จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 40 : เถ้าอารมณ์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 40 : เถ้าอารมณ์

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

“มองหาใคร”

“ฮะ…”

“ฉันถามว่าแกมองหาใคร ก็เห็นชะเง้อจนคอยาว” กบถาม ฉันไม่รู้ตัวจริงๆ ว่ากำลังทำกิริยา ‘มองหาใคร’ อย่างที่เขาถามอยู่

“เปล่า” ฉันแก้ความเข้าใจเขา

“เดี๋ยวก็คงมา” กบว่า มีความเหวี่ยงอยู่ในน้ำเสียงและสีหน้า

“อาจจะไม่มาก็ได้ ไม่รู้ว่ามาสนิทกับบ้านนี้ตอนไหน”

“หื้อ…” กบค้อนควับ ส่งเสียงด้วยความหมั่นไส้ “แม่คนสวย แม่คนมีเสน่ห์ ไม่ต้องสนิทหรอก เขาก็มาหาแกไง บ้านเขาก็อยู่ตรงนี้เอง เดี๋ยวก็เดินมาถึง”

“นี่แกหมายถึงใคร” ฉันงง แต่แล้วก็ประมวลคำพูดของกบได้ว่าเขากำลังพูดถึงพี่อาร์ตไม่ได้พูดถึงชายที่ฉันหมายถึง ซึ่งดูเหมือนกบก็ฉลาดล้ำและเดาความคิดฉันออกแล้วเช่นกัน

“อ๋อ…” เขาร้อง “นี่แกมองหาพ่อตัวเองอยู่ใช่ไหม”

“ไม่ใช่” ฉันโพล่งออกไป “ฉันมองหาพี่อาร์ตอยู่”

กบยิ้มเยาะ “แสดงได้ห่วยแตกมาก” เขาอารมณ์ดีขึ้นที่จับผิดฉันได้

 

เมื่อเช้าเราตื่นมาขนของขึ้นรถกันตอนสายๆ ไม่มีอะไรจะต้องรีบ วางแผนว่าเสร็จจากงานศพแล้ว เราจะเข้าป่าคาโดยไม่ย้อนกลับไปบ้านของกบอีก

กบขนลังพลาสติกใบใหญ่บรรจุสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘คุณค่าที่คู่ควรกับฉัน’ ใส่เอาไว้ในนั้น โดยระหว่างนั้นก็ฮำเพลง ‘ใครหนอ’ ออกมาอย่างลืมตัว พอรู้ตัวว่าฉันมองอยู่เขาก็เปลี่ยนเมโลดี้เป็นเพลงมั่วๆ ที่เขานึกเอาขึ้นเดี๋ยวนั้น

จากนั้นก็ทำพิรุธออกมาอีกหนึ่งอย่างด้วยการโทรศัพท์คุยกับใครบางคน และสะดุ้งเมื่อหันมาเห็นว่าฉันยืนอยู่ข้างหลัง

ฉันจดจำเวลาของสายเรียกเข้าสายนั้น และบอกตัวเองให้หาโอกาสดูให้ได้ว่าเป็นใครกันที่โทร.มาหาเขาในเวลานี้

เล่มเกมนักสืบก็เพิ่มรสชาติให้ชีวิตไม่หยอก… ฉันบอกตัวเอง

 

ฉันและกบมาถึงวัดสว่างอารมณ์ตอนใกล้เที่ยง ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ และกินข้าว จากนั้นก็ช่วยเก็บภาพหมู่เครือญาติที่แต่งกันมาเต็มยศ โดยมีโลงศพของยายแมวเป็นฉากหลัง

มีหลายคนสวมเครื่องแบบข้าราชการปกติขาว พวกเขายอมทนร้อนเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ตายอย่างสูงสุด

ระหว่างถ่ายภาพฉันลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าจะได้เจอพ่อตัวเองหรือเปล่า จนรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นโรคประสาท ฉันหยุดมาถ่ายภาพลงเมื่อพิธีทอดผ้าบังสุกุลเสร็จสิ้น ระหว่างรอเวลาขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าฉันมีกิริยา ‘มองหา’ เกิดขึ้น จากกบที่กรุณาบอกนี่แหละ แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ไม่ได้เจอใครที่มาจากบ้านย่าเลย

“คนเยอะเหมือนกันนะ” กบทักขึ้น ฉันเห็นด้วย เพราะมันดูมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้เวลาฌาปนกิจศพ

พีธีการเป็นไปอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การอ่านประวัติ อ่านกลอนไว้อาลัย และลูกชายคนโตออกไปเป็นตัวแทนในการพูดถึงแม่ผู้ล่วงลับ ถึงจะไม่มีการแสดงหน้าไฟอย่างงานศพของย่า แต่งานยายแมวสำหรับฉันถือว่ามันสมบูรณ์แบบ

เปรียบกันแล้วงานศพของแม่นั้นหดหู่และซังกะตายกว่ามาก ตอนนั้นมีเพียงญาติฝ่ายแม่ เพื่อนของฉันและเพื่อนร่วมงานแม่ไม่กี่คน พ่อมาร่วมงานทุกคืน ส่วนแม่เลี้ยงฉันนั้นหล่อนมารับมาส่งพ่อแต่ถูกขอร้องไม่ให้เข้างาน

ฉันแน่ใจว่าคนที่ออกคำสั่งนั้นคือพ่อ เพราะคนอย่างน้าพุดซ้อนซึ่งคิดน้อยจนถึงขั้นคิดไม่เป็น คงจะไม่มีวันรู้ว่า ญาติฝ่ายแม่ที่มีอยู่น้อยนิดนั้น อย่างไรก็ยังคงสะเทือนใจต่อการล่มสลายของครอบครัวของฉันอยู่ดี

เราเก็บแม่เอาไว้ 3 คืนแล้วก็เผาเหมือนงานศพในศาลาข้างๆ วันที่พิธีเสร็จสิ้นลงฉันรู้สึกเหมือนใครควักเอาหัวใจไป ฉันกับเขม่าควันที่ลอยออกมาจากปล่องเมรุกลายเป็นความผูกพันหนึ่งเดียวที่เห็นได้ด้วยตา ซึ่งในที่สุดควันข้นสีเข้ม ก็กระจายหายเงียบเชียบไปกับท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล

โลกร้างว่างเปล่า เหลือเพียงฉันกับเงาทอดทาบนิ่งงันอยู่ในเปลวแดด แม้อย่างนั้นเงาของฉันก็เลือนจางไปอย่างรวดเร็วกับเวลาสนธยาที่ค่อยๆ ย่ำเท้าเข้าหา

ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะไม่มีแม่แล้ว ไม่เหลือสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวของตัวเองอีกต่อไปแล้ว

คิดถึงตรงนี้ฉันก็นึกเลยไปถึงงานศพของย่า ฉันว่าชนบทใจดีต่อชีวิตของเราเสมอ

ย่ามีลูกชาย 3 คน พ่อเป็นคนโต ส่วนอาอีกสองคนของฉันเป็นครูอยู่ที่อำเภอกงไกรลาศ หลังจากย่าตาย อาทั้งสองซึ่งได้รับมรดกเป็นที่นาผืนใหญ่ก็ขายทุกอย่างทิ้ง แล้วเอาเงินที่ได้ไปซื้อที่ดินใกล้บ้านพวกเขาแทน ตอนที่เราย้ายมาอยู่สุโขทัย อาๆ ของฉันมาเยี่ยมเราทุกเดือน แต่พอแม่หย่ากับพ่อก็ดูเหมือนฉันจะต้องหย่าขาดจากอาและญาติทางพ่อไปด้วย

เราไม่เคยติดต่อกันอีก ส่วนพ่อจะติดต่อกับน้องๆ บ้างไหมฉันเองก็ไม่เคยรู้

งานศพของย่านั้นยิ่งใหญ่ในความรู้สึกฉัน พิธีการเต็มแน่น ผู้คนมาร่วมงานล้นหลาม ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ และเพื่อนนักเรียนของพ่อและอาๆ ทั้งสอง

ตอนนั้นพ่อยังทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากะปฏิบัติการของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทั้งลูกน้องและเจ้านายนั่งรถตู้ไปร่วมงานศพของย่าจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นแขกส่วนใหญ่ก็เป็นคนในท้องถิ่น บางคนมาซ้ำๆ กันทุกคืน พ่อบอกว่าที่คนมาร่วมงานศพกันมากเพราะปู่ของฉันเคยเป็นครูและอาทั้งสองคนก็เป็นครู แม้ปู่จะเสียชีวิตไปก่อนย่าหลายปี แต่บรรดาลูกศิษย์ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนของพ่อและอาก็พร้อมใจมาร่วมฟังสวดอภิธรรมศพกันทุกคืน

สำหรับฉัน งานศพตามต่างจังหวัดจึงปะปนระหว่างการจากลาและการสังสรรค์ ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรกับงานศพหรืองานอื่นๆ แต่เมื่อยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งรู้ว่า ทำไมพ่อกับแม่จึงเลือกย้ายจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดในเวลาบาดเจ็บ ทำไมฉันมีเวลานอนดูท้องฟ้าและไม่คิดอยากจะจับมือถือ และทำไมฉันไม่รู้สึกเหงาท่ามกลางสถานที่โล่งกว้างทั้งๆ ที่ผู้คนก็แสนจะเบาบางกว่าเมืองหลวงอันเบียดเสียดครึกโครม

ถึงคำตอบจะไม่แจ่มแจ้ง แต่ฉันว่าบางครั้งโลกก็ยุติธรรมจนน่ารังเกียจ ที่ที่มีความพร้อมทางวัตถุกลับขาดแคลนความพร้อมทางใจ ส่วนที่ที่พร่องทางวัตถุกลับมีแทบทุกอย่างที่วิญญาณของเราต้องการ

อันที่จริงแล้วฉันเลือกใช้คำไม่ถูกนัก ต่างจังหวัดมันไม่ได้ ‘พร่อง’ วัตถุ เพียงแต่มีน้อยกว่า ซึ่งสิ่งที่ว่าน้อยนั้นก็เกินพอสำหรับชีวิตของฉัน ส่วนที่ว่ามีมากนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งเกินจำเป็นของชีวิตฉัน ส่วนคนอื่นจะคิดว่าเกินหรือพอดีแล้ว ฉันก็ไม่อาจรู้ได้

บางทีอาจจะมีคนประเภทชอบผู้คนขวักไขว่ ชอบดูรถหลากหลายชนิดบนท้องถนน ชอบอาศัยในอาคารระฟ้า และชอบความอบอุ่นบนรถขนส่งสาธารณะก็เป็นได้

ใครจะรู้ล่ะ โลกยังไม่ได้มีแค่สองหรือสามเพศ ตอนนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปจนฉันคาดไม่ถึงทีเดียว

 

พี่อาร์ตโผล่มาเมื่อถึงเวลาวางดอกไม้จันทน์ ชุดสีดำทำให้เขาเท่ไปทั้งตัว

เขาเข้ามายืนข้างฉัน ความสูงของพวกเราสามคนทำให้ดูโด่เด่ท่ามกลางญาติมิตรอายุเยอะของอังศุมาลิน

เราเป็นเป้าสายตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวใจของทุกคนจะไปรวมกันที่เมรุและทยอยกันขึ้นไปแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

เราเดินตามกันไป ฉันเดินนำหน้า และกบเข้าแทรกตรงกลาง ปล่อยให้พี่อาร์ตเดินตามหลัง

วันนี้ดูกบอารมณ์บูดบ่อยๆ จนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า บางทีเขาอาจจะหึงฉันกับพี่อาร์ตอยู่ก็ได้ ก็ถ้าไม่หวงเพื่อนอย่างคนกลัวโดนแย่งความรัก เขาก็อาจจะหลงรักพี่อาร์ตมาตั้งนานแล้ว

นึกย้อนไปแล้วฉันจำไม่ได้เลยว่าเขาเคยหลงรักใครในโรงเรียนของเรา ผู้ชายที่เขาคลั่งในตอนนั้นคือเรน นักร้องเกาหลีที่แสนจะไกลตัว นอกจากนั้นก็เป็นดาราวัยรุ่นที่เราจับมือกันปลื้มตามกระแส แต่ไม่ได้ลึกซึ้งหรือเรียกได้ว่าคลั่งไคล้อะไรนัก

เราได้ยาพาราเซตามอลคนละกระปุกมาเป็นของชำร่วย พี่เปิ้ลแสดงท่าทีซาบซึ้งตอนที่ยื่นกระปุกยาให้ เธอกลั้นสะอื้นแล้วบอกเราว่า ยายแมวได้ไปอยู่กับอังศุมาลินแล้ว

ฉันกลั้นน้ำตา จุกที่คอหอย รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสช่วยงานตั้งแต่พิธีรดน้ำศพจนกระทั่งวันเผา ป่านนี้อังศุมาลินคงหมดกังวล ฉันหวังว่าเธอจะไม่ยึดติดอะไรในโลกนี้ และจับมือกันกับแม่ของเธอเดินไปโลกหน้าอย่างสงบสุข

กบจับมือพี่เปิ้ลอย่างสุภาพ แล้วหันมาทำท่าจะกอดฉันด้วย แต่ฉันทำเป็นไม่เห็นและเดินหนีเร็วๆ ฝ่าผู้คนออกไปให้ไกลที่สุด

ฉันไม่อยากร้องไห้ และเดาได้เลยว่าอ้อมกอดอ่อนโยนของกบจะต้องทำให้ฉันน้ำตาแตก ดูหมดสภาพไม่ต่างจากลูกแมวหลงแม่แน่ๆ

พี่อาร์ตเดินตามฉันมา เรารอกบอยู่ข้างรถสีเหลืองดำของเขา เมื่อกบตามมาถึงเราก็บอกลาพี่อาร์ตหลังจากนัดแนะกันแล้วว่าเขาจะตามไปสมทบกับเราในบ่ายวันพรุ่งนี้

กบแหย่พี่อาร์ตไปว่า ฉันคงจะผิดหวังแย่เพราะอยากจะได้เขาไปเป็นเพื่อนเดินไปน้ำตกตาดดาว พี่อาร์ตทำท่าว่าจะเปลี่ยนใจตามฉันกับกบไปในเย็นวันนี้เลย ทำเอาฉันปั้นหน้าไม่ถูก

ตั้งแต่เกิดมาเป็นนางสาวดาริกา ทินทอง ฉันยังไม่เคยโดยจีบจากผู้ชายตรงๆ นอกจากจะมีพวกชอบของแปลกยกแก้วให้ในผับมืดๆ ซึ่งก็น้อยกว่าปริมาณผู้หญิงที่คิดจะเข้ามาทักฉันอย่างเปรียบเทียบไม่ได้

น่าแปลกที่ผู้ชายไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ ถ้าในโต๊ะนั้นมีผู้ชายคนอื่นร่วมโต๊ะอยู่ด้วย แต่ผู้หญิงไม่เป็นอย่างนั้น ถึงจะมีพี่เตยและใบตองประกบอยู่ ผู้หญิงก็อ่านขาดถึงความสัมพันธ์ของคนร่วมโต๊ะ และกล้าจะเข้ามาชนแก้ว ขอไลน์ รวมถึงเปะป่ายในตามร่างกายแบบถึงเนื้อถึงตัวด้วย

ฉันไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ มีแต่พี่ภพที่ให้ความเห็นว่า ผู้หญิงกล้าหาญ และประเมินสถานการณ์ได้เฉียบแหลมกว่าผู้ชาย ที่เอาแต่ดื่มย้อมใจเพื่อเรียกความกล้า ความเห็นของพี่ภพนั้นทำพี่เตยถึงกับปรบมือให้ และเชิดชูว่าพี่ภพไม่ได้บ้ากามอย่างเดียว แต่นับว่าเขายอมรับความจริงอย่างสุภาพบุรุษด้วย

“พี่อาร์ตเอาจริงอะ” กบถาม

“จริงๆ พี่จะไปเลยก็ได้ ที่บ้านมีลูกน้องช่วยงานแม่อยู่แล้ว” พี่อาร์ตยิ้มเขิน ทิ้งสายตามาทางฉันอย่างเปิดเผย บอกได้เลยว่าฉันหายใจไม่ทั่วท้อง

“ไอ้เจ๋ง…กับกบ ไม่หนีหายไปไหนหรอก แต่…” กบจงใจเน้นชื่อฉันอย่างมีความหมายก่อนมองไปยังปล่องควันของปล่องเมรุ เขม่าสีดำข้นกำลังทะลักออกมาอย่างน่ากลัว พี่อาร์ตมองตามดูเหมือนเขาจะเข้าใจสิ่งที่กบต้องการจะสื่อสารขึ้นมาทันที

“โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลย พี่อาร์ตว่าไหม วันนี้พ่อแม่ยังอยู่กับเรา แต่พรุ่งนี้ก็อาจจะไม่มีแล้ว” กบยังใช้วิธีพูดเป็นนัย แต่คราวนี้เขาหันมามองหน้าฉันเหมือนต้องการจะสื่อสารโดยตรงด้วย

พี่อาร์ตมองตามสายตากบ สรุปแล้วพี่อาร์ตจึงไม่ได้ตามเรามา เพราะดวงตาเห็นธรรม

เมื่อรถของเราแล่นออกจากวัดกบก็กระแนะกระแหนเรื่องความมีเสน่ห์ของฉัน และพูดไล่ยาวไปจนถึงเรื่องพี่อาร์ตว่า เขาเพิ่งอกหักมาจากแฟนสาวที่คบหากันมาเกือบห้าปี เพราะหล่อนไม่พร้อมที่จะย้ายตามมาอยู่สวรรคโลก ซึ่งกบว่ามันเป็นเหตุผลการเลิกลาที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร เขามีความเห็นว่าผู้หญิงอาจจะมีคนอื่น เพราะถ้าต้องเลิกกัน มันน่าจะหลังจากที่พี่อาร์ตย้ายมาอยู่สวรรคโลกแล้ว ไม่ใช่เลิกตั้งแต่ยังไม่ได้ย้าย

“แต่ยังไงตอนนี้พี่อาร์ตก็ก้าวข้ามแฟนเก่ามาได้แล้วละ” กบว่า

“แกคิดงั้นเหรอ…แต่คืนนั้นบนเขาหลวง พี่อาร์ตยังดูซึมอยู่เลยนะ”

กบหันมาหรี่ตามอง นิ่งไปพักหนึ่ง จนฉันคิดว่าเขาจะไม่พูดต่อในประเด็นนี้ แต่แล้วกบก็พูดออกมา

“ตอนที่เดินขึ้นไปผานารายณ์ แล้วแกล่วงหน้าไปไม่รอใคร” กบไม่วายแขวะ “พี่อาร์ตมาขอฉันเรื่องที่จะจีบแก ฉันก็บอกว่าจีบเลย แต่ห้ามมาเล่นๆ กับเพื่อนฉันนะ” กบเล่า เวลานี้ไม่มีอะไรจะต้องปิดบัง รูปการณ์ชัดจนฉันเองไม่อยากจะเชื่อ และเขินจนไม่รู้ว่าคราวหน้าจะมองหน้าพี่อาร์ตได้เต็มตาหรือเปล่า

“หล่อขนาดนั้นก็อกหักได้นะ” ฉันออกความเห็น พยายามโยนเรื่องให้ห่างตัว

“หล่อขนาดไหนก็อกหักได้ทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นดาราก็คงอกหักไม่เป็นกันหรอก”

กบว่าน่าคิด แล้วบรรยายต่อด้วยว่า ถ้าฉันอยากจะรู้ว่าแฟนเก่าพี่อาร์ตเป็นแบบไหนก็ให้ส่องดูตัวเองในกระจก

“ฉันเหมือนแฟนที่อาร์ตขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันยกมือขึ้นลูบหน้า ตื่นเต้น ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นรสนิยมของพี่อาร์ต

“เปล่า แค่ฉันจะบอกว่า ให้แกจินตนาการถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่แกเห็นในกระจก นั่นแหละแฟนเก่าพี่อาร์ต” เขาว่าร้ายๆ จ้องหน้าอกแบบๆ ของฉันเหมือนจะบอกเป็นนัย ฉันเลยด่าเขาแบบไม่มีเสียง กบหัวเราะลั่นรถ ก่อนจะเอามือโยกหัวฉันเหมือนจะง้อ ฉันสะบัดมือเขาทิ้ง ไม่ตลกด้วยสักนิด

“ซ่อนรูปโว้ย” ฉันพูดแก้เกี้ยวไปอย่างนั้นเอง เพราะรู้ว่าหน้าอกคับบีมันกระจิ๋วหลิวแค่ไหนเมื่อเทียบกับขนาดตัวยาวโย่งของตัวเอง 

 



Don`t copy text!