จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 45 : รักแผลงฤทธิ์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 45 : รักแผลงฤทธิ์

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เมื่อเราถึงบ้านกบ เสียงโทรศัพท์สายหนึ่งที่โทร.เข้ามาเครื่องของฉัน ก็ทำให้พี่อาร์ตจำใจต้องแยกจากเรากลับบ้าน

พี่เตยโทรมา…เธอบอกว่าตอนนี้เธออยู่ที่ศาลาคอยรถหน้าโรงพยาบาลศรีสังวร ฉันตาเหลือก มองหน้ากันกับกบ รู้ว่ามีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้นแล้ว

พี่เตยมาหาฉันแบบไม่ได้อยู่ในแผน ไม่อย่างนั้นใบตองจะต้องโทร.มาประสานงาน หรือไม่พี่เตยก็ต้องโทร.มาบอกฉันหรือกบเอาไว้ล่วงหน้า

โรงพยาบาลศรีสังวรเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่บนถนนจรดวิถีถ่อง ถัดจากที่ว่าการอำเภอศรีสำโรงไปไม่ไกลนัก บริเวณนั้นเหมือนเป็นท่ารถอย่างไม่เป็นทางการ มีฝั่งตรงข้ามเป็นถนนสายหลักของตลาดศรีสำโรง ที่แทบจะไม่ได้ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลย

ฉันเห็นโรงพยาบาลนี้มาตั้งแต่ยังเล็ก จำได้ว่าพ่อเข้ารับการกายภาพบำบัดที่นั่น และคนที่เป็นธุระเรื่องนี้ก็คือตัวพ่อเองและน้าพุดซ้อน ซึ่งจะว่าไปแล้วถ้าอำเภอแห่งนี้จะมีสิ่งใดเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็คงจะเป็นปริมาณตึกและจำนวนคนไข้ของโรงพยาบาลศรีสังวรนี่แหละ

กบรู้ว่าพี่เตยคงต้องการเวลาจากฉันอย่างเป็นส่วนตัวทันทีที่พี่เตยโทร.เข้ามา เขาเรียกพี่อาร์ตไปคุย จะพูดว่าอะไรบ้างนั้นฉันไม่รู้ แต่มันทำให้พี่อาร์ตกลับมาลาฉันด้วยสีหน้าเข้าอกเข้าใจ ก่อนจะบอกว่า เย็นนี้เขาจะเอารถเจ็ดที่นั่งของที่บ้านรับ เพื่อจะได้ไปดูค้างคาวที่ถ้ำเจ้ารามด้วยรถคันเดียว

“ถ้าเจ๋งยังไปได้นะ เจ๋งจะได้ขนอุปกรณ์ได้สะดวกๆ”

“ไปได้อยู่แล้วค่ะ” ฉันแน่ใจ คนอย่างพี่เตยจะไม่มีทางให้อะไรก็ตามแต่มารบกวนกระบวนการทำงานของเราเด็ดขาด

“งั้น…พี่ไปก่อนนะ” พี่อาร์ตอาลัยอาวรณ์

“ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ” ฉันยิ้มอ่อนหวาน เดินออกไปส่งเขาถึงประตูรถ ประหลาดใจตัวเองว่า ทำไมถึงรู้สึกว่าเป็นนางเอกละครทุกครั้งที่ได้อยู่กับพี่อาร์ตสองต่อสองกันนะ

ฉันรู้สึกดีและแสนจะสบายใจที่จะได้พูดหรือทำท่าแบบนางเอกหลับหลังคนอื่น อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องระแวงว่าสายตาของกบจะเปล่งแสงที่มีคำว่า ‘ดัดจริต’ เข้าใส่ให้อายกันไปข้างหนึ่ง ก็ถ้าฉันไม่อายตัวเอง กบก็คงอายแทนฉันที่แสดงอะไรประหลาดๆ เหมือนไม่ใช่ตัวเองออกไปนั่นแหละ

 

พี่เตยยืนยิ้มรอเราอยู่ที่ศาลาคอยรถหน้าโรงพยาบาล เหมือนเธอมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยือนเราเท่านั้น

ฉันเกร็ง ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรกับพี่เตยดี แต่กบซึ่งวางตัวอย่างคนนอกช่วยได้มาก เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ชวนคุยอย่างร่าเริง แต่เมื่อกลับถึงบ้านกบก็มาบอกว่ามีธุระต้องออกไปข้างนอก เพื่อให้เวลาฉันกับพี่เตยได้อยู่กันตามลำพัง

ฉันเดินออกมาส่งกบ คราวนี้ไม่ได้รู้สึกหวานแหววเหมือนมาส่งพี่อาร์ต กบบีบไหล่ฉันโดยไม่พูดอะไร ฉันอยากจะฉุดมือเขาเอาไว้ให้อยู่ด้วยกันเหลือเกิน

เรื่องระหว่างพี่เตยและพี่ภพฉันยอมรับว่าอยากรู้ แต่ก็หวั่นใจว่าฉันจะทำมันพังหรือเปล่า เอาเข้าจริงฉันปลอบใจใครไม่เก่ง วาทศิลป์และความคิดเห็นของกบนั้น เห็นชัดๆ มาหลายครั้งว่าเขาทำได้ดีกว่า แต่ฉันก็ทำได้แค่ยืนมองท้ายรถเลี้ยวออกจากบ้านไปเท่านั้น

เอาวะ…ถ้าไม่พูดกันตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปพูดกันตอนไหนแล้ว ฉันบอกตัวเอง ทำท่าฮึดสู้แล้วเดินเข้าบ้าน

พี่เตยนั่งดูรายการเกมโชว์อยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อฉันส่งเสียงเรียกชื่อเธอ พี่เตยก็นิ่งเหมือนถูกขึงอยู่บนโซฟา

เธอยกรีโมตขึ้นปิดโทรทัศน์โดยไม่ได้หันมามองฉัน นานพอที่จะทำให้ฉันเหงื่อตก เมื่อฉันอึดอัดได้ที่แล้วพี่เตยก็หันกลับมาช้าๆ แล้วว่า

“พี่มันโง่เอง”

ฉันยืนจังงัง การเริ่มเรื่องของพี่เตยเหมือนโดนของแข็งทุบเข้าท้ายทอย ฉันไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไรออกไปดี

“เราเติมอะไรให้กับคนที่ไม่มีใจให้กันแล้วไม่ได้หรอกเจ๋ง พี่มันโง่เองที่เคยพูดกับเจ๋งไปแบบนั้น” เธอว่า ฉันใช้โอกาสนั้นเดินตรงไปหาเธอ แล้วทรุดลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน พี่เตยเล่ายาวไปถึงเรื่องที่เราสองคนเคยคุยกันในห้องพักของโรงพยาบาลเมื่อสองปีก่อน แล้วย้ำอีกว่าเธออ่อนหัดเหลือเกินพี่พูดออกไปแบบนั้น

“พี่กับพี่วิทย์มีเรื่องอะไรกัน” ฉันรู้ว่าเสียงตัวเองแปร่งนิดๆ เมื่อถามออกไป ภายในเวลาสองสามวัน กบมาบอกว่าสิ่งที่เคยพูดกับฉันเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นเรื่องที่เขาไม่เชื่อถืออีกต่อไป คราวนี้จะเป็นพี่เตยอีกคนอย่างนั้นหรือ…

“พี่วิทย์มากินเหล้ากับภพที่บ้าน ภพมันเมาหนัก ก็อย่างที่เจ๋งก็เห็นๆ นั่นแหละ พี่ก็จัดการมันตามปกติ แต่พี่วิทย์…พี่วิทย์หึง” พี่เตยบีบมือ ก้มหน้ามองตัก ฉันใช้มือข้างหนึ่งจับมือพี่เตยเอาไว้ พี่เตยยิ้มบาง เป็นยิ้มอ่อนแอที่ฉันไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อนเลย

ฉันเปลี่ยนท่าที ขยับเข้าหาเธออย่างพร้อมจะปกป้อง ดูเหมือนปฏิกิริยาของฉันจะเป็นไปตามสถานการณ์ของคู่สนทนา ตอนนี้ฉันได้รับคำตอบแล้วว่า ทำไมเวลาที่อยู่กับพี่อาร์ต ฉันถึงรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงของตัวเองมากกว่าการอยู่กับคนอื่น

“เจ๋งเคยถามพี่ใช่ไหมว่า พี่จะแต่งงานกับพี่วิทย์ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักหรือ พี่ก็ตอบอย่างมั่นใจว่าใช่ เพราะความรักมีวันหมดไป ดังนั้นเราต้องหมั่นเติม พี่เชื่อของพี่อย่างนั้นและก็มั่นใจว่าตัวเองว่าสามารถจะทำให้ด้วย แต่…แต่พี่วิทย์ไม่เชื่อ”

ฉันประมวลถึงสิ่งที่พี่เตยพูด นี่เธอหมายถึงตัวเองหมดใจกับพี่วิทย์ไปแล้วอย่างนั้นหรือเปล่า ฉันถามพี่เตยออกไป คำตอบที่ได้คือ

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“พี่เตย…” ฉันร้อง

“พี่วิทย์บอกว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนมานานแล้ว พี่วิทย์พูดว่า…” เธอกลืนก้อนบางอย่าง นิ่งไปสามวินาทีแล้วว่า “…ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะพี่วิทย์แน่ใจแล้ว ว่ามีคนจ้องจะแทงข้างหลังอยู่ตลอดเวลา”

พี่เตยหยุดใช้นิ้วมือขยี้หัวคิ้ว แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ภพมันก็บ้า พี่วิทย์ไม่ได้เอ่ยชื่อเสียหน่อย แต่มันก็ปากพล่อยพูดมาเอง…”

“พี่ภพพูดอะไรพี่”

“มันว่า…ถ้ามันคิดจะแทงข้างหลังมันทำมานานแล้ว เพราะมัน มัน…”

“มันอะไรพี่” ฉันเร่ง หายใจไม่ทั่วท้อง

“มันว่ามันรักพี่มาก่อนพี่วิทย์ซะอีก มันบ้าไปแล้วละเจ๋ง ถ้ามันรักพี่นานขนาดนั้นจริง ทำไมพี่ถึงไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

ฉันอึ้งไป ทั้งๆ ที่พอจะเดาได้ว่ามันจะต้องเกิดเหตุทำนองนี้นี่แหละ แต่ไม่คิดว่าเรื่องมันจะชัดเจนแบบนี้

“จากนั้นพี่วิทย์ก็เลื่อนการแต่งงานเลยเหรอ ก็ถ้าพี่กับพี่ภพไม่ได้มีอะไรต่อกันมากกว่าที่พี่ภพรู้สึกไปเองพี่วิทย์ก็น่าจะเข้าใจ”

“พี่วิทย์ไม่เข้าใจ…และพี่ก็…” พูดถึงตรงนี้พี่เตยก็ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น

พี่ก็อะไร…ฉันอยากจะถามแต่ปากหนักเพราะรู้ว่าพี่เตยไม่พร้อมที่จะคุยต่อ พี่เตยเงียบสลับร้องไห้เบาๆ เหมือนอารมณ์ปะทุขึ้นเมื่อนึกบางสิ่งบางอย่างได้ กว่าฉันจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็หลังจากที่ฉันกรอกเบียร์เข้าปากตัวเองไปหนึ่งกระป๋องเพราะความเครียดแล้ว

ตอนแรกฉันตั้งใจจะเอามาย้อมใจพี่เตย เผื่อจะได้เล่าได้คล่อง แต่พี่เตยยังคงเป็นพี่เตย เธอไม่ดื่ม ฉันเลยเป็นฝ่ายดื่มย้อมใจเสียเอง

“พี่เตยต้องเล่า เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา” ฉันเริ่มสั่ง สงสัยว่าแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดจะเริ่มทำงานแล้ว

พี่เตยส่ายหน้า แต่ฉันไม่ยอม

“ไม่เล่า…แล้วพี่จะมาที่นี่ทำไม พี่ต้องการใครสักคน มันไม่มีอะไรที่จะต้องปิดกันอีกแล้ว” ฉันทั้งขู่ทั้งปลอบ พี่เตยขยับตัว เป็นปฏิกิริยาที่ฉันคาดว่าเธอกำลังจะพูด แล้วพี่เตยก็ตะเบ็งคำพูดออกมาจริงๆ

“พี่ไม่รู้ตัวมาก่อน เจ๋ง…ให้พี่สาบานที่ไหนก็ได้ พี่…”

“พี่อะไร”

“ไอ้ภพ…มัน…คืนนั้นพี่ก็ทั้งเกลียดทั้งโกรธมัน เพราะถ้าไม่มีมันพี่จะไม่มีทางยอมให้พี่วิทย์กลับบ้านไปทั้งๆ ที่ไม่ได้เคลียร์กันให้จบ”

“แล้วพี่ภพมันทำไม”

“มัน…มันทำให้พี่สับสน” พี่เตยว่า ฉันร้อนวาบ ไม่อยากเดาสิ่งที่เธอจะพูดต่อไปเลย

เพื่อนสนิท กัดกันเป็นกิจวัตร มันเหมือนละครพล็อตซ้ำที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีต่อกี่ปีก็ยังครองตลาดได้อยู่ อาจจะเปลี่ยนผู้แสดง เปลี่ยนเพศไปเป็นชายกับชาย หญิงกับหญิงบ้าง แต่พล็อตเพื่อนสนิทไม่เคยหายไปจากโลกใบนี้เลย

“พี่เตยก็ไปบอกพี่วิทย์เหมือนที่บอกเจ๋งสิ ความรักมีได้ก็หมดได้ แต่ถ้าหมั่นเติมให้กัน ที่หมดไปแล้วก็กลับมารักกันใหม่ได้” ฉันพยายามช่วยแก้ปัญหา

“พี่บอกแล้ว” พี่เตยเงยหน้าขึ้นมายิ้ม แต่เป็นยิ้มเยาะ ที่เธอมีให้กับตัวเอง

“พี่วิทย์มองพี่ไม่เหมือนที่เจ๋งมอง ไม่ได้มีความนับถือพี่เหมือนที่เจ๋งมี รู้ไหมพี่วิทย์ตอกหน้ากลับมาว่ายังไง พี่วิทย์ว่า…ความรักแบบที่พี่ยึดมั่นอยู่นั้นมันเป็นอุดมคติ เป็นความรักเหมือนที่เราจะมอบให้โลก ให้ทุ่งลาเวนเดอร์ ไม่ใช่ความรักที่คนจะมอบให้กัน ของอย่างนี้มันเติมให้กันไม่ได้หรอก ถ้าอีกฝ่ายหมดใจไปแล้ว ความรักคือความเห็นแก่ตัว อยากมี อยากได้ อยากจะครอบครอง พี่วิทย์ให้พี่ไปถามตัวเองก่อนว่ารู้สึกยังไงกันแน่ เคยหึงพี่วิทย์บ้างไหม ที่อยากจะแต่งงานเพราะอยากครอบครองพี่วิทย์หรือว่ากลัวความเปลี่ยนแปลงกันแน่”

“โห…พี่วิทย์…” ฉันคราง

“ฉลาดเฉลียว สมกับเป็นพี่วิทย์เลยเจ๋งว่าไหม” พี่เตยยิ้มเฝื่อน ฉันพยักหน้ารับ

“แล้วคนอย่างนี้หรือที่พี่จะไม่รัก มันเป็นไปไม่ได้เลย” พี่เตยว่า

“ก็แล้วทำไมพี่ไม่บอกพี่วิทย์ไปแบบนั้นล่ะ”

“บอกแล้ว แต่พี่วิทย์ทำหน้าแบบนี้” พี่เตยทำท่ายิ้มเยาะ ประสานมือบนหัวเข่าเรียบแบบท่าทางของแฟนนักลงทุน ฉันเห็นใบหน้าของพี่วิทย์ลอยเข้ามาแทนที่ เห็นริมฝีปากบางของเขายิ้มเหยียด และสายตาอย่างกับว่าอ่านทุกคนได้เหมือนอ่านตำราหุ้น มองใส่พี่เตยเหมือนจะพูดออกมาว่า ‘ไม่มีใครปิดบังอะไรผมได้หรอก’

“พี่วิทย์เชื่อว่าพี่เตยเองก็รักพี่ภพใช่ไหม” ฉันถาม พี่เตยเสียงแหว

“เจ๋ง…”

“ขอโทษค่ะ…คือเจ๋งไม่ได้ตั้งใจจะตอกย้ำ”

“เจ๋ง…พี่ยังไม่ได้พูดว่าพี่รักไอ้บ้านั่นสักคำนะ”

“ค่ะ…อ่า เจ๋งพูดผิดน่ะค่ะ ไม่ได้คิดจะพูดแบบนั้นจริงๆ”

“ช่างเถอะ…มันก็จริงน่ะแหละ”

“หา…” ฉันตาค้าง

“ไม่ใช่อย่างนั้น” พี่เตยเริ่มอารมณ์เสีย “ที่ว่าจริง ก็ตรงพี่วิทย์เชื่ออย่างที่เจ๋งพูดนั่นแหละ พี่วิทย์เลยขอเวลา เขาอยากให้พี่ทบทวน และตัวเขาก็อยากจะทบทวนว่าเขาสมควรจะเอายังไงกับพี่กันแน่”

“แล้วนานไหมพี่”

“ไม่นาน” พี่เตยยิ้ม คราวนี้เป็นยิ้มเยือกเย็น ฉันใจหายวาบราวกับว่าเรื่องมันมาถึงบทสรุปสุดท้ายแล้ว

มีเสียงร้องเหมียวๆ ของเงินงามที่ประตู ตอนนั้นเองที่ฉันรู้ว่ากบมาถึงแล้ว พี่เตยหันไปมอง กบประหม่านิดๆ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ฉันกับพี่เตยรู้แล้วว่าเขามายืนอยู่ตรงนั้นนานพอที่จะได้ยินเรื่องที่เราพูด

“คือผม…คิดว่า คุยธุระกันเสร็จแล้ว”

ฉันมองดูนาฬิกาที่ผนัง ผ่านไปชั่วโมงครึ่ง มันไม่ใช่ความผิดของกบหรอก แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

พี่เตยยิ้มเย็นอย่างเป็นมิตร เธอเป็นฝ่ายทำให้มันจบลงด้วยการบอกว่า เธออยากจะให้ฉันกับกบไปถ่ายที่ถ้ำค้างคาวให้เสร็จ ส่วนตัวเธอขออยู่ที่บ้านคิดอะไรคนเดียว ตอนนี้เธอสับสนในจุดยืนของตัวเอง และไม่คิดว่าจะมีใครช่วยตัดสินใจได้นอกจากตัวของตัวเอง

อย่างไรพี่เตยก็ยังเป็นพี่เตย แม้จะแสดงความอ่อนแออย่างปกติคนออกมาให้เห็น แต่ก็ยังอุตส่าห์มีความมั่นใจประหลาดๆ ตามแนวทางของตัวเธอเอง

แน่นอนว่าเราทำตาม กบโทร.หาพี่อาร์ต สี่โมงเย็นพี่อาร์ตมารับเราที่บ้าน พี่เตยมองพี่อาร์ตกับฉันด้วยความสนใจ ก่อนออกจากบ้านเธอมองหน้าฉัน เหมือนกับรู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้มาที่บ้านของกบทำไม และพี่อาร์ตคิดอย่างไรกับฉันอยู่

มันแน่อยู่แล้ว ถ้าสนิทกันมากกว่านี้หรือเราได้เป็นแฟนกันจริงๆ ฉันอยากจะบอกพี่อาร์ตเหลือเกินว่า เบาๆ ลงหน่อยก็ได้ ฉันไม่ได้น่ารักน่าใคร่อะไรขนาดนั้น

ถึงฉันจะไม่เคยผ่านความรักอย่างเป็นทางการมาสักครั้ง แต่ฉันก็เห็นความรักมามาก และเดาได้ไม่ยากเลยว่า พี่อาร์ตเป็นผู้ชายแมนๆ ที่แสนจะหวั่นไหวง่าย

ถ้าฉันจะเป็นผู้หญิงอีกประเภทที่ชอบหว่านและทดสอบเสน่ห์ของตัวเอง มันก็ดีอยู่หรอกที่เราจะเป็นผู้คุมเกม แต่ฉันดันเป็นพวกขี้เขิน ไม่ชอบแสดงออก ฉันก็เลยอึดอัดกับท่าทีสุภาพทว่าชัดเจนชนิดไม่สนสายตาคนอื่นของพี่อาร์ต

 



Don`t copy text!