จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 34 : ค่าของคน

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 34 : ค่าของคน

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เป็นไปตามคาดหมาย ตีสามวันเดียวกันนั้นยายแมวก็จากไปอย่างสงบในห้องซีซียู ฉันโทร.ไปลางานกับพี่ภพ แต่ได้งานถ่ายเก็บฟุตเทจ ‘เที่ยวทุกฤดู’ ของจังหวัดสุโขทัยมาแทน

พี่ภพได้งานมาจากทางจังหวัด ก่อนที่พวกเราจะรวมตัวทำช่องนั้น เรารับงานผลิตวีดิทัศน์และงานถ่ายภาพนิ่ง ตอนหลังที่ช่องเริ่มดังและมีเงินมากพอ พี่ภพจะเลือกรับแต่งานที่น่าสนใจและราคางาม ฉันไม่รู้ว่างานนี้เขาได้มาเท่าไร เพราะเรื่องบัญชีของบริษัทนั้นเป็นเรื่องนอกเหนือจากความสนใจของฉัน ที่แน่ๆ ฉันยังไม่ต้องรีบกลับ อาจจะได้แวะไปงานเผายายแมวได้อีกด้วย

“ถ้ำค้างคาว ป่าคา ถ้ำแม่ย่า อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาตร์ศรีสัชนาลัย ร้านทองสุโขทัย ผ้าซิ่นตีนจก เตาทุเรียง เมืองเก่าสวรรคโลก แล้วก็เขาหลวง” ฉันอ่านรายชื่อให้กบฟัง ตอนนั้นเรากำลังซดกาแฟเป็นอาหารเช้าอยู่บนม้านั่งยาวบนเฉลียงหน้าบ้าน

“น่าเที่ยวจัง ฉันไปกับแกดีกว่า”

“ไม่ทำงานหรือไง แมวแกอีก”

“ปิดเทอม เร่งทำคะแนนเด็กหน่อยก็ไปได้แล้ว ส่วนเงินงามเดี๋ยวเอาไปฝากแม่สักพักหนึ่งก็ได้ พี่ภพให้แกอยู่ได้กี่วัน”

“คร่าวๆ ก็ที่ละวัน บางที่มันง่าย บางที่มันยาก พี่ภพว่างั้น แต่จะอยู่ต่ออีกก็ได้ถ้างานยังไม่เสร็จ ถ้าแกไปด้วยจะได้ไม่ต้องเช่ารถ เดี๋ยวเบิกค่าน้ำมันให้”

“ที่พักล่ะ” คำถามนี้ทำฉันชั่งใจ แต่เมื่อเขาสะบัดข้อมือ ทิ้งสะโพก ทำเหมือนอากาศร้อนเสียเต็มประดาฉันก็ตัดสินใจได้

“ก็พักด้วยกันนี่แหละ หรือแกไม่สะดวก” ฉันถาม อารมณ์ไหวไปบางวูบอย่างเมื่อคืนปลิวหายไปหมดสิ้น ฉันว่านอกจากกิริยาของกบจะผีเข้าผีออกแล้ว ตัวฉันเองก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก

“สะดวกดิ ไปนอนต่างที่อย่างนั้นกลัวผีจะตาย นอนกับแกได้ก็ดีน่ะสิ” วันนี้ฉันรู้สึกว่าเขาอารมณ์แจ่มใสเป็นพิเศษ ข่าวเรื่องงานศพยายแมวคงจะไม่ได้ทำให้เขาดีใจหรอกนะ

ฉันกำลังมองเขาอย่างจับผิด กบก็เอานิ้วจิ้มที่หัวไหล่ฉัน

“นี่…แกอ่านสมุดบันทึกของอังหรือยัง”

“อ่านแล้ว”

“เหรอ” เขาว่าเสียงสูงแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“มีอะไร”

“อ่านหมดไหม”

“ก็อ่านคร่าวๆ…ไม่หมด”

“แกนี่ เรื่องอย่างนี้ไม่เล่าให้ฟังกันบ้างเลย แกกับอังน่ะ” เขาเอานิ้วชี้สองข้างมาชนกัน ฉันเห็นแล้วอยากจะยันเขาให้ร่วงระเบียงไปรวมกับกอดอกไม้ด้านล่าง

“ไม่มีอะไรซะหน่อย”

“อย่ามาน่า อังเขียนเอาไว้ชัดๆ ว่า ‘รัก’ แก” เขาเน้นเสียง “รักแบบนั้นน่ะ แกไม่บอกกันบ้างเลย”

“แล้วไง”

“แกนี่ แล้วไงได้ยังไง แกไม่รู้สึกอะไรกับอังบ้างเลยเหรอ” ฉันส่ายหัว นึกไม่ออกว่าควรจะรู้สึกกับเรื่องนี้อย่างไร อันที่จริงใช่ว่าฉันไม่เคยถามตัวเอง ครั้งแรกที่โดยคว้าคอไปจูบนั้นฉันตกใจจบแทบทรุดลงไปกอง อังศุมาลินใช้จูบนั้นปลอบโยนในเวลาที่หัวใจฉันสูญสลาย ฉันไม่ได้ผลักเธอออก แต่อังศุมาลินรู้ได้เองว่าฉันไม่มีอะไรจะให้คืน เธอกระซิบแผ่วเบาว่า ไม่ว่าฉันจะรู้สึกแตกร้าวเพียงใด ขอให้รู้เถิดว่าคนที่แตกร้าวกว่าคือตัวเธอเอง เธอยินดีจะรักทั้งๆ ที่ฉันไม่มีสิ่งใดตอบแทน เพราะฉะนั้นฉันเสียใจได้ แต่จะต้องรักตัวเองให้มากด้วย

อังศุมาลินไม่ได้กล่าวอ้างถึงแม่ของฉัน เธอบอกฉันว่าเธอจะไม่กล่าวอ้างหรือจูงใจฉันด้วยสิ่งอื่นหรือคนอื่น ขอให้ฉันจำเอาไว้ว่าฉันไม่ใช่คนไร้ค่า แต่เป็นคนสำคัญสำหรับชีวิตและจิตใจของเธอ และจะมีตัวตนอยู่ในสายตาของเธอเสมอ

กบส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อฉันไม่ตอบโต้ แล้วเขาก็หันมาทำท่าพิจารณาฉันเหมือนของชิ้นหนึ่ง

“แกก็ดูดีไม่เบานะเจ๋ง ไม่เรื่องมาก ถึงจะทื่อๆ ไปบ้าง แต่ถ้าแกเป็นผู้ชายบางทีฉันอาจจะหลงรักแกเข้าก็ได้ จะว่าไปแล้ว…” เขาลากเสียง ถอยหลังมองฉันหัวจรดเท้า “เพราะแกมันเป็นแบบนี้ไง ไม่มีจริตมารยาหญิงเอาซะเลย แกถึงโสดมาจนเดี๋ยวนี้”

“พูดมากน่า”

“เจ๋ง…แกเป็นทอมสิ ต้องมีคนอยากได้แกเป็นร้อย” เขาพูดไปหัวเราะไป ดูเป็นการล้อเลียนมากกว่าจะคิดแบบนั้นจริงๆ

“เลิกบ้า แล้วอาบน้ำแต่งตัวเถอะ ฉันจะไปช่วยถ่ายรูปตอนพิธีรดน้ำศพ” ฉันเดินหนีเขาเข้าครัว กบตะโกนไล่หลังมาง้อสองสามคำ แต่การขอโทษของเขานั้นกลั้วด้วยเสียงหัวเราะ ซึ่งให้ตาย…เขาทำให้ฉันโมโหมากกว่าจะคลายอารมณ์ให้เย็นลง

 

ศพของยายแมวตั้งอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร เป็นวัดที่สถาปนาขึ้นมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มันมีชื่อเดิมว่าวัดจวน เพราะแต่เดิมพื้นที่ทั้งหมดของวัดเป็นจวนของพระยาวิชิตภักดี ผู้ครองเมืองสวรรคโลก

เราไปถึงวัดราวๆ บ่าย 2 ทั้งๆ ที่ไม่เคยสนิทกันมาก่อน แต่ทั้งกบและฉันกลับรู้สึกว่าเป็นทั้งหน้าที่และความจำเป็นที่จะต้องไปร่วมพิธีทุกกระบวนการ

หลังบรรจุร่างของยายแมวลงโลง กบก็ขอตัวไปเอาสมุดคะแนนนักเรียนที่โรงเรียน โดยอดบ่นไม่ได้ว่าเขาน่าจะนึกได้เร็วกว่านี้จะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา

เมื่อกบไปแล้วฉันก็นั่งล้อมวงช่วยเด็กกลุ่มหนึ่งที่มาช่วยงานพับเหรียญโปรยทาน เด็กที่อายุน้อยที่สุดคือ 6 ขวบ ส่วนเด็กที่อายุมากที่สุดคือ 14 ปี ทั้งหมดผ่านการสัมภาษณ์จากฉันจนได้ข้อมูลว่า เด็กทั้ง 6 คนเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์รับเลี้ยงเด็กบ้านอังศุมาลินซึ่งพี่เปิ้ลหรือแม่เปิ้ลของเด็กๆ จัดตั้งขึ้นมากว่า 10 ปีแล้ว

เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน พ่อแม่ไปทำงานต่างถิ่น พวกเขาฝากลูกไว้ที่ศูนย์เพื่อเป็นเสมือนบ้านที่จะรอคอยเด็กพวกนั้นยามกลับจากโรงเรียน

พี่เปิ้ลใช้เงินซึ่งได้จากเบี้ยเลี้ยงรายเดือนที่สามีเถ้าแก่ใหญ่ให้มาจัดตั้งศูนย์ โดยเก็บเงินค่าฝากเด็กวันละ 25 บาท สำหรับเป็นค่าอาหารและอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันอื่นๆ

ฟังก็รู้ว่าเป็นงานที่ไม่มุ่งหวังกำไร ฉันยอมรับว่าไม่เคยคิดว่าเด็กหญิงที่เคยท้องตั้งแต่วัยรุ่นอย่างพี่เปิ้ล จะเติบโตขึ้นมาจัดตั้งศูนย์เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างนี้ได้

ก่อนหน้านี้ ฉันเคยคิดว่าพี่เปิ้ลซึ่งอังศุมาลินไม่เคยกล่าวถึงในจดหมายเป็นผู้หญิงใจแตก ไร้ความรับผิดชอบ ไม่คิดว่าความเป็นจริงจะต่างออกไปจากที่จินตนาการเอาไว้มากถึงเพียงนี้

ครึ่งชั่วโมงถัดมากบก็กลับมาถึง ดูเหมือนเด็กทุกคนจะรู้จักเขา ฉันกำลังจะถามว่าพวกเขารู้จักกันได้อย่างไร ก็พอดีได้ยินเสียงถกเถียงเรื่องวันเผา ความสนใจของฉันจึงหันกลับไปสู่สิ่งที่น่าสนใจกว่า

ยายแมวนั้นมีลูกสามคน คนโตเป็นผู้ชาย คนที่สองคือพี่เปิ้ล และคนสุดท้องคืออังศุมาลิน ซึ่งตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าไม่ใช่

ฉันเห็นลูกชายคนโตของยายแมว ซึ่งฉันรู้มาว่าเขาเป็นวิศวกรประจำฐานขุดเจาะน้ำมัน แต่งงานและอาศัยอยู่ในมาเลเซียมากว่า 20 ปี กำลังต่อรองเรื่องการสวดอภิธรรมศพ ซึ่งญาติๆ ตกลงกันว่าจะจัดเพียงสามคืน แต่เขาต้องการสวดต่อไปจนครบห้าคืน เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับแม่ได้นานยิ่งขึ้น

“ผมเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เอง มาไม่ทันเขาเอาแม่ลงโลงด้วยซ้ำ” เขาว่า

“งั้นก็เอาตามนี้ ตามใจเจ้าภาพ” ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยเสียงเข้าใจ วงสนทนานั้นจึงยุติลง

ลูกชายคนโตของยายแมวเป็นชายร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ท่าทางภูมิฐาน เขามาพร้อมครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูก หน้าตาของเขาดูกลมกลืนไปกับลูกและภรรยา ซึ่งเป็นประชากรในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ฉันได้ยินพวกเขาสนทนากันด้วยภาษาอังกฤษ ท้ายประโยคมักจะลงด้วยคำว่า ‘ล่ะ’ คงจะเป็นสำเนียงแบบมาเลเซีย เหมือนที่เราคนไทยก็มีสำเนียงโมโนโทนเป็นเอกลักษณ์น่ารักๆ เป็นของตัวเอง

แต่ยังไม่ทันที่แรงดึงดูดใจของลูกชายยายแมวจะจางลง สองชั่วโมงถัดมาระหว่างที่ผู้คนทยอยขึ้นศาลาเพื่อมาฟังสวดอภิธรรมศพในคืนแรกนั้น ฉันก็เดินไปปะทะกับร่างกระย่องกระแย่งร่างหนึ่งซึ่งดึงดูดใจกว่า ตรงบันไดทางขึ้นศาลาสวดอภิธรรมศพเข้าอย่างจัง

ฉันตาค้าง หลบไม่ทันเสียแล้ว

“เจ๋ง…” พ่อเลิกคิ้ว ทำท่าเหมือนจะยิ้ม แต่แล้วยิ้มนั้นก็สลายไปเหมือนควัน พ่อถามฉันเบาๆ ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร ฉันไม่อยากโกหกจึงบอกความจริง พ่อพยักหน้าอย่างยอมรับ

“กลับไปนอนบ้านเราบ้างสิลูก” เสียงพ่อเกรงใจ ทำท่าเหมือนจะพูดต่อ แต่เมื่อร่างแม่เลี้ยงตามขึ้นบันไดมาพ่อก็หุบปากสนิท

“อ้าวเจ๋ง มางานศพยายแมวเหมือนกันหรือเนี่ย” น้ำเสียงหล่อนตีสนิท ยิ้มนั้นก็ยินดีเสียจนฉันรู้สึกมวนท้อง

“ค่ะ”

“มาถึงวันนี้หรือจ๊ะ แล้วมาอยู่กี่วัน คุณพ่อบ่นถึงบ่อย น้าบอกให้โทรไปก็พูดแต่เกรงใจ”

“ตั้งแต่เมื่อวานค่ะ แต่อีกวันสองวันก็ต้องไปทำงานที่เขาหลวง”

“ว้า…เหรอคะ อย่างนี้น้องเจ๋งก็ได้นอนบ้านแค่แป๊บเดียวสินะคะ” หล่อนตีขลุม ฉันอึกอัก เราพ่อลูกสบตากัน เมื่อเห็นว่าฉันไม่อยากตอบพ่อก็ชวนแม่เลี้ยงของฉันเข้าไปในงาน

ฉันได้เจอพ่ออีกครั้งตอนพ่อมาลาเจ้าภาพกลับ อันที่จริงต้องบอกว่าฉันหลบไม่ทัน เพราะกว่าจะรู้ตัวพ่อกับแม่เลี้ยงก็เดินมาถึงด้านหลังเสียแล้ว

น่าแปลกที่ภาษาท่าทางดังชัดกว่าคำพูด ทั้งพี่เปิ้ลและกบเห็นความอึดอัดของฉัน พี่เปิ้ลไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้ แต่กบซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก ลากฉันออกไปนั่งคุยนอกศาลา เขาออกความเห็นเชิงเห็นใจแต่ก็ไม่วายจะแนะนำให้ฉันกลับไปนอนบ้าน

“คราวที่แล้วแกยังไปนอนมาเลย ทำไมคราวนี้จะไปนอนไม่ได้ วันไปเขาหลวงฉันจะไปรับแต่เช้า”

“ช่างเถอะน่า” ฉันหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล

“เจ๋ง” กบเอื้อมมาจับมือ

“ถ้าแกไม่อยากพูดเรื่องพ่อ เอาเป็นว่าตอนนี้แกรู้ไหมว่าพี่เปิ้ลทำอะไรอยู่บ้าง” จู่ๆ กบก็ถามขึ้น เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างสิ้นเชิง ฉันยอมรับว่ารู้

“แกรู้แค่ไหน” เขาถาม ฉันจึงเล่าให้ฟัง กบพยักหน้ารับก่อนจะต่อเรื่องที่ฉันรู้อยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เขาเล่าว่าพี่เปิ้ลเริ่มตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กหลังจากอังศุมาลินจากไป จากนั้นอีก 2 ปีจึงยอมมีลูกให้กับสามีเถ้าแก่ร้านขายอะไหล่

ตลอดหลายปีพี่เปิ้ลทุ่มเทให้เด็กๆ เพียงเพราะอยากให้อนาคตของชาติพวกนี้รับรู้ว่า โลกใบนี้ต้องการพวกเขา อยากให้เด็กๆ รู้ว่า ข้างนอกนั่นยังมีผู้คนมากมายที่พร้อมจะเป็นมิตร ไม่ว่าพวกเขาจะเจอะเจอสิ่งใดในวันข้างหน้า ความรักและความตระหนักในรักจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เด็กๆ พวกนั้นยืนอยู่ได้โดยไม่ซัดเซไปตามแรงลม

“ทุกอย่างก็เพื่ออังศุมาลิน” กบสรุป

“แต่มันก็ช้าไปแล้วไม่ใช่หรือ” ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเถียง แต่หลุดปากออกไปเสียแล้ว

“ใช่ สำหรับอังศุมาลินมันช้า แต่เด็กๆ พวกนั้น มันไม่ช้าหรอกนะ” เขาปุ้ยปากไปยังเด็กหญิงผมหยิกหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง

“ชีวิตหนึ่งอาจจะแทนชีวิตหนึ่งไม่ได้ แต่เป็นแรงผลักดันให้อีกหลายๆ ชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ เหมือนกับที่ชีวิตของอังกำลังทำอยู่ไงล่ะเจ๋ง” กบจ้อง เขาพยายามล้วงเข้าไปในดวงตาของฉัน “เชื่อไหมว่ามันไม่ง่ายสักนิด” กบเพิ่มแรงบีบบนฝ่ามือฉัน แล้วถามต่อว่า “รู้อะไรไหม”

“รู้อะไร”

“หลังจากแกเล่าเรื่องอังให้ฟัง ฉันก็มีโอกาสไปที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ตอนแรกแค่อยากจะไปเห็นกับตาว่าผู้หญิงแบบนั้นน่ะ จะมีปัญญาทำเรื่องแบบนี้ได้เหรอ แล้วจะทำไปทำไมในเมื่ออังก็ตายไปแล้ว ตัวเองก็น่าจะสบายแล้ว แต่แกรู้หรือเปล่าว่าฉันเห็นอะไร” นัยน์ตาของกบเป็นประกายวาว “ฉันเห็นแม่คนหนึ่งทุ่มทั้งชีวิตให้ลูกคนอื่น ถามจริงๆ เถอะ แกจะไม่ให้อภัยผู้หญิงแบบนี้เหรอ ไม่มีใครขาวสะอาดไปตั้งแต่เกิดจนตายหรอกนะเจ๋ง…เป็นผู้ใหญ่มันไม่ได้ง่ายเลยนะ”

“แกเลยปรับสีตัวเอง แล้วเข้ากับผู้หญิงคนนี้เป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมกำลังจะเข้าข้างพ่อกับแม่เลี้ยงของฉันด้วย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ แกอย่าพาลสิ แกก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าในช่วงสุดท้ายของอัง อังคงรู้ว่าคนที่รักอังที่สุดก็คือครอบครัวของตัวเอง”

“เฉพาะยายแมว”

“เจ๋ง” กบร้อง เขาคลายมือออกจากฝ่ามือฉัน ดูก็รู้ว่าเขาทั้งโกรธทั้งรำคาญ ฉันรู้สึกผิดและเสียหน้า แต่อย่าหวังว่าจะให้ฉันแสดงความสำนึกผิดออกมาให้เขาเห็นในเวลานี้

คนเราก็ต้องทำเรื่องงี่เง่า ไร้เหตุผลออกมาบ้างละน่า และถึงแม้ว่าจะรู้ตัวมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะยอมรับอย่างหน้าระรื่น ซึ่งกบก็ไม่ได้อดทนพอที่จะเข้าอกเข้าใจ หรือคิดจะใช้จิตวิทยามาปรับปรุงพฤติกรรมของฉันด้วย

เขาพูดด้วยน้ำเสียงบาดลึก

“ที่ฉันพูดก็เพราะอยากจะบอกแกว่า คนเรามันพลาดกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพี่เปิ้ลแม่ของอังหรือเรื่องพ่อของแก”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ฉันเถียง กบถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนอย่างเต็มกลืน

“วางมันลงซะบ้างเถอะ แกไม่ได้ชื่ออังศุมาลิน พ่อแม่แกไม่ได้ต้องการลูกสาวใจแข็งเจ้าทิฐิเหมือนยายแมว แกชื่อดาริกา ดาริกาที่แปลว่าดวงดาว เพราะแกคือแสงนำทางของพ่อแม่ แกชอบกลางคืนและชอบท่องกลอนดวงดาวกับพ่อ แกเลิกเป็นคนอื่นแล้วกลับมาเป็นตัวเองได้แล้ว”

“อย่างกับแกวางแล้วนี่” ฉันตอกกลับ

กบหน้าแดง ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสามีที่จับได้ว่าเมียตัวเองกำลังจะมีชู้ ระหว่างช่องว่างของถ้อยคำฉันรู้สึกว่ากบมีความลับ มันเร้นอยู่ในเงามืด ฉันรู้ว่าเงานั่นอยู่ตรงไหนแต่มองรายละเอียดของมันไม่เห็น

 



Don`t copy text!