จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 37 : คำมั่นสัญญา

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 37 : คำมั่นสัญญา

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

อุณหภูมิลดลงไปอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อดวงอาทิตย์ลาจาก ระหว่างทางจากเขาพระแม่ย่ากลับลานกลางเต็นท์มืดลงอย่างรวดเร็ว

เสี้ยวจันทร์ที่เยี่ยมหน้าออกมา เหมือนรอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบ เปิดโอกาสให้ดาวแข่งกันอวดแสง และมีเหลือคณานับจนเหมือนกับจะหยดลงมา ระหว่างทางเดิน เด็กผู้ชายตัวเล็กที่สุดที่ฉันจำได้ว่าชื่อซัมเมอร์ก็ชวนพี่ๆ นับดาว แต่เด็กผู้หญิงที่โตที่สุดหัวเราะกว้าง บอกอย่างผู้รู้ว่าเรามองเห็นดาวบนท้องฟ้าได้แค่ 6,000 ดวงเท่านั้น

“ไม่จริง…ดาวมีเป็นล้านๆ ดวง” เด็กผู้ชายที่โตกว่าช่วยเถียง

“ก็เค้าอ่านหนังสือมา มันเห็นได้แค่นั้น” เสียงตอบนั้นแปร่งปร่า คำนวณได้คร่าวๆ ว่ามีโอกาสที่สงครามจะปะทุมากกว่าหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์

“ไม่จริง”

“จริง…ก็เค้าอ่านมา ลองนับดูก็ได้”

“ใครจะไปนับได้ล่ะ นับร้อยดวงก็ตาลายแล้ว” เด็กผู้ชายตัวโตพูดอย่างฉลาด เจ้าตัวเล็กที่เริ่มต้นชวนนับดาวเห็นด้วย และตอนนี้โอกาสเกิดสงครามเพิ่มสูงขึ้นถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ดูเหมือนฝ่ายที่เชื่อว่าดาวบนหัวตอนนี้มีเป็นล้านจะมีอยู่ถึงสามคน ส่วนคนที่ยืนยันว่ามีเพียงหกพัน ดวงโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว

ฉันกับกบกำลังลุ้นอยู่ว่าเด็กผู้หญิงตัวโตจะกรี๊ดออกมาตอนไหน แต่คนเป็นแม่รับมือได้อย่างมืออาชีพ

เธอซึ่งน่าจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับลูกมาอธิบายว่า ดาวบนท้องฟ้ามีจำนวนนับล้านเหมือนที่ทุกคนเข้าใจ แต่ตอนนี้เรากำลังมองท้องฟ้าเพียงด้านเดียว และด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์คำนวณแล้วว่า ดวงดาวที่เราเห็นยามค่ำคืนนั้น ตาของเราสามารถมองเห็นได้เพียง 6,000 ดวง ดังนั้นจึงไม่มีใครผิดใครถูก

บรรยากาศระหว่างทางกลับมาสงบสุข กบหันไปช่วยเล่านิทานเรื่องดาวลูกไก่ ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าตามเด็กๆ

อย่างไม่ทันตั้งตัว บทสักวาบทนั้นแทรกสายลมเข้ามาอย่างฉวยโอกาส ยิ่งมืดและหนาวอย่างที่นี่ ดูเหมือนจระเข้จะมีพลังอำนาจ มันชัด กระจ่าง และทำให้ภาพบนนอกชานบ้านย่าเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเงียบมาตลอดทาง จนกระทั่งกลับมาถึงลานกลางเต็นท์ พวกเด็กๆ เลือกจะไปกินข้าว ส่วนฉันกับกบนั้นเลือกที่จะไปอาบน้ำก่อน กบก็เลยถามฉันออกมาว่าฉันคิดถึงเรื่อง ‘ดาว’ อยู่ใช่ไหม ฉันตอบเลี่ยงๆ ไปเรื่องทางช้างเผือก กบพยักหน้ารับคำอธิบาย ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อที่ฉันพูดหรือเลือกที่จะไม่เซ้าซี้กันแน่

ห้องน้ำอยู่มุมหน้าผาบนลานกลางเต็นท์ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เล็กน้อย เพราะจำนวนคนค่อนข้างมาก ฉันไปต่อคิวอาบน้ำ มีผู้หญิงสองคนผงะเมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมาเห็นฉัน คนหนึ่งปากไวบอกฉันว่า “พี่สูงมาก ตอนแรกเลยนึกว่าผู้ชาย หนูนึกว่าเข้าห้องน้ำผิด” ฉันไม่คิดว่าความสูงจะทำให้เหมือนผู้ชายขนาดนั้นหรอก แต่มันน่าจะมาจากท่าทางเก้งก้าง หุ่นบางๆ และหน้าอกแบนๆ ของฉันมากกว่า

“ยังดีค่ะ ที่ไม่เห็นเป็นเปรต” ฉันพูดอย่างอารมณ์ดี หญิงสาวหัวเราะคิกคัก

“แหม…เปรตไม่ดูดีอย่างนี้หรอกพี่” เธอหยอดกลับ แล้วควงเพื่อนที่อมยิ้มอยู่ข้างๆ ออกไปจากห้องน้ำ

ฉันแปรงฟันพลางแปลกใจพลาง ว่าวันนี้เป็นอะไรหนอ ต่อปากต่อคำ ราวกับวิญญาณพี่ภพแล่นจากกรุงเทพฯ มาเข้าสิงเสียอย่างนั้น

อาจเพราะการได้ปลดปล่อยพลังเต็มที่ บรรยากาศผ่อนคลาย และผู้คนที่พร้อมเป็นมิตร

กบมายืนคอยฉันบนสนามหญ้าหน้าห้องน้ำ อากาศหนาวมาก เสื้อแขนยาวและสเวตเตอร์ที่ยืมกบมาช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ยิ่งกางเกงขาจั๊มเอวรูดทำจากผ้าฝ้ายสวมสบายที่ฉันใส่อยู่ ฉันก็รู้เลยว่าตัวเองไม่พร้อมเอาเสียเลยกับการขึ้นมาค้างคืนอยู่บนนี้

ฉันเอาแขนโอบตัวเอง เดินปากสั่นออกไปหาเขา กบมองอย่างนึกรำคาญแล้วโยนผ้าคลุมไหล่ของเขาคลุมหัวฉันพอดี

ฉันรู้ว่ากางเกงที่เขาสวมเป็นผ้าเนื้อหนาก็จริง แต่สเวตเตอร์ของเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฉันนัก ดังนั้นการที่เขาอุตส่าห์โยนผ้าผืนหนามาให้จึงนับเป็นความเสียสละ

อาการเหม็นเบื่อของกบคือการแสร้งทำ ฉันกับอังศุมาลินจับได้เสมอว่าเขาอายเวลาจะต้องแสดงออกอย่างอ่อนโยน ซึ่งแท้ที่จริงมันมีอยู่ในตัวเขาเต็มเปี่ยม และมันก็คงจะยิ่งแสลงใจมากขึ้นถ้าใครจะบอกว่าส่วนนี้ของเขาที่เรียกว่าปากร้ายใจดีนั้น เหมือนเฮียซ้ง พ่อของเขาไม่มีผิด

“ไม่คิดเลยว่าจะหนาวขนาดนี้” ฉันว่า ตอนนั้นเรานั่งอยู่ตรงจุดปลายสุดของลานกางเต็นท์ ซึ่งเป็นที่เดียวกันกับที่เรานอนแผ่หลาเมื่อ 7 ชั่วโมงก่อน ผิดกันนิดตรงที่ตอนนั้นเรานอนบนพื้นหญ้า แต่ตอนนี้เรานั่งบนเสื่อที่หาเช่าเอามาจากร้านค้าบนนี้

“ถามเจ้าหน้าที่มา เขาบอกว่าช่วงหน้าหนาวนี่เลขตัวเดียวเลยนะ วันนี้ยังไม่ค่อยหนาวเท่าไร” กบเช็ดแก้มที่เลอะเพราะการสูดเส้นบะหมี่เข้าปาก ฉันขำ ถามเขากลับไปว่าแล้ววันนี้กี่องศา

“สิบเก้า”

“สิบเก้า…” ฉันยอมรับว่าตกใจ “หน้าร้อนแบบนี้สิบเก้า ต่างจากข้างล่างขนาดนี้เลยเหรอ”

“ก็มันยอดเขา แกจะเอากี่องศา”

“รู้แล้วว่ายอดเขา ฉันก็ไปมาหลายยอดแล้ว มันก็ไม่ได้หนาวทุกยอด แต่นี่สุโขทัย ติดอันดับร้อนระดับประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีที่ที่หนาวนี่นา”

“เดี๋ยวตอนไปป่าคาแกก็จะรู้ สุโขทัยไม่ได้มีแค่เขาหลวงที่เดียวที่หนาวเป็น”

“ป่าคามันไม่ได้ขึ้นเขาไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ได้ขึ้นเขา แต่มันเหมือนหุบเขา ภูเขาโอบรอบด้าน อากาศก็เย็นๆ สบายๆ ฉันเคยพาเด็กนักเรียนไปออกค่ายลูกเสือ มีน้ำตกตาดเดือนตาดดาว สวยใช้ได้เลย”

กบเล่า ฉันพยักหน้าฟังเขาบรรยายเรื่องอุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัยหรือป่าคาไปเรื่อยๆ รวมถึงชีวิตการเป็นครูและลูกศิษย์ที่เขาดูแลอยู่

ความคิดของฉันไหลเรื่อยออกไปไกลแสนไกล…นี่เราผ่านเวลามานานจนเกือบจะขึ้นเลขสาม และกบเพื่อนของฉันมาเป็นครูและเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวขนาดนี้แล้วหรือ

ตอนนี้เขาเป็นหนุ่มใหญ่ โครงหน้าชัด สันกรามแข็งแรง กล้ามเนื้อหนั่นแน่นสมเป็นนักกีฬา มือของเขาเรียวยาวแบบนักดนตรี และมีกลิ่นตัวหอมเพราะความเป็นเพศทางเลือกที่สะอาดและดูแลตัวเอง

เวลาเดินเร็วราวกับฝัน ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเป็นเพื่อนกันย่างเข้าปีที่สิบเก้าแล้ว

เรานั่งอยู่ด้วยกันใต้ดวงดาว คุยเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องวันนี้ โดยเฉพาะฉากเด็ดที่ต้นไทรงาม แม้รู้สึกโง่เง่าในตอนแรก แต่ตอนนี้เราอดขำเรื่องที่เกิดไม่ได้

“แกอยากมีลูกไหม” จู่ๆ กบก็ถามขึ้น หลังจากเขาจัดการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยที่สองเสร็จ

“แกอยากมีเหรอ” แทนที่จะตอบฉันกลับถามเขากลับ กบส่งเสียง ‘เฮ้อ’ อย่างปลงตกแล้วล้มตัวลงนอนเหยียดยาวบนเสื่อ บะหมี่ร้อนๆ ไล่ความหนาวออกจากร่างกายเขาไปได้แล้ว

“ฉันไม่เคยคิดจะมีเลย ไม่ใช่ว่าเกลียดเด็กอะไรหรอกนะ แต่อย่างฉันจะมีได้ยังไง แกสิ ไม่ใช่ทอมไม่ใช่เหรอ ถ้าแกมีแฟนเมื่อไรแกก็มีได้”

“แกก็มีได้” ฉันว่า

“ยังไง”

“ก็เด็กหลอดแก้ว แล้วหาคนอุ้มบุญ”

“มีลูกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นไหมวะ ไม่ได้ผลิตสิ่งของ แกพูดอย่างกับจ้างคนผลิตเครื่องสำอางแล้วเอามาแปะยี่ห้อตัวเอง”

“ก็เห็นเขาทำกัน แกคิดมากไปเองต่างหาก” ฉันเห็นแย้ง และเห็นคู่รักจำนวนมากที่ใช้วิธีการแบบนี้

“ช่างมันเถอะ” เขาตัดบท “ฉันก็ถามไปอย่างนั้นเอง แค่รู้สึกว่าเด็กพวกนั้นมันตลกดี”

“ไอ้พวกอะมังอัสน่ะเหรอ” ฉันถามเขา

“เออ…นั่นแหละ นี่ฉันลงทุนค้นเน็ตเลยนะโว้ยว่ามันคืออะไร ไอ้อะมังอัสเนี้ย” กบหัวเราะ ดวงตาเป็นประกาย ฉันว่าบางทีเขาอาจจะอยากมีลูกขึ้นมาจริงๆ แต่เขาคงไม่อยากเสี่ยง

“เอาเป็นว่าถ้าแกอยากมีจริงๆ และฉันไม่ได้แต่งงานก่อนอายุ 35 ฉันจะเป็นแม่อุ้มบุญให้แกเอง” ฉันพูดขึ้น สาบานได้เลยว่าเพราะอารมณ์พาไป แต่แล้วก็ต้องตกใจในสิ่งที่ตัวเองพูด เพราะกบเด้งผึงขึ้นมาจากเสื่อ เขาจ้องหน้าฉัน อึ้งไปหลายวินาที

“แกสัญญาจริงๆ นะ” เขาขอคำยืนยัน ตอนที่ฉันพยักหน้านั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปเสียแล้ว

เมื่อนึกตาม ฉันนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าการมีใครอยู่ในท้อง 9 เดือน และกลางลำตัวยื่นขยายออกมาอีกหลายเท่าตัวนั้น สภาพตัวเองจะดูเหมือนอะไร ฉันภาวนาว่ากบคงจะไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้

ฉันรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นไปอีก เมื่อเขาสารภาพอย่างอ่อนโยนว่า ความฝันในห้วงเวลาที่ครบวงรอบสิบปีครั้งที่สามของเขานั้น คือการได้ผลิตทรัพยากรที่ดีของชาติ คำพูดของแม่ที่ฉันเล่าให้เขาฟังครั้งก่อนสร้างแรงบรรดาลใจในเรื่องนี้

“แม่แกพูดได้โดนใจมากๆ ว่าถ้าให้ความสำคัญกับเด็กจริงๆ สังคมนี้มันจะต้องช่วยกันเลี้ยงเด็ก ฉันเคยคุยกับอาจารย์ในโรงเรียนอีกท่านหนึ่ง เกษียณไปเมื่อสองปีก่อน ท่านบอกว่าสิ่งที่สังคมกำลังขาดคือการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะกับเด็กๆ ของเรา เมื่อก่อนถ้าเด็กทำไม่ดี ผู้ใหญ่ในสังคมโบราณจะช่วยกันตักเตือน ช่วยกันสั่งสอนเด็ก แต่บรรยากาศแบบนั้นแทบจะไม่เหลืออีกแล้ว พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างกับของสะสม ใครก็แตะต้องไม่ได้ ส่วนคนในสังคมก็เหมือนหัวหน้าแม่แกไง มองเห็นแต่เรื่องของตัวเอง ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น”

“แล้ว…” ฉันถาม

“แล้วฉันก็อยากจะสร้างสังคมดีๆ ขึ้นมาใหม่ ยิ่งเห็นสิ่งที่พี่เปิ้ลทำ ฉันว่ายังมีคนอีกมากที่พร้อมจะช่วยเหลือดูแลกันและกัน ไม่เห็นเหรอ เวลาที่เปิดขอบริจาคให้เด็กยากจน คืนเดียวได้เป็นล้าน ฉันว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังน่ารักอยู่ โดยพื้นฐานแล้วคนไทยจิตใจโคตรจะอ่อนโยนเลย แต่พ่อแม่ก็ต้องไว้ใจและมองในแง่ดีให้เป็นก่อน ไม่ใช่คิดแต่ว่าคนอื่นจ้องจะดุด่าว่ากล่าวลูกตัวเอง อย่างวันนี้นะ แกมัวแต่ถ่ายรูปแกคงไม่ทันเห็น”

“เห็นอะไร” คราวนี้ฉันสงสัยจริงๆ

“ก็ไอ้เด็กพวกนั้นไง มันแกล้งวิ่ง ไปริมหน้าผา แล้วทำท่าเบรก ฉันงี้เสียวเท้าจี๊ดขึ้นมาเลย จริงๆ ก็ไม่ได้ใกล้หรอก แต่มุมที่มองอยู่มันเห็นว่าใกล้ ฉันก็เลยเผลอตะโกนดุ ว่าไปซะหลายคำ ลืมตัว…นึกว่าตัวเองเป็นครูอยู่ในโรงเรียน” เขาหัวเราะตัวเอง “รู้ไหมว่าพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นทำยังไง” ประโยคนี้เขาไม่ขำ น้ำเสียงจริงจังขึ้น

“ยังไงล่ะ”

“ก็ช่วยตะโกนดุด้วย แล้วหันมาขอบคุณฉันก่อนจะบอกไอ้พวกลิงพวกนั้นว่า เวลาที่ผู้ใหญ่เตือนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่คนไหนก็ต้องเชื่อฟัง เพราะผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่า แล้วคนเป็นแม่ที่เป็นยูทูบเบอร์สายเกษตรน่ะ พูดเรื่องผีผลัก ไอ้เด็กพวกนั้นยืนฟังตาแป๋วเลย โคตรตลก” กบพูดด้วยสีหน้าอบอุ่น เขาเลื่อนดวงตาที่เชื่อมและอ่อนโยนมาประสานสายตากับฉัน ก่อนพูดว่า

“นั่นละมันทำให้ฉันมีความหวัง และคิดเรื่องพวกนี้” มือของกบเคลื่อนมาจับมือฉันเอาไว้ มันอุ่นและสร้างความรู้สึก

“คิด…คิดอะไร” ฉันรู้ตัวว่าหายใจติดขัด

“คิดอยากจะมีลูกไง ฉันดีใจที่แกจะเป็นแม่ให้ลูกฉัน”

สาบานได้ว่าดวงตาของเขาเกือบทำให้ฉันละลายลงตรงนี้เลย ถ้าเขาไม่ใช่กบ ฉันเกือบจะคิดว่ามันเป็นฉากขอแต่งงานที่โรแมนติกที่สุดของละครหลังข่าว เขาตอกย้ำให้จินตนาการของฉันใกล้สู่จุดสูงสุดด้วยการพูดเบาเกือบเป็นกระซิบว่า

“แกสัญญาแล้วนะ” แล้วเกี่ยวนิ้วก้อยของเราไว้ด้วยกัน

“ถ้า…ถ้า…ฉันไม่แต่งงาน ฉันจะเป็นแม่อุ้มบุญให้แก แต่ถ้าฉันแต่งงานฉันจะยกลูกฉันให้แกเป็นแม่ทูนหัว” ฉันพยายามหาทางออกแบบแบ่งรับแบ่งสู้

“ไอ้บ้า พ่อทูนหัวสิวะ ฉันหล่อออกอย่างนี้ เรื่องอะไรจะไปแต่งหญิง”

ใช่…เขาหล่อจริงๆ ฉันปลดมือตัวเองออกจากมือของเขา ทำเป็นเงยมองดาว หัวใจเต้นแรงจนเกือบจะหลุดออกมานอกหน้าอก

เขินจริงๆ นั่นแหละ ถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำไปเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรจะหวังได้เลยว่า เขาจะกลับมาเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิงได้ แต่หัวใจของฉันมันก็ว้าวุ่นไปแล้ว

แล้วคืนนี้ฉันจะทำอย่างไรล่ะนี้ หวังว่าฉันคงไม่บ้าไปคว้าคอของเขามาจูบ อย่างที่เคยโดนกระทำมาหรอกนะ ที่แน่ๆ อังศุมาลินไม่ใช่ฉัน และฉันก็ไม่ใช่กบ ไม่มีทางที่วันรุ่งขึ้นจะเกิดเรื่องดีๆ ขึ้นระหว่างเรา หรือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ฉันเพื่อนให้กระชับแน่นแฟ้นขึ้นได้แน่ๆ

 



Don`t copy text!