มนตราราหุล บทที่ 12 : เมื่อคืนลอยกระทง

มนตราราหุล บทที่ 12 : เมื่อคืนลอยกระทง

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 12 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

สุริยันยามตะวันชิงพลบวาดสีทับทิมสดสลับดำลงบนผืนฟ้ากว้าง บรรยากาศงดงามระคนลึกลับน่าพิศวง ลำแสงสุดท้ายตกกระทบกราบเรือสำปั้นเก๋งลำน้อยที่ลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ แสงวอมแวมจากตะเกียงดวงเล็กที่จุดอยู่ ส่องให้เห็นผู้โดยสารที่นั่งอยู่ภายใน

จมื่นวิเศษศิลป์หยิบน้ำชาในถ้วยเคลือบอย่างดีขึ้นจิบ ทอดสายตามองฝ่ายตรงข้ามอย่างสบายอารมณ์

“กระผมต้องขอบคุณแม่นายที่เป็นธุระช่วยนำสินน้ำใจของกระผมไปมอบให้ขุนวรวงศา ท่านถึงได้เมตตายอมให้กระผมทำงานแทนขุนชาญณรงค์ที่ตายไป”

หญิงคู่สนทนาอยู่ในวัยกลางคนแล้ว หากเสน่ห์ของกระดังงาลนไฟกลับเปล่งประกายเหนือกว่าสาวน้อยวัยกำดัดหลายเท่านัก

“ตอนนี้หน้าที่ที่ขุนชาญณรงค์เคยทำ ขุนวรวงศาก็ยกให้คุณพระนายดูแลทั้งหมดแล้ว เรียกได้ว่าท่านมีโอกาสได้แสดงฝีมือยิ่งกว่าใคร ในอนาคตตำแหน่งออกญาไม่มีทางพ้นมือเป็นแน่ ทั้งตอนนี้คุณพระนายยังจะได้เป็นเขยของออกญาสุรเดโช เงินทองและอำนาจบารมีที่ควรจะเป็นของขุนชาญณรงค์ ตกเป็นของคุณพระนายหมดทุกอย่าง”

ประโยคนี้ถูกใจนัก จมื่นวิเศษศิลป์ยิ้มกริ่มเมื่อคิดถึงอนาคตสดใสที่รออยู่

“ที่คุณพระนายฆ่าขุนชาญณรงค์นั้นฉันก็เห็นใจ ท่านอยากแต่งงานกับแม่เฟื่องแก้ว แต่ถ้าแย่งมาตรงๆ ออกขุนชาญณรงค์ย่อมจะแค้น และตามเล่นงาน ท่านจึงต้องกำจัดออกขุนไปเสีย แต่เรื่องที่ปล่อยข่าวว่าแม่เฟื่องแก้วหนีตามผู้ชายไป จนแม่หญิงอับอายสู้หน้าใครไม่ได้นั้น ฉันยังข้องใจว่าคุณพระนายทำไปเพื่อกระไร ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันคงทำร้ายคนที่ฉันรักอย่างนี้ไม่ได้”

ไม่มีใครคาดคิดว่าที่เรื่องแม่หญิงเฟื่องแก้วหนีไปอยู่กินกับจมื่นวิเศษศิลป์แพร่สะพัดไปทั่วเมือง โดยหาต้นตอคนพูดไม่นั้น แท้ที่จริงเป็นฝีมือการปล่อยข่าวของฝ่ายชายนั่นเอง จมื่นวิเศษศิลป์หัวเราะในลำคอ ตอบอย่างลำพองใจ

“ที่จริงใช่ว่ากระผมอยากได้เมียด่างพร้อยดอกนะ แต่ออกญาสุรเดโชจะต้องปิดข่าวไม่ให้คนรู้เป็นแน่ว่าแม่เฟื่องหนีไปจากเรือน จากนั้นก็ต้องรีบจับลูกสาวใส่ตะกร้าล้างน้ำ ให้แต่งงานกับคนอื่นไปเสีย กระผมถึงต้องทำให้เป็นเรื่องอื้อฉาว ให้คนรู้กันทั่วอโยธยาว่าแม่เฟื่องหนีตามกระผมไป ออกญาสุรเดโชจะได้บิดพลิ้วไม่ได้ หรือต่อให้จับแม่เฟื่องแก้วไปแต่งงานกับชายอื่น ก็คงไม่มีผู้ชายคนไหนเล่นด้วยดอก”

“ทั้งฆ่าขุนชาญณรงค์เพื่อแย่งหน้าที่การงานมาไว้เสียเอง พาเจ้าสาวของท่านขุนหนี ให้แม่เฟื่องเป็นพยานว่าไม่ได้ฆ่าท่านขุน และยังปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงแม่เฟื่องเพื่อรวบหัวรวบหางให้แต่งงานด้วย ฉันว่าถ้าผีขุนชาญณรงค์รับรู้คงแค้นคุณพระนายจนไม่ยอมไปผุดไปเกิดเชียวละ”

คราวนี้เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังก้องไปทั้งลำเรือ  เขาหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างกระหยิ่มใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นเคาะนิ้วลงกับโต๊ะไม้ตรงหน้า ไตร่ตรองสถานการณ์อย่างระมัดระวัง

“แต่ตอนนี้ดูเหมือนเราต้องระวังทางออกญายมราชให้มากเข้าไว้ กระผมได้ข่าวว่าพวกมันพยายามให้คนไปเสาะหาหมอผีฝีมือดีมาแก้อาถรรพณ์ของเรา ถ้ามัวแต่ชะล่าใจ ฉวยมันแก้อาถรรพณ์ได้สำเร็จพวกเราจะลำบาก”

คู่สนทนาของเขาตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “จะกี่ครั้งก็ให้มันทำกันไปเถิด ไม่มีทางลบล้างคุณไสยหมอผีของพ่อจันได้ดอก หมอผีที่ทำงานให้น้องชายของขุนวรวงศาธิราช มีหรือจะสู้หมอผีกระจอกงอกง่อยไม่ได้  มีแต่ของจะเข้าตัวพวกมันเองให้ตายอย่างทรมานมากกว่า”

คิ้วของผู้ฟังขมวดมุ่น นึกกังวลตามประสาคนรอบคอบ “แต่กระผมก็ยังไม่วางใจ ก่อนพายุจะมาทะเลมักสงบเป็นพิเศษ แม่นายไม่สังเกตหรือว่านอกจากหาคนมาแก้อาคมแล้ว พวกออกญายมราชไม่มีการเคลื่อนไหวอันใดเลย กระผมสังหรณ์ใจว่าพวกมันต้องกำลังเตรียมการบางอย่างเพื่อเล่นงานพวกเราให้ย่อยยับเป็นแน่”

“พวกนั้นจะมีแผนการใดก็ไม่สำคัญดอก ขอเพียงแม่อยู่หัวยังหลงใหลขุนวรวงศาธิราชเช่นนี้ อำนาจก็ยังอยู่กับเจ้านายเรา และพวกเราก็ย่อมจะปลอดภัยไปด้วย”

จมื่นวิเศษศิลป์ลอบนึกดูถูกความคิดคับแคบของคู่สนทนาอยู่ในใจ ผู้หญิงก็เป็นเสียอย่างนี้ คิดอะไรตื้นๆ ไม่เกินปลายจมูก แม้เจ้านายจะมีอำนาจเป็นล้นพ้นทวี แต่ใช่จะการันตีความปลอดภัยของลูกน้องอย่างเขาเสียเมื่อไร หากจะเปรียบไปพวกเขาก็เป็นเพียงกิ่งก้านเล็กจ้อยของต้นไม้ใหญ่ เมื่อใดมีภัย มีแต่เจ้าของจะรีบลิดกิ่งทิ้งเพื่อรักษาลำตันสิไม่ว่า

หญิงสาวหันไปพยักหน้าให้คนแจวเรือ เป็นสัญญาณให้พาเธอไปส่งที่ท่าน้ำ ก่อนจะทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ให้คนฟังมั่นใจ

“ถ้าคุณพระนายเกรงว่าหลวงเกรียงไกรฤทธิ์จะเล่นลูกไม้ตลบหลังพวกเรา ไม่ต้องกังวลดอก ฉันมีอาวุธสำคัญที่จะรับมือเรื่องนี้อยู่แล้ว”

สะบันงาถูกจัดให้พักบนเรือนใหญ่เป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการดูแล หมอที่ถูกตามมาอย่างเร่งด่วนบอกให้นาถคลายกังวลว่า “แม่นายไม่ได้เป็นกระไรมากดอกขอรับ เพียงแต่ร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ บำรุงกันสักพักก็จะแข็งแรงขึ้นเอง ส่วนเรื่องความจำเสื่อมกระผมเชื่อว่าพอได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคย ความทรงจำของแม่นายน่าจะกลับมาในเร็ววัน”

จริงอย่างที่หมอคนนั้นพูด สะบันงารำลึกเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างรวดเร็ว สองสัปดาห์หลังจากกลับมาที่เรือน หล่อนก็พูดคุยความหลังเก่าๆ กับนาถและคุณหญิงละมุนได้คล่องปาก มีเพียงเหตุการณ์หลังลงจากเรือนจนกระทั่งหายตัวไปเท่านั้น ที่หญิงสาวจดจำไม่ได้

“น่าเสียดายที่น้องจำไม่ได้ว่าถูกใครทำร้ายจนความจำเสื่อม ถึงต้องพลัดพรากจากคุณพี่ถึงสองปี” สะบันงาบอกสามีเมื่อนาถเข้าไปเยี่ยมในห้องพัก “แต่น้องไม่เคยลืมคุณพี่ไปจากใจเลยนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นพอกลับมาถึงเรือน น้องคงจำเรื่องราวระหว่างเราได้ไม่เร็วถึงเพียงนี้”

นาถรวบมือบางของภรรยาขึ้นมากุมแนบอก หัวใจแกร่งกร้าวเยี่ยงนักรบไหวสะเทือนด้วยจับใจในความภักดีของหล่อน “ตอนที่เจ้าหายไปพี่เป็นห่วงเหลือเกิน พี่ต้องแอบตามหาแม่สะบันงาเงียบๆ เพราะไม่อยากให้เอกเกริกจนคนเอาไปนินทาให้แม่เสียหาย แต่ก็คว้าน้ำเหลวจนพี่คิดว่าคงไม่มีโอกาสพบน้องอีกแล้ว”

หยาดน้ำใสรินลงมาตามแก้มนวล ตามด้วยเสียงสะอื้นเบาๆ สะบันงาซบหน้าลงบนบ่าสามี คล้ายลูกนกอ่อนแอพักกายลงกับปีกแม่ของมัน นาถกอดหล่อนไว้อย่างทะนุถนอม อิงแอบกันอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็เอ่ยเสียงหวาน “คุณพี่ยังจำคืนวันลอยกระทงที่เราพบกันเป็นครั้งแรกได้ไหมเจ้าคะ”

ความรักฉายชัดในแววตาของนาถดังเงาสะท้อนจากกระจกเงา “คืนนั้นพี่แค่จะไปจับคนร้าย ไม่นึกเลยว่าจะได้พบนางฟ้าเข้า”

สะบันงาเองก็ไม่คิดว่าจะได้พบกับนาถ ผู้ชายที่ก้าวเข้ามาฉุดหล่อนให้พ้นจากความแร้นแค้นเลือดตาแทบกระเด็น พามาสู่ชีวิตใหม่ที่หอมหวานพร้อมพรั่งเสียจนบางครั้งหญิงสาวยังนึกว่าตนเองฝันไป

“น้องไม่เคยลืมคืนลอยกระทงนั้นเลย และไม่เคยลืมสัญญาที่คุณพี่เคยรับปากไว้ด้วย คุณพี่ล่ะเจ้าคะ ยังจำคำสัญญาได้หรือเปล่า”

อารมณ์อ่อนหวานจางหายไปจากใบหน้าของนาถ มีความอึดอัดเข้ามาแทนที่ “พี่เคยสัญญาว่าจะมีเจ้าเป็นศรีเรือนเพียงคนเดียว แต่น่าละอายนักที่พี่กลับตระบัดสัตย์”

คืนลอยกระทงที่หล่อนพูดถึงยังตราตรึงอยู่ในใจของนาถ เวลานั้นเขาซึ่งดำรงตำแหน่งออกพระ ได้ข่าวว่า ‘ไอ้หมาย’ ขุนโจรที่หนีการตามล่าของเจ้าหน้าที่ หลบไปซ่อนตัวอยู่บริเวณวัดสามพิหาร ใกล้กับคลองบางขวด ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง นาถจึงปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปซุ่มสังเกตการณ์ ในคืนลอยกระทงคืนนั้นเขาคาดว่าไอ้หมายน่าจะออกมาเที่ยวเล่นแก้เบื่อหน่ายบ้าง ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เงาของโจรร้ายรายนั้น หลังจากรออยู่จนดึกนาถก็ตัดสินใจกลับที่พัก ขณะเดินผ่านริมน้ำ อะไรบางอย่างสะกิดใจให้ชายหนุ่มเหลียวมองไปที่ปลายสะพานไม้

ณ ที่นั้น ร่างอรชรร่างหนึ่งยืนอยู่เดียวดาย  มีลำน้ำกว้างสะท้อนแสงจันทร์สีเงินยวงเป็นประกายวับวาวราวเกล็ดเพชรอยู่ด้านหลังของหล่อน หญิงสาวกำลังพริ้มตาอธิษฐานกับกระทงใบเล็กที่ถืออยู่ในมือ นาทีนั้นนาถรู้สึกราวตกอยู่ในภวังค์ แทบไม่รู้ตัวว่าก้าวเข้าไปหาหล่อนตั้งแต่เมื่อไร และเพียงเสี้ยวขณะที่ได้สบตากับหญิงงามตรงหน้า เขาก็ยอมรับว่าหัวใจที่เคยไม่เคยเปิดรับหญิงใด กลับหวั่นไหวจนสุดจะควบคุม

นาถใช้เวลาสืบหาตัวไอ้หมายอีกหนึ่งเดือน เป็นหนึ่งเดือนที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสาวงามแห่งคลองบางขวดเบ่งบานจนกลายเป็นความรัก จวบจนถึงวันที่เสร็จสิ้นภารกิจ นาถก็ตัดสินใจเอ่ยปากขอให้หญิงสาวกลับไปด้วยกันเพื่อไปเป็นศรีเรือนของเขา ทว่าสะบันงาหาได้รีบตอบรับอย่างที่ผู้หญิงยากไร้ส่วนใหญ่คงจะทำ ยามมีขุนนางหนุ่มรูปงามนำราชรถมาเกยไม่ ตรงกันข้าม ดวงหน้าโสภากลับหม่นหมอง ดวงตาคมดำเอ่อไปด้วยน้ำตา

‘ฉันก็อยากฝากชีวิตไว้กับคุณพระ แต่ฉันรู้ตัวดีว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นคนยากจน ไร้สกุลรุนชาติ ไม่ต่างจากดอกไม้ริมทาง หากผลีผลามตามคุณพระไปอย่างคนใจง่าย วันหนึ่งเมื่อคุณพระหมดรัก ฉันจะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ ฉันขออยู่ตามประสายากอย่างนี้ดีกว่า ส่วนเรื่องของเราฉันจะเก็บไว้เป็นความทรงจำไปตลอดชีวิต’

‘พี่ไม่ใช่ผู้ชายปากพล่อยพูดจาหลอกลวงผู้หญิง แม่สะบันงาควรเชื่อใจพี่’

‘แต่ฉันเป็นหญิง หากผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็จบสิ้นไปทั้งชีวิต ฉันอดกลัวไม่ได้จริงๆ’

นาถเอื้อมไปกุมมือคนรักไว้ ไม่สนใจอาการสะดุ้งสะเทือนราวถูกไฟจี้ของหล่อน เอ่ยคำสัญญาหนักแน่นที่กลั่นจากหัวใจ ‘อย่ากลัวไปเลย ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า ความรักของพี่ที่มีต่อแม่สะบันงาจะไม่มีวันจางหาย พี่ขอสัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายว่าจะมีเจ้าเป็นเมียเพียงคนเดียว และจะรักแต่เจ้าคนเดียวตราบจนวันตาย’

เพราะคำสัญญาในวันนั้น นาถจึงรู้สึกผิดทุกครั้งที่สบตาสะบันงาในเวลานี้ ละอายใจว่าเขาได้ตระบัดสัตย์สัญญาที่ให้ไว้กับหล่อน ถึงแม้จะเป็นการกระทำที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่ความผิดก็ยังคงเป็นความผิดอยู่นั่นเอง

เมื่อสามีมีท่าทีสลดลง สะบันงาก็จับมือใหญ่ขึ้นมาแนบแก้ม ปลอบประโลมแผ่วเบา “อย่าโทษตัวเองเลยเจ้าค่ะ น้องรู้เรื่องหมดแล้วว่าที่คุณพี่ต้องมีเมียอีกสองคนเป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจนทั้งสิ้น คุณแม่ไปสู่ขอแม่กุดั่นมาโดยไม่บอกคุณพี่ก่อน ส่วนแม่วงตะวันก็เป็นเมียพระราชทานจากพ่ออยู่หัว น้องไม่ติดใจในเรื่องนี้ แต่คำสัญญาที่ว่านั้นน้องหมายถึงสัญญาที่คุณพี่รับปาก ว่าจะรักน้องเพียงคนเดียวตลอดชีวิต คุณพี่ยังจำได้ไหมเจ้าคะ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “พี่พูดสิ่งใดไว้พี่จำได้เสมอ ไม่เคยลืม”

เพราะหญิงสาวเอนตัวพิงบ่าของเขา นาถจึงไม่เห็นว่าคนข้างตัวมีแววตาหมายมาด แทบจะเป็นกร้าวกระด้างและรอคอย ตรงกันข้ามกับน้ำเสียงหวานฉ่ำ “ถ้าอย่างนั้นคุณพี่จะทำตามสัญญาได้ไหมเจ้าคะ ถึงตอนนี้จะมีแม่วงตะวันกับแม่กุดั่นเพิ่มขึ้นมา แต่หญิงที่ได้ครอบครองหัวใจของคุณพี่ต้องเป็นน้องคนเดียวเท่านั้น”

นาถเงียบงัน บอกไม่ถูกว่าทำไมในชั่วขณะนั้น ดวงหน้าสดใสและรอยยิ้มแจ่มกระจ่างดังดวงตะวันของใครคนหนึ่งจึงปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง สะบันงารับรู้ได้ถึงอาการชะงักงันของสามี จึงประคองใบหน้าเขาให้หันมาประจันหน้ากับหล่อน ใบหน้าโสภาหม่นหมอง สองตาเคลือบด้วยหยาดน้ำบางเบา ดูแวววาวราวเกล็ดเพชร

“น้องรู้ว่าเห็นแก่ตัวนักที่ทวงคำสัญญาจากคุณพี่ แต่น้องไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่มาอยู่กินกับคุณพี่แบบตกกระไดพลอยโจน แม่กุดั่นแม่สะบันงาไม่ได้รักคุณพี่อย่างที่น้องรัก หากคุณพี่แบ่งใจให้คนอื่น น้องคงต้องตรอมใจตาย”

นาถไม่ได้เอ่ยตอบทันใด ไม่ใช่ว่าเขาจะมากรักหลายใจ ทว่าเวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ชายหนุ่มอดรู้สึกไม่ได้ว่าการร้องขอครั้งนี้ไม่เป็นธรรมกับผู้หญิงอีกสองคนที่อยู่ในฐานะภรรยาของเขาเช่นกัน  อาการอัดอั้นนั้นดังมีดคมกริบกรีดลงยังส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดของหัวใจผู้มอง สะบันงาน้ำตาร่วงพรู ปล่อยมือจากใบหน้าสามี หล่อนยืดตัวเหยียดตรงเมื่อบอกเสียงสั่น

“คุณพี่ลืมความหลังระหว่างเราไปหมดแล้วใช่ไหมเจ้าคะ ลืมว่าตอนอยู่ที่คลองบางขวดเรารักกันมากแค่ไหน ถ้าคุณพี่ปันใจไปรักคนอื่นจริงน้องคงทนอยู่ต่อไปไม่ได้ พรุ่งนี้น้องก็จะไปจากที่นี่ ขอกราบลาคุณพี่ไว้ตรงนี้เลย”

ร่างบอบบางสะท้านด้วยแรงสะอื้นเมื่อกราบลงตรงบ่า นาถใจหาย รีบรั้งตัวหญิงสาวกอดประทับไว้แนบอก “พี่ไม่ยอมให้น้องไปไหน เมื่อเราเคยสัญญากันไว้พี่ก็จะทำตามสัญญาที่ให้กับแม่สะบันงา” เขากระชับอ้อมแขนแน่นเข้า ความรักและสงสารเอ่อท้นจิตใจ มันมีพลังพอที่จะทำให้นาถเอ่ยปากยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นอีกครั้ง

“พี่มีเมียสามคน และพี่ก็ตั้งใจว่าจะดีกับทั้งสามคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่คนเดียวที่พี่จะรักก็คือแม่สะบันงาของพี่เท่านั้น”

สะบันงาสะอื้นฮัก โผเข้าซบอกสามีดั่งนกน้อยซุกกายลงในรังนอน นาถลูบผมหล่อนอย่างปรานี บอกตัวเองว่าเขาทำถูกต้องแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็จะดูแลภรรยาทั้งสามคนไม่ให้กินแหนงแคลงใจ หากแต่ความรักของเขาควรมีไว้เพื่อหญิงเดียวเท่านั้น

วูบหนึ่ง นาถบอกไม่ถูกว่าทำไมหัวใจของเขาจึงแกว่งไกวราวกับว่าวที่ต้องลมบน…

สายตาพร่าพรายของสะบันงามองฝ่าม่านน้ำตาออกไปเห็นร่างอวบอิ่มได้สัดส่วนของกุดั่นยืนอยู่หน้าห้อง ปากรูปกระจับเชิดขึ้น เหยียดปลายหางตามองมาที่หล่อนอย่างไม่ถูกชะตา ก่อนจะก้าวเข้ามา จงใจไม่เหลือบแลหญิงสาวเมื่อพูดกับนาถ

“น้องจะไปซื้อของสักหน่อย คุณพี่อยากได้กระไรไหมเจ้าคะ น้องจะซื้อมาฝาก”

“พี่ไม่อยากได้กระไรดอก ขอบใจนะน้อง แม่กุดั่นมีน้ำใจงามนัก จะไปไหนก็คิดถึงพี่เสมอ”

นาถบรรจงหยอดคำหวานเป็นพิเศษ นับตั้งแต่สะบันงากลับมา เขาก็พยายามเอาใจใส่ภรรยาทุกคนให้มากกว่าเดิม เพื่อไม่ให้มีใครน้อยเนื้อต่ำใจ แม้จะทำได้ค่อนข้างลำบากเพราะกุดั่นเรียกร้องเวลาจากสามีมากขึ้น ในขณะที่สะบันงาเองก็ต้องการการดูแลเช่นกัน

เห็นทีจะมีแต่แม่วงตะวันนี่ละ ที่ไม่สร้างปัญหาให้แม้แต่น้อย หล่อนวางตัวราวกับเป็นเพียงเครื่องประดับเรือนชิ้นหนึ่ง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำยังดูห่างเหินไปอย่างน่าพิศวง

น้ำคำอ่อนหวานของสามีช่วยให้อารมณ์ขุ่นมัวของกุดั่นคลายลงได้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่นบานยิ่งกว่าดอกไม้ได้ฝนเมื่อย่างเท้าเข้าไปในป่าทอง อันเป็นแหล่งรวมร้านเครื่องประดับที่คนมีเงินนิยมมาจับจ่ายซื้อหา หญิงสาวเดินชมเครื่องประดับงดงามพราวตา สุดท้ายก็ซื้อสร้อยข้อมือทำเป็นรูปดอกบัวตูมสลักลวดลายละเอียดยิบเรียงต่อกันเป็นสาย มีกลีบดอกบัวฝังทับทิมห้อยตุ้งติ้งอย่างน่าเอ็นดู หล่อนกำลังเลือกทับทรวงฝังพลอยแดงมาใส่เข้าชุดกับสร้อยข้อมือเมื่อมีเสียงเรียกมาจากด้านหลัง

“แม่นายกุดั่นขอรับ”

กุดั่นคงทำหูทวนลมไปแล้วหากเจ้าของเสียงนั้นจะไม่ใช่ชายหนุ่มรูปงามอย่างที่น้อยครั้งจะพบเห็น ดวงหน้าหล่อเหลาคมสันแกมละมุน คิ้วดำเข้ม ดวงตาคมวาวเจือแววเจ้าชู้นิดๆ ไปกันได้ดีกับจมูกโด่งและกลีบปากได้รูปสวย รูปลักษณ์ของชายคนนี้ไม่องอาจเยี่ยงนักรบอย่างนาถ ทว่ากลับมีความคมหวานที่ดึงดูดใจหญิงสาวยิ่งกว่า

“เจ้าเป็นใคร รู้จักชื่อฉันได้อย่างไร” เสียงที่หล่อนตั้งใจจะให้ทรงอำนาจอ่อนยวบลงไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ชายคนนั้นยอบตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เกียรติกุดั่น ก่อนตอบกลับด้วยเสียงนุ่มละลายใจผู้ฟัง

“กระผมดีใจเหลือเกินที่ได้พบแม่นาย กระผมชื่อคล้าว เป็นผัวของแม่สะบันงาขอรับ”

หากจะบอกว่ารูปลักษณ์ของนายคล้าวสร้างความประทับใจให้กุดั่นได้ยิ่งยวด คำพูดของเขาก็สร้างความตื่นตะลึงได้มากกว่าหลายเท่านัก ภรรยารองของนาถรีบพยักหน้าให้นายคล้าวตามมายังร้านน้ำชาที่ดูสะอาดสะอ้าน เลือกมุมด้านในสุดที่ภรรยาของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์จะนั่งได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนรู้จักมาพบเข้า รอจนกระทั่งเจ้าของร้านยกขนมจันอับที่สั่งมาให้และเดินไปไกลแล้ว กุดั่นก็เอ่ยขึ้น

“พ่อคล้าวมีเรื่องใดจะพูดก็ว่ามา ฉันรอฟังอยู่”

นายคล้าวเข้าเรื่องโดยไม่อ้อมค้อม “กระผมเป็นพ่อค้าเดินทางค้าขายไม่เป็นหลักแหล่ง เมื่อสองปีก่อนกระผมพบแม่สะบันงาถูกโจรทำร้าย เลยช่วยเอาไว้ แต่แม่สะบันงาความจำเสื่อม จำได้แค่ตัวเองชื่อสะบันงา ส่วนจะเป็นใครบ้านช่องอยู่ที่ไหนนั้นไม่รู้ กระผมเองต้องล่องเรือไปค้าขายต่อ เลยพาแม่สะบันงาติดเรือไปรักษาด้วย จนเราสองคนเกิดความรัก และอยู่กินกันฉันผัวเมียเรื่อยมา”

กุดั่นฟังหูผึ่งราวกับเด็กน้อยฟังนิทาน แม้นางแววจะพยายามสะกิดเตือน หล่อนก็หันไปถลึงตาเป็นเชิงให้เงียบ ขณะที่นายคล้าวยังเล่าต่อ “จนเมื่อสามเดือนก่อน เรือสินค้าของกระผมอับปางสิ้นเนื้อประดาตัว เคราะห์ร้ายแม่สะบันงามาล้มป่วยเป็นไข้ป่า กระผมจะต้องไปยืมเงินจากญาติทางเมืองเหนือ เลยเอาแม่สะบันงาไปฝากไว้กับป้ากล่ำ ไม่คิดเลยว่าพอกลับมาจะไม่ได้เจอหน้าเมีย ป้ากล่ำเองก็หายตัวไปด้วย”

“นางกล่ำ คนที่แม่สะบันงาพากลับมาอยู่ที่เรือนด้วยน่ะรึ”

“นั่นละขอรอ กระผมกลับมาไม่เจอเมียก็แทบจะคลั่งตาย ต้องใช้เวลาสืบหาอยู่หลายวัน โชคดีพรรคพวกคนหนึ่งรู้จักกับบ่าวในเรือนออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ เลยรู้ข่าวว่าแม่นายสะบันงา เมียคุณหลวงที่ว่ากันว่าป่วยหนัก ต้องไปพักรักษาตัวกับญาติที่หัวเมือง หายป่วยกลับมาที่เรือนกะทันหัน รูปร่างหน้าตาที่เล่ามาก็คือแม่สะบันงาเมียของกระผม ไม่ผิดแน่”

นายคล้าวขบกรามจนขึ้นเป็นสัน น้ำตาเอ่อคลอคลอง “ทีแรกกระผมก็ทำใจว่าคงทำบุญร่วมกับแม่สะบันงามาเพียงเท่านี้ และแม่สะบันงาคงอยากสบายจึงเลือกกลับไปอยู่กับคุณหลวง แต่พอดีกระผมมีโอกาสสอบถามหมอ ถึงรู้ว่าคนที่ความจำเสื่อมนั้นเมื่อความจำกลับคืนมา จะลืมเรื่องราวตอนที่ความจำเสื่อมไปจนหมด”

“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้แม่สะบันงาก็จำพ่อคล้าวไม่ได้สินะ” กุดั่นหน้าเสีย ความดีใจที่คู่แข่งจะถูกกำจัดหายวับไปดังฟองสบู่ต้องลมแรง

“เห็นจะเป็นเช่นนั้นขอรับ” นายคล้าวยอมรับ ก่อนจุดประกายความหวังของคนฟังขึ้นมาใหม่ในประโยคถัดไป “กระผมจึงคิดว่าบางทีแม่สะบันงาอาจจะยังไม่หมดรักกระผม เพียงแต่จำสิ่งใดไม่ได้ หากกระผมมีโอกาสได้พูดคุยกับแม่สะบันงาอีกสักครั้ง เมียกระผมก็อาจจำเรื่องราวของเราขึ้นได้บ้าง”

ดวงตาของกุดั่นทอประกายเริงแรงยิ่งกว่าแสงตะวันที่สาดส่องอยู่ในเวลานี้ หน้าตาปราโมทย์ประหนึ่งได้เห็นขุมทรัพย์มหาศาลมากองอยู่ตรงหน้า นางแววเดาออกทันทีว่านายสาวคิดจะทำอะไร ก็รีบกระซิบเสียงแผ่ว “อย่าเชียวนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องใหญ่”

“ห้ามข้าทำกระไรนางแววนี่ ไม่เห็นรึคนเขากำลังเดือดร้อน พรากผัวพรากเมียเขาบาปนะเอ็ง” กุดั่นเอ็ดแต่ไม่จริงจังนัก ความปีติเริงโลดขึ้นมาล้นอกจนแทบจะหายใจไม่ทัน หล่อนกำลังกลัดกลุ้มอยู่เชียวว่าจะกำจัดสะบันงาไปจากเรือนใหญ่ได้อย่างไร แล้วก็เหมือนกับเทพยดาเป็นใจ จึงได้เนรมิตนายคล้าวมานั่งอยู่ตรงหน้า

นางแววอดรนไม่ไหวก็ตัดสินใจทะลุกลางปล้อง “อย่าหาว่าฉันยุ่งเลยนะพ่อคล้าว แต่ที่พ่อว่าเป็นผัวแม่นายสะบันงาน่ะ มีหลักฐานหรือเปล่า”

นายคล้าวปลดพระองค์หนึ่งออกจากเชือกดำที่คล้องคออยู่ วางลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้กุดั่น “นี่ขอรับ พระองค์นี้แม่สะบันงาใส่ติดตัวมาในวันที่ถูกโจรทำร้าย ยังมีสร้อยทองหนักห้าบาทอีกเส้น ตอนตกยากกระผมขายสร้อยไปแล้ว เหลือแต่พระองค์นี้ ก่อนจะไปเมืองเหนือแม่สะบันงาให้กระผมใส่ไว้คุ้มครองตัว กระผมไม่เคยถอดเลย”

พระองค์นั้นเป็นทองคำแท้ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ สร้างตามแบบศิลปะขอม คุณละมุนได้รับมาจากสมณะผู้ใหญ่ที่เธอเคารพ 2 องค์ด้วยกัน เมื่อสะบันงาเข้ามาเป็นสะใภ้ท่านได้มอบให้หญิงสาวไว้บูชาองค์หนึ่ง และตั้งใจจะเก็บอีกองค์ไว้ให้หลานคนโตที่เกิดจากหล่อน แต่เมื่อหญิงสาวหายตัวไปจนท่านต้องสู่ขอกุดั่นมาเป็นสะใภ้คนที่สอง คุณละมุนก็ได้มอบพระที่เหลือให้กุดั่นเป็นของรับขวัญ ทว่าหญิงสาวสวมได้ไม่กี่ครั้งก็เก็บเข้ากล่อง แล้วไม่เคยหยิบมาสวมอีกเลย

พิจารณาดูพระเครื่องในมือจนมั่นใจดีแล้ว กุดั่นก็ยิ้มระรื่น “พระนี่เหมือนกับที่ข้ามีไม่มีผิด คุณแม่เคยบอกว่าให้แม่สะบันงาไว้องค์หนึ่ง แสดงว่าพ่อคล้าวพูดจริง เห็นไหมนางแวว เอ็งละระแวงไม่เข้าเรื่อง”

นางแววอยากจะขัดขวางต่อไป แต่เมื่อไม่อยู่ในฐานะที่จะทำสิ่งใดได้ จึงได้แต่ยืนหน้าม่อยฟังเจ้านายนัดแนะแผนการกับนายคล้าวด้วยอาการกระหยิ่มยิ้มย่อง นึกอ่อนใจว่านายสาวของหล่อนช่างเชื่อคนง่ายดายนัก สมกับที่บิดามารดาประคบประหงมมายิ่งกว่าไข่ในหิน โดยเฉพาะหากคนคนนั้นพูดจาได้ตรงกับความปรารถนาในใจ กุดั่นก็พร้อมจะคล้อยตามโดยไม่ลังเล

พอกลับถึงเรือน เข้าห้องปิดประตูอยู่กันลำพังสองคน แววก็ท้วงอีกครั้ง “แม่นายเจ้าขา คิดดูใหม่อีกทีเถิดนะเจ้าคะ บ่าวว่าทำเช่นนี้จะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี หากแม่นายสะบันงาเกิดจำความหลังได้ แล้วทิ้งคุณหลวงติดตามนายคล้าวไป คุณหลวงต้องโกรธแม่นายมากเป็นแน่”

กุดั่นหยิบสร้อยข้อมือเส้นใหม่ขึ้นมาสวมลงบนข้อมือกลมกลึง เหยียดมือออกชมประกายทองเหลืองอร่ามอย่างสบายอารมณ์

“ขนาดเอ็งยังคิดได้แล้วข้าจะคิดไม่ได้เชียวรึ ข้าไม่ได้จะทำเช่นนั้นดอก ข้าแค่จะให้นายคล้าวนั่นมาประกาศความจริงต่อหน้าทุกคนว่าแม่สะบันงาเป็นเมียมัน ทำเป็นว่านายคล้าวสืบหาที่อยู่แม่สะบันงาได้เอง เลยดั้นด้นมาที่เรือนนี่ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า แม่สะบันงาในใจคุณพี่เป็นนางแก้วบริสุทธิ์ผุดผ่องนัก ข้าก็เลยจะให้คุณพี่ได้รู้ความจริงว่าแม่นางฟ้านางสวรรค์ของคุณพี่มีมลทินไปแล้วต่างหากล่ะ”

“แต่เราจะเชื่อนายคล้าวนั่นได้จริงหรือเจ้าคะ มันเป็นใคร หัวนอนปลายเท้ามาจากไหนก็ไม่รู้ ถ้าเกิดมันมาโกหกแม่นายจะเสียรู้มันนะเจ้าคะ”

กุดั่นทำปากยื่นอย่างเด็กสาวแสนงอนยามไม่ได้ดังใจ “เอ๊ะนังนี่! สักแต่ได้ขัดข้าสิน่า” หล่อนดุ “ไหนเอ็งลองบอกมาซิว่าถ้าหลอกข้าแล้วนายคล้าวจะได้ประโยชน์กระไร เอ็งก็เห็นว่าเขามีพระมาแสดง และตอนที่ข้าให้อัฐเป็นสินน้ำใจนายคล้าวก็ไม่ยอมรับ อย่างนี้น่ะหรือคนที่จะมาหลอกลวง”

คิดถึงดวงหน้าคร้ามคมแกมหวานของชายคนดังกล่าว กุดั่นก็ยิ้มเคลิบเคลิ้ม “อีกอย่างนายคล้าวนั่นก็รูปงามนัก พูดจาก็ไพเราะมีสัมมาคารวะ หากได้อยู่ใกล้ชิดแม่สะบันงาจะหลงรักก็ไม่แปลก เออ! ถ้าเขาหน้าตาดาษดื่นอย่างชาวบ้านทั่วไปก็ไปอย่าง ถ้ามาบอกว่าเป็นผัวแม่สะบันงาสิข้าถึงจะไม่เชื่อ”

นางแววนั่งพับเพียบฟังตาปริบๆ เข้าใจแผนการของเจ้านายน่ะใช่ แต่จะเห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“เอ็งไม่ต้องห้ามเลย” กุดั่นชี้หน้าทันทีที่คนสนิทขยับริมฝีปาก “ข้ารู้ดอกว่าเอ็งจะเทศนาเรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่ข้าไม่ได้ทำบาปเสียหน่อย แม่สะบันงามีชายอื่นแล้ว ก็ไม่สมควรจะกลับมาอยู่กินกับคุณพี่อีก ยิ่งไปกว่านั้นคุณพี่ก็รักแต่แม่สะบันงาคนเดียว ข้าทนไม่ได้”

ประโยคท้ายนั้นสะบัดเสียงสูง อารมณ์ริษยาเริ่มปะทุขึ้นมาดังไฟสุมขอน  ถึงแม้นาถจะปรานีต่อภรรยาทั้งสามคนเท่าเทียมกัน หากแต่ชายหนุ่มก็ไม่อาจเก็บงำประกายตาอันเปี่ยมด้วยความรักลึกซึ้ง ที่มีต่อหญิงสาวที่เขาเลือกมาเป็นภรรยาด้วยตนเองเอาไว้ได้ ทุกคนที่ได้เห็นต่างก็ประจักษ์แจ้งในเรื่องนี้ แล้วกุดั่นในฐานะที่เป็นภรรยาคนหนึ่ง มีเลือดเนื้อมีหัวใจ จะทนรับความเจ็บช้ำอย่างไรไหว โดยเฉพาะเมื่อหล่อนเคยชินกับการเป็นฝ่ายได้รับมาตลอดชีวิต

เพียงคิดถึงดวงหน้างามพิลาสของคนที่หมายหัวว่าเป็นคู่ปรปักษ์ ดวงตาของกุดั่นก็วาววับด้วยเพลิงอารมณ์ สุ้มเสียงสั่นพร่าอย่างเจ็บใจ “ทุกวันนี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ในเรือนนี้ในฐานะกระไรแล้ว ใครต่อใครมันก็ลอบนินทา ข้าต้องอกไหม้ไส้ขมแค่ไหนเอ็งรู้บ้างไหม”

อันที่จริงก็ถูกของคุณกุดั่น…นางแววคำนึงด้วยความกลัดกลุ้ม ยามวิวาห์เข้ามาหล่อนถูกเชิดชูให้เป็นเมียกลางเมือง เป็นภรรยาเอกทรงสิทธิ์ขาดในเรือนแต่ผู้เดียว แม้ต่อมาวงตะวันจะถูกพระราชทานมาอย่างเกริกเกียรติ ตามหลักแล้วควรมีฐานะสูงกว่า แต่หญิงสาวคนนั้นก็โง่เขลาจนมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ ฐานะของกุดั่นจึงยังมั่นคงดังเดิม

ทว่าเมื่อสะบันงาซึ่งอยู่ในฐานะเดียวกันปรากฏตัวขึ้น ทั้งยังเป็นที่รักของสามีมากยิ่งกว่า ฐานะของกุดั่นจึงไม่ต่างจากนาวาที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ไม่รู้ว่าจะถูกซัดเซไปทางไหน บ่าวในบ้านก็วางตัวไม่ถูก ได้แต่คอยจ้องกันตาเป็นมันว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นฝ่ายได้กุมอำนาจในเรือนใหญ่

แต่อีกไม่นานดอก…กุดั่นเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ ขณะหยิบแหวนทองวงใหม่ขึ้นมาลองสวม แม่เมียรักที่คุณพี่นึกว่าเป็นมณีเนื้อแท้จะเปลี่ยนแปรกลายเป็นมณีร้าว แม้นาถจะยังคงเลี้ยงดูต่อไป แต่ก็ไม่อาจเชิดชูให้สูงค่าดังเดิม

ไม่มีทางที่สะบันงาเผยอมาเป็นคู่แข่งทัดเทียมกับกุดั่นอีกแล้ว..

Don`t copy text!