จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 43 : หัวใจสองภาค

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 43 : หัวใจสองภาค

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เช้าวันต่อมาเราแทบจะไม่คุยอะไรกันเลย แม้จะทำตัวเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่ผ่านๆ มา

เมื่อคืนเขาพูดเองเออเองว่าจูบของเขาเหมือนกับจูบของอังศุมาลิน กบไม่รู้สักนิดว่ามันไม่เหมือน ซึ่งถ้าจะเหมือน ฉันคงจะเป็นอังศุมาลินซึ่งเป็นฝ่ายสะทกสะเทือนกับจูบที่เกิดขึ้นอยู่เพียงฝ่ายเดียว

หรือว่านี่เป็นวงจรที่ตามกลับมาสนอง…แต่การที่ฉันไม่อาจจะมีหัวใจตอบแทนอังศุมาลินไม่ใช่ความผิดไม่ใช่หรือ แล้วทำไมฉันจึงจะต้องมาพบเจอและรับกรรมในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ผิดด้วย

“กินข้าวเช้าเถอะ จะได้รีบไปแต่เช้า” กบเข้ามาตามในห้อง ขณะที่ฉันกำลังเตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพ ถึงจะอยากหนีไปแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่มีปัญญาแบกทุกอย่างเดินลุยป่าไปทำงานได้คนเดียว

อาหารเช้าของเราเป็นกาแฟคนละถ้วย ไข่คนละฟองและขนมปังทาเนยคนละแผ่น ฉันไม่ชอบกินแยมและกบก็จำได้ ฉันเกือบจะประทับใจเรื่องนี้ แต่พอตามองเลยไปทีริมฝีปากของเขา ฉันก็โกรธจนอยากจะรัวหมัดใส่หน้ากบ

อยากให้เขาเจ็บ โกรธ สับสน เหมือนที่หัวใจของฉันเป็นอยู่ในตอนนี้

เราออกเดินทางไปน้ำตกตาดเดือน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานไปราวๆ 400 เมตร ฉันถ่ายเก็บงานจนพอใจแล้วเราก็เดินย้อนกลับมายังที่ทำการอุทยาน เพื่อไปน้ำตกตาดดาวซึ่งมีป้ายเขียนบอกเอาไว้ว่าห้ามเดินทางไปหลังเวลา 14.00 นาฬิกา

ตอนนั้นเพิ่งเก้านาฬิกาเศษ มีเวลาเหลือเฟือที่จะให้เราลากเท้าเข้าป่าไปกลับ 8 กิโลเมตรได้สบายๆ

เราเลาะไปตามลำธารซึ่งไหลมาจากน้ำตก ยิ่งเข้าใกล้เท่าไร เสียงน้ำไหลซ่าก็ดังกลบเสียงรอบตัวมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อเราเดินมาถึงตัวน้ำตก ฉันก็ไม่ประหลาดใจเลยที่เสียงน้ำจะดังชัดและล่องลอยไปไกลได้หลายร้อยเมตร

น้ำตกตาดดาวไหลดิ่งเป็นสองสายลงมาจากหน้าผา เพื่อไปรวมกันอยู่ในแอ่งน้ำด้านล่าง ด้วยความสูงและปริมาณน้ำสร้างละอองฝอยฟุ้งกระจาย ฉันนึกเสียวว่ากล้องจะชื้นเกินไปหรือเปล่า และต้องคอยใช้ผ้าเช็ดละอองน้ำจากหน้าเลนส์อยู่ตลอดเวลา

“สวยเนาะ” กบมองด้วยความรู้สึกทึ่ง ฉันเองก็เช่นกัน นึกเสียดายที่น่าจะเคยมาที่นี่มาก่อน ขณะเดียวกันก็ดีใจที่มีโอกาสได้มา

ฉันลงมือทำงาน ตลอดการทำงานกบป้วนเปี้ยนกุลีกุจอช่วยเหลือฉัน ฉันเกือบจะใจอ่อน แต่ยังคงปั้นหน้าไม่พอใจเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

เขาไม่ได้เอ่ยขอโทษหรือพยายามพูดอะไรออกมาตรงๆ ซึ่งถ้าขืนเขาพูดอะไรให้ฉันได้อายอีก ฉันสาบานได้ว่าจะเลือกผลักเขาลงน้ำตกในจุดที่ลึกที่สุดทีเดียว

มีตอนหนึ่งระหว่างการถ่ายงาน กบอดใจไม่ไหว เขาถอดเสื้อแล้วกระโจนลงไปเล่นน้ำด้วยกางเกงขาสั้นที่เขาสวมมา

น้ำตกลงมาด้วยความแรง แดดกระทบละอองฝอยเป็นสีเงิน ล่องลอยอยู่รอบตัวเขา

ฉันอยากจะเมินหรอกนะ แต่ก็อดขอให้กบเข้าฉากใต้สายน้ำตกให้ฉันไม่ได้

กบแอบกระหยิ่ม ฉันไม่รู้ว่าเขาแกล้งโง่หรือเปล่า แต่เขาก็ทำให้ฉันต้องยอมพูดด้วยเพื่ออธิบายท่าทาง และตำแหน่งของตัวเขาให้ฟังอยู่หลายรอบ จนในที่สุดเราก็ต้องกลับมาคุยกัน

อย่างไรก็ตามฉันได้ช็อตที่ดีที่สุด และอดขอบคุณเขาไม่ได้ ที่ทำให้ภาพนั้นมันตราตรึงขึ้นกว่าการแพนกล้องจากล่างขึ้นบนและบนลงล่างไปเฉยๆ

ตอนนี้คนดูจะได้มีกบเปรียบเทียบให้เห็นว่า ตาดดาวนั้นไหลดิ่งลงมาด้วยความสูงแค่ไหน และอะไรๆ ในตัวเขาอีกหลายประการก็อาจจะช่วยให้คนกลับมาดูซ้ำเป็นรอบที่สองและสาม ยิ่งตอนที่เขาหันมาหัวเราะโดยมีสายน้ำตกกระทบที่หัวไหล่นั้น ถ้าพี่ภพไม่เอาไปใช้ ฉันก็ไม่นึกเสียใจที่ได้ถ่ายเก็บเอาไว้เลย

ระหว่างทางกลับบรรยากาศดีขึ้น เราเดินเรื่อยๆ เพราะงานของฉันที่ป่าคาเสร็จสิ้นแล้ว กบชี้ชมธรรมชาติ ถึงแม้จะเป็นการหาเรื่องคุยและดูเสแสร้งเล็กน้อย แต่เขาก็ทำให้ฉันยิ้มได้เพราะรู้สึกขันในความพยายามของเขา

เราออกจากป่ามาถึงบ้านพักตอนบ่ายสามโมงกับเศษอีกนิดหน่อย พี่อาร์ตนั่งเล่นโทรศัพท์รอเราอยู่หน้าบ้านพัก และเมื่อเขาเห็นพวกเราก็รีบวิ่งออกมาคว้าขาตั้งกล้องจากฉันไปช่วยถือ

ระหว่างที่เขากับกบเดินเคียงไปด้วยกัน ฉันมองดูพี่อาร์ตเต็มตาและรู้สึกเบาใจขึ้นว่า พี่อาร์ตมีแรงดึงดูดมากมายจนเชื่อได้ว่า ในที่สุดฉันก็จะหันมาตื่นเต้นกับเขาจนลืมกบไปได้เป็นปลิดทิ้ง

เมื่อเดินมาถึงบ้านพัก กบผู้ซึ่งหอมสะอาดตลอดเวลาก็ขอตัวไปอาบน้ำ ฉันแน่ใจว่าเขาเจตนาให้เวลาฉันกับพี่อาร์ตได้อยู่ด้วยกัน

มีความอึดอัดเล็กๆ เกิดขึ้นระหว่างเรา เวลาที่คนเขาจีบกันมันรู้สึกแบบนี้สิหนอ

พี่อาร์ตถามเรื่อยเปื่อยถึงการทำงาน และความพอใจในสถานที่ ซึ่งแน่นอนว่าฉันคุยฟุ้ง แต่ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามพูดคุยอย่างปกติ แต่มันก็เป็นเพียงการแสดงแบบเก้กังของฉัน และฉันก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนัก

“พี่เชื่อแล้วว่าเจ๋งเป็นคนตั้งใจทำงานมาก” เขาหัวเราะ “มอมแมมมาเลย ขอโทษนะครับ” สิ้นประโยคนี้พี่อาร์ตก็หยิบเศษใบไม้ออกจากผมของฉัน

ให้ตายเถอะ…ฉันเขินจนสบตาเขาไม่ได้จริงๆ

“งั้นเดี๋ยวเจ๋งจะไปอาบน้ำ เดี๋ยวออกมานะคะ” ฉันว่า ย่อตัวลงจะคว้ากระเป๋ากล้อง ก็ปรากฏว่าเป็นการควานไปมาอยู่ในอากาศ

“กบเอาไปให้แล้วไงครับ” พี่อาร์ตขันน้อยๆ

“อ้อ…กบเอาไปแล้ว” ฉันรู้สึกหน้าแตกยับ รอยยิ้มของพี่อาร์ตเป็นเครื่องตอกย้ำว่า ฉันควบคุมตัวเองไม่อยู่เอาเลย

ฉันเดินเข้าบ้านพักสวนกับกบที่เดินออกมาพอดี กบคว้าแขนหมับจ้องใบหน้าแล้วพูดว่า

“หน้าแดง แกหน้าแดงแปร๊ดเลย”

ฉันยกมือกุมใบหน้า เมื่อนึกบางอย่างได้ฉันก็ยิ้มเยาะส่งไปให้เขา ฉันไม่รู้ว่ากบจะตีความว่าอย่างไรหรอกนะ แต่สิ่งที่ใจของฉันบอกกับตัวเองคือ หัวใจของฉันจะหลุดพ้นจากกำมือของเขาแน่ๆ

ฉันใช้เวลาในห้องน้ำไม่นานนัก และเมื่อออกมาจากบ้านพักก็ปรากฏว่า กบยังคงจัดสถานที่ได้ยอดเยี่ยมไม่ผิดไปจากเมื่อคืนวาน พี่อาร์ตขนเบียร์มาสมทบด้วยลังหนึ่ง อาหารวันนี้ของกบจึงออกเป็นแนวกับแกล้มมากกว่าคืนที่ผ่านมา แก้วไวน์ถูกเก็บลงกล่อง และแก้วเบียร์ที่ถูกแช่เอาไว้ในลังน้ำแข็งก็ถูกเอามาวางแทนที่

ฉันสงวนท่าทีด้วยการเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ว่าไปแล้ว ฉันเคยบอกตัวเองว่าฉันไม่ใช่นักดื่ม ทั้งๆ ที่คืนวันเสาร์ฉันก็ร่วมวงกับพวกเราที่บ้านสายไหมไม่เคยขาด เพียงแต่ฉันรู้ตัวดีว่าดื่มไปอย่างนั้นเอง ฉันไม่เคยคิดว่าเบียร์หรือเหล้าอร่อย ถ้าไม่ต้องดื่ม ฉันก็สามารถนั่งคุยอยู่แบบนั้นทั้งคืนได้ไม่แพ้ใคร เพียงแต่ใบตองไม่ค่อยยอม และมักจะคะยั้นคะยอกรอกเหล้าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

แต่วันนี้ไม่มีใบตอง ฉันเลยขอเป็นชากุหลาบ และตอบเลี่ยงไปว่า ขอดื่มชาก่อนแล้วค่อยขอเบียร์ทีหลัง

คิดไปแล้วก็แปลก ฉันไม่กล้ายืนยันว่าไม่ชอบและไม่ขอดื่มแบบที่พี่เตยทำ การถูกมองว่าเป็นลูกคุณหนู ความประพฤติเรียบร้อย ทำไมมันถึงทำให้ฉันรู้สึกไม่มั่นใจแบบนั้นก็ไม่รู้

“ร้อนกว่าเมื่อวาน” กบบอกพี่อาร์ต

พวกเขาสองคนดื่มเบียร์โดยใส่น้ำแข็งก้อนเอาไว้เสียเย็นฉ่ำ มีเสียงสนทนาถึงความหลังครั้งเล่นบาส ฉันกลับเข้าบ้านไปหยิบกระป๋องถั่ว ตอนที่กลับออกมานั้น ฉันก็รู้เลยว่าตัวเองกำลังหน้าแดง เพราะพวกเขาเหมือนหลุดออกมาจากหนังกีฬาสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีฉันเป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวในฉากนี้

เวลาอยู่กับพี่อาร์ต กบดูเหมือนผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง แล้วเวลาอยู่กับฉันล่ะ…

นึกไปแล้วเขาก็ดูร้ายๆ แรงๆ เหมือนผู้ชายเจ้าอารมณ์ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะว่าฉันกับอังศุมาลินดูอ่อนต่อโลก ไม่ทันคน ซึ่งตอนที่เราเป็นเพียงเด็กชั้นมัธยมต้นนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าเราจะไปทันอะไรใครไปทำไม แต่กบผู้มองโลกในแง่ลบและมักจะทำตัวต่อต้านสังคมอยู่ตลอดเวลา ก็คงวินิจฉัยไปว่าฉันและอังศุมาลินเป็นคนโง่ที่คิดว่าตัวเองดี แต่ตอนนี้เขาก็เปลี่ยนไปแล้ว

“อ้าว…เจ๋ง” พี่อาร์ตทัก ฉันสะดุ้ง ตอนนี้นี่เองที่ฉันรู้ตัวว่าจ้องมองกบอยู่ สายตาที่เหลือบมาสบกันของเราแช่แข็งอยู่อย่างชั่วกัปชั่วกัลป์ สารพัดอารมณ์ที่ถูกส่งออกมาของกบฉันอ่านมันไม่ออก แต่มันทำให้หัวใจฉันเต้นเป็นรัวกลอง และเมื่อถอนสายตาจากไปอย่างยากเย็น ฉันก็พูดออกมาเป็นแพตเทิร์น ราวคุณหนูลูกผู้ดีที่เดินย่างเท้าลงมาจากบันไดโออ่าของตึกใหญ่ว่า

“คุยอะไรกันอยู่คะ ดูสนุกเชียว” ซึ่งมันทำให้ฉันอายมากเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป

พี่อาร์ตทำท่าจะขยับตัวลุก ฉันรีบก้าวพรวดๆ ไปนั่งที่ตัวเอง เพราะไม่เช่นนั้น มันคงจะเหมือนว่าฉันนั่งเองไม่ได้ ต้องมีสุภาพบุรุษคอยขยับเก้าอี้ให้ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีเก้าอี้ แต่พี่อาร์ตคงจะต้องทำอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กันอย่างนั้น

ฉันไม่โทษพี่อาร์ตหรอกนะ เพราะคนที่ทำให้บรรยากาศพาไปแบบนั้นมันเป็นตัวฉันเอง

เรานั่งพูดคุยอยู่กันสามคน โดยพี่อาร์ตเป็นฝ่ายถามฉันเสียมาก ครู่หนึ่งกบก็ลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงออกไปยังความมืดกลางสนาม แสงจันทร์สว่างพอที่จะทำให้ฉันเห็นว่าเขากำลังโทรศัพท์

ใครกันนะที่เขาโทร.ไปหา…

พี่อาร์ตชวนฉันคุย ฉันถามเรื่องการแข่งบาสสมัยมัธยมไปสองสามคำ เขาก็เล่ายาว แต่สาบานได้เลยว่าฉันฟังรู้เรื่องไม่ถึงครึ่ง

ใจของฉันวนเวียนอยู่กับกิริยาของกบ ที่เดินๆ หยุดๆ หมุนไปหมุนมาห่างออกไปราวหนึ่งสนามบาส

“ยิ่งตอนมอปลายนะ กบก็ยิ่งเล่นดี ตอนแรกเพื่อนในทีมก็รู้สึกแปลกๆ แต่พอได้ใกล้ชิดกัน กบก็ดูปกติ เหมือนผู้ชายทั่วไปนี่แหละ”

ฉันมาได้ยินเสียงพี่อาร์ตในประโยคหลัง

“ตอนที่เจ๋งไม่อยู่แล้ว กบไม่ได้เป็นแบบว่า…” ฉันนึกหาคำพูดแทนคำว่ากะเทย “แบบว่า…”

“ตุ้งติ้งอะไรแบบนั้นน่ะเหรอ” พี่อาร์ตช่วย

“ค่ะ แบบนั้น”

“เอาจริงนะ” พี่อาร์ตมองเลยออกไปหากบ “เวลาอยู่กับเพื่อนในทีม กบก็ไม่เคยทำท่าอะไรแบบนั้นสักที แต่เวลาอยู่กับเพื่อน ยังไงดี” เขานึกอยู่นาน

“แรงๆ น่ะเหรอคะ” ฉันเดา

“ใช่ๆ แบบนั้นแหละ พวกสาวๆ ที่มั่นใจหน่อย กบก็จะเปลี่ยนเป็นอีกคน ตอนเรียนมหา’ลัยถ้ากบไม่ไปเป็นนักกีฬาบาส พี่ว่าเขาก็อาจจะแต่งหญิงไปแล้วก็ได้”

“ทำไมพี่อาร์ตคิดแบบนั้นล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ” พี่อาร์ตมองกบอย่างพิจารณาอีกครั้ง “กบเหมือนน้ำ..” เขาพูดอย่างครุ่นคิด “เปลี่ยนไปตามภาชนะที่ใส่ บางทีถ้าเขาไม่เล่นบาสแต่ไปคบพวกสาวๆ ข้ามเพศ เราก็อาจจะไม่ได้เห็นกบที่เหมือนกบตอนนี้ก็ได้”

“พี่อาร์ตหมายความว่ายังไงคะ คนที่เขาเป็นแบบกบส่วนใหญ่เขาก็รู้ตัวกันมาตั้งแต่เป็นเด็กไม่ใช่หรือคะ”

“ก็ไม่เสมอไปนะ บางคนก็เป็นอย่างนั้น บางคนก็สับสน เหมือนที่บางคนเพิ่งจะมารู้ตัวว่าชอบผู้ชายด้วยกันตอนแก่ แต่บางคนก็ตรงกันข้าม”

“ตรงกันข้าม…ตรงกันข้ามยังไงคะ”

“ก็ตอนเด็กตุ้งติ้ง แต่งหญิง แต่พอโตขึ้นกลายเป็นเกย์กล้ามปูไงล่ะ” เขาหัวเราะ ฉันนึกตามและเริ่มเห็นภาพเดียวกันกับพี่อาร์ตเห็น “แต่บางคนสับสนขนาดหนัก เปลี่ยนจากแต่งหญิงไปมีเมียก็ยังมีเลย พี่เคยเห็นออกรายการทีวี”

“จริงด้วยค่ะ”

“พี่ว่าโลกเรามันซับซ้อนขึ้นทุกวัน เจ๋งไม่รู้สึกหรือว่า บางครั้งเราก็ทำตามอย่างคนอื่นๆ แบบที่เรียกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ตอนอยู่กรุงเทพนะ พี่ใส่นาฬิกาแพงๆ ใส่รองเท้าแพงๆ กลับมาอยู่บ้านไม่นาน อะไรก็ใส่ได้ เจ๋งรู้ไหมเพราะอะไร”

พี่อาร์ตจ้องตา ฉันรู้สึกว่าความเป็นผู้หญิงของฉันพุ่งปรี๊ด เขาว่า

“เพราะไม่มีใครตื่นเต้นกับนาฬิกาเรือนละหลายหมื่นของพี่ ไม่มีใครรู้ว่ารองเท้าไนกี้ แอร์ จอร์แดน ยูนิเวอร์ซิตี บลู ว่ามันต่างจากไนกี้ พรีซิชั่น ซึ่งถูกกว่ามากยังไง แถมบางคนก็ไม่ได้ชื่นชม แต่ดันมองว่าโง่ด้วย กับอีแค่ใส่เดินในร้านจะซื้อของราคาแพงไปเพื่อ…” พี่อาร์ตหัวเราะ ถึงฉันจะไม่รู้จักรุ่นรองเท้าที่พี่อาร์ตยกตัวอย่าง แต่ก็เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ

“บางครั้งเราก็เป็นกันแบบนั้น เป็นไปตามสังคมที่เราอยู่” พี่อาร์ตทิ้งท้ายยิ้มๆ

คำพูดของเขาทำให้ฉันนึกถึงทยิดา แม้ตอนนั้นฉันจะนับถือความฉลาดของหล่อนแล้ว แต่ตอนนี้ฉันว่าหล่อนมองโลกได้ขาด วิชาชีวิตคงทำให้ทยิดาจบปริญญาเอกทางด้านสังคมวิทยา ก่อนอายุจะเต็มยี่สิบห้าเสียอีก

และตอนนี้พี่อาร์ตซึ่งอายุมากกว่าฉัน 2 ปี ก็คงจะบรรลุแล้วเช่นเดียวกัน

ฉันมองเขาอย่างชื่นชม

จะเสียหายอะไรล่ะ หล่อก็หล่อ บ้านก็รวย ถ้าเขาพูดตรงๆ ออกมาว่า เจ๋ง…เราคบกับเถอะ ฉันจะทำกระแดะคิดสักสิบวินาทีก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเอียงอายให้ดู ถึงมันจะดูไม่ใช่ตัวฉันสักเท่าไร แต่ที่พี่อาร์ตตามฉันมาถึงที่นี่ก็เพราะคืนนั้นบนเขาหลวงไม่ใช่หรือ ถ้าขืนฉันทำตัวแข็งทื่อเหมือนที่ผ่านมา เขาคงจะเอามือคล้องคอ ชวนฉันไปเล่นบาส จีบสาว ก๊งเหล้า แทนที่จะมาตามต้อยๆ เหมือนในตอนนี้

 



Don`t copy text!