มนตราราหุล บทที่ 16 : คัดเค้าบานเย็น

มนตราราหุล บทที่ 16 : คัดเค้าบานเย็น

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 16 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

งานศพของกุดั่นถูกจัดอย่างเรียบง่ายทว่าครบครันตามประเพณี นาถให้ปิดบังสาเหตุการตายที่แท้จริงของภรรยาไว้ บอกกับทุกคนเพียงว่ากุดั่นเป็นโรคร้ายสิ้นใจไปอย่างปัจจุบันทันด่วน หลังจากมรณกรรมของหล่อน หากดูเผินๆ ชีวิตในเรือนของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ก็ดำเนินไปตามปกติ ทว่าเมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าพฤติกรรมของทุกคนที่มีต่อสะใภ้พระราชทานกลับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

หากไม่จำเป็นไม่มีใครกล้าพูดจากับวงตะวัน บ่าวทั้งหมดต่างก็หวาดเกรง ‘อีคนโหดร้ายใจทมิฬ’ตามที่นางแววเรียก แม้แต่คุณละมุนก็ยังไม่สามารถเอาธรรมะเข้ากล่อมจิตใจให้เอ็นดูสะใภ้พระราชทานต่อไปได้ เมื่อพบกันท่านยังคงปราศรัยกับวงตะวันตามมารยาท ทว่าความเอื้ออารีที่เคยเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจลูกสะใภ้ ปลาสนาการไปโดยสิ้นเชิง

“แล้วแม่นายจะทำอย่างไรต่อไปเล่าเจ้าคะ ผู้คนหมางเมินกันทั้งเรือนอย่างนี้ บ่าวละกลุ้มใจแทน” ทองสุกนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นไม้กระดานของศาลาท่าน้ำ เงยหน้ามองผู้ที่นั่งรับลมอยู่บนเก้าอี้ยาว เห็นใบหน้าเรียบเฉยผิดจากความร่าเริงยามปกติของนายสาวแล้ว หล่อนก็ถอนใจ

วงตะวันตอบอย่างเฉยชาราวกับไม่ได้กำลังพูดถึงสถานการณ์บีบคั้นของตนเอง “ไม่เห็นต้องทำอย่างไร เมื่อมีคนใส่ร้ายฉัน ฉันก็จะต้องหาตัวคนร้ายนั่นให้เจอ พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นผู้บริสุทธิ์”

ใบหน้าโกรธขึ้งของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง…เขาจะต้องรู้ว่าฉันบริสุทธิ์ วันหนึ่งลูกหลานของออกขุนจักรเพชรจะต้องขอขมาต่อฉัน…

“ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาบ้างเถิดเจ้าค่ะ เก็บไว้ในใจคนเดียวอย่างนี้ ประเดี๋ยวจะอกแตกเสียเปล่าๆ”

ผู้ฟังส่ายหน้า “ถึงจะนอนร้องไห้น้ำตาท่วมเรือนทุกคนก็ยังชิงชังฉันอยู่ดีนั่นละ หรือไม่ก็อาจจะมากขึ้นเพราะคิดว่าฉันทำมารยาเรียกร้องความเห็นใจ แล้วฉันจะร้องไห้ไปทำกระไร”

“โถ! แม่นาย” ทองสุกเป็นฝ่ายน้ำตาร่วงเสียเอง “บ่าวสงสารแม่นายนัก ใครนะมันกลั่นแกล้งคนดีๆอย่างแม่นายได้ลงคอ ถ้ารู้ตัวเมื่อไรบ่าวจะตบให้ปู่ย่าตายายจำหน้าไม่ได้เลยเชียว”

หญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะทอดสายตาออกไปยังท้องน้ำเบื้องหน้า นึกเสียดายจับใจที่ไม่สามารถใช้ไสยเวทในเรือนนี้ มิฉะนั้นทุกอย่างคงง่ายขึ้นอีกมาก

ตั้งแต่วันแรกที่วิวาห์เข้ามา วงตะวันก็ตระหนักว่าหล่อนไม่อาจใช้คาถาอาคมในบ้านของสามีได้เลย เหตุเพราะสมัยที่อาจารย์ของออกขุนจักรเพชรยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ร่ายมนตร์คุ้มครองบ้านหลังนี้ไว้ตามคำขอร้องของนายจักร หรือออกขุนจักรเพชรผู้เป็นศิษย์ บ้านหลังนี้จึงเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับไสยเวททั้งสายขาวและดำ รวมไปถึงภูตผีปีศาจทั้งหลาย

หน้าต่างบานหนึ่งบนเรือนใหญ่เปิดกว้าง ร่างสูงที่ยืนอยู่หลังหน้าต่างทอดสายตามายังเสี้ยวหน้างามละมุนของผู้ที่นั่งอยู่ในศาลาท่าน้ำ ดูหล่อนไม่ได้ละอายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักนิด…นาถคิดด้วยความปวดร้าว

เอาเถิด วางตัวไม่ทุกข์ไม่ร้อนต่อไปเถิดนะ แล้วสักวันฉันจะทำให้เจ้ารู้ว่าคนผิดจะต้องชดใช้ในการกระทำของตัวเอง ไม่มีข้อยกเว้น…ไม่ว่าใครหน้าไหนทั้งสิ้น

……………………………………………………………………………………………………..

คืนนั้นเป็นคืนเดือนดับ นภากว้างไร้แสงดาวหมองหม่นราวกับมีใครคลี่ผ้ากำมะหยี่ดำลงปกคลุมพระนคร แสงวับแวมจากคบเพลิงส่องให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนล้อมชายวัยกลางคนในชุดขาว ใบหน้าดุดันและแขนทั้งสองข้างของชายชุดขาวสักยันต์ไว้เต็ม จนมองไม่เห็นผิวเนื้อแท้ๆ เบื้องหน้าจัดวางหัวกะโหลกผีเจ็ดป่าช้าและเครื่องสังเวยครบครัน

หมอผีผู้นี้ชื่อหมอมิ่ง เป็นผู้ที่ออกญายมราชจัดหามา เพื่อแก้อาถรรพณ์ที่จอมขมังเวทฝ่ายขุนวรวงศากระทำไว้กับบ้านเมือง นาถไม่ได้บอกลูกน้องถึงเบื้องลึกของพิธีกรรมในวันนี้ ลูกน้องของเขารู้แต่เพียงว่าหัวหน้าต้องการทำพิธีไสยศาสตร์ตามคำสั่งของเจ้านายชั้นสูงพระองค์หนึ่งเท่านั้น

แรกทีเดียวหมอมิ่งขอให้นาถพาเขามายังลานดินที่พบศพถูกถลกหนังหัว เดินสำรวจอยู่ไม่กี่อึดใจ แกก็ชี้มือไปยังพื้นดินแห้งกรัง เรียบโล่งแห้งแล้ง ปราศจากแม้ต้นหญ้าสักต้น ผิดแผกจากบริเวณข้างเคียงราวกับไม่ใช่ผืนดินเดียวกัน

“จุดนี้มีกลิ่นอายอาถรรพณ์รุนแรงนัก มันคงลงอาคมไว้เพื่อรอทำพิธีสำคัญขั้นสุดท้าย ถ้าเราทำลายอาถรรพณ์ที่ฝังไว้ที่นี่ได้ อาคมที่มันทำไว้ก็จะพลอยเสื่อมไปด้วย”

พูดจบแกก็สั่งให้ลูกน้องของนาถช่วยกันจัดลานพิธีโดยเร่งด่วน ก่อนจะลงนั่งขัดสมาธิ เริ่มบริกรรมคาถาเสียงก้อง ไม่นานลานดินเงียบสงัดก็เกิดพายุกระหน่ำ ลมกระโชกแรงพัดพาฝุ่นและใบไม้แห้งปลิวว่อน บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวเหลือหลายในความรู้สึกของนายบุญช่วย เสียงร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายที่อยู่ใต้พื้นพิภพดังแหวกความเงียบขึ้นมา พวกนายบุญช่วยสะดุ้งสุดตัว รีบเบียดร่างเข้าหากันราวกับนัดไว้ หมอมิ่งเร่งบริกรรมคาถาไม่หยุดยั้ง ร่างสั่นสะระริก เหงื่อไหลเป็นทางจากขมับไปถึงปลายคาง

ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามเกรี้ยวกราดราวกับพสุธาจะสะเทือนก็ดังมาจากขอบฟ้า ควายธนูสีดำดังนิลกาฬตัวมหึมาวิ่งตะบึงมาแต่ไกล สองตาแดงฉานมีเปลวเพลิงพวยพุ่งเป็นลำ นายบุญช่วยกับพรรคพวกผวาเข้ากอดกันกลม ร้องโวยวายเสียงขรมไม่เป็นภาษา หมอมิ่งรีบถอดสร้อยประคำที่สวมอยู่ออกมาถือไว้ ทันทีที่ปีศาจร้ายเผ่นโผนมาถึง เขาก็ลุกขึ้นยืนจังก้า ฟาดสร้อยในมือออกไปเต็มแรง ทุกครั้งที่เหวี่ยงลูกประคำ ลำตัวของกระบือปีศาจจะเกิดแผลยาวราวกับถูกกรีดด้วยของมีคม มันแผดร้องดังสนั่น สองตาเรืองโรจน์จ้องมองผู้ทำร้ายอย่างเคียดแค้น

หมอมิ่งแสยะยิ้มลำพองใจ สำทับไปว่า “กลับไปหาเจ้านายเอ็งเถิด บอกมันด้วยว่าตราบใดที่มีข้าอยู่ อย่าหวังว่าอาถรรพณ์ที่ทำไว้จะสัมฤทธิผล”

ควายนิลกาฬคำรามอย่างบ้าคลั่ง บังเกิดแสงสว่างจ้าพุ่งออกจากรอยแผลตามลำตัวของมัน ก่อนที่รอยกรีดจะค่อยๆ จางหายไป เจ้ากระบือยักษ์ขวิดขาทั้งสี่กับอากาศอย่างดุร้าย แล้วโผนเข้าใส่หมอผีที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“อ๊าก!!” หมอมิ่งร้องสุดเสียงเมื่อควายธนูตัวมหึมาวูบหายเข้าไปในหน้าผากของเขา ร่างกำยำสั่นเทิ้ม ดวงตาเหลือกลาน มือเท้าเกร็งงอหงิก ฉับพลันก็เกิดประกายสีแดงเจิดจ้า ร่างของหมอผีปริออกเป็นหลายเสี่ยงพร้อมกับที่เจ้ากระบือปีศาจพุ่งทะลุออกมาจากรอยแยกนั้น ทิ้งให้ร่างที่แหลกเละเป็นก้อนเนื้อร่วงพรูลงกองกับพื้นดิน

“อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย!”

ใครคนหนึ่งตะโกนลั่น เสียงนั้นราวกับเป็นประกาศิต ฉับพลันพวกนายบุญช่วยที่ยืนกอดกันกลมก็แตกกระเจิง เผ่นหนีไปคนละทิศละทาง สัตว์อาถรรพณ์ตะกุยขาทั้งสี่อย่างโกรธา สองตาแดงฉานดังลูกไฟดวงใหญ่กวาดมองหาเหยื่อรายใหม่ เมื่อเห็นชายหนุ่มท่วงท่าองอาจ ยืนตระหง่านขวางหน้าอยู่ก็กระโจนเข้าใส่ นาถยกดาบลงอาคม มรดกตกทอดจากคุณปู่ของเขาขึ้นรับ เกิดเสียงระเบิดตูมขึ้นกลางนภากาศ เจ้าควายนิลกาฬล้มคว่ำ มันสะบัดเขาอย่างดุร้ายก่อนจะโผนเข้าหาอีกครั้ง

ก่อนที่อาวุธและสิ่งอาถรรพณ์จะปะทะกัน ในความอนธการก็ปรากฏมหิงสาสีทองสุกสว่างอีกตัวหนึ่งพุ่งทะยานมาแต่ไกล กระโจนเข้าขวางเจ้าควายนิลกาฬไว้ สัตว์อาคมทั้งสองแผดเสียงคำรามทรงมหิธานุภาพ แล้วโผนเข้าตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด ผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่ครู่หนึ่งเจ้ากาสรปีศาจก็พลาดท่าถูกขวิดเข้าที่สีข้างเต็มแรง มันล้มคะมำกู่ร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ร่างนั้นจะหดเล็กลง กลายเป็นตุ๊กตาดินปั้นตัวเท่าฝ่ามือ ลอยลับหายไปในผืนฟ้าราตรีอย่างรวดเร็ว

มหิงสาสีทองก็ลดขนาดตัวลงเช่นกัน มันกลายเป็นก้อนขี้ผึ้ง โลดละลิ่วไปสู่อุ้งมือของหญิงสาวในเครื่องแต่งกายสีเข้ม ที่หลบอยู่ในเงามืดของต้นโพธิ์ใหญ่ไกลจากลานพิธี วงตะวันประคองหุ่นขี้ผึ้งอย่างทะนุถนอม พึมพำขอบใจในความกล้าหาญของมัน ก่อนจะคลายมืออีกครั้ง

“เจ้าควายธนูตัวนั้นไปที่ใด เจ้าจงพาฉันไปทีเถิด”

ตุ๊กตามหิงสาลอยขึ้นราวกับจะรับบัญชา แล้วเคลื่อนตัวไปในท้องฟ้าตามทิศทางที่ศัตรูหนีไป มีวงตะวันเดินตามมาอย่างไม่ให้คลาดสายตา อึดใจต่อมาหล่อนก็พบตนเองยืนอยู่หน้าเรือนขนาดย่อม ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ระแนงสูง มีชมนาดและเล็บมือนางขึ้นพาดพันตลอดแนวรั้ว ยาวไปจนจรดริมน้ำ

เจ้าของควายนิลกาฬ หรือจะพูดให้ถูกคือจอมขมังเวทผู้ใช้ไสยศาสตร์ทำลายดวงเมืองจะต้องอยู่ที่นี่เป็นแน่ เมื่อพ่ายแพ้ควายธนูตัวนั้นจึงซมซานกลับมาหาเจ้าของมัน…

จริงดังที่วงตะวันคาดคิด ห้องเล็กห้องนั้นเรืองรองด้วยแสงจากเปลวเทียนนับสิบเล่มที่ถูกจุดไว้เป็นวงกลม ล้อมรอบร่างที่นั่งบริกรรมคาถาอยู่กลางห้อง ควายดินผู้ปราชัยละลิ่วเข้ามาทางหน้าต่าง ตกลงตรงหน้าเจ้านายของมัน ส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดเรียกให้ผู้ที่นั่งอยู่ต้องเปิดเปลือกตาขึ้น เมื่อเห็นสภาพแหลกยับของสัตว์อาคม คิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น

“พวกมันได้คนมีไสยเวทแกร่งกล้าขนาดนี้มาช่วยเชียวหรือนี่”

นับว่าฝ่ายตรงข้ามก้าวหน้าไปเกินความคาดหมายเลยทีเดียว แต่ก็ยังดีที่พวกนั้นแก้คุณไสยที่ฉันกระทำไว้ไม่ได้ เสียควายธนูไปเพียงตัวเดียวยังไม่ถือว่าฉันเป็นฝ่ายปราชัยดอก…

พอคิดได้รอยยิ้มลำพองก็ฉาบไปบนดวงหน้า หมอผีผู้เรืองฤทธิ์หันไปรวบรวมข้าวของใส่ย่าม ยกขึ้นสะพายบ่าแล้วก้าวลงจากเรือน ร่างนั้นเดินผ่านร่มไม้ใบบังที่ไว้ปลูกหนาทึบไปอย่างไม่รีบร้อน แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุที่เจ้าตัวถืออยู่สาดกระทบเสี้ยวหน้า เผยให้ปากคอคิ้วคางเด่นชัด ขณะก้าวสวบๆ พ้นรั้วไม้ระแนงไป

โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าในความมืดมิด ใครคนหนึ่งที่ยืนหลบอยู่กำลังมองตามตนไปจนลับตา…

เรือนขนาดสามห้องหลังนั้นตั้งอยู่โดดเดี่ยวลึกเข้าไปบนพื้นที่เปลี่ยวร้าง ถึงแม้เส้นทางที่เดินเข้ามาจะถูกบดบังด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ราวกับจะไม่มีคนอาศัย ทว่าตัวเรือนกลับปลูกอย่างดีอยู่บนสนามหญ้าเขียวขจีตัดเรียบเป็นระเบียบ ดูก็รู้ว่าได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน อาณาเขตบ้านล้อมด้วยรั้วไม้ระแนงสูง มีดอกชมนาดสลับกับเล็บมือนาง เลื้อยพาดพันแน่นหนาราวกับเป็นป้อมปราการพฤกษา ส่งกลิ่นหอมละมุนกระจายในสายลมอ่อน ทว่าชายสองคนที่ยืนมองอยู่นอกรั้วไม่ซาบซึ้งกับความรื่นรมย์นั้นแม้แต่น้อย สีหน้าของทั้งคู่เคร่งเครียดคล้ายจะลงสู่สมรภูมิรบเมื่อหันเข้าปรึกษากัน

“บ้านนี้แน่หรือหมอพัน” ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ถาม เขามากับหมอพันหลังจากที่อีกฝ่ายไปดักรออยู่หน้ากรมพระนครบาลตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อบอกข่าวดีว่ารู้ที่อยู่ของผู้ที่นายเสือติดต่อด้วย ก่อนจะหายตัวไปแล้ว

“แน่ขอรับ ไอ้เสือเคยส่งข่าวไปบอกกระผมว่าคนรักของมันพักอยู่ในเรือนหลังป่าขนม ทางเข้าเปลี่ยวนัก รั้วบ้านปลูกดอกชมนาดกับเล็บมือนางสูงท่วมหัว กระผมสืบหาจนทั่วแล้วก็มีหลังนี้ละ” หมอพันหันกลับไปมองตัวเรือนอีกครั้ง จะด้วยอุปาทานหรืออย่างไรก็สุดจะหยั่ง ฉับพลันเขาก็หนาววูบ คล้ายสัมผัสได้ถึงความยะเยือกประหลาดล้ำที่แผ่ออกมาจากเคหสถานหลังน้อย

สายตาของนาถยังคงจับอยู่ที่เรือนตรงหน้า เมื่อบอกสิ่งที่เคลือบแคลงอยู่ให้หมอพันได้รู้

“ฉันคุยกับนายหาญแล้ว ถึงได้รู้ว่าก่อนนายเจือเกลอของนายหาญจะถูกจับไปฆ่าทำพิธีไสยศาสตร์ เขามีคนรักคนหนึ่ง เห็นว่าสวยมาก แต่พอนายเจือตายฉันให้คนนำรูปวาดไปติดประกาศหาคนรู้จัก คนรักของนายเจือกลับไม่มาแสดงตัว ฉันสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นนกต่อมาลวงนายเจือไปฆ่า”

หมอพันตะลึงงัน “ก่อนที่ไอ้เสือจะตายก็มีคนรัก และมันก็ว่าคนรักของมันงามอย่างกับนางฟ้า หรือว่า…”

“ถูกแล้ว เรื่องของนายเสือก็ไม่ต่างกับนายเจือ พอเขาถูกฆ่าถลกหนังหัวทำไสยเวท ฉันให้ติดประกาศทั่วเมืองเช่นกัน หากคนรักของนายเสือบริสุทธิ์ใจเหตุใดไม่ออกมายืนยันตัวนายเสือเล่า” นาถเหลือบมองผู้ฟังอย่างเห็นใจ “ฉันคิดว่าคนรักของนายเจือและนายเสือน่าจะเป็นคนเดียวกัน ผู้หญิงคนนี้เป็นนกต่อมาล่อผู้ชายไปฆ่าทำพิธีอาถรรพณ์”

หมอพันยืนตัวแข็ง ความหวาดผวาแกมหนาวเหน็บแล่นปราดไปตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่นาถไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มกลัวอยู่นาน เขาหันกลับไปมองบ้านน้อยก่อนชวนสั้นๆ

“เข้าไปกันเถิด”

พ้นรั้วชมนาดเข้าไปเป็นทางเดินทางยาวไปถึงตัวเรือน ที่หน้าบันไดตั้งไว้ด้วยแคร่ไม้ขนาดใหญ่ หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมบางคนหนึ่งกำลังนั่งสีซออยู่ด้วยท่าทางไม่ชำนาญนัก เสียงเพลงจากการบรรเลงของนางแหลมสูงบาดหู เล่นๆ หยุดๆ หาความไพเราะไม่ได้

ถึงแม้จะมีคนแปลกหน้าเข้าไปในเขตเรือน แต่หญิงผู้นั้นหาได้มีท่าทีจะสังเกตเห็นไม่ จวบจนไปยืนตรงหน้านาถจึงพบว่าสองตาของนางลอยคว้าง ไม่จับอยู่ที่หนึ่งที่ใด เขาทดลองโบกมือไปมาตรงหน้านาง ดวงตาเทาขุ่นคู่นั้นก็ยังคงไม่เหลือบแลมา นาถจึงรู้ว่าหล่อนตาบอดนั่นเอง

ชะรอยเสียงฝีเท้าของชายทั้งสองคงถูกเสียงซอกลบจนไม่ได้ยิน นาถจึงกระแอมเบาๆ เพื่อให้หล่อนรู้ตัว ก่อนจะถามว่า “ฉันเป็นตำรวจ มาหาเจ้าของบ้านนี้ เจ้าเป็นเจ้าของบ้านหรือไม่”

แม่สาวตาบอดค่อยๆ วางซอในมือลงข้างตัว กระพุ่มมือไหว้ด้วยท่าทางตื่นๆ ตามประสาชาวบ้านที่ไม่เคยวิสาสะกับเจ้าขุนมูลนาย

“อิฉันเป็นเพียงบ่าว ไม่มีวาสนาเป็นเจ้าของบ้านดอกเจ้าค่ะ แต่เจ้าของท่านไม่อยู่ เรือนนี้มีอิฉันคนเดียวอยู่เฝ้าเรือนให้ท่าน”

“แล้วเจ้าของบ้านนี้เป็นชายหรือหญิง ชื่อว่ากระไร จะกลับมาเมื่อไรรู้ไหม”

“เป็นหญิงเจ้าค่ะ แต่ชื่อใดอิฉันไม่ทราบ ท่านให้เรียกว่าแม่นายเฉยๆ ไม่เคยให้เรียกชื่อ ตัวท่านไปๆ มาๆ ไม่แน่นอนว่าจะกลับมาเมื่อไร”

นาถและหมอพันหันไปสบตากัน หากเป็นเจ้านายโดยทั่วไป อย่างน้อยก็ต้องบอกชื่อให้บ่าวไพร่ได้รับรู้ เจ้านายเรือนนี้นับว่าผิดแผก ดูมีเลศนัยนัก อีกทั้งบ่าวหญิงนางนี้ยังตาบอด ราวกับนายของนางจงใจปิดบังไม่ให้ใครรู้ถึงโฉมหน้ากระนั้น

“เมื่อสองปีก่อนเคยมีผู้ชายชื่อนายเสือมาหานายเจ้าที่นี่บ้างหรือไม่ หรือเจ้าเคยได้ยินนายเจ้าพูดถึงคนชื่อนี้บ้างไหม” หมอพันลองถามบ้าง

“อิฉันไม่เคยได้ยินเลยเจ้าค่ะ” แม่สาวใช้ตอบกลับมา อาการไม่อยากเสวนากับคนแปลกหน้าฉายชัด หากไม่เป็นเพราะหวาดกลัวก็คงถูกนายกำชับมาเป็นแน่ นาถซักถามอีกสองสามประโยค แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอื่นใดนอกจาก

“อิฉันไม่รู้เจ้าเลยค่ะ เรื่องของเจ้านายอิฉันไม่ทราบ”

สุดท้ายเขาจึงขอเดินสำรวจดูรอบๆ บ้าน พบว่าที่นี่ต้องมีคนมาคอยดูแลมากกว่าที่แม่สาวใช้บอก หาไม่สนามหญ้าคงไม่เป็นระเบียบสวยงาม ในโรงเก็บฟืนยังมีฟืนแห้งตัดวางไว้พร้อมพรัก ไหนจะอาหารแห้งที่มีอยู่มากมายในครัว เกินกำลังที่หญิงตาบอดคนเดียวจะสรรหามาได้ เมื่อรวมกับตัวเรือนที่สร้างด้วยไม้เนื้อดี ฝีมือประณีต ก็พอจะบอกฐานะได้ว่าผู้เป็นเจ้าของต้องไม่ใช่คนสามัญ

เดินดูจนทั่วแล้วนาถก็ย้อนกลับมาหน้าบ้านอีกครั้ง ทันได้ยินเสียงหวานใสกำลังถามแม่สาวใช้แจ้วๆ มีหมอพันนั่งฟังอยู่ด้านข้าง “รั้วไม้บ้านนี้หอมเหลือเกิน เจ้านายของเจ้าคงชอบดอกไม้สินะ ”

“แม่นายท่านชอบดอกไม้มากเจ้าค่ะ”

“ดอกไม้บางอย่างก็ฉุนจนน่าเวียนหัว โชคดีที่เจ้านายของเจ้าแข็งแรง ฉันสิแย่ ได้กลิ่นดอกแก้วทีไรเป็นต้องปวดหัวทุกที”

“ตอนมาอยู่ใหม่ๆ แม่นายเคยป่วยเหมือนกันเจ้าค่ะ พอเข้าใกล้ดอกคัดเค้าท่านจะเกิดผื่นคัน แต่ท่านสั่งให้บ่าวเอาใบตำลึงมาขยี้แล้วนำมาทาตรงที่คัน พักเดียวก็หาย” แม่สาวใช้เล่า ดูท่าหล่อนคงจะเหงา เมื่อมีคนมาชวนคุยเรื่องทั่วๆ ไป ไม่ใช่เรื่องที่นายของหล่อนสั่งห้าม แม่สาวตาบอดจึงตั้งอกตั้งใจตอบเป็นอันดี

“แต่ตอนนี้ดอกคัดเค้านั่นหายไปแล้ว ท่านคงสั่งให้คนมาโค่นต้นทิ้ง เพราะบ่าวไม่ได้กลิ่นอีกเลย”

“แล้วเจ้าอยู่ที่นี่ไม่ลำบากเรื่องอาหารการกินหรือ ตัวเจ้าก็เดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก”

“เรื่องนั้นไม่ยุ่งยากดอกเจ้าค่ะ ทุกเดือนจะมีคนเอาของแห้งมาส่งให้ บ่าวเก็บไว้ทำกับข้าวได้เหลือเฟือ”

“แล้วขนมนมเนยเล่า มีกินหรือเปล่า”

“โอ๊ย! เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยเจ้าค่ะ คุณท่านของบ่าวชอบกินขนมสำปันนี บ่าวก็ทำให้กิน เห็นตาบอดอย่างนี้บ่าวทำกับข้าวคล่องนะเจ้าคะ ท่านยังชมว่าขนมรสมือบ่าวหอมหวานเหลือเกิน”

“แม่วงตะวัน มาทำกระไรตรงนี้” นาถปรี่เข้าไปขัดจังหวะการสนทนา น้ำเสียงขุ่นเคือง ในใจชายหนุ่มไม่อยากพูดกับหล่อนเสียด้วยซ้ำหากไม่จำเป็น

วงตะวันวางหน้าเฉยราวกับมองคนแปลกหน้า หากก็ยอมตอบโดยดี “ฉันกำลังจะไปเรือนเจ้าคุณอาสุรเดโช พอดีเห็นออกหลวงกับหมอพันเข้า เลยตามมาดูเจ้าค่ะ”

“จะไปก็รีบไปเถิด สายนักแดดจะร้อน” นาถทำหน้าดุให้รู้ว่าไม่พอใจ “อย่ามาเกะกะฉันทำงาน”

วงตะวันรับคำ หันไปอำลาแม่สาวตาบอดและหมอพันก่อนผละจากไป โดยมีสายตาระแวงของสามีมองตามจนลับตา

 

Don`t copy text!