จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 38 : ป่ากามเทพ

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 38 : ป่ากามเทพ

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

ชายคนนั้นหล่อล่ำและดูคุ้นตาเอามากๆ อาจเพราะเขาเหมือนดาราสักคนที่ฉันยังนึกไม่ออก หรือไม่ชาติที่แล้วเราก็อาจจะรู้จักกันมาก่อน

ฉันมาเจอเขานอนเหยียดยาวอยู่บนแคร่ตอนตีสาม ใต้ต้นมะขามป้อมที่ขึ้นอยู่ดาษดื่นบนลานกางเต็นท์ และเมื่อฉันยกกล้องที่ติดเอาไว้บนขาตั้งไปวางห่างจากเขาราวสองวา เขาก็ลุกขึ้นมานั่ง

เราสนทนากันโดยไม่รู้ชื่อ เขาทำให้ฉันเลิกคิดถึงสักวาบทนั้นไปได้อย่างสนิท ฉันบอกเขาว่าฉันมาถ่ายทางช้างเผือก ส่วนเขานั้นบอกว่านอนไม่หลับจึงลุกออกมาจากเต็นท์

เขาสนอกสนใจในสิ่งที่ฉันกำลังทำ พอรู้ว่าฉันขึ้นมาทำอะไรบนนี้เขาเลยเล่าว่ารอบๆ เขาหลวงมีซากเมืองโบราณกระจัดกระจายอยู่หลายเมือง เขาจำชื่อไม่ได้ว่ามีเมืองอะไรบ้างนอกจากเมืองคีรีมาศ ก่อนจะแสดงความสุภาพอย่างมาก ด้วยการขออนุญาตเล่าตำนานเขาหลวง ถ้าฉันสนใจจะฟังและไม่รบกวนการทำงาน

“เล่ามาสิคะ” ฉันว่า รู้สึกความเป็นผู้หญิงพุ่งปรี๊ด และนึกเลยไปว่าอาจจะมีเรื่องเด็ดเอาไปฝากพี่ภพ ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของโปรเจกต์ครั้งนี้

“มีตำนานเล่าว่าเมื่อนานแสนนานมาแล้ว มีกษัตริย์ชื่อพระอภัยคามินีได้ออกมาจำศีลที่เขาหลวง และมาพบรักกับธิดาพญานาคซึ่งปลอมตัวเป็นหญิงงามขึ้นมาจาก ‘ปล่องนางนาค’ ที่คุณต้องเดินผ่านขึ้นมาไงครับ” ฉันนึกย้อน จำได้ว่ามีจุดพักที่ชื่อว่าปล่องนางนาคจริงๆ

“ทั้งคู่ครองรักกันจนธิดาพญานาคตั้งครรภ์ และไปคลอดลูกในถ้ำถ้ำหนึ่งบนเขาหลวง แต่เนื่องจากเป็นผู้มีบุญ นางจึงคลอดโอรสด้วยการสำรอก ทำให้การคลอดนั้นไม่มีรก ต่อมาถ้ำนั้นเลยถูกเรียกว่า ถ้ำ มะ-เห-รก ซึ่งแปลว่าไม่มีรก ส่วนโอรสที่เกิดมามีชื่อว่า ‘อรุณราชกุมาร’ ก็คือ ‘พระร่วง’ นั่นเองครับ” เขายิ้ม ตาเป็นประกาย

“เรื่องพอจะน่าสนใจไหมครับ”

“น่าสนใจมากค่ะ” ฉันพูดจากใจจริง “เสียดายจังไม่ได้อัดเสียงไว้ เล่าใหม่แล้วขออัดเสียงไว้ได้ไหมคะ” ฉันร้องขอ

“แอดเฟรนด์กันไว้ดีกว่าไหมครับ เดี๋ยวผมเขียนเล่าใหม่ให้ทางกล่องข้อความ จะได้สะกดชื่ออย่างถูกต้องให้ด้วย” เขาว่า ฉันรู้สึกว่าตัวเองอึ้งไปนิดหนึ่ง สับสนระหว่างการโดนจีบกับความบริสุทธิ์ใจของคนเห่อจังหวัดตัวเอง

“แต่ถ้าคุณกลัวแฟนเข้าใจผิด จะให้เล่าใหม่ก็ได้ครับ” เขาพูดยิ้มๆ แสดงความจริงใจ

“อา…คือฉัน…ฉัน…ยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ” ฉันตอบ วินาทีนั้นตาเขาก็วิบวับขึ้น

ให้ตายไปสามชาติแล้วกลับมาเกิดใหม่ ฉันแทบไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นง่ายๆ อย่างนี้กับคนแปลกหน้ามาก่อน ปกติแล้วฉันไปถ่ายรูปคนเดียว นัดไปถ่ายเป็นกลุ่มกับเพื่อนของพี่เต้ยโฟโตอินเด็กซ์บ้าง แต่พี่ๆ เหล่านั้นส่วนใหญ่เตี้ยกว่าฉัน ไม่ก็หุ่นเผละเพราะเบียร์ ที่จะมีแรงดึงดูดทางเพศอยู่บ้างก็ล้วนเมียสวยและลูกเข้าโรงเรียนแล้ว และเอาเข้าจริงพวกเราคบกันอย่างพี่อย่างน้อง ไม่เคยล้ำเส้นใดๆ เราเป็นคนประเภทเดียวกัน คือเมื่อสถิตหลังช่องมองภาพแล้ว หัวจิตหัวใจของเราจะจดจ่ออยู่ตรงนั้น

แต่คืนนี้ ตอนนี้ ชายผู้นี้กำลังทำให้ฉันผะผ่าว เขากำลังหยั่งเชิงเพื่อจีบฉันอยู่ใช่ไหมนี่ ถ้าเขาไม่ใช่ไอ้โรคจิต ฉันคิดเลยไปถึงว่าเขาจะทำให้ฉันเลิกฟุ้งซ่านเรื่องกบ และอาจจะทำให้กบได้กลายเป็นพ่อทูนหัวของลูกฉัน แทนที่ฉันจะเป็นได้แค่แม่อุ้มบุญ

“นะครับ…” เขาว่า ฉันใจลอยจนไม่ได้ฟังเขาพูดมาตั้งแต่แรก

“อะไรนะคะ”

“เฟซบุ๊กคุณน่ะครับ ช่วยสะกดให้ผมหน่อย”

เหมือนคำว่าไม่มีแฟนจะเป็นตั๋วผ่านประตู เขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้น เสียงสุภาพนั่นขอทราบชื่อเฟซบุ๊กของฉันเพื่อจะส่งคำขอเป็นเพื่อน

“อ๋อ…ได้ค่ะ ดีด๊อกค่ะ เอแอ็ท อาร์เรน…”

ฉันใช้ชื่อนามสกุลจริงในบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก แต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งใบตองกล่าวหาว่าจริงใจเกินไป แต่ฉันก็ไม่มีความสร้างสรรค์พอจะตั้งชื่อแปลกๆ อย่าง ‘ใบตอง แม่ของลูกฮยอนบิน’ ได้หรอก

เขาพิมพ์แล้วอ่านทวนชื่อของฉัน ก่อนจะทำหน้าเหมือนเจอผี ฉันไม่รู้ว่าชื่อของฉันมันจริงใจจนหนุ่มคนนั้นเกินคาดหรือเปล่า เขาจึงมองฉันตาค้าง แต่แล้วก็พูดเสียงเบาหวิบออกมาว่า

“เจ๋ง…”

จังหวะที่สมองของฉันกำลังนึกย้อนกลับหลัง เพื่อจะค้นหาใบหน้าของเขาในหน่วยความทรงจำ เสียงหนึ่งก็เรียกชื่อของเขาก็ดังขึ้น และตอนนี้เองฉันก็รู้แล้วว่าที่ตัวเองรู้สึกคุ้นหน้าเขามาก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้หน้าเหมือนดาราหรือเป็นเนื้อคู่ที่ตามมาจากชาติที่แล้ว แต่เขาคือพี่อาร์ต นักกีฬาก้านยาวรุ่นพี่ ที่สาวๆ ตามกรี๊ดกันทั้งโรงเรียน

“พี่อาร์ต มาเที่ยวเหมือนกันเหรอ” กบเลิกคิ้วถามชายหนุ่มร่างกำยำตรงหน้าฉัน พี่อาร์ตทำหน้าตื่น มองสลับใบหน้าฉันและกบก่อนจะหัวเราะออกมา

“โธ่…โลกมันกลมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” เขาหัวเราะ เอามือขยี้หัวตัวเอง ฉันอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ถึงจะแน่ใจว่าฉันปฏิบัติกับเขาเหมือนคนอื่นๆ เพราะรู้ดีว่ามันยากแค่ไหนที่เราจะเจอใครบนนี้อีกครั้งในพื้นที่ซึ่งเป็นโลกของเราบนพื้นดินด้านล่าง แต่เมื่อเขาไม่ใช่ไอ้หนุ่มแปลกหน้า แต่เขาคือพี่อาร์ต ท่าทีเปิดโอกาส และเข้าหาง่ายนี่แหละคือสิ่งที่ฉันกำลังอาย

“มากับใครพี่”

“ก็พวกไอ้ผา มันกลับมาเที่ยวบ้านเลยชวนกันมาที่นี่ แล้วกบล่ะ”

“มากับ…” เขาพยักพเยิดมาทางฉัน “ไอ้เจ๋ง มันมาทำงาน เลยตามมาด้วย”

ฉันกับพี่อาร์ตมองหน้ากัน แอบอมยิ้ม เราไม่ได้บอกกบว่าก่อนหน้านี้เราจำกันไม่ได้ กบสัญชาตญาณแรงพอที่จะเห็นความลับระหว่างฉันกับพี่อาร์ต เขาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ไม่ยอมปริปาก กบดูหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ฉันกับพี่อาร์ตก็ยังคงงุบงิบ มองหน้าอย่างรู้กันสองคน

เราอยู่ตรงนั้นจนใกล้ฟ้าสาง หลายครั้งที่พี่อาร์ตพูดอะไรแปลกๆ เหงาๆ ถ้าอายุน้อยกว่านี้ฉันคงเดาไม่ออก แต่ปลายปีนี้ฉันจะสามสิบแล้ว เลยเดาได้ไม่ยากว่าเขาอกหักมา แทนที่จะเข้านอนพร้อมเพื่อนๆ หัวใจของเขากลับว้าวุ่นจนลากตัวเขาออกมานอนดูดาวอยู่ตรงนี้

เราแยกกันไปแปรงฟันราวๆ ตีห้า ฉันมีเวลาไม่มากนัก เมื่อกลับมาถึงเต็นท์ฉันก็ไม่รอใคร แต่มุ่งหน้าไปยังผานารายณ์เพราะหวังว่าจะไปตั้งกล้องเก็บภาพดวงอาทิตย์ขึ้นที่นั่น

ผู้คนทยอยกันเดินขึ้นไปท่ามกลางความมืด มีไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือเป็นผู้ช่วยนำทาง

มีเสียงพูดคุย เสียงหยอกเย้า เสียงหัวเราะของวัยรุ่น และเสียงลื่นไถลเพราะรองเท้าไร้ดอกของใครบางคน

ฉันไปถึงผานารายณ์เป็นคนแรกๆ แต่ช้ากว่าบ้านเจ้าเด็กอะมังอัส เราทักทายกันนิดหน่อย เด็กๆ ถามหา ‘เพื่อนอีกคนของพี่’ แล้วกระจัดกระจายไปหาจุดที่แต่ละคนชอบ

เขาหลวงเขียวชอุ่มด้วยป่าไม้ สายหมอกเป็นปุ๋ยขาวไหลผ่านบางเบา จากยอดเขามองไปเห็นพื้นเบื้องล่าง ไม่ได้มีหลืบเร้นหรือเหลี่ยมเขาอันสลับซับซ้อน แต่เขาหลวงตั้งโดดๆ ขึ้นมาบนพื้นที่ราบ ให้ความรู้สึกเดียวกับการยืนอยู่บนภูเขาทอง ทว่าเป็นภูเขาทองธรรมชาติ สูงใหญ่กว่าภูเขาทองที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างเทียบกันไม่ติด

ลมพัดพรู ฉันหนาวจนสั่น นึกหงุดหงิดตัวเองที่ลืมหยิบผ้าพันคอติดมาด้วย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อผ้าผืนนั้นห่มคลุมมาจากด้านหลัง ฉันนึกว่ากบแต่เมื่อหันไปกลับเป็นพี่อาร์ต

“กบฝากมา” เขาว่า พี่อาร์ตมีทั้งความสุภาพและความกรุ้มกริ่มอยู่ในตัวเอง ถ้าฉันจะบอกว่าบุคลิกของเขาดูเหมือนสุภาพบุรุษแบดบอยก็ดูจะไม่ผิดนัก

ฉันมองเลยไปด้างหลังพี่อาร์ต เห็นกบยืนอยู่ไกลๆ เขาละสายตาจากฉันเดินไปรวมกลุ่มกับเจ้าพวกอะมังอัส ที่กำลังทำท่าแปลกๆ ยืนอย่างท้าความตายบนโขดหินของผานารายณ์

แต่มันอาจจะเป็นแค่มุมที่ฉันมองเห็นก็ได้ เพราะไม่อย่างนั้นทั้งกบและพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นคงไม่ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กไปเสี่ยงบนนั้นได้หรอก

“พี่อาร์ต เจอกบบ่อยไหมคะ” ฉันถามหลังจากตั้งกล้องให้มันถ่ายต่อเนื่องที่เรียกว่าถ่ายไทม์แลปส์เสร็จแล้ว

“พอพี่จบก็ไม่ได้เจอกบเลย จนเมื่อต้นปีพี่ย้ายกลับบ้านก็นัดเจอกบบ่อยๆ”

“อ๋อที่พี่บอกเจ๋งว่าขายส่งเหล้าเบียร์น่ะหรือคะ”

“ใช่ กิจการที่บ้าน พี่ย้ายกลับมาทำต่อจากพ่อกันแม่ พอแก่ขึ้นก็ยิ่งคิดถึงบ้าน เจ๋งเป็นไหม” เขาถาม ฉันสะดุดใจกับคำถามนี้ อาจจะเป็นก็ได้ แต่ฉันตัดตัวเองออกจากความคิดพวกนี้ และวางสถานะครอบครัวเป็นเพียงภาพถ่ายในกรอบรูป ที่สถิตแน่นิ่งอยู่บนหลังตู้

“รีบแก่จังนะคะ” ฉันแซว พี่อาร์ตหัวเราะ แล้วส่งเสียง เฮ้อ…เหมือนจะปลง ผิดกับสีหน้าสดชื่นเอิบอาบไปด้วยสุขของเขา

ฉันลอบมองปลายจมูกสีแดงเพราะอากาศหนาวของพี่อาร์ต เขาดูน่ารักเหมือนหนุ่มน้อย ราวกับเวลาวันวารย้อนกลับมาหาฉันอีก

สมัยก่อนฉันไม่ได้คลั่งเขาเหมือนสาวๆ คนอื่น แต่ก็รับรู้ว่าเขาทั้งดัง ทั้งหล่อ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีโชคที่ได้มาเจอกับเขาบนนี้ โดยเฉพาะในคืนที่แสนหวั่นไหวและดันไปสัญญากับเพื่อนของตัวเองว่า ‘จะเป็นแม่อุ้มบุญให้ถ้าฉันจะยังโสดต่อไปจนถึงอายุ 35’

พี่อาร์ตผละจากฉันไปตอนที่เพื่อนมาตะโกนเรียก หนึ่งในนั้นมีพี่ผา มองจากที่ไกลๆ ฉันรู้สึกว่าเขาก็เป็นอีกคนที่ยังรักษาหนุ่มนักกีฬาเอาไว้ได้เหมือนเดิม ออกจะขาวขึ้นกว่าแต่ก่อน อาจเพราะหน้าที่การงานที่ไม่ต้องตกระกำลำบากอย่างฉันก็เป็นได้

ระหว่างที่ฉันกำลังจะเปลี่ยนมุมบันทึกภาพ พี่อาร์ตก็วิ่งกลับมาหา เขาบอกว่าจะต้องลงข้างล่าง เขาละล้าละลังอยู่กับฉันจนเพื่อนตะโกนเรียกพี่อาร์ตเลยผละจากไป

ฉันไม่ทันจะนึกเสียดายที่เขาจากไปเร็วไปหน่อย กบก็เดินอาดๆ เข้ามาพร้อมแก๊งเด็กอะมังอัส ตอนนี้เขามีเด็กสี่คนล้อมหน้าล้อมหลังกลางหุบเขาทุ่งหญ้า เหมือนฉากในหนังเรื่องเดอะซาวด์ออฟมิวสิก คงจะสมใจกบละ

“ถ่ายไทม์แลปส์เหรอคะ” เด็กผู้หญิงตัวเล็กถาม ยิ้มแฉ่ง ตอนแรกฉันประหลาดใจในคำถามที่ผู้ใหญ่อย่างกบยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นพ่อของใครสักคนในนี้ ซึ่งอาจจะเป็นพ่อของเธอ กำลังยกเลนส์ 70-200 เอฟหรือรูรับแสง 2.8 อันหนักอึ้งขึ้นถ่ายรูป ฉันก็เลิกแปลกใจ

“จ้ะ” ฉันยิ้มรับ รู้สึกสดชื่นตามรอยยิ้มนั่น เธอพยักหน้าแล้วถอยจากไปด้วยความพอใจ

“แกวางแผนจะไปที่ไหนต่อ” กบถาม

“ป่าคา ฉันว่า”

“ไปวันนี้เลยหรือเปล่า”

ฉันส่ายหัว “หลังจากเผาแม่อังก่อนก็ได้ เผาเสร็จแล้วเราค่อยไปกัน ใบตองหาข้อมูลเรื่องที่พักเอาไว้แล้ว”

“แปลว่ากลับไปนอนบ้านก่อน เสร็จงานเผาแล้วก็เข้าป่าคาเลย” กบสรุป

“ก็แบบนั้นแหละ กลับไปพักขาด้วย แต่อาจจะนอนป่าคาสักสองคืน พี่ภพอยากได้น้ำตกตาดดาวด้วย” กบทำหน้าเหยเก

“ทำไมเหรอ” ฉันถามอย่างสงสัย

“แกว่าเราเดินขึ้นมาบนนี้กี่กิโล” กบถาม ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดว่าสองพันห้าร้อยเมตร

“ตาดดาวที่แกว่าฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันกี่กิโล รู้แต่ว่าตาดเดือนที่ว่าใกล้ก็ต้องเดินเข้าป่า แต่ตาดดาวเขาว่าเดินกันขาลากนั่นแหละกว่าจะถึง”

“ไกลมากเลยเหรอ” ฉันรู้สึกสงสารขาตัวเอง แต่คงไม่มีทางเลือกเพราะรับงานมาแล้ว

“ไกล บอกได้เลยว่าไกล นี่แกรับจ้างเดินทางไกลหรือวะเจ๋ง”

สีหน้าเขาไม่ได้พูดเล่นหรือประชดเลย ฉันสำนึกรู้ทันทีว่าฉันยังจะต้องเจอกับอะไรอีก

“กบ…” ฉันลากเสียงเรียกชื่อเขา พยายามทำหน้าตาให้น่าสงสารที่สุด “ฉันอยากจะพูดนะว่า แกไม่ต้องไปกับฉันก็ได้ แต่แกรู้ใช่ไหม”

“รู้…” เขาทำหน้างง “รู้อะไร”

“ก็แกอะ…แกจะไม่ปล่อยให้ฉันเดินเข้าป่าไปคนเดียวใช่ไหม”

กบมองบน ทำหน้าเหม็นเบื่อ ฉันรู้แล้วว่าอย่างไรเขาก็ต้องใจอ่อน แต่แล้วกบก็เปลี่ยนสีหน้า เขาหันมาถามฉันว่า แล้วถ้าเปลี่ยนจากเขาเป็นพี่อาร์ต ฉันจะว่าอะไรไหม

“พี่อาร์ต…ทำไมพี่อาร์ตถึงจะไปกับฉันล่ะ”

“ไม่ต้องรู้เรื่องนั้นหรอกน่า แกตอบมาก่อนว่าถ้าเปลี่ยนเป็นพี่อาร์ตแกจะว่ายังไง”

“ก็…ได้นะ ถ้าแกขี้เกียจเดิน” ฉันตอบ พยายามทำหน้างง ไม่ให้กบเห็นว่าลึกๆ แล้วฉันแอบมีความหวังว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริง

“ก็ดี” กบกระแทกเสียง มองฉันด้วยหางตาคล้ายจะรู้ทัน แต่เขาไม่มีเวลาพิจารณาฉันมากไปกว่านั้น เพราะเจ้าเด็กอะมังอัสกำลังรอให้เขาก้มไปกระซิบคำว่า ‘อิมพอสเตอร์’ กับ ‘ครูเมท’ อยู่

ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าอะมังอัสคือเกมอวกาศ ที่ต้องเล่นผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ครูเมทนั้นคือลูกเรือที่ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ ส่วนอิมพอสเตอร์คือเอเลียนที่แผงตัวมาฆ่าลูกเรือ ฉันไม่รู้วิธีการเล่น รู้แต่ว่าเจ้าพวกอะมังอัสเล่นผ่าน ‘ชีวิตจริง’ โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ เข้ามาช่วย

ซึ่งฉันคงต้องขอคารวะในความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าตัวเล็ก และขอไว้อาลัยให้คนคิดเกมที่เขาโดนขโมยไอเดียโดยเด็กประถมไปเสียแล้ว

 



Don`t copy text!