จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 36 : วิถีคนกล้า

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 36 : วิถีคนกล้า

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

…เบื้องหัวนอน เมืองสุโขทัยนี้ มีกุฎี พิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส์ มีป่าพร้าว ป่าลาง ป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุงผี เทพยกาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้วไหว้ดี พลีถูก เมืองนี้เที่ยงเมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย…

 

ข้อความในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทที่ใบตองส่งมา ฉันอ่านออกเพราะเป็นภาษาปัจจุบันแต่แปลไม่ออกนั้น กบผู้ดูเหมือนจะรอบรู้ไปทุกเรื่องอธิบายว่า เบื้องหัวนอนในสมัยสุโขทัยหมายถึงทิศใต้ไม่ใช่ทิศเหนือหรือตะวันออกอย่างที่คนปัจจุบันนิยมหันหัวนอน และเทพยกาใน ‘เขาอันนั้น’ หมายถึงเขาหลวง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองสุโขทัย ส่วนพระขพุงผี ไม่ใช่ผีชื่อขพุงอย่างที่ฉันเข้าใจ แต่ ‘ขพุง’ เป็นภาษาเขมรซึ่งมีความหมายว่าสันเขา

สรุปรวมความได้คือ เขาหลวงที่เรากำลังจะไปนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบกับปัจจุบันก็เหมือนเป็นที่สถิตของพระสยามเทวาธิราชของกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ปกปักรักษาอาณาจักรแห่งนี้อยู่

“พูดซะขนลุก” ฉันว่า และรู้สึกตามที่พูดจริงๆ

“ฉันพูดจริง” กบพูดนิ่งๆ “ไปถึงแล้วก็ต้องทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ แกอย่าไปทำอะไรแผลงๆ เป็นวัยรุ่นก็แล้วกัน ตายกันมาเยอะแล้ว” ส่วนหนึ่งเขากำลังจะสอนและส่วนหนึ่งฉันว่าเขากำลังแกล้งฉัน

ฉันเหล่ตามองเห็นเขาทำหน้านิ่งเกินจริงแต่มุมปากนั่นยกขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ ถ้าเขาจะหัวเราะพรืดออกมาตอนนี้ฉันก็จะไม่แปลกใจเลย

จริงอยู่ว่าสมัยเด็กเราได้ยินกันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เรื่องมีคนไปเจออะไรแปลกๆ ที่นั่น และหลายคนประสบอุบัติเหตุหลังจากกลับลงมา แต่เขาหลวงกับคนสุโขทัยนั้นก็คุ้นเคยกันเหมือนสวนหลังบ้าน เราพบเห็นกันบ่อยๆ จากมุมไกล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันขับรถมาอำเภอคีรีมาศ เพื่อจะมุ่งมาหามันโดยตรง

อากาศเย็นลงทันทีที่เราเข้าสู่เขตพื้นที่เขาหลวง ในขณะที่ตัวจังหวัดและอำเภอศรีสำโรงที่ฉันอยู่อุณหภูมิพุ่งขึ้นไป 37 องศาเซลเซียสเมื่อสามวันก่อน และลดลงมาเหลือ 35 องศาเมื่อวานนี้ แต่ตีนเขาหลวงนั้นไม่ถึง 30 องศาด้วยซ้ำ

เราได้ข้าวเหนียวไก่ย่างกับข้าวโพดปิ้งมาสามฝักจากตลาดเช้า ลักษณะเป็นตลาดนัดซึ่งตั้งอยู่ภายในวัด

เดินออกจากวัดไปอีกหน่อยมีร้านขายกาแฟโบราณที่เก่าแก่ทั้งตัวร้านและคนชง เราสั่งกาแฟร้อนคนละแก้ว หวานน้ำตาลจนฉันกับกบมองหน้ากันว่าจะทำอย่างไรกับสองแก้วที่เราสั่งมาดี สรุปเรายอมดื่มจนหมดเพราะเกรงใจบาริสต้าวัยเก๋าที่ยืนผลุบๆ โผล่ๆ อยู่แถวนั้น

ตอนที่เร่งดื่มให้หมดแก้วนั้นเหมือนเรารู้กันเองว่าใครหมดก่อนชนะ ซึ่งฉันทำได้สำเร็จ

ฉันหัวเราะเยาะใส่หน้ากบ เขาทำเป็นเมินแล้วบอกให้ฉันเป็นคนเลี้ยง

เรามาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเจ้าราม ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขาหลวงในเวลาแปดนาฬิกาสามสิบนาที จ่ายเงินค่าเข้าแล้วก็จัดการกับข้าวของที่มีมาคนละไม่กี่ชิ้น

อากาศกำลังสบาย ฉันมั่นใจจนเกือบจะหอบกระเป๋าเสื้อผ้ากับกระเป๋ากล้องขึ้นไปเอง แต่กบบอกว่าเขาเคยมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนกับเพื่อนๆ นักบาส

เขาหลวงนั้นทั้งคุ้นตาและคุ้นใจเรา แต่กบยืนยันว่ามันไม่คุ้นตีนหรอก ดังนั้นเราจึงจ้างลูกหาบ โดยที่ฉันเลือกกล้องและเลนส์ซูมอเนกประสงค์อย่าง 24-105 ติดตัวเอาไว้ชุดหนึ่ง

ระยะทางที่เราต้องเดินคือราวๆ 2,500 เมตรใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของปลีน่องแต่ละคน ซึ่งเมื่อผ่านสองร้อยเมตรแรกไปแล้ว ฉันก็เข้าใจคำว่าไม่คุ้นตีนของกบนั้นหมายถึงอะไร

ความชันเฉลี่ยของเขาหลวงคือ 45 องศา ซึ่งหมายความว่าเราจะเจอความชันระดับตั้งแต่ 0 ถึง 80 องศาในบางช่วง ฉันป่ายปีน สวนทางกับคนที่ลงมาและยินดีที่จะบอกฉันว่า “ยังอีกไกล” และ “ชันกว่านี้อีก” เป็นระยะๆ

ดูจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่สวนลงมาแล้ว นับว่าเขาหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันลำบากลำบนที่เป็นขวัญใจของนักเดินทางอยู่พอสมควร

ระหว่างที่ฉันหอบแฮก และพยายามจะเอาตัวเองผ่านจุดพักชมวิวไปให้ถึงจุดที่เรียกว่าต้นตะเคียนคู่ เด็กเล็กๆ กลุ่มหนึ่งไม่เกินชั้นประถม หลายขนาดตั้งแต่ประถมต้นถึงประถมปลาย 4 คน ก็แซงหวือและคุยกันโขมงโฉงเฉงนำหน้าฉันไป จากเสื้อผ้า หน้า ผม และสำเนียงพูด พวกเขาไม่ใช่คนพื้นที่ และดูจะไม่ใช่นักไต่เขามืออาชีพด้วย

ฉันมองตามอย่างอิจฉา ในขณะที่ฉันต้องหยุดหอบเป็นระยะ แต่เจ้าตัวจิ๋วพวกนั้นแทบจะวิ่งแข่งกัน

กบดีกว่าฉันหน่อยตรงที่ยังไม่ทิ้งลายยอดนักกีฬาบาส แต่เขาไม่ใช่สายผจญภัยและดูทุกทรมานในแต่ละย่างก้าว พอๆ กันกับฉัน

ที่ว่าทุกข์ทรมานนั้นฉันหมายถึงทุกข์ทรมานทางกายเพราะความไม่พร้อมของกล้ามเนื้อน่อง แต่ใจเราก็ไม่ถึงกับเบื่อหน่าย ออกจะขำด้วยซ้ำว่าเราขึ้นมาทำอะไรกันบนนี้

เราพบเด็ก 4 คนนั้นเป็นระยะ พวกเขามากับผู้ใหญ่อีก 4 คน ซึ่งก็น่าจะเป็นพวกพ่อๆ แม่ๆ หนึ่งในนั้นเป็นนักถ่ายรูปมืออาชีพ เพราะนอกจากเลนส์ที่เขาใช้จะเป็นเลนส์ราคาแพงแล้วสภาพกล้องของเขายังยับเยิน เหมือนกรำศึกมาเป็นเวลานาน

ฉันกับกบผลัดกันแซงไปแซงมากับนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น ซึ่งค่อนข้างจะมีอัธยาศัย พวกเขาใช้เวลาหยุดถ่ายรูป หยุดดูต้นไม้และอธิบายประวัติของสิ่งต่างๆ ให้เด็กๆ ฟัง อีกทั้งอาสาถ่ายรูปคู่ให้ฉันกับกบบริเวณที่เรียกว่าน้ำดิบผามะหาดด้วย

จากน้ำดิบผามะหาด ฉันกับกบก็บอกลาพวกเขาแล้วออกเดินล่วงหน้ามาก่อน

พ่อแม่พวกนั้นยังต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งในการพยายามดึงเด็กๆ ที่เอาแต่จะวิ่งพล่าน ให้สนใจพืชดอกบางชนิดที่บานอยู่ในบริเวณนั้น แต่ทำสำเร็จได้แค่เด็กผู้หญิงสองคน ส่วนเด็กผู้ชายอีกสองมุ่งความสนใจไปที่ยอดเขา เจ้าหนูพวกนั้นพุ่งออกไปล่วงหน้าไม่เหลียวกลับหลัง ฉันเห็นผู้หญิงที่น่าจะเป็นแม่ของเด็กคนไหนสักคนถอนหายใจ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะวิ่งตาม ฉันกับกบจึงเป็นฝ่ายที่เดินตามเด็กสองคนนั้นไปอย่างไม่ได้ตั้งใจเสียเอง

เวลาผ่านไป ไม่มีวี่แววว่าจะเห็นเจ้าตัวเล็ก ระหว่างที่สวนทางกับนักท่องเที่ยวที่สวนลงมา กบถามถึงเจ้าหนูสองคนนั่น ก็ได้รับคำตอบว่า “อยู่ข้างหน้านั่นน่ะแหละพี่ หนูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว…น้องๆ พวกนั้นยังวิ่งขึ้นไปได้อยู่เลย” เด็กสาวคนหนึ่งบอกเรา ขณะที่เธอไถก้นลงมาตามทางลาด และบ่นอย่างอารมณ์ดีว่าตัวเองขึ้นมาทำไมบนนี้ไปด้วย ฉันเข้าใจเธอ เพราะฉันก็ถามตัวเองด้วยอารมณ์เดียวกันมาตลอดทางเหมือนกัน

“อีกไกลไหมครับน้อง” กบถามต่อ

“ไกล” เธอบอกแล้วยิ้มกว้างขวาง เพื่อนของเธอที่ตามลงมาพยักหน้ายืนยัน “แต่ข้างบนอากาศดีและสวยมากเลยพี่” เธอให้กำลังใจ ก่อนจะไถก้นโดยไม่สนใจอีกแล้วว่าเสื้อผ้าของเธออาจจะกลายเป็นผ้าขี้ริ้วเมื่อลงไปถึงข้างล่าง

 

อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อหยุดเดินเหงื่อที่ผิวก็ทำให้เรารู้สึกเย็นสบาย ตอนนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยง ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าไม่มีคนสวนเราลงมาอีกแล้ว

บรรยากาศเงียบสงบ ป่าเต็มไปด้วยเสียงแปลกๆ ในที่สุดเราก็เจอเส้นทางที่ความชันไม่ถึง 20 องศา ถึงกระนั้นไหล่ก็ประท้วงอยากจะให้ฉันทิ้งขวดน้ำ และทุกสิ่งทุกอย่างที่หอบเอามาเหวี่ยงลงข้างทาง

ฉันเริ่มคุยเรื่อยเปื่อยกับกบให้ลืมระยะทางและความตะเกียกตะกายที่เราทำอยู่ ถึงกระนั้นก็รับรู้ถึงความวังเวงและกลิ่นอายลึกลับของป่าได้เป็นอย่างดี

“เจ้าเด็กพวกนั้นไปถึงไหนนะ” กบพูดขึ้น ฉันตอบออกไปว่าบางทีมนุษย์จิ๋วพวกนั้นอาจจะถึงยอดเขาหลวงแล้วก็เป็นได้ ตอนที่ฉันคาดเดา ฉันไม่คิดสักนิดว่าจะเห็นพวกเขายืนกอดกันกลมอยู่ข้างหน้าเรานี่เอง

บริเวณนั้นเป็นพื้นราบที่มีอยู่น้อยนิดของการไต่เขา ซ้ายมือมีต้นไม้ใหญ่ยักษ์เดาอายุไม่ถูกยืนเด่นอยู่ภายในรั้วไม้ มีป้ายปักเอาไว้ว่าไทรงาม

ฉันไม่รู้ว่าเจ้าหนูพวกนั้นเป็นอะไร เสียงเหยียบกิ่งไม้ของเราทำเจ้าตัวเล็กสะดุ้ง ร้องจ๊าก แต่เมื่อพวกเขาหันมาเห็นฉันกับกบพวกเขาก็ส่งเสียงออกมาด้วยความยินดี

“มีคนมาแล้ว” เจ้าตัวจิ๋วที่สุดว่า เขาเป็นเด็กชายตัวเล็ก ค่อนข้างผอม ท่าทางคล่องแคล่ว สวมเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ที่พร้อมจะโยนทิ้ง และน่าจะเป็นน้องของเด็กผู้ชายที่ตัวสูงกว่า ซึ่งใส่เสื้อผ้าลักษณะเดียวกัน

ฉันขอเปลี่ยนใจที่ในตอนแรกคิดว่าพวกเขาไม่ใช่นักปีนเขามืออาชีพ เพราะดูจากวิธีการเลือกเสื้อผ้าขึ้นเขาแล้ว พวกเขารู้ว่าจะเจออะไรที่นี่มากกว่าฉันกับกบแน่ๆ

เด็กชายทั้งคู่ตาเป็นประกาย เมื่อเห็นฉันกับกบ พวกเขาก็วิ่งหวือมาหาหน้าตาตื่น

“เกิดอะไรขึ้น” ฉันยอมรับว่าตกใจ จินตนาการไปต่างๆ นานา

“พี่ไม่ได้ยินเสียงเหรอ” เจ้าตัวเล็กที่สุดว่า มองหวาดๆ ไปรอบตัว ฉันมองหน้ากันกับกบ เงี่ยหูฟัง แล้วเราก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง เจ้าตัวเล็กร้องจ๊ากอีกรอบแล้วกระโดดไปกอดกันกับพี่ชาย

เสียงนั่นดัง ต๊อก ต๊อก ต๊อก เป็นจังหวะถี่ๆ…เงียบหาย แล้วดังขึ้นมาอีก

ความสงัดรอบตัวทำให้มันดังชัด ชวนพิศวง และจับทิศทางไม่ถูก

“ผีหรือเปล่า” เจ้าตัวเล็กพูดขึ้นมาอีก จากที่ฉันรู้สึกเหนื่อยกว่าอะไรทั้งหมด ตอนนี้ใจรู้สึกหวาดขึ้นมานิดๆ และกระหวัดถึงข้อความในศิลาจารึกและพระขพุงผีขึ้นหน่อยๆ

ฉันมองหน้าขอความเห็นกบ แต่เขากับยืนแข็งทื่อพอๆ กัน

“เหมือนเสียงคนตัดไม้นะ” ในที่สุดกบก็พูดขึ้น และหน้าเจื่อนลงเมื่อเราตระหนักว่าที่นี่คือเขตป่าสงวน ใครที่ไหนจะบ้ามาตัดไม้ในอุทยานแห่งชาติตอนกลางวันในพื้นที่ที่คนพลุกพล่านขนาดนี้ อีกอย่างมันเป็นเสียงขวาน ถ้าใครสักคนจะตัดไม้เขาก็ใช้เลื่อยยนต์กันหมดแล้ว

“ซัมเมอร์นั่นแหละ ไปฉี่ข้างทาง” คนพี่ต่อว่าน้อง

“ก็มันปวดนี่” เจ้าตัวเล็กเถียง “แต่ซัมเมอร์ก็ไหว้ขอแล้วด้วย”

“แล้วมันเสียงอะไรล่ะ” เจ้าตัวโตกว่าถาม สีหน้าซีดเผือดนั่นบอกให้รู้ว่าพูดออกมาด้วยความกลัวพอๆ กับความโมโห

เด็กทั้งสองแก้ปัญหาด้วยการยกมือขึ้นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา ถ้าเป็นเวลาอื่นฉันคงเห็นเป็นเรื่องขำ แต่ตอนนี้ฉันมองหน้ากันกับกบแล้วทำตามบ้าง ใจก็หวังอยากเจอลูกหาบหรือนักท่องเที่ยวสวนทางลงมา แต่นาทีนั้นทุกอย่างเงียบเชียบ ไม่มีการเคลื่อนไหวของคนมาจากทิศทางไหนเลย จนกระทั่ง…

“ลุงจี…” เจ้าสองตัวประสานเสียง ชายที่ฉันจำได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ใหญ่กลุ่มนั้นแบกเป้ใหญ่ยักษ์เดินขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาใส่ชุดกีฬาขาสั้น สวมรองเท้าแตะแบบรัดส้น มัดกล้ามที่ขาบอกได้ว่าเขาจะต้องเป็นนักออกกำลังกายแน่ๆ

“ดูนกกันอยู่เหรอ” เขาถามอารมณ์ดี แต่สีหน้าของพวกเราคงจะไม่เหมือนจับกลุ่มดูนก เขาเลยชี้มือไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งแต่ฉันไม่เห็นอะไร

“นึกว่าดูไอ้ตัวโน้นอยู่ ลุงดูมาพักหนึ่งแล้ว มันเจาะไม้อยู่ตรงนั้นไง อ้าว…บินไปไหนแล้ว”

“หา…นกเจาะไม้” เจ้าตัวเล็กทั้งสองทำท่าโล่งใจแล้วหัวเราะลั่น เราสองคนพลอยทำท่าโล่งอกไปด้วย

“ซัมเมอร์กับพี่เดย์นึกว่าผีหลอก” เจ้าตัวเล็กสารภาพสิ้น

“ผีอะไร นกหัวขวาน” ลุงจีคนนั้นหัวเราะกว้าง เสียงหัวเราะของเขาดังลั่นป่าและเสียดแทงเข้ามาในหัวใจของฉัน

โดยที่ไม่ต้องพูด ชายที่ชื่อลุงจีคงเดาออกได้ทันที เขาหันมามองหน้าพวกเราแล้วขำจนตัวงอ ฉันเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงอีกสองคนและผู้ใหญ่ในส่วนที่เหลือกำลังตามขึ้นมา เด็กผู้ชายตัวเล็กตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า

“ทุกโค้น…มีอะไรจะเล่าให้ฟัง” เท่านั้นแหละ…ฉันกับกบเลยรีบขอตัวเดินต่อ เพราะจินตนาการได้ทันทีถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ระหว่างที่เราเดินล่วงหน้าขึ้นมา ฉันได้ยินเสียงเจ้าตัวเล็กทั้งคู่คุยโขมง แถมช่วยประกาศให้ด้วยว่า

“พี่สองคนนั้นก็กลัวเหมือนกัน”

 

ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงลานกางเต็นท์บนยอดเขาหลวง ด้วยการใช้เวลาสามชั่วโมงสิบนาที แต่ก็ช้ากว่าเด็ก 4 คนและชายที่ชื่อลุงจีอยู่ดี

พวกเขาตามเราทันเมื่อเลยปล่องนางนาคขึ้นไปได้นิดหน่อย และกระโดดขึ้นเขาโหย่งๆ ไปต่อหน้าเมื่อเข้าสู่ร้อยเมตรสุดท้าย

ฉันมองร้อยเมตรสุดท้ายด้วยความท้อแท้ มันเป็นหน้าผาที่ระดับความชันราวๆ 80 องศา นี่มันจะไม่มีทางลาดให้เดินและชันจนหยดสุดท้ายเลยหรือนี่…

ถึงตอนนี้สัมภาระทุกชิ้นของฉันอยู่กับกบ เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายก้าวยาวๆ เหวี่ยงตัวขึ้นไปด้านบน ก่อนหันมาลุ้นให้ฉันออกแรงตามเขาขึ้นไป แต่ฉันก็แทบจะไม่มีแรงตะกายขึ้นไปอีกแล้ว

“อีกไม่กี่เมตรเอง” เขายื่นมือลงมา

ฉันก้มหน้าใช้สองมือตะกาย พยายามมองแค่เท้าตัวเอง แต่ละเมตรไกลเกินเอื้อม จนเมตรสุดท้ายกบก็คว้าข้อมือฉัน ฉุดขึ้นไปยังพื้นราบซึ่งเป็นลานกว้างสำหรับกางเต็นท์

ฉันพลิกตัวนอนแผ่หลา สิ่งเดียวที่คิดถึงคือหนังสือเรื่องพระมหาชนก หลังจากว่ายน้ำในทะเลเจ็ดวันเจ็ดคืน ตอนที่นางมณีเมขลาลงมาช้อนพระมหาชนกขึ้นไปจากน้ำ พระมหาชนกจะรู้สึกโล่งแบบนี้ไหมนะ ตอนนี้ฉันรู้สึกโล่ง บรรลุ ราวกับจะเข้าสู่นิพพานทีเดียว

กบนอนหงายลงข้างๆ หันมายิ้มให้ฉันแล้วถามว่า “เข้าใจแล้วใช่ไหม” โดยไม่ได้ขยายความต่อ แต่ฉันก็สามารถตอบกลับไปว่า “เข้าใจ” และรู้สึกดีกับตัวเองที่ไม่ดื้อด้านโดยการแบกเป้บรรจุอุปกรณ์ถ่ายภาพ เสื้อผ้าและอุปกรณ์อาบน้ำซึ่งน่าจะหนักไม่ต่ำกว่า 7 กิโลขึ้นมาด้วยตัวเอง

หลังจากนอนจนหายเหนื่อย เราก็ลุกขึ้นไปเอาของที่ลูกหาบ ชั่งน้ำหนักสัมภาระแล้วจ่ายเงิน

เราเช่าเต็นท์พร้อมแผ่นปูนอนจากเจ้าหน้าที่ ทักทายกับนักท่องเที่ยวที่ทยอยกันขึ้นมา มีทั้งคนรุ่นฉัน เด็กมัธยมที่มากันเป็นกลุ่ม รวมถึงครอบครัวเจ้าหนูพวกนั้น

แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่ขึ้นมาบนนี้ สภาพไม่ได้ต่างจากฉันเท่าไรนัก บางคนอาจจะแย่กว่า โดยเฉพาะกลุ่มเด็กหนุ่มมัธยมหุ่นขี้ก้างที่ริขนอุปกรณ์ตั้งแคมป์ขึ้นมาด้วยตัวเอง

บนนี้รอยยิ้มหาง่ายพอๆ กับคำทักทาย การผ่านประสบการณ์ยากลำบากที่มีร่วมกัน ฉันว่ามันช่วยละลายพฤติกรรมให้พวกเรารู้สึกเข้าอกเข้าใจ เราคุยกันโขมงโดยไม่ถามชื่อ เพราะต่างก็รู้ดีว่าที่โลกข้างล่างนั่นเราอาจจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก

ถึงฉันจะเขินในการเริ่มต้นคุยกับใครก่อน แต่ถ้าใครทักฉัน ฉันจะใช้โอกาสนั้นพูดกับพวกเขายืดยาว เรียกได้ว่าถ้าใบตองมาได้ยินคงจะนึกว่าฉันผีเข้า

และแล้วก็มาถึงเวลาเลือกที่นอน

กบมองดูเต็นท์ที่กางเรียงราย เขาบอกกับฉันว่า ระหว่างเต็นท์ที่ใกล้ผู้ใหญ่สงบเสงี่ยมกลุ่มหนึ่ง กับครอบครัวเจ้าตัวเล็กที่เราเจอระหว่างทาง กบเชื่อว่านอนใกล้เด็กน่าจะดีกว่า

ฉันทำหน้าตาไม่เชื่อใจ และไม่คิดว่ากบจะรักเด็กได้ปานนี้

“ดูนั่นสิ” เขาบุ้ยใบ้ไปยังกลุ่มเด็กที่ยังวิ่งเล่นอยู่ “พอกินข้าวเย็น เชื่อเถอะว่าเจ้าตัวเล็กพวกนี้ต้องหมดแรงจนนอนแต่หัวค่ำแน่ แต่พวกผู้ใหญ่หรือพวกวัยรุ่น โดยเฉพาะพวกที่พกกีตาร์มาด้วย สี่ทุ่มก็ยังนั่งกันไม่เลิก” กบวิเคราะห์

“เอางั้นเหรอ”

“เอางั้นแหละ อีกอย่างไม่เห็นเหรอว่าผู้ใหญ่บ้านนั้นเขาคอนเตือนลูกเขาเรื่องส่งเสียงดัง ยังไงก็น่าจะสงบกว่า”

“เอาก็เอา” ฉันเชื่อกบ แล้วเลือกเต็นท์ที่ถัดจากเด็กเล็กๆ พวกนั้นมาสองหลัง

 

หลังจากเราซดมาม่าเป็นอาหารเที่ยงซึ่งตกถึงท้องเอาตอนบ่าย และฟังเสียงเด็กเล่นกัน ทะเลาะกัน แล้วกลับมาเล่นกัน ฉันก็เริ่มวางแผนการทำงาน ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าฉันกับกบทำงานอะไร ส่วนฉันก็รู้แล้วว่าชายที่ชื่อลุงจีเป็นวิศวกร หญิงคนหนึ่งเป็นทันตแพทย์ อีกคนเป็นยูทูบเบอร์สายผู้หญิงทำสวน กับชายอีกคนหนึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพ แบบที่ทำมาหากินกับการถ่ายภาพจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันเดาเอาไว้ตั้งแต่แรก

เราแลกเปลี่ยนเรื่องข้อมูลการถ่ายภาพ และชายช่างภาพชวนฉันไปดูยอดเขานารายณ์ ก่อนที่จะต้องไปถ่ายจริงในเช้าวันพรุ่งนี้ ส่วนตอนเย็นนั้นเขาจะไปยอดเขาพระแม่ย่าเพื่อถ่ายดวงอาทิตย์ตก

กบทำหน้าเบื่อ เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของฉันและชายคนนั้น เขาถามมาคำหนึ่งว่าช่างภาพเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า ฉันเองก็ตอบไม่ได้ มันก็คงเหมือนตอนที่เขาซ้อมชูตสามคะแนนไม่ยอมหยุดนั่นแหละ ฉันไม่เห็นเขาเบื่อที่จะซ้อมเลยสักครั้งเดียว

ที่ยอดเขาพระแม่ย่าฉันได้กบและเด็กๆ เป็นนางแบบนายแบบ โดยเฉพาะช็อตเด็ดที่กบหมุนตัวมีเด็กๆ วิ่งล้อม โดยฉันใช้กิมบอนหรือไม้กันสั่นติดกล้องมิลเลอร์เลสตัวเล็กหมุนตามเขาไปด้วย พี่ภพจะต้องพอใจอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ฉากสุดท้ายฉันให้กบมองออกไปสุดสายตา ใบหน้าด้านข้างของเขาเรื่อแดด มองเห็นสันจมูกตรงและคิ้วเข้มหนา เขาทอดสายตาไปสุดขอบฟ้าอีกด้าน มุมปากหยักยกขึ้นน้อยๆ แสงสีของไข่แดงดวงโตที่กำลังจะเคลื่อนแตะขอบโลก ชวนให้รู้สึกว่าธรรมชาติช่วยบำบัดจิตใจของเขาให้กลับมาสู่ความร่มเย็นและความสุขสงบอีกครั้ง

“เสร็จแล้วละ” ฉันบอกเขา กบหันมาหา หล่อจนแทบละลาย

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีสีหน้าแบบไหนหหรอกนะ แต่มันทำให้กบหันหนีไปอย่างกระดาก

“ไม่คิดว่าคุณครูจะแสดงเก่ง เกือบเผลอนึกว่ามีเพื่อนเป็นดารา” ฉันพูดแก้ กบซึ่งเชี่ยวชาญในการแก้สถานการณ์กว่าหันมายิ้มกระหยิ่ม

“นึกว่าตะลึงในความหล่อ โธ่เอ๊ย…” เขาว่า ความกระดากอายเมื่อครู่ปลิวหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น

“เออ หล่อสุดๆ เลย ถ้าผู้ว่าเห็น เขาคงจะให้หน้าห้องมาตามแกไปเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์จังหวัดแน่ๆ หรือจะเป็นทูตวัฒนธรรมดีล่ะ”

เขาส่งเสียง ‘ชิ’ ออกมาประกอบการตวัดสายตาใส่ ฉันหัวเราะ เป็นการกลบเกลื่อนที่เยี่ยมยอดพอกัน

ฉันเลิกสนใจเขา ขยับกล้องไปจับภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับหายไปด้วยอาการเร่งรีบ ส่วนหนึ่งฉันรู้ว่าช่วงเวลาสุดท้ายของวันมันผ่านไปเร็วมาก และส่วนหนึ่งก็เป็นการแสดง กบกลอกตาใส่ แล้วหันไปเรียกเด็กๆ มาด้วยอารมณ์อ่อนโยนของความเป็นครู

เขาก้มไปถามเจ้าตัวเปี๊ยกด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า รู้ไหมว่าแม่ย่าเป็นใคร แล้วทำไมที่นี่ถึงถูกตั้งชื่อว่าเขาพระแม่ย่า

เด็กพวกนั้นนึก แล้วพูดติดตลกออกมาว่า แม่ย่าก็คือทวดของเราเพราะเป็นแม่ของย่า จากนั้นก็หัวเราะงอหายขำมุกตัวเอง ก่อนจะวิ่งกรี๊ดกร๊าดกระจายออกไปเล่น ‘อะมังอัสในชีวิตจริง’ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและเดาไม่ออกสักนิดเดียว

กบกะพริบตาปริบๆ มองตาม นาทีต่อมาเขาถูกบังคับให้กระซิบข้างหูเด็กแต่ละคนด้วยคำว่า ‘อิมพอสเตอร์’ กับ ‘ครูเมท’ ปิดประตูความหวังที่จะจบวันท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามกับเด็กๆ ราวฉากไฮไลต์ในหนังของวอลต์ ดิสนีย์

แต่เห็นแก่ความพยายามเป็นครูที่ดี ฉันเลยเป็นฝ่ายถามเขาว่า สรุปแล้วแม่ย่าคือใคร ทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

“คือพระนางเสืองแม่ของพ่อขุนรามคำแหง” เขาตอบสั้นๆ ให้ตายเถอะ ฉันอดขำไม่ได้

“นึกว่าทวด…” ฉันพูดออกมาเบาๆ กล้าๆ กลัวๆ กบค้อนขวับ ทำฉันขำเสียจนต้องลงไปนั่งกับพื้นหญ้า

ดีชะมัด…ฉันคิด อย่างน้อยภาพสุดท้ายก่อนดวงอาทิตย์ตกก็จะเป็นภาพตลกๆ ของเขาและทำให้ค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง ไม่ทำให้ฉันฟุ้งซ่านจนเกินไปนัก 



Don`t copy text!