มนตราราหุล บทที่ 15 : เธอคือฆาตกร

มนตราราหุล บทที่ 15 : เธอคือฆาตกร

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 15 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ฉับพลันนางแววก็เงยหน้าที่ชุ่มด้วยน้ำตาขึ้นจ้องหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ข้างกายสะบันงา หน้าตานางถมึงทึงราวกับมองศัตรูคู่แค้นเมื่อกรีดเสียงประณาม

“เพราะแม่นายแท้ๆ แม่นายวงตะวัน แม่นายฆ่าแม่นายกุดั่น ถึงจะไม่ได้ทำร้ายเองกับมือ แต่แม่นายกุดั่นก็ตายเพราะความอิจฉาริษยาของแม่นาย”

“หมายความว่าอย่างไร แม่วงตะวันทำกระไรรึ”

ไม่เพียงแต่ผู้ถูกกล่าวหาที่แปลกใจ นาถและสะบันงาก็ตามอารมณ์พลุ่งพล่านของสาวใช้ไม่ทันเช่นกัน บ่าวของกุดั่นไม่รอให้วงตะวันเอ่ยปาก นางรีบเล่าอย่างรวดเร็ว

“เมื่อวานนี้แม่นายวงตะวันมาหาแม่นายกุดั่นเจ้าค่ะ พอดีบ่าวไปยกสำรับที่โรงครัวเลยไม่ได้อยู่ฟังด้วย พอกลับมาก็เห็นแม่นายกุดั่นนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว เธอบอกว่าถูกแม่นายวงตะวันเยาะเย้ยถากถางสารพัด หาว่าคุณหลวงจะทอดทิ้งแม่นายกุดั่น ไม่มีวันกลับมาเหลียวแลอีกแล้ว หากเธอเป็นแม่นายกุดั่นคงต้องฆ่าตัวตาย ไม่อยู่ให้อับอายผู้คน”

นางแววกระชากเสียงด้วยอารมณ์ระอุปานน้ำเดือด “บ่าวพยายามปลอบแล้วแต่แม่นายกุดั่นเสียใจนัก นอนร้องไห้อยู่ค่อนคืนกว่าจะข่มตาหลับได้ พอมาวันนี้เธอก็บ่นว่าอยากตาย อยู่ไปก็มีแต่คนคอยรังคัดรังแค บ่าวไม่คิดเลยว่าเธอจะทำจริงๆ”

ถึงแม้จะแข็งแกร่งเพียงใดแต่ในนาทีนั้นวงตะวันก็อดสะท้านใจไม่ได้ ข้อกล่าวหานี้นับว่าอุกฉกรรจ์ที่สุดเท่าที่หญิงสาวเคยประสบมาในชีวิต ทั้งยังพัวพันถึงมรณกรรมของหญิงสาวอีกคนหนึ่งด้วย

“ฉันมาหาแม่กุดั่นเพราะเห็นว่าเธอคงจะเหงา เลยมาคุยเป็นเพื่อน ไม่ได้เยาะเย้ยอย่างที่แววว่า แววเข้าใจผิดแล้ว”

“บ่าวไม่ได้เข้าใจผิด” นางแววโต้กลับอย่างหมดความยำเกรง “แม่นายกุดั่นเล่าให้บ่าวฟังเองกับปาก พอแม่นายวงตะวันกลับไปแม่นายกุดั่นก็ร้องไห้น้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ถ้าแม่นายไม่ได้ทำให้เธอเจ็บใจ มีหรือเธอจะคับแค้นปานนั้น”

นาถยืนฟังการบริภาษอย่างเคร่งขรึม หากนายคล้าวไม่ได้สารภาพว่าวงตะวันเป็นผู้จ้างวานมาก่อนหน้านี้ หากนางแววจะไม่ใช่บ่าวที่รับใช้กุดั่นมาตั้งแต่ยังไม่ได้ออกเรือน จงรักภักดีกับกุดั่นจนเป็นที่รู้กันทั่ว นาถจะไม่แยแสในสิ่งที่หล่อนพูดเลย แต่นี่ทุกอย่างช่างตรงกันข้ามกับความปรารถนาของเขา…ปรารถนาที่จะให้วงตะวันเป็นผู้บริสุทธิ์

ในยามที่อารมณ์ผิดหวังเป็นตุ้มถ่วงหัวใจจนหนักอึ้ง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากหยักหนาจึงเย็นชา ดวงตาคมกริบแล้งไร้แววอ่อนโยนอย่างเคย “แม่วงตะวันทำอย่างที่แววพูดจริงไหม บอกมาตามตรง”

‘เขาไม่เชื่อใจเจ้า’…เสียงกระซิบเตือนอันโหดร้ายผุดพรายขึ้นในสมอง หัวใจของวงตะวันโยกไหวรุนแรงราวกับผิวน้ำนิ่งสนิทที่ถูกใบพายขนาดมหึมาตวัดเต็มแรง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นซัดสาดไปทั่วท้องนที

“ฉันคิดว่าแม่วงตะวันคงไม่ได้ตั้งใจ แม่อาจจะเผลอพูดออกไปโดยไม่ได้ไตร่ตรอง ใช่ไหม” สะบันงาพยายามมองในแง่ดี

วงตะวันจึงอธิบายชัดถ้อยชัดคำ “เมื่อวานฉันเข้ามาพูดคุยเป็นเพื่อนแม่กุดั่นเท่านั้น ไม่ได้เย้ยหยันเธอ หรือพูดจาอย่างที่แววบอกเลยสักคำเจ้าค่ะ”

การสนทนาถูกตัดบทเมื่อพันทัพและนายบุญช่วยเข้ามาในห้อง ท่าทางอ่อนระโหยกันมาทั้งคู่ นายบุญช่วยทำหน้าเหยเก มือข้างหนึ่งกุมท้ายทอยที่บาดเจ็บ “คุณหลวงขอรับ ไอ้คล้าวหนีไปแล้ว มันมีพวกมาจากไหนไม่รู้ย่องมาข้างหลัง ตีหัวพวกกระผมสลบกันทั้งสองคน แล้วมันก็หนีไปขอรับ”

นาถเพียงแต่พยักหน้ารับ ด้วยกำลังอยู่ในอารมณ์หดหู่เกินกว่าจะตำหนิลูกน้อง เขาหันไปสั่งแววให้เช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กุดั่น ก่อนจะผละจากมา กระนั้นก็ยังทันได้ยินบุญปลูกแอบกระซิบพันทัพแว่วมาทางด้านหลัง

“เมื่อตะกี้ไอ้คล้าวมันว่าแม่นายวงตะวันจ้างมันมาใส่ร้ายแม่นายกุดั่น นี่แม่นายวงตะวันยังพูดจาดูแคลนจนแม่นายกุดั่นผูกคอตายอีก พ่อพันว่าเธอจะไม่ได้ตั้งใจจริงหรือ”

ที่ทั้งคู่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีใครบอก เพราะเสียงเกรี้ยวกราดของนางแววดังลั่นลอยลมออกไปถึงนอกเรือน สองหนุ่มได้ยินเต็มสองหูระหว่างขึ้นบันไดมา พันทัพรีบถลึงตาห้ามความปากพล่อยของลูกน้อง ทว่าคำปรารภนั้นไปเข้าหูนางแววเสียแล้ว สาวใช้ของกุดั่นผุดลุกขึ้นยืนจังก้า ชี้หน้าวงตะวันอย่างสุดแค้น

“เห็นไหม ไอ้คล้าวมันยังว่าแม่นายวงตะวันจ้างมันมาไส่ไคล้แม่นายกุดั่น แม่นายจงใจฆ่าแม่นายกุดั่นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะเกิดขึ้นประจวบเหมาะอย่างนี้หรือ”

“พอได้แล้วแวว ไปหาผ้ามาผลัดให้แม่กุดั่นตามที่ข้าบอก” นาถตัดบทด้วยไม่อยากฟังการวิวาทอีกต่อไป และเขายังให้เกียรติวงตะวันมากพอที่จะไม่คาดคั้นหล่อนต่อหน้าบ่าวไพร่ อย่างไรเสียกุดั่นก็วายปราณไปแล้ว รอไว้ชำระความกันที่อื่นก็ยังไม่สาย

ชายหนุ่มลงจากเรือนเล็ก ย่ำเท้าหนักๆ ไปทรุดตัวนั่งยังศาลาท่าน้ำ หวังให้สายลมเย็นระรื่นช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มอันแสนทรมานในอกลงบ้าง สะบันงาที่ตามมานั่งลงข้างสามี กุมมือใหญ่ไว้อย่างปลอบโยน

“คุณพี่ขา อย่าโกรธเคืองแม่วงตะวันเลย แม่กุดั่นชอบพูดจาถากถางแม่วงตะวัน แม่วงตะวันอาจจะอยากแก้แค้นคืนบ้าง แต่คงไม่คิดว่าแม่กุดั่นจะถึงกับผูกคอตายดอกเจ้าค่ะ”

นาถไม่ได้ตอบในทันใด เมื่อสะกดใจจนโทสะเบาบางลงแล้ว ก็เหลือแต่ความผิดหวังและเศร้าสลดแทรกตัวเข้ามาแทนที่ ในความรู้สึกของชายหนุ่มวงตะวันเป็นผู้หญิงที่พิสุทธิ์จริงใจ หัวใจของหล่อนขาวสะอาดเกินกว่าจะเปิดรับความชั่วร้ายเหมือนเช่นคนอื่นๆ เป็นเหตุให้เขาเอ็นดูหล่อนนักหนา เมื่อวางหญิงสาวไว้ในตำแหน่งอันสูงส่ง ความรู้สึกของนาถจึงดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความผิดหวังล้ำลึกปานกัน

“พี่เองก็ไม่อยากเชื่อว่าแม่วงตะวันจะจงใจทำ” นาถเอ่ยเรียบๆ “ถ้าแค่นายคล้าวพูดฝ่ายเดียวว่าแม่วงตะวันจ้างวานมัน ต่อให้มีแหวนทองมายืนยันด้วยก็เถิด พี่ก็ยังไม่เชื่อดอก แต่น้องก็รู้ว่าปกติแววเป็นคนสงบเสงี่ยม ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร ไม่มีทางเลยที่แววจะกล่าวหาแม่วงตะวัน หากแม่วงตะวันไม่ได้ไปพูดจาทำร้ายเจ้านายของมันจริง อีกทั้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็สอดคล้องกันเกินไป พี่คงไม่สั่งกักบริเวณแม่กุดั่น ถ้าไม่จับได้ว่าแม่กุดั่นเป็นคนว่าจ้างนายคล้าว และถ้าพี่ไม่กักบริเวณ แม่กุดั่นก็จะไม่สิ้นหวังและไม่เจ็บใจกับคำของแม่วงตะวันจนผูกคอตาย น้องเห็นหรือยัง…” นาถถอนใจ “มันเป็นแผนการที่วางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีจุดไหนเลยที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ พี่ถึงต้องยอมรับว่าแม่วงตะวันจงใจเล่นงานแม่กุดั่นอย่างไรล่ะ”

“แต่สติปัญญาของแม่วงตะวัน ง่า..ทึบเกินกว่าจะวางแผนนี้ได้กระมังเจ้าคะ”

“น้องยังไม่รู้จักแม่วงตะวันดีพอ แม่วงตะวันไม่ได้โง่เขลาอย่างที่เจ้าเข้าใจดอก”

ในบรรดาเรื่องตระหนกตกใจทั้งหมดที่ได้ประสบมาในวันนี้ วาจาประโยคนี้ของนาถนับว่าเหนือความคาดหมายมากที่สุด แต่สะบันงายังไม่ทันซักไซ้ให้กระจ่าง เสียงหนึ่งก็สอดเข้ามาเสียก่อน

“ถ้าอยากรู้ว่าฉันทำผิดจริงหรือไม่ เรียกคุณกุดั่นมาถามไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”

วงตะวันก้าวเข้ามาสมทบ เม็ดนิลเจียระไนในดวงตากลมโตทอประกายเริงแรงอย่างที่นาถไม่เคยเห็นจากหล่อนมาก่อน  มันหมายมาด…คาดหวัง…ดั่งนักเดินทางที่เพิ่งเสาะพบหนทางที่จะพาตนไปยังขุมทรัพย์ ซึ่งตามหามาแสนนาน

“แม่กุดั่นตายไปแล้ว จะลุกขึ้นมาตอบได้อย่างไร อย่าพูดถึงคนตายอย่างนั้นเลยนะแม่วงตะวัน” สะบันงาติงเสียงอ่อน ทว่าวงตะวันกลับยิ้มน้อยๆ เพ่งสายตาแน่วแน่ไปที่นาถ

“คุณปู่ของฉันเคยเล่าว่าออกขุนจักรเพชร คุณปู่ของออกหลวงเป็นผู้ครอบครองคัมภีร์ราหุลเวทย์ น่าจะถึงเวลานำออกมาใช้แล้วกระมังเจ้าคะ”

อีกหลายปีต่อมาเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น นาถยังจำได้ว่าสิ่งแรกที่แล่นเข้ามากระทบใจหาใช่ความประหลาดใจไม่ แต่เป็นความตระหนกผสมกับความหวาดระแวงเหลือคณานับ

“เจ้ารู้เรื่องคัมภีร์ราหุลเวทย์อย่างนั้นรึ” นาถโพล่งออกไป หัวใจสะเทือนไหวดังเกิดพายุใหญ่พัดอึงอล

วงตะวันพยักหน้าอย่างเฉยเมย “คุณปู่ของฉันรู้เรื่องราวมากมายเกินกว่าที่ใครจะคิด เวลาว่างท่านก็เล่าให้ฉันฟังเพลินๆ แทนนิทานก่อนนอน ว่าแต่ที่ฉันเสนอให้นำคัมภีร์ออกมาชุบชีวิตแม่กุดั่น ออกหลวงจะว่าอย่างไรเจ้าคะ”

“คัมภีร์ราหุลเวทย์คือสิ่งใดหรือเจ้าคะคุณพี่” สะบันงาอดถามไม่ได้

นาถมองเมียรักอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมบอกในที่สุด “คัมภีร์นี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ มนตราในคัมภีร์สามารถรักษาโรคภัยและชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้ คุณปู่ของพี่ได้รับมาจากอาจารย์ของท่าน ก่อนจะสิ้นท่านฝากฝังให้พี่ดูแลคัมภีร์นี้ต่อ”

ประกายวาววับราวกับใบมีดคมกริบกระทบแสงไฟวาบขึ้นในดวงตาของวงตะวัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นจนเกือบจะเป็นเยาะ เมื่อได้ยินประโยคท้ายๆ ของนาถ กระนั้นหล่อนยังยืนนิ่ง ฟังสองผัวเมียเจรจากันต่อไป

“ถ้าอย่างนั้นแม่กุดั่นก็มีหวังจะฟื้นขึ้นมาสิเจ้าคะ น้องดีใจจริง”

“ใช่ และจะได้เล่าได้ว่าเมื่อวานนี้ มีคนเข้าไปเย้ยหยันแม่กุดั่นจริงไหม คนคนนั้นพูดว่าอย่างไรบ้าง” นาถเสริมก่อนหันไปถามวงตะวัน “เจ้าแน่ใจนะว่าอยากให้ฉันใช้มนตราจริงๆ”

“ฉันไม่ได้สิ่งใดผิด ทำไมจะต้องไม่แน่ใจด้วยล่ะเจ้าคะ” น้ำเสียงหล่อนมีแววดื้อดึงและท้าทายที่นาถไม่ชอบนัก เขาจึงผละจากไปทันทีที่หมดธุระ สะบันงาเดินตามสามีเข้าไปในหอนอน เห็นเขายืนตัวตรงมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง น้ำเสียงของนาถเคร่งขรึมเมื่อภรรยาสืบเท้าเข้าไปใกล้

“เรื่องของคัมภีร์ราหุลเวทย์เป็นความลับสุดยอด แม้แต่คุณแม่ก็ยังไม่รู้ แต่พี่เชื่อใจแม่สะบันงามากที่สุดถึงได้ยอมบอก น้องต้องเก็บเป็นความลับห้ามแพร่งพรายกับใครทั้งนั้น มิฉะนั้นจะต้องมีคนมากมายคิดหมายแย่งชิงคัมภีร์ ชีวิตของพวกเราในเรือนนี้คงไม่มีวันสงบสุขอีก”

สะบันงารับคำ หล่อนเองก็พอจะนึกภาพความวุ่นวายนั้นออก

“พี่จะทำพิธีชุบชีวิตแม่กุดั่นตอนเช้ามืดวันพรุ่งนี้ ตอนนี้น้องรีบไปบอกแววว่าที่จริงแม่กุดั่นยังไม่ตาย แต่อาการหนักสลบไสลไม่ได้สติ หมอห้ามทุกคนเข้าไปรบกวน รวมทั้งตัวมันก็ห้ามไปยุ่มย่ามด้วย พอแววรู้ประเดี๋ยวมันก็กระจายข่าวบอกบ่าวคนอื่นๆ เอง พอแม่กุดั่นฟื้นขึ้นมาจะได้ไม่ผิดสังเกต”

“ถ้าให้น้องเดา คัมภีร์ราหุลเวทย์คงเก็บอยู่ในหอพระสินะคะ มิน่าเล่า คุณพี่ถึงไม่ค่อยยอมให้ใครเข้าไปที่นั่นถ้าไม่จำเป็น”

”พี่จะเก็บตัวทำสมาธิก่อนถึงเวลาทำพิธี มนตราราหุลต้องกระทำตอนรุ่งสางเมื่อแสงอาทิตย์แรกแตะขอบฟ้า ระหว่างนี้อย่าให้ใครมารบกวนพี่ทั้งสิ้น”

นาถมองตามร่างกลมกลึงของภรรยาขณะก้าวออกจากห้องไปจนลับตา ลางสังหรณ์เตือนว่าภัยคุกคามอันไร้รูปทว่าอันตรายเหลือแสนกำลังก่อตัวขึ้นในเรือนของเขา และภัยใดก็ไม่น่ากลัวเท่าภัยจากน้ำมือคนใกล้ชิด

คนคนนั้นเป็นใคร จะใช่แม่วงตะวันหรือไม่หนอ…

………………………………………………………………………………………………………………

เรือนของนาถเป็นเรือนหมู่แบบเรือนไทยโดยมาก มีศูนย์กลางอยู่ที่เรือนใหญ่ ก่อนจะตีเป็นวงโค้งออกไปทั้งสองข้างดังนกกางปีก ส่วนที่ต่อเติมออกไปนั้นสร้างเป็นเรือนเล็กสำหรับอนุภรรยาของท่านเจ้าของเรือน แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร ด้านหน้ามีทางเดินทอดยาวให้เดินหากันได้สะดวก สุดวงโค้งด้านหนึ่งจัดทำเป็นหอพระ เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่เงียบสงบเหมาะแก่การสำรวมจิตใจมากที่สุด

แสงจันทร์สีเงินยวงที่อาบหอพระมาทั้งคืนเริ่มรางเลือนลง เป็นสัญญาณว่าอีกไม่กี่อึดใจสุริยันของวันใหม่จะไขแสงสีทองขึ้นจับปุยเมฆ ขับไล่ความอนธการให้จางหาย นาถผลักประตูห้องพระเข้าไปด้วยใจเคร่งเครียด ชะงักเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นกำยานหอมที่เขาสั่งให้นายบุญช่วยมาจุดทิ้งไว้ตั้งแต่เย็นวาน หีบไม้ดำแกะสลักงดงามตั้งอยู่หน้าพระพุทธรูปปางลีลาที่ตกทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ นาถเปิดฝาหีบออกช้าๆ เย็นวาบไปทั้งกายราวกับถูกผลักลงไปในหล่มน้ำแข็ง หัวใจแห้งโหยอย่างยากจะพรรณนาเมื่อสายตากระทบกับความว่างเปล่าภายนั้น

คัมภีร์ราหุลเวทย์อันตรธานไปเสียแล้ว

อากาศเช้ามืดยามดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นพสุธาไม่ถึงครึ่งดวง เย็นจับใจจนสะบันงาต้องกระชับผ้าเนื้อนุ่มที่พันรอบตัวให้แน่นเข้า พลางสาวเท้าตามร่างสูงที่เดินหน้านิ่งอยู่ข้างกาย หญิงสาวคงไม่อุตริลงมาเดินรับน้ำค้างในเวลานี้หากไม่เพราะนาถผลักประตูเข้าไปหาหล่อน หน้าตาชายหนุ่มบึ้งตึงอย่างที่น้อยครั้งจะปรากฏต่อหน้าภรรยา

“คัมภีร์ราหุลเวทย์หายไปแล้ว” นาถเอ่ยปากทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะเครื่องแป้งที่ภรรยานั่งอยู่ สะบันจึงวางหวีเสนียดที่กำลังสางผมลง ลุกขึ้นกุมมือสามีเพื่อปลอบใจเขา

“มีคนไม่อยากให้แม่กุดั่นฟื้นขึ้นมา จึงขโมยมันไปในเวลานี้ พี่ไม่กล้าคิดเลยว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร”

“คุณพี่หมายถึงแม่วงตะวันหรือเจ้าคะ”

นาถถอนใจหนักหน่วง เรื่องในบ้านทวีความยุ่งเหยิงน่าวิตกขึ้นทุกขณะ หากไม่รีบจัดการชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีกเมื่อไร เห็นหน้านวลแอร่มมองมาด้วยความกังวล นาถก็ช่วยปัดผมที่รุ่ยร่ายให้พ้นลำคอระหง แล้วลูบแก้มเนียนของภรรยาเบาๆ

“ถ้าไม่ใช่แม่วงตะวัน พี่ก็ไม่เห็นใครอีกแล้วที่กลัวต้องว่าแม่กุดั่นจะฟื้นขึ้นมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

“อย่าเพิ่งด่วนสรุปเลยค่ะ น้องว่าเราลองไปค้นห้องแม่วงตะวันดูก่อนดีกว่า หากขโมยคัมภีร์ไป ในเวลาสั้นๆ แม่วงตะวันคงเอาออกไปนอกเรือนไม่ได้ ต้องซ่อนไว้ในห้องตัวเองเป็นแน่”

นาถเองก็คิดเช่นเดียวกับภรรยา แต่ด้วยประสบการณ์การสืบคดีมามาก แทนที่จะไปห้องของวงตะวัน เขากลับเดินนำสะบันงาลงจากเรือนใหญ่ อ้อมไปทางด้านหลังผ่านโรงครัว ไปจนถึงเรือนแถวที่ปลูกไว้ให้บ่าวไพร่พักอาศัย เรือนหลังเล็กของทองสุกตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างจากเรือนบ่าวคนอื่นๆ เพราะหล่อนมาอยู่ทีหลัง เรือนหลังอื่นที่ใกล้โรงครัวมากกว่าจึงถูกจับจองไปจนหมดแล้ว

แสงตะวันเมื่อแรกขึ้นเริ่มจับขอบฟ้า เห็นเป็นเส้นสีทองสลับแดงสุกปลั่งเรี่ยผิวดิน แม้จะยังมืดสลัวแต่หน้าเรือนของทองสุกสว่างไสวด้วยแสงจากเปลวเพลิงสีส้มสด วัตถุเรียวยาวชิ้นหนึ่งกำลังติดไฟอยู่ในถาดดินเผาเตี้ยๆ ที่วางอยู่บนพื้น วงตะวันและทองสุกกำลังนั่งคุยกันอยู่บนบันไดหน้าเรือน ทั้งคู่ผุดลุกขึ้นทันทีที่นาถและสะบันงาไปถึง

“แม่วงตะวัน นี่ยังเช้ามืดอยู่เลย มีธุระกระไรรึถึงมาหาทองสุกถึงเรือน” สะบันงาทักเสียงนุ่มเพื่อลดความประดักประเดิด ใขณะที่สามีของเธอไม่แม้แต่จะเสียเวลาพูดจา นาถใช้เหล็กเขี่ยไฟพลิกถาดดินเผาจนคว่ำ แท่งไม้เรียวยาวสองแท่งกลิ้งหลุนๆ ออกมา นาถหันไปคว้ากระสอบเปล่าที่ทองสุกเก็บไว้ใส่ถ่านมาฟาดเปลวไฟจนดับ เศษผ้าไหม้เกรียมจึงปรากฏแก่สายตาของเขา ตัวอักษรบนผ้าถูกเผาผลาญจนอ่านไม่ได้แล้ว ทว่าไม้เรียวยาวสองแท่งนั้นยังอยู่ในสภาพดี พอที่จะเห็นอักขระโบราณที่สลักอยู่บนเนื้อไม้

ชายหนุ่มขบกรามแน่นเมื่อจำได้ว่ามันคือแกนสำหรับตรึงม้วนผ้าทั้งสองด้านของคัมภีร์ราหุลเวทย์นั่นเอง โทสะเริงแรงโลดขึ้นจนร้อนผ่าวไปทั้งตัว ความผิดหวัง เสียใจ เคืองแค้น ปะทุขึ้นพร้อมกันจนแยกแยะอารมณ์ไม่ถูก เขาหันขวับไปทางหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ ชี้ไปยังวัตถุบนพื้น

“นี่หมายความว่าอย่างไรแม่วงตะวัน ทำไมคัมภีร์ราหุลเวทย์จึงมาอยู่ที่เรือนทองสุก และยังถูกเผาจนไม่เหลือซาก”

สีหน้าตะลึงพรึงเพริดของผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ทำให้ชายหนุ่มลดความกราดเกรี้ยวลงแม้แต่น้อย เสียงห้วนห้าวยังคงดังต่อไป “อย่าแก้ตัวว่าเจ้าไม่ได้คิดทำร้ายแม่กุดั่นอีกเลย การที่เจ้าขโมยคัมภีร์มาก็บอกอยู่แล้วว่าเจ้ากลัวแม่กุดั่นจะฟื้นขึ้นมาเล่าความชั่วร้ายของเจ้า ถ้าเช่นนั้นคนที่จ้างนายคล้าว ขโมยแหวนทองของแม่กุดั่น และยังตามไปเย้ยหยันจนต้องผูกคอตายจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่เจ้า”

สะบันงายกมือทาบอกด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับวงตะวัน ถ้อยคำประณามของนาถสะท้องก้องไปมาในหู เหมือนมีมาใครย่ำฆ้องอยู่ในนั้น หญิงสาวต้องรวบรวมสติเป็นครู่กว่าจะเอ่ยออกมาได้

“ออกหลวงกำลังเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ขโมยคัมภีร์มา เมื่อคืนฉันนอนไม่หลับจึงมาหาทองสุกแต่เช้ามืด พอมาถึงก็เห็นไฟติดอยู่ ทองสุกเองก็เพิ่งตื่นขึ้นมา เรายังคุยกันอยู่เลยว่าไม่รู้ใครเอาของกระไรมาเผาตรงนี้ ฉันไม่เคยเห็นคัมภีร์ราหุลเวทย์มาก่อน เลยไม่รู้ว่านี่เป็นชิ้นส่วนของคัมภีร์”

แม้แต่วงตะวันก็ยังฟังออกว่าคำแก้ตัวนั้นปราศจากน้ำหนักชวนเชื่อถือโดยสิ้นเชิง ไม่น่าแปลกที่สายตาของนาถจะบอกว่าไม่คล้อยตามข้อแก้ตัวของหล่อน แม้แต่สะบันงาที่เข้าข้างหญิงสาวมาตลอด ก็ยังมองวงตะวันอย่างผิดหวัง

บัดนี้ศัตรูอยู่ในที่ลับส่วนตัวหล่อนอยู่ในที่แจ้ง จึงถูกผลักไสให้ตกลงไปหลุมพรางอย่างงายดาย หมดโอกาสที่จะชี้ตัวคนร้ายหรือแก้ต่างให้ตัวเอง ในก้นบึ้งแห่งความจนมุมและแพ้พ่ายนั้น ความเข้าใจถ่องแท้อย่างหนึ่งแทรกตัวขึ้นมาในห้วงความคิด เนิบช้า ชัดเจน และแสนเจ็บปวด…

‘เขาไม่เชื่อใจเจ้า ไม่เพียงไม่เชื่อใจ ยังไม่รู้จักเจ้าเลยแม้แต่น้อย’

ใช่! หากรู้จักหล่อน นาถจะไม่มีวันมองวงตะวันด้วยสายตาเช่นนี้เลย…

ก่อนจะรู้ตัวหญิงสาวก็เชิดหน้าท้าทาย ถามกลับไปอย่างไม่หวั่น “ต่อให้พูดอย่างไรออกหลวงก็คงไม่เชื่อฉัน ถ้าเช่นนั้นจะลงโทษอย่างไรล่ะเจ้าคะ บอกมาเถิด ฉันจะยอมรับ ไม่หลีกหนีเลย”

สายตาของทั้งคู่ประสานสบกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ นาถพยายามมองหาร่องรอยความละอายใจบนใบหน้านวลลออนั้น แต่ก็ไม่พบแม้กระผีกริ้น เขาขบกรามกรอด จะลงโทษอย่างไรน่ะหรือ…

ถึงแม้วงตะวันจะวางแผนร้ายกาจสักเพียงไหน ทว่าคนที่หยิบเชือกขึ้นมาแขวนคอปลิดชีพตนเองก็คือกุดั่น แล้วเขาจะเอาผิดหญิงสาวได้อย่างไรเล่า หากจะส่งตัววงตะวันให้ตุลาการ ก็มีเพียงคำพูดฝ่ายเดียวของนายคล้าวที่อ้างว่าวงตะวันจ้างวานตนมา หามีพยานอื่นใดไม่ ต่อให้มีคำยืนยันของนางแววอีกคนก็เถอะ แต่ใครเล่าจะเชื่อคำพูดของบ่าวในเรือน ตุลาการเหล่านั้นไม่เหมือนเขาที่รู้จักนิสัยสงบเสงี่ยมของแววดี รู้ว่านางไม่มีวันกล่าวหาวงตะวันแน่หากไม่เป็นความจริง

ไม่มีตุลาการคนใดหรอกจะคาดฝันว่าผู้หญิงที่ผู้คนทั้งอโยธยาร่ำลือว่าโง่เขลาเบาปัญญา จะสามารถวางแผนซับซ้อนฆาตกรรมภรรยาอีกคนของสามี!

ที่สำคัญฐานะของวงตะวันยังพิเศษนัก เป็นถึงเมียที่พ่ออยู่หัวมีพระกรุณาพระราชทานมาเป็นศรีเรือน ยกเว้นจะมีหลักฐานมัดตัวหล่อนจนดิ้นไม่หลุด มิฉะนั้นหากนาถลงทัณฑ์หญิงสาวแม้เพียงปลายก้อย ครอบครัวของเขาจะต้องเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

“ถึงกฎหมายจะทำกระไรเจ้าไม่ได้ แต่ฉันจะคอยดูว่าเจ้าจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร เลือดของแม่กุดั่นที่เปื้อนมือเจ้า ล้างอย่างไรก็ไม่มีวันออก จำไว้”

ชายหนุ่มไม่รอดูว่าคนฟังจะสะท้านสะเทือนกับวาจานั้นหรือไม่ จบคำนาถก็หมุนตัวย่ำเท้าหนักๆ จากไป สะบันงาจึงเดินตามสามีไปด้วย ทิ้งบรรยากาศหนาวเหน็บในยามอรุณรุ่งและหญิงสาวที่มีดวงหน้าซีดเผือดสองคนไว้เบื้องหลัง

“คุณพี่ขา รอน้องด้วย” สะบันงาร้องเรียก พอก้าวเร็วๆ ไปถึงตัวร่างสูงที่หยุดรอ หล่อนก็ท้วงขึ้น

“คุณพี่แน่ใจหรือคะเรื่องแม่วงตะวัน น้องว่าสติปัญญาของแม่วงตะวันวางแผนการร้ายกาจพวกนี้ไม่ได้ดอกค่ะ”

“แม่วงตะวันไม่ได้ปัญญาทึบอย่างที่ทุกคนคิดกันดอกนะน้อง” สามีของเธอชี้แจง “อันที่จริงแม่วงตะวันเป็นคนช่างสังเกตสังกายิ่งกว่าใครๆ ความคิดอ่านก็ไม่ได้ตื้นเขิน เพียงแต่มักจะคิดในสิ่งที่คนทั่วไปมองข้าม ทุกคนจึงตั้งแง่ว่าหล่อนเป็นคนโง่ แต่หากแม่วงตะวันตั้งใจจะวางแผนการขึ้นมาจริงๆ หล่อนก็สามารถคิดแผนที่ลึกล้ำจนคนอื่นตามไม่ทัน หรือหากมีใครคิดใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติข้อนี้ของแม่วงตะวัน มาสร้างความวุ่นวายในเรือนเรา ก็จะเป็นผลดีกับคนคนนั้นอย่างมาก”

“หมายความว่าคุณพี่สงสัยว่าจะมีคนอยู่เบื้องหลังแม่วงตะวันอย่างนั้นหรือคะ”

นาถดึงภรรยาเข้ามาใกล้ เห็นใจที่หล่อนต้องมาอดทนต่ออากาศเย็นยามเช้ามืด ต้นคอของหญิงสาวมีผื่นแดงขึ้นเป็นรอยคล้ายถูกแมลงกัด คงจะเป็นแมลงที่หน้าเรือนของทองสุกนั่นเอง  นาถเหลือบมองแล้วเม้มริมฝีปาก

“สิ่งที่ทำให้พี่สงสัยแม่วงตะวันยังมีมากกว่านี้ เมื่อสองปีก่อนมีศพประหลาดสองศพถูกนำมาทิ้งไว้ในอโยธยา และตอนที่พบศพแรก พี่พบแม่วงตะวันยืนอยู่ข้างศพนั้นด้วย”

“คุณพระช่วย!” สะบันงาอุทาน เห็นภรรยาตกอกตกใจ ผู้เป็นสามีก็กุมมือหล่อนไว้อย่างปลอบโยน “ตอนนั้นพี่เห็นหน้าแม่วงตะวันไม่ชัดนัก ครั้นเมื่อมาพบกันใหม่ก็ยังจำไม่ได้ เพียงรู้สึกว่าคุ้นหน้า แต่หลังจากอยู่ร่วมเรือนกันนานวันเข้า นึกทบทวนความจำอย่างละเอียด บวกกับเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ พี่ก็มั่นใจ”

“เพราะอย่างนี้เองคุณพี่ถึงเชื่อว่าแม่วงตะวันวางแผนการทำร้ายแม่กุดั่น” สะบันงาเริ่มเข้าใจความคิดของสามี ประจักษ์ว่านาถไม่ได้กล่าวหาวงตะวันเกินไปเลยแม้แต่น้อย “ฟังจากคุณพี่แล้ว น้องเองก็คิดว่าแม่วงตะวันคงไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาอย่างที่เราเห็นกัน น่าจะมีเบื้องหลังลึกลับซ่อนอยู่”

นาถจูงมือภรรยากลับขึ้นไปบนเรือน ตัดสินใจเล่าเรื่องศพลึกลับและคุณไสยที่กระทำต่อแม่อยู่หัวให้รู้ ก่อนกำชับว่า “เรื่องที่พี่เล่าเป็นความลับสุดยอด หากไม่ใช่แม่สะบันงาพี่คงไม่กล้าเปิดเผยกับใคร ที่พี่บอกเพื่อให้น้องเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด จะได้ช่วยงานพี่ได้ถนัด”

สะบันงาใจเต้นระทึก อิ่มเอมในความรักของสามีนั้นเป็นของแน่ ขณะเดียวกันก็หวั่นใจในภารกิจที่เขาจะมอบหมายให้

“พี่สงสัยว่าแม่วงตะวันอาจเป็นพวกเดียวกับจอมขมังเวทที่กระทำคุณไสยใส่แม่อยู่หัว ไม่อย่างนั้นคงไม่ไปอยู่บริเวณที่ศพถูกนำมาทิ้งดอก พี่อยากให้น้องทำดีกับแม่วงตะวัน แสร้งทำเป็นเห็นใจเรื่องแม่กุดั่นก็ได้ ให้แม่วงตะวันเชื่อใจเจ้า แล้วคอยจับตาดูเอาไว้ หากแม่วงตะวันมีพิรุธไม่ว่าในเรื่องใดให้รีบมาบอกพี่”

“ได้เจ้าค่ะ น้องจะทำให้ดีที่สุดสมกับที่คุณพี่วางใจ” สะบันงารับคำหนักแน่น

นาถดึงเมียรักเข้ามากอด แนบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มสลวย หลุบเปลือกตาซ่อนอารมณ์รวดร้าวที่ประสบมาทั้งหมด พลางกระซิบแผ่วเบา

“ขอให้รู้ไว้ว่าน้องเป็นผู้หญิงที่พี่รักที่สุด รักสุดหัวใจ ไม่ว่าใครจะทำให้พี่ผิดหวังก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแม่สะบันงาซื่อตรงสมกับความไว้ใจของพี่ก็พอ”

Don`t copy text!