลำคอ

“พออายุมาขนาดนี้ ฉันก็คิดอะไร มองอะไรเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว”

“ฉันเห็นแล้ว”

“แล้วแกล่ะเจ๋ง แกเห็นโลกเปลี่ยนไปแบบฉันหรือเปล่า”

“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แกจะให้ฉันเป็นเด็กอายุสิบห้าไปตลอดชีวิตหรือไง” ฉันพูดติดตลก นึกว่ากบจะขำด้วย แต่เขากลับว่า

“งั้นแกจะเลิกคิดแบบเด็กอายุสิบห้า แล้วกลับไปหาพ่อ อย่างนั้นใช่ไหมเจ๋ง”

“มันไม่เกี่ยวกัน” ฉันเด้งขึ้นนั่งหลังตรง รู้สึกถึงน้ำเสียงเย็นชาของตัวเอง แต่เมื่อเห็นหัวคิ้วขมวดมุ่นของเขาซึ่งประกอบเป็นสีหน้าเหมือนลูกหมาสำนึกผิด ฉันก็เข้าใจว่าเขายังไม่หลุดพ้นจากเรื่องนี้

“กบ…ฟังนะ ต่อให้แกพูดหรือไม่พูดอะไร เรื่องระหว่างฉันกับพ่อก็ต้องลงเอยแบบนี้นี่แหละ มันไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำพูดของแกเลย”

“แต่ฉันคิดว่าเกี่ยว” เขาตอบเสียงเรียบ สีหน้ากระด้างขึ้น ฉันทำท่าจะพูดแย้ง กบก็ใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากของฉันแล้วส่ายศีรษะ เหมือนต้องการยุติเรื่องทุกอย่างเอาไว้แค่นี้

“เบียร์อีกกระป๋องนะ” เขาว่าแล้วลุกเดินไปทางตู้เย็น สีหน้านั้นครุ่นคิด ฉันมองตามหลังเขาไปและแน่ใจว่าตัวเองเข้าใจถูก เพราะกบทรุดตัวนั่งคาประตูตู้เย็นที่เปิดค้างเอาไว้ กว่าจะหยิบเบียร์สองกระป๋องออกมาได้  เขาก็ใช้เวลาไปมากมายเหลือเกิน



Don`t copy text!