จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 42 : น้ำผึ้งขม

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 42 : น้ำผึ้งขม

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เหมือนนกรู้ กบเอาโทรศัพท์เข้าไปฟังเพลงในห้องน้ำด้วย ฉันทนหงุดหงิดงุ่นง่านไม่ไหว จึงตัดสินใจโทร.หาพี่เตยเพื่อเปลี่ยนความสนใจของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรพี่เตยก็กรอกเสียงถามมาตั้งแต่ประโยคแรกว่า มาวินหรือใบตองเป็นคนโทร.ไปรายงานฉัน

“มาวิน” ฉันพูดไปอย่างอัตโนมัติ พี่เตยส่งเสียง ฮือ..รับรู้ แล้วปล่อยให้ความเงียบเล่นงานฉันอยู่ครู่หนึ่ง

ฉันพยายามจะหาเรื่องคุยแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ได้ยินแต่เสียง อ่าๆ อื้อๆ ของตัวเอง

“ไม่มีอะไรหรอกเจ๋ง แล้วพี่จะเล่าให้ฟังเมื่อเราเจอกัน” ในที่สุดพี่เตยก็เป็นฝ่ายพูดก่อน ฉันเกือบจะค้านว่า ต่อให้ฉันเร่งมืออย่างไร กว่าฉันจะเสร็จงานจนกลับกรุงเทพฯ ได้ก็คงอีกเป็นสัปดาห์ แต่พี่เตยก็ไม่เปิดโอกาสให้ฉันย้อนมาพูดเรื่องของเธอ พี่เตยถามถึงงานของฉันที่สุโขทัย เมื่อเล่าถึงความคืบหน้าให้เธอฟังแล้วพี่เตยก็สั่งงานอีกเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นไอเดียเรื่องมุมกล้องที่เธออยากได้ แล้ววางสายไป ซึ่งมันเป็นเวลาที่กบออกจากห้องน้ำพอดี

บอกได้เลยว่าฉันได้กลิ่นสะอาดจากตัวเขา ก่อนที่จะเห็นเขาเสียอีก

“ตาแกอาบน้ำแล้ว” เขาว่า ใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กเช็ดผมตัวเองแรงๆ จนน้ำกระเด็นออกมาเป็นละออง

“เดี๋ยวก่อนก็ได้”

“ไม่ได้…เหม็น” กบสั่งเสียงเข้ม แล้วดันหลังฉันเข้าห้อง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ฉันก็ทำตามที่เขาบอก

“อาบนานๆ หน่อยนะ” เขาสั่งอีกครั้งตอนเห็นฉันเดินเข้าห้องน้ำ

ฉันใช้เวลาอาบน้ำ สระผม อยู่นานตามที่เขาบอก นึกอายนิดๆ ว่าเป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่กลับดูแลความสะอาดของตัวเองได้ไม่ดีเท่าไรเลย

เมื่อแต่งตัวเสร็จและเดินออกมาหน้าบ้าน ฉันก็ต้องประหลาดใจ ช่วงเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที กบสามารถเนรมิตงานเลี้ยงย่อยๆ กลางอุทยานแห่งชาติได้ขนาดนี้เลยหรือ นี่ถ้าเปลี่ยนจากเขาเป็นผู้ชายคนอื่น ฉันคงจะคิดว่าตัวเองกำลังจะถูกเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานแน่ๆ

เขาปูเสื่อผืนใหญ่เอาไว้บนสนาม บนเสื่อวางผ้าซ้อนทับเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง มีหมอนอิงใบเล็กใหญ่วางเอาไว้บนนั้นอีกหลายใบ และประดับตกแต่งด้วยเครื่องกระเบื้อง เทียนไข กับดอกไม้ที่เขาเก็บเอามาจากบ้าน

ฉันมองด้วยความทึ่ง เขาไม่ได้พูดเล่นจริงๆ ว่าจะชดเชยความอัตคัดบนเขาหลวงด้วยการขนทุกอย่างที่เขาต้องการมาที่นี่

ตอนที่ฉันกำลังยืนตะลึงกับการจัดเตรียมสถานที่ของกบ เขาก็ยกถาดใส่อาหารเข้ามา กบบอกให้ฉันนั่งลง แล้วเสิร์ฟมัสมั่นไก่ราดข้าว มียำหมูเด้งและคอหมูย่างใส่จานเล็กๆ เป็นชุดส่วนตัวสำหรับแต่ละคน

เขาหยิบไวน์แดงจากกล่องออกมาเปิด ซึ่งแน่นอนว่าเขาเตรียมแก้วก้านยาวมาด้วยเสร็จสรรพ

“กินไวน์กับอาหารไทยนี่นะ”

“อาหารไทยที่ทำจากอาหารทะเลเสิร์ฟคู่ไวน์ขาว อาหารหน้าตาแบบนี้ของไทยเสิร์ฟคู่ไวน์แดง ฉันจะไม่ประณามแกหรอกนะที่ไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้ เพราะมันไม่ใช่วัฒนธรรมเรา แต่ฉันอยากให้แกลอง” แม้เขาจะยิ้มตอนพูดแต่น้ำเสียงของเขาก็จริงจัง ฉันเงียบปาก มองดูกิริยาเชี่ยวชาญของเขาด้วยความสนใจ

เมื่อเขาส่งแก้วไวน์ให้ ฉันก็ลังเลใจว่าจะต้องอมเอาไว้ในปากรับกลิ่นก่อนกลืนลงคอด้วยหรือเปล่า

“ดื่มไปเถอะ ไวน์ฟรุตตี้ถูกๆ หรอก” เขาพูดเหมือนอ่านใจฉันได้ ฉันเลยดื่มอักๆ หมดแก้วในครั้งเดียว

กบตบมือ “ดีมาก แกทำให้ไวน์กลายเป็นยาดองได้อย่างสวยงาม” เขาประชดแล้วก็นึกขำในสิ่งที่ตัวเองพูด และทำตามอย่างฉันบ้าง

เราลงมือกินอาหาร ระหว่างนั้นกบก็วนกลับมาเรื่องเครื่องดื่มด้วยการพูดอย่างจริงจังว่า เขาน่าจะเตรียมยาดองสูตรพิเศษมาแทนไวน์ แล้วบ่นตัวเองว่าทำไมไม่คิดให้เร็วกว่านี้

น้ำเสียงไม่ล้อเล่นของเขา ทำให้ฉันนึกอยากรู้ว่ารสชาติยาดองแกล้มอาหารนั้นจะเป็นอย่างไรหนอ ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยลองยาดองเลยสักครั้ง

“อร่อยทุกอย่าง” ฉันชมหลังจากจิ้มคอหมูย่างชิ้นสุดท้ายเข้าปาก “แกนี่น่าจะไปเปิดร้าน เป็นเพื่อนกันมาฉันเพิ่งรู้ว่าแกชอบทำอาหาร”

“ฉันไม่ได้ชอบทำอาหาร ฉันชอบปลูกต้นไม้ ก็เลยต้องทำอาหาร”

“ฮะ…” ฉันร้องอย่างไม่เข้าใจ กบยิ้มบาง เขาเก็บจานเข้าไปในบ้านโดยบอกให้ฉันนั่งเฉยๆ เมื่อปล่อยให้ฉันนั่งงงจนพอใจแล้ว เขาก็เดินถือถาดใส่ชุดน้ำชาออกมา โดยไม่ทิ้งประเด็นก่อนหน้าที่ฉันสงสัย

เขาลงนั่ง

“ฉันภูมิใจในพืชผลที่ฉันปลูก ฉันเลยมีความสุขในการได้ลงมือปรุงมันออกมาเป็นอาหาร ถ้าต้องไปซื้อผักที่ตลาดมาทำอาหารฉันก็ทำบ้าง แต่ไม่มีความสุข และไม่ได้นึกอยากทำขึ้นมาจริงๆ เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้”

“แกปลูกอะไรบ้าง” ฉันรู้สึกทึ่งในสิ่งที่ได้ยิน

“พริก ผักชี…แค่นี้ก็ทำให้ฉันอยากจะทำคอหมูย่างกินเองแล้วละ” สีหน้าของกบนั้นสงบอย่างอมสุข ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นใครอีกคนที่คุ้นแค่หน้าแต่ไกลเกินเอื้อม

“แก…ไม่เหมือนกบที่ฉันรู้จักเลย” ฉันสารภาพ

“ไม่เหมือนกบที่เล่นบาสอยู่ในสนามด้วยหรือไง” เขาว่า ยิ้มพราวแล้วก้มลงรินน้ำชา ฉันร้อนผ่าวไปทั้งตัว กบพูดต่อด้วยเสียงเรื่อยๆ

“เวลาที่เราเอาแต่แค้น เอาแต่เรียกร้อง ตาเราก็มองอยู่แค่จุดเพียงจุดเดียว ก็คือสิ่งที่เราอยากจะได้ อยากจะเอาชนะ แกรู้ไหมตอนนี้ฉันมีความสุขกับทุกๆ สิ่งรอบตัว มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ แค่ขุดดินลงไปเจอไส้เดือนฉันก็ดีใจ เพราะมันแปลว่าดินของฉันอุดมสมบูรณ์ อารมณ์มันทำให้ดวงตาของเรามองสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน ไม่แปลกหรอกที่แกบอกว่าฉันไม่เหมือนคนที่แกเคยรู้จัก เพราะกบคนนั้นมีแต่ทิฐิ ส่วนคนนี้” กบชี้หน้าอกตัวเอง “คือกบอีกคนที่ไม่ได้คิดสิ่งอื่นนอกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คงจะเหมือนเวลาที่ฉันวิ่งไล่ลูกบาสละมั้ง ฉันวางทุกอย่างลง แกเลยบอกว่าชอบฉันตอนอยู่ในสนาม”

“ก็แก…ดูมีความสุขที่สุดตอนนั้น” ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบ แม้จะรู้ดีว่ากบไม่ได้ให้น้ำหนักคำว่า ‘ชอบ’ ของฉันไปมากกว่าการชอบไอติมสักแท่งหนึ่ง

“ใช่ ฉันมีความสุข ตอนนี้ฉันก็มีความสุขแบบนั้น และฉันอยากจะให้ทุกคนกลับมาเป็นเหมือนฉัน” เขาเลื่อนถาดน้ำชามาให้ ดวงตาที่เขาจ้องมองฉันอยู่ ทำให้ฉันรู้สึกว่า คำว่า ‘ทุกคน’ นั้นมันมีความหมายว่า ‘แก’ ซึ่งก็คือตัวฉันเองมากกว่าที่กบจะหมายไปถึงคนอื่น

กบพยักหน้าให้ฉันลองชิมชาในถ้วย ฉันยกขึ้นจิบ กลิ่นชากุหลาบหอมอวลอยู่ในปาก กบมองดูฉันแล้วค่อยๆ จิบของตัวเอง

ให้ตายไปเลย ถ้าเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดยาวอย่างท่านอ๋อง ฉันคงจะนึกว่าตัวเองนั่งอยู่ในซีรีส์จีนโบราณอยู่แน่ๆ แต่ตำแหน่งของฉัน คงจะไม่ได้ดีเด่ไปกว่าเพื่อนวัยเด็กของท่านอ๋อง มีบทน่ารำคาญด้วยการเป็นชะนีไม่ดูเบ้าหน้า และคอยพยายามกีดกันความรักระหว่างท่านอ๋องสุดหล่อกับหนุ่มคนสนิทอยู่ตลอดเวลา

“พรุ่งนี้จะเอายังไง พี่อาร์ตคงจะถึงหลังเที่ยง แกจะรอหรือว่า…” เขาถาม กระชากฉันกลับจากจินตนาการหลุดโลกของตัวเอง

“อ่า… คือ…ฉันว่าจะเดินไปถ่ายน้ำตกตาดเดือนตาดดาวให้เสร็จ” ฉันพยายามกลับมาโฟกัสเรื่องงาน “คิดว่าเอาแค่สองที่ก็คงจะหมดวันแล้ว แล้วรอเอกสาร เอาโดรนขึ้นบินวันหลัง พี่ภพจะให้มาวินเอาโดรนมาบินที่เมืองเก่าสุโขทัย กับที่เมืองเก่าศรีสัช แล้วก็ที่ป่าคา เก็บงานแบบนั้นวันเดียวก็เสร็จ”

“แล้วพี่อาร์ต…”

“แกโทรไปบอกให้พี่เขาเข้ามาเย็นๆ ก็น่าจะดีนะ จะได้ไม่ต้องมารอ” ฉันว่า กบพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“แล้วมาวินมาคนเดียว…” เขาถาม

“น่าจะอย่างนั้น คราวนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว คงไม่ได้ยกขบวนกันมาเหมือนครั้งก่อน ขากลับก็ค่อยกลับไปพร้อมกันกับฉันนี่แหละ”

“ถ่ายน้ำตกเสร็จแล้วแกจะถ่ายอะไรอีกไหม”

“ก็น่าจะครบแล้ว เช้าเราก็กลับกันได้เลย จริงๆ จะกลับเย็นพรุ่งนี้ก็ได้ แต่จองบ้านเอาไว้แล้ว ก็อยู่พักผ่อนกันอีกคืนดีกว่านะ” ฉันรู้ตัวว่าพูดอย่างร่าเริง เพราะถ้างานยังไม่เสร็จฉันก็มักจะเผลอคิดถึงเรื่องมุมกล้องที่อยากจะถ่ายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าฉันบรรลุทุกอย่างตามที่ตั้งใจแล้ว มันจะแปลว่าพรุ่งนี้สมองฉันจะโล่งและมันจะกลายเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง

กบพยักหน้ารับแล้วเงียบไป ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มเป็นทางการ เราเสมองทัศนียภาพรอบตัว ความมืดห่มเราด้วยผ้าห่มดวงดาว และพัดวีด้วยสายลมเย็นจากป่า เมื่อฉันหันมาสนใจเขาอีกครั้ง กบก็หน้าแดงก่อนจะพูดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยขึ้นมาว่า เขาคงจะได้เป็นแค่พ่อทูนหัวของลูกฉัน โดยเว้นชื่อพ่อเด็กให้ฉันคิดเลยเถิดไปเอง

ฉันนิ่งไม่ตอบ กบไม่สนใจ เขาพูดต่อ

“แกจะสามสิบอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว คนที่เขาจีบกันตอนนี้เขาไม่ได้มาจีบกันเล่นๆ ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว พี่อาร์ตก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ฐานะก็มั่นคง แกคงจะไม่ทิ้งโอกาสนี้ไปหรอกนะ”

“ฉัน…ฉันยังไม่อยากคิดอะไรมาก พี่อาร์ตกับฉันเพิ่งจะเจอกันเองนะกบ ทำไมแกรีบพูดเรื่องนี้จัง”

เขาไม่ตอบ มองเมินไปยังความมืดอีกครั้ง แล้วส่งเสียงออกมาเหมือนจะพูดกับความมืดมากกว่าพูดกับฉัน

“ถ้าแกไม่ได้มีใครที่แกชอบอยู่ แกก็ตัดสินใจเร็วๆ นะ ผู้ชายอย่างพี่อาร์ตไม่มีวันที่จะโสดได้นานหรอก อีกอย่างพี่อาร์ตก็เป็นคนดี ฉันรับรองได้”

“ฮือ…” ฉันรับปาก รู้สึกประหลาดในหัวใจตัวเอง มันเป็นอาการบอกไม่ถูก แต่ฉันไม่ได้เขินหรือมีความสุขอยู่แน่ๆ

เรานั่งอยู่อย่างนั้น เสียงหัวเราะเมื่อหัวค่ำจางลง สเปรย์ฉีดกันยุงกับยากันยุงแบบขดทำให้เราไร้สิ่งรบกวน ฉันมองดูเขา นึกโง่ๆ ว่าถ้าฉันกระเถิบเข้าไปหา เอาหัวไปพิงไหล่เขาบ้าง กบจะว่าอย่างไรนะ แต่ฉันก็ไม่กล้าพอที่จะทำ ระหว่างนั้นมีสายเรียกเข้าของกบ เขาเลี่ยงออกไปรับไกลพอที่ฉันจะไม่ได้ยิน ฉันไม่ได้จ้องจับผิด แต่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง อาจจะเป็นคนสำคัญที่โทร.เข้ามาและเขาไม่อยากให้ฉันรู้ ซึ่งฉันนึกไม่ออกเลยว่าคนนั้นจะเป็นใคร

ระหว่างรอกบ ฉันลงนอนหงาย ดาวจระเข้บนท้องฟ้าเป็นสิ่งแรกที่สายตาของฉันมองเห็น มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับดวงดาวมากมายในทุกชาติทุกภาษา ชื่อของฉันก็แปลว่าดวงดาว พ่อเคยบอกว่าพ่อชอบดวงดาวเพราะมันแสนจะถ่อมตัว พวกมันดูกลมกลืนเหมือนกันไปหมดบนท้องฟ้า หากแต่ในบรรดาดวงดาวนับล้านนั้น มีบางดวงเท่านั้นที่มีความหมาย และมีความสำคัญแก่โลก

“แม่จระเข้น้อยของพ่อ…” ฉันนึกถึงคำพูดนั้นอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็ต้องรีบสลัดความทรงจำนั้นทิ้ง

กบกลับเข้ามานอนข้างๆ หลังวางสายของใครบางคนไปแล้ว เรานอนอยู่อย่างนั้น พักหนึ่งเขาก็ขอให้ฉันสอนดูดาว

ฉันวาดมือขึ้นบนท้องฟ้า ระหว่างความสุกสว่างมีความสุขแทรกอยู่ในนั้น

มันเป็นทั้งความสุขที่ข้ามกาลเวลามาจากอดีต และเป็นความสุขที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในเวลานี้

“กลุ่มดาวจระเข้ ฝรั่งเห็นเป็นกระบวย ส่วนพวกกรีกเห็นเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่”

“ใหญ่จัง” กบกางฝ่ามือ กะระยะห่างของดาวแต่ละดวง

“ใหญ่และดูง่ายรองมาจากดาวไถ” ฉันอธิบายตามที่คิด

“จะเห็นแบบนี้ทุกคืนหรือเปล่า”

“ไม่หรอก แล้วแต่เดือน ตอนปิดเทอมอย่างนี้มันจะขึ้นหัวค่ำแล้วตกเวลาเช้า รู้ไหมคนโบราณจะใช้กลุ่มดาวจระเข้ในการบอกช่วงเวลา ดาวจระเข้จึงถือเป็นกลุ่มดาวสำคัญของไทยเราเลยนะ”

“เหรอ…แล้วมันบอกได้ยังไง” เสียงกบอยากรู้

“บอกได้เพราะมันจะขึ้นลงแต่ละฤดูกาลต่างกัน เกษตรกรสมัยก่อนดูดาวจระเข้เพื่อที่จะได้รู้ฤดูกาล ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเพาะปลูก เมื่อไหร่จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว แกอย่าถามโง่ๆ ว่าทำไมไม่ดูปฏิทินเชียวนะ เพราะฉันก็เคยถามแบบนี้มาแล้ว”

“แล้วคนที่แกถามตอบว่ายังไง”

“ตอบว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่มีปฏิทินตามฝาบ้านเหมือนเวลานี้ และคนส่วนใหญ่ก็อ่านหนังสือไม่ออก”

“แกถามคนคนนั้นนานหรือยัง”

“ก็นานแล้ว”

“เมื่อไหร่”

คำถามนี้ฉันไม่ตอบ และหดมือจากท้องฟ้าลงมาแนบข้างลำตัว ใบหน้าและเสียงของพ่อฉายวับๆ อยู่ในจินตนาการที่ไม่อาจหลบเลี่ยง ฉันเห็นตัวเองเป็นเด็กหญิงเล็กๆ นั่งอยู่บนนอกชานบ้านย่า ตอนนั้นไม่มีปู่แล้ว ย่าของฉันชอบเอาใบเตยมานั่งพับเป็นรูปดอกกุหลาบ พลางดูเราสองพ่อลูกนอนดูดาว เรื่องไหนที่พ่อบอกผิดย่าจะคอยแก้ให้ ส่วนแม่นั้นฉันจำไม่ได้ว่าไปอยู่เสียที่ไหนตอนที่เรานั่งดูดาว อาจจะนอนอ่านหนังสือแฟชั่นอยู่ข้างๆ หรือไม่ก็อาจจะนั่งดูละครอยู่ในห้อง

กบเงียบเสียงไป จากหางตาฉันรู้ว่ากบกำลังมองดูฉันอยู่

“เจ๋ง” ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น “แกจะว่าฉันทรยศก็ได้ ไม่อยู่ข้างแกก็ได้ แต่ฉันก็อยากให้แกฟังสิ่งที่ฉันจะพูด” ฉันค่อยๆ ตะแคงหน้าไปสบดวงตาเว้าวอนซึ่งห่างกันไม่ถึงสองคืบของเขา มันเป็นการมองอย่างร้องขอเหมือนที่ทยิดาเคยมองเมื่อถามว่าฉันรักอังศุมาลินบ้างหรือเปล่า

“แก…ยังรักพ่อ… รักมากอยู่ใช่ไหม”

“พูดบ้าอะไรของแก”

“เจ๋ง ฉันอยากจะขอโทษแกนะ” เสียงวอนของเขาทำให้ฉันเปลี่ยนเสียงจากฉุนนิดๆ เป็นเห็นอกเห็นใจ

“เราพูดเรื่องนี้กันไปแล้วนี่กบ”

“แต่ฉันบอกแกว่าถ้าพ่อแม่ไม่ดีก็ไม่ผิดที่ลูกจะไม่รัก จนแกเองก็คล้อยตาม แต่ตอนนี้ฉัน…”

“หยุดเถอะ” ฉันตัดบทก่อนที่เขาจะพูดจบ แล้วลุกขึ้นนั่ง กบยันตัวตามขึ้นมา

“ไม่…เจ๋ง ให้ฉันพูดเถอะ…นะ”

“หยุดได้แล้ว” ฉันสูดหายใจพยายามใจเย็น “แกฟังนะ…ใครจะรู้สึกยังไงมันเป็นเรื่องของคนคนนั้น เรื่องระหว่างพ่อกับแกเป็นเรื่องของแก เรื่องระหว่างพ่อฉันกับฉันก็ไม่เกี่ยวกับแก แกไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกผิด คำพูดของแกไม่ได้ทำให้ฉันกับพ่อมีปัญหากัน และฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับพ่อ ไม่ได้เกลียดพ่อ เขาจะไปอยู่กับใคร จะทำอะไรมันไม่เกี่ยวกับฉัน”

“แกนั่นแหละต้องหยุด” เสียงวอนของเขาค่อนข้างเฉียบขาด แต่ยังคงเป็นเสียงที่ไม่ได้ดังไปกว่าตอนแรก

“ฟังนะเจ๋ง เมื่อก่อนเรายังเด็ก เด็กมาก พวกเราไม่รู้หรอกว่าหัวใจของเรามันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เราไม่รู้หรอกว่าที่เรานึกว่ามันคือความเกลียดจริงๆ มันคือความน้อยใจ เราไม่รู้หรอกว่าที่เรานึกว่าเราไม่ต้องการจริงๆ แล้วเราโหยหามันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เด็กอย่างเราบางครั้งก็ทำไปแบบองุ่นเปรี้ยวมะนาวหวาน”

“กบ…แกนี่มันดื้อจริงๆ”

“ฉันไม่ได้ดื้อ แกสิดื้อ และ…และฉันทำให้แกเข้าใจผิด”

“ไม่เลยกบ แกไม่ได้ทำสักนิด”

“ฉันมีส่วนทำให้แกเกลียดบ้านหลังนั้น”

“ไม่กบ ไม่ใช่เพราะแกและฉันก็ไม่ได้เกลียดบ้านของย่าด้วย” ฉันกระถดหนีเขาออกไปข้างหลัง เป็นการบอกให้รู้ว่าฉันหมดความอดทนที่จะพูดเรื่องนี้กับเขาแล้ว

“ฉันไม่อยากให้แกเข้าใจหัวใจตัวเองผิด ฉัน…ฉัน…” กบว่า ดูเหมือนเขาจะไม่รับรู้ หรือฟังสิ่งที่ฉันพูดออกมาเลย

ฉันเริ่มโมโหจริงๆ แล้วนะ

“ฟังนะกบ เรื่องที่เกิดไม่เกี่ยวกับแก ไม่เกี่ยวอะไรเลย”

“แต่แกกับพ่อ…”

“ก็บอกว่าไม่เกี่ยวไงกบ” ฉันพูดด้วยอารมณ์ ฉันคิดว่ากบต้องโมโหและกระแทกอารมณ์ตอบโต้แน่ๆ แต่เขากับพยักหน้ารัวเหมือนจะยอมรับ

เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง โดยเขาไม่ละสายตาไปจากใบหน้าฉัน ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอ่อน

“แต่…แกจะไม่รู้สึกว่าฉันทรยศใช่ไหม”

“บ้าบอ” ฉันหัวเราะออกมาในที่สุด

“ฉันดีใจถ้ามันจะจบอย่างนี้นะกบ จะพูดกี่ครั้งฉันก็ยืนยันคำเดิม เรื่องอย่างนี้มันไม่ใช่นัดกันว่าจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นแล้วแกเกิดเปลี่ยนใจไปโดยไม่บอกฉันซะหน่อย มันไม่ใช่การทรยศ มันเป็นเรื่องของหัวใจของใครของมัน ไม่มีเรื่องอะไรที่ผิดเลยถ้าแกจะให้อภัยพ่อของแก แต่แกต้องไม่มาบังคับคนอื่น”

“แต่ฉันอยากจะให้แก…”

“แกอะไร…เรื่องพ่อน่ะเหรอ…” ฉันแทรกก่อนที่เขาจะพูดจบ “ยังไงล่ะ… เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนี่”

“เจ๋ง…” กบว่าเสียงสูง

“ฉันกับพ่อไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน พ่อมีปัญหากับแม่และฉันก็แค่ไปอยู่กับแม่และตอนนี้ก็ต้องทำงานที่กรุงเทพก็เท่านั้นเอง”

“แต่แกก็แค้นแทนแม่”

“หรือแกไม่เคยเป็น แกเป็นมากกว่าใครๆ เสียอีก” ประโยคตอกกลับของฉันทำให้เขาอึ้งไปในทีแรก ฉันคิดว่าเขาจะหยุด แต่สีหน้าของกบกลับมองกลับมายังฉันด้วยความเห็นใจอย่างแสนสาหัส กบว่า

“ก็นั่นยังไงล่ะ ฉันเลยทำให้แกคิดและเข้าใจเหมือนฉัน”

ฉันส่ายหน้า คิดว่าจะหยุดเขาได้ แต่เหมือนเปิดโอกาสให้เขาเดินหน้าเรื่องน่ารำคาญนี้ต่อไปไม่จบไม่สิ้น

“เอาละ” ฉันกระเถิบหนีเขาออกมาอีกหนึ่งช่วงแขน ยกสองมือขึ้นเป็นทำนองว่าเรื่องนี้ควรจะจบได้แล้ว

“ฟังนะกบ” ฉันใช้น้ำเสียงเป็นทางการ “มีคนเคยบอกฉันว่ารักแท้มันไม่มีอยู่จริง มีรักแล้วก็มีหมดรัก แต่ถ้าหากอยากจะประคองความรักให้อยู่รอด เราก็ต้องหมั่นเติมรักนั้นให้กันและกัน สามีภรรยากันห่างเหินกันบ้างบางคราวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เรื่องของพ่อกับแม่คือพ่อไม่เติม แต่พ่อเลือกจะทรยศแม่ ถ้าพ่อเลือกจะเติม เรื่องก็คงจะไม่…”

มันรวดเร็วและรุนแรง เหมือนการระเบิดของดวงดาว ขยะอวกาศต่างถูกแรงมหาศาลดูดเข้าสู่แกนกลาง เกิดเป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่จะกลืนกินทุกอย่างให้หายวับไปกับตา กบเอียงใบหน้ามาหาขณะที่ฉันยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ กว่าฉันจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ริมฝีปากของเขาก็ถอนออกไปเสียแล้ว

“เติมแบบนี้หรือเปล่า เจ๋ง…”

เขากำลังพูด…เสียงของเขาหึ่งๆ อึงอลอยู่ในหู

“เราก็รักกันใช่ไหม เราสามคนรักกันมาตลอด ถ้าฉันเติมรักลงไปแบบนี้แกจะไม่หนีฉันไปไหนอีก บอกสิว่ามันจะเป็นแบบนั้น”

ฉันรู้ตัวว่าตาค้าง มือที่ดันบ่าเขาให้ออกห่างเริ่มสั่นริกๆ

“เวลาเราจะเติมอะไรให้ใคร คนคนนั้นต้องเห็นค่าในสิ่งที่เราเติมให้ แต่ถ้าไม่เห็นค่า เติมเท่าไหร่มันก็รั่วออกหมด เหมือนแกไง จูบของอังศุมาลินกับจูบของฉันก็คงจะไม่สามารถเติมหัวใจของแกได้ แต่แค่ได้พูดคุยกับพี่อาร์ตหัวใจของแกก็ฟู…ใช่ไหมล่ะ”

เพียะ! เสียงเนื้อกระทบฝ่ามือเสียงดังสนั่น ฉันเงื้อไปสุดแขน ตบอย่างที่ไม่เคยคิดที่จะตบผู้ชายคนไหนมาก่อน

ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาตบเขาด้วยอารมณ์นี้ ฉันเกลียดๆๆๆ การกระทำของเขา ทำไมกบถึงไม่เคยสำนึกสำเหนียกเลยว่า ถึงแม้ว่าเขาจะสกรีนเสื้อที่เขียนว่า “ชอบผู้ชาย” เอาไว้บนหน้าอก แต่ความอ่อนโยนในร่างผู้ชายของเขา มันก็ทำให้ผู้หญิงไขว้เขวได้อยู่ดี

เขากำลังล้อเล่นกับอารมณ์คน ถึงอังศุมาลินจะเคยทำแบบนี้กับฉัน แต่เธอทำไปด้วยหัวใจที่เรียกร้องให้ทำ

ไม่เหมือนกบ…

กบหน้าเหวอ ฉันได้ยินเสียงเขาละล่ำละลักขอโทษ ฉันยกแขนปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเองอย่างไม่ยอมปรึกษา เขาพยายามคว้าตัวฉันเอาไว้ แต่ฉันก็สะบัดจนหลุด และวิ่งหนีมือแข็งเหมือนคีมของเขาเข้าห้องล็อกประตูไปได้ในที่สุด

กบตามเคาะประตูเรียกหน้าห้องอยู่พักใหญ่ เขาบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายฉัน จริงอยู่ในสายตาของเขาฉันอาจจะดูไม่เหมือนผู้หญิงเหมือนคนอื่นๆ แต่ฉันก็ไม่ได้ตลกพอที่จะจูบกับใคร เหมือนที่พวกนักแสดงตลกผู้ชายชอบเล่นพิเรนทร์ใส่กัน ฉันตะโกนบอกเขาไปแบบนั้นและทำให้เสียงเคาะประตูเงียบไป

เมื่อเห็นว่าฉันไม่ตอบสนองในทางที่ดีขึ้น เขาก็ออกไปเก็บเสื่อและอุปกรณ์ที่เขาสรรหามาที่สนามหญ้า ฉันแอบมองจากหน้าต่าง หัวใจเต้น หวั่นไหว และเกลียดเขายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ คิดไปสะระตะ แต่พอเริ่มง่วงก็ดันเกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาตอนตีหนึ่ง เมื่อแง้มประตูออกมาก็เห็นเขานอนกอดขวดไวน์หลับอยู่หน้าห้องของฉัน

มันเป็นภาพที่ชวนสงสาร แต่ฉันก็ก้าวข้ามเขาออกไป แล้วก็ก้าวข้ามเขาเข้าห้องมาปิดประตูนอน

ในที่สุดฉันก็หลับยาวไปจนกระทั่งฟ้าสาง



Don`t copy text!