จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 39 : กระแสลมที่พัดกลับ

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 39 : กระแสลมที่พัดกลับ

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

 

ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องอีกจนได้

เราไม่ได้ตรงดิ่งกลับบ้านหลังสีขาวของกบ เพราะเขาดันพาฉันแวะไปเก็บมะม่วงตลับนากที่บ้านย่า ด้วยการอ้างว่า เขาอยากจะมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ที่ป่าคา และมะม่วงตลับนากดิบจิ้มน้ำปลาหวานแบบโบราณของสุโขทัย คือสิ่งที่เขาคิดถึงมากที่สุด

ประตูรั้วบ้านเปิดเอาไว้ตามปกติ ไอ้มุกส่งเสียงอยู่บนนอกชาน ส่ายก้นที่ไม่เหลือหางให้กระดิกเพราะโดนตัดไปตั้งแต่แรกเกิดให้เราสองคน ฉันตอบสนองมันด้วยการโน้มตัวลงไปอุ้ม โดยที่ลุ้นว่ากลิ่นบนหลังคอของมันจะเป็นกลิ่นสาบหมาแบบปกติ หรือเป็นกลิ่นเค็มๆ ของซากเน่า ซึ่งในขณะที่เดินขึ้นนอกชานไปยืนเก็บมะม่วงที่ห้อยลงมา ก็ไม่ได้มีใครมาขัดจังหวะจนกระทั่งมาวินโทร.เข้ามา

“เลิกกันเลยเหรอ” ฉันกรอกเสียงกลับ รู้สึกใจหาย

“เปล่าพี่ ตอนนี้แค่เลื่อนงานแต่ง”

“เรื่องมันเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่รู้เลยพี่ รู้แค่นี้ แต่ที่แน่ๆ พี่เตยกับพี่ภพไม่ยอมคุยกัน บ้านมาคุมาก ร้อนๆ หนาวๆ พี่เจ๋งกลับมาพรุ่งนี้เลยได้ไหมพี่”

“คงยังไม่ได้ พี่มีธุระสำคัญ อีกอย่าง…พี่คงต้องคุยกับพี่ภพก่อน”

“เมา คุยไม่รู้เรื่องมาตั้งแต่เมื่อคืน ตื่นมาก็คว้าเหล้ากินต่อ”

“ก็ดีน่ะสิ ทำไมแกไม่หลอกถามเลยล่ะ”

“ทำแล้ว แต่พี่ภพเงียบอย่างเดียวเลย หุบปากสนิทเลยพี่เจ๋ง ไม่มีหลุดอะไรออกมาสักคำเดียว” มาวินพูดแล้วถอนหายใจ ฉันบอกมาวินกลับไปว่าถ้าขนาดพี่ภพเมาแล้วยังงัดปากไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้อะไรจากพี่เตย มาวินถอนหายใจปลงๆ อีกหลายรอบ ก่อนจะวางสายไปอย่างท้อแท้

เรื่องเหมือนจะซ้ำรอยเมื่อสองปีก่อน ครั้งนั้นพี่ภพมีเรื่องผู้หญิงจนพี่เตยต้องเข้าไปช่วย คราวนี้ฉันก็อยู่สุโขทัยในขณะที่ที่บ้านสายไหมมีเรื่อง และดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าเก่า น้ำเสียงมาวินนั้นบอกได้ดีว่า ความกังวลของเขาคงไม่ได้อยู่แค่เรื่องที่พี่ภพกับพี่เตยทะเลาะกัน แต่เขาคงรู้ว่ามันผูกพันไปถึงหน้าที่การงานของพวกเราด้วย

ระหว่างที่ใจหนึ่งฉันกังวลเรื่องพี่ภพกับพี่เตย และอีกใจหนึ่งกังวลว่าจะมีใครกลับมาเจอเราหรือเปล่า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน

“ไอ้นู่ ไอ้นู่” มีเสียงเรียกด้วยสำเนียงสุโขทัยที่เขาหมายถึง ‘ไอ้หนู’ ของหญิงชราผู้หนึ่ง นางถีบจักรยานคันโตมาจอดอยู่กลางทางเข้าบ้าน

หญิงชราเขม่นตามอง

“คนบ้านนี้เปล๋า”

“ค่ะ…มีอะไรหรือคะ”

ฉันว่า นางมองอย่างสำรวจแล้วร้องออกมาด้วยความยินดี สำเนียงสุโขทัยเหมือนเสียงดนตรีของนางขึ้นๆ ลงๆ แล้วบอกฉันให้รู้ว่านางคือยายเฟ้อ

“ยายเอง จำได้เปล๋า” ฉันจำชื่อนี้ได้เพราะทั้งแปลกและตลก

สมัยเด็กยายเฟ้อมักจะมาหาย่าบ่อยๆ มาขายปลาช่อนแดดเดียวที่เรียกว่าปลาเกลือบ้าง มารับซื้อผลไม้ในสวนของย่าบ้าง มาขอซื้อไก่กระทงที่ย่าเลี้ยงปล่อยให้เดินหากินเอาไว้ในบ้านบ้าง ยายเฟ้อมักจะเอามะขวิดลูกโต ที่แกเก็บจากริมคลองมาฝากฉัน แกว่าเป็นค่าตอบแทนที่ฉันช่วยวิ่งจับไก่

ยายเฟ้อมองใบหน้าฉัน จับเนื้อจับตัว ปากก็บอกว่าไม่ได้เจอฉันนานหลายปี โตจนแทบจะจำไม่ได้ ส่วนฉันนั้นก็ชมยายเฟ้อกลับไปว่ายังแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่แก่ขึ้นเลย

“จะแปดสิบแล้วลูกเอ้ย เอ้าปลาเกลือ อิพุดมันสั่งเอาไว้”

“ต้องจ่ายเงินไหมคะ” ฉันทำท่าจะควักกระเป๋าสตางค์

“มันจ่ายเงินไว้แล้ว เอ้านี่” ยายเฟ้อหันไปหยิบของในตะกร้ารถจักรยาน แล้วส่งพวงกบลอกหนังแล้วมาให้อีกพวง “ยายให้ ชอบกินกบทอดกระเทียมใช่ไหมล่ะ ยายจำได้ ส่วนพ่อเราน่ะชอบผัดเผ็ดกบ”

ฉันพยักหน้า ฉันกินเป็นทุกอย่างนั่นแหละ จนใครๆ ก็พูดกันว่าฉันมาอาศัยท้องแม่เกิดเท่านั้น แต่ไม่ได้เอาส่วนไหนของแม่ไปสักนิดเดียว

ยายเฟ้อจากไปแล้ว ฉันมองดูหญิงชราถีบจักรยานไปตามถนนลาดยางจนลับสายตา อยากจะพูดกับยายเฟ้อด้วยสำเนียงสุโขทัยเหมือนกัน แต่ห่างไปนานจนกลับปากกลับสำเนียงไม่ทัน อย่างดีฉันก็จำได้เรื่อง     ‘เสื่อ’ กับ ‘เสือ’ เพียงแค่นี้ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองคือคนของที่นี่มากกว่าที่ไหนๆ แล้ว

คิดถึงย่า ยิ่งเดินเข้าใกล้มะม่วงตลับนากก็ยิ่งคิดถึงย่า

“ใครมา” กบชะโงกจากนอกชานลงมาถาม

“ยายเฟ้อ คนแถวนี้แหละ เขาเอาปลาเกลือกับกบมาให้”

กบทำท่าสยองเมื่อมองเห็นกบลอกหนังในมือของฉัน ถามอย่างรังเกียจว่าฉันกินเจ้าสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกแบบนี้ด้วยเหรอ

“กิน” ฉันชูพวงกบขึ้นใส่หน้าเขา กบร้องจ๊ากแล้วถอยหนี

รู้สึกสะใจพิลึกที่จัดการคนอย่างเขาได้

ฉันเอาปลาเกลือและกบพวงนั้นไปเก็บเอาไว้ในครัว รอกบอ้อยอิ่งเก็บมะม่วงจนลูกที่สิบ เราจึงได้ออกจากบ้าน

ระหว่างทางกลับบ้านของกบ ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่ถึงสิบห้านาที ฉันก็ได้รับข้อความทางไลน์มาจากมาวินอีกว่า

พี่วิทย์ขนข้าวของที่พี่เตยใส่ลังมาให้ที่บ้าน

พี่วิทย์รู้แล้วว่าพี่ภพแอบชอบพี่เตย

และข้อความสุดท้าย พี่ภพพยายามเคลียร์ ตอนนี้ฉุดกระชากกันอยู่หน้าบ้าน

ฉันส่งข้อความกลับไปถามถึงพี่เตยขณะที่ช่วยกบขนของเข้าบ้าน มาวินก็ตอบกลับมาว่า ไม่อยู่ ไม่ได้กลับมาที่บ้านสายไหมมาสองวันแล้ว

บอกได้เลยว่าฉันนั่งไม่ติด เดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่น ตอนนี้หัวใจฉันบินไปบ้านสายไหม แต่รู้ว่ากลับไปก็ช่วยอะไรใครไม่ได้ คนอย่างฉันทำได้ดีที่สุดคือการตั้งใจทำงาน เพื่อให้พี่ภพและพี่เตยมีเวลาไปจัดการเรื่องของตัวเอง

ท่าทางกังวลใจของฉันทำให้กบถาม สาบานได้ว่าฉันรอจังหวะที่จะได้ระบายเรื่องนี้กับเขาอยู่แล้ว

ฉันเล่าให้กบฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องที่พี่ภพแอบชอบพี่เตยอยู่เงียบๆ มานานแล้วด้วย

“พี่เตยก็น่าจะรู้แหละ” กบออกความเห็น ตอนนั้นเขาเพิ่งเสร็จจากการฟอกตัวจากฝุ่นดินของเขาหลวง หอมฟุ้งตั้งแต่หัวจรดเท้าเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ

“ยังไง” ฉันถามอย่างสนใจ ฉันเองก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว แต่ไม่น่าจะหอมเท่าเขา

“เวลาเผลอๆ สายตาที่พี่ภพมองพี่เตยมันไม่ปกติ”

“ไม่ปกติยังไง”

“เวลาที่แฟนพี่เตยโทรมามันก็ดูไม่ปกติ แล้วก็ชอบแกล้งพี่เตย”

“ชอบแกล้งนี่นะ” ฉันเคยได้ยินมาบ้างว่า เด็กผู้ชายชอบแกล้งผู้หญิงที่ตัวเองชอบแต่คิดว่าพี่ภพเลยคำว่าเด็กไปนานเต็มทีแล้ว จึงออกจะกังขาในเรื่องนี้

“บางที…ที่พี่ภพขยันหาเรื่องมาให้พี่เตยช่วย อาจเพราะพี่ภพเสพติดเวลาที่พี่เตยสนใจตัวเองมากกว่าคนอื่น”

“เดาได้ละครมาก” ฉันว่า

กบยิ้มเยาะ “คนอย่างแกไม่มีทางเข้าใจหรอก”

“อย่างฉันมันเป็นยังไง”

“แกมันเป็นแสงดาวของพ่อแม่ สายตาของคนในบ้านแกมีศูนย์รวมอยู่ที่แกคนเดียว ต้องอย่างฉันนี่” เขาชี้มาที่ตัวเขา “ทั้งชีวิตฉันหวังจะให้พ่อหันมาสนใจบ้าง อยู่บ้านกับฉันบ้าง แต่ทำยังไงพ่อก็…เฮ้อ” กบถอนใจยาว “แล้วดันแสนดียอมรับฉันได้ทุกอย่าง ทำอะไรไปก็เหมือนบ้าไปคนเดียว”

“กบ” เสียงฉันอาทร ถ้อยคำของอังศุมาลินดังแว่ว แม้อังศุมาลินจะดูใสซื่อแต่เธอมองกบทะลุ และอ่านเขาได้ขาดกว่าคนอย่างฉันมาก

กบยิ้มเย็น “ฉันไม่ได้โกรธพ่อแล้วละ ตอนนี้เราเข้าใจกันแล้ว”

ในที่สุดเขาก็หลุดปาก ที่เขาเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ เป็นเพราะว่าเขาเข้าใจกันกับเฮียซ้ง ทรงยศ พ่อของเขาแล้วอย่างนั้นหรือ ก็เมื่อวันที่ฉันมาถึง กบเพิ่งจะทำท่ารู้สึกผิดและขออนุญาตฉันไปคืนดีกับพ่อของตัวเองอยู่นี่นา

“เมื่อไหร่” ฉันถาม กบแกล้งทำเป็นไขสือ จนฉันต้องถามเขาออกมาตรงๆ ว่าเขากับพ่อดีกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กบมีวิธีเลี่ยงด้วยการบอกว่า ‘มันค่อยเป็นค่อยไป’ ตัวเขาเองก็บอกวันเวลาได้ไม่กระจ่าง ก่อนจะรีบทำตัวยุ่งกับการจัดการข้าวของเพื่อการเดินทางไปป่าคามะรืนนี้

ฉันมองแผ่นหลังเขา มองมัดกล้ามเขา ผ่านกระจกใสที่กั้นระหว่างครัวและห้องนั่งเล่น ตอนนี้เขากำลังหาปลาย่างและน้ำตาลมะพร้าวเพื่อทำน้ำปลาหวานสูตรไม่ต้องเคี่ยวของสุโขทัยอยู่

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอเขาเมื่อราวสิบแปดเดือนก่อน เขาเคยมาพูดแปลกๆ ทำนองว่า เลือดข้นกว่าน้ำ สามีภรรยาเลิกกันไปก็เป็นคนอื่น แต่พ่อแม่กับลูกนั้นตัดอย่างไรก็ไม่ขาด

วันนั้นฉันย้อนเขาไปด้วยคำพูดของเขาเมื่อครั้งมัธยมต้น จนทำให้การพบกันครั้งนั้นเกิดเรื่องขุ่นใจเล็กๆ แม้จะโทร.คุยกันอยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ได้กลับมาเจอกันอีกเลยถึงสิบแปดเดือน

ว่าไปแล้วเขาบอกฉันว่าพ่อของเขามาหาที่บ้านหลังนี้ แต่กบก็ไม่ได้บอกเวลาที่แน่ชัด มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน เดือนก่อน หรือสองเดือนก่อน บางทีแล้วอาจจะเป็นเมื่อสิบแปดเดือนก่อนก็เป็นได้

อันที่จริงฉันออกจะยินดีและเห็นด้วยกับความคิดใหม่ของเขา เพราะมันทำให้กบในวันนี้ห่างไกลจากคำว่าขี้หงุดหงิด

เขามีความสุขขึ้น ผ่อนคลายขึ้น น่าเข้าใกล้มากขึ้นจนน่าใจหาย อย่างไรก็ตามแม่ฉันไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูก และไม่เคยยินยอมให้พ่อมีเมียอีกคนเหมือนแม่ใหญ่ของกบ ดังนั้นสิ่งที่เขาเคยพูดจนฉันเชื่อว่าพ่อแม่เป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นพระหรือผู้ทรงศีล จึงยังคงเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อและไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสมัยมัธยมต้นเท่าใดนัก

แต่ถึงกระนั้นความที่ฉันรู้จักเขาดีพอ ฉันจึงตัดสินใจจะนิ่งเงียบ เพราะถ้าฉันขืนพูดมาก ย้อนเกล็ดหรือทำอะไรให้เขารู้สึกว่าถูกรู้ทัน กบก็ร้ายและมีทิฐิมากพอที่จะเปลี่ยนทุกอย่างเป็นพลังแห่งการเอาชนะ เหมือนที่เขาเคยจูงใจให้ฉันและอังศุมาลินคิดเหมือนเขาในหลายเรื่องๆ มาแล้ว และกบก็มีวิธีการและวาทศิลป์ในการทำเรื่องอย่างนั้นได้เป็นเลิศเสียด้วย



Don`t copy text!