มนตราราหุล บทที่ 18 : บัญชีลับ

มนตราราหุล บทที่ 18 : บัญชีลับ

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 18 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เรือสำปั้นเก๋งลำน้อยล่องไปตามกระแสน้ำยามเย็น เนื่องจากเป็นการพายตามน้ำจึงเคลื่อนไปได้รวดเร็วกว่าขามา แสงแดดเริงร้อนเมื่อตอนเที่ยงลดไอระอุลงมากจนเหลือเพียงสีเหลืองอ่อนจาง ท้องน้ำกว้างเป็นประกายวับวาวราวอำพัน สตรีสามคนภายในเก๋งต่างก็จมอยู่กับความคิดของตนเอง บรรยากาศจึงเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวาจนน่าใจหาย

คุณหญิงน้ำทิพย์มองเจ้าของดวงหน้านวลลออที่นั่งนิ่งอยู่ตรงกันข้าม แล้วถามเสียงอ่อน  “แม่วงตะวันจะทำอย่างไรต่อไป บอกฉันได้ไหม”

วงตะวันส่ายหน้า “อิฉันคิดไม่ออกดอกเจ้าค่ะ ก็คงต้องอยู่ที่เรือนของออกหลวงต่อไป แล้วก็เจียมเนื้อเจียมตัวว่าเป็นเมียที่เขารังเกียจเดียดฉันท์ อยากกำจัดไปให้พ้นหน้ากระมัง”

“ถ้าเพียงแค่ไม่อยากเห็นหน้าก็ยังไม่กระไรนักดอก แต่แม่กุดั่นตายไปคนหนึ่งแล้วนี่สิ” คุณหญิงติง เธอทอดสายตาไปไกลบนผืนน้ำ มองเรือแจวหลายลำสัญจรผ่านหน้าแล้วถอนใจยาว

“ฉันพูดในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะยุให้แม่ระแวงผัวดอกนะ แต่ที่แม่วงตะวันเล่ามาทั้งหมด หลังจากไอ้คล้าวไปก่อเรื่องจนแม่กุดั่นถูกกักบริเวณ นางแววมันยังใส่ร้ายว่าแม่วงตะวันไปพูดจาดูหมิ่นจนแม่กุดั่นผูกคอตาย ฉันคิดว่าตรงนี้พิกลนัก นิสัยอย่างแม่กุดั่นไม่น่าจะยอมฆ่าตัวตายเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ ถ้าถูกคนฆ่ายังจะน่าเชื่อเสียกว่า”

เฟื่องแก้วยกมือทาบอก รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น “คุณหญิงหมายความว่าคุณหลวงเกรียงไกรฤทธิ์…”  ลำคอหญิงสาวแห้งผากจนเอ่ยต่อไม่ออก

คุณหญิงน้ำทิพย์พยักหน้า “มีความเป็นไปได้มากทีเดียว จำไม่ได้หรือว่านายคล้าวมันว่าอย่างไร”

เดิมทีคุณหญิงคิดจะส่งนายคล้าวไปให้สามีของเธอจัดการ ติดที่วงตะวันห้ามไว้ เธอจึงยอมปล่อยชายหนุ่มไป ก่อนกราบลาได้นายคล้าวได้ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ว่า

‘โปรดเชื่อกระผมเถิดขอรับ หลวงเกรียงไกรฤทธิ์เป็นตำรวจมากบารมี ถ้าท่านไม่ได้สั่งชาวบ้านธรรมดาอย่างกระผมมีหรือจะกล้าไปแสดงตัวเป็นผัวแม่นายสะบันงา ต่อให้เอาเงินมากองท่วมหัวกระผมก็ไม่กล้าทำดอกขอรับ’

“นายคล้าวพูดมีเหตุผล หากคุณหลวงไม่ได้สั่ง ชาวบ้านอย่างมันจะกล้าเหยียบจมูกขุนนางเชียวหรือ” คุณหญิงปรารภด้วยสีหน้าหนักใจ “นางแววก็เช่นกัน มันเป็นแค่บ่าวมีหรือจะกล้าด่าแม่วงตะวันสาดเสียเทเสีย ถ้าไม่มีคนมีอำนาจในเรือนคอยหนุนหลังมันอยู่ และลองตรองดูให้ดีเถิด หลังจากแม่กุดั่นตาย แม่วงตะวันก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ต้องเก็บตัวอยู่ในเรือนเล็ก ทั้งแม่ผัวบ่าวไพร่ก็เกลียดชังไม่มีใครนับถืออีก ทีนี้ก็เหลือแม่สะบันงาเพียงคนเดียวแล้ว ที่จะเชิดหน้าชูตาปกครองเรือนต่อไปได้”

“แค่จะยกย่องแม่สะบันงา ต้องทำกันถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ” เฟื่องแก้วอุทาน

“อย่าลืมสิว่าแม่วงตะวันเป็นเมียที่พ่ออยู่หัวพระราชทานมาให้ หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ย่อมต้องยกแม่วงตะวันไว้เหนือเมียทุกคน มีแต่ต้องทำเช่นนี้บ่าวไพร่ถึงจะหมางเมินแม่วงตะวันไปเอง และแม่นายละมุนก็จะไม่คัดค้านหากคุณหลวงจะเชิดชูแม่สะบันงาขึ้นมา”

“แล้วแม่วงตะวันจะมีอันตรายหรือไม่ คุณหลวงคงไม่คิดฆ่าให้ตายอีกคนดอกนะ” เฟื่องแก้วมองเพื่อนด้วยดวงตาใสแจ๋วเหมือนเด็กน้อย ใจยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งตามนิสัยมองโลกในแง่ดี “บางทีเราอาจคิดมากไปเองก็ได้นะเจ้าคะ ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์เป็นขุนนางซื่อมือสะอาด เจ้าคุณพ่อของอิฉันยังเอ่ยชื่นชม คงจะไม่วางแผนเลวร้ายเช่นนั้นกระมัง”

คุณหญิงน้ำทิพย์เหยียดยิ้มราวกับจะเยาะผู้ที่เฟื่องแก้วเอ่ยถึง ก่อนจะโยนระเบิดเปรี้ยงลงกลางวงสนทนา

“หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ไม่ได้ซื่อสัตย์ดังเปลือกนอกดอก ท่านเจ้าคุณของฉันเคยเปรยอยู่หลายครั้งว่าคุณหลวงแอบรับสินบนจากคนร้าย คนไหนจ่ายเงินให้มากก็ปล่อยให้หนีลอยนวลไป คนใดไม่มีเงินจ่ายก็จับติดคุก บางทีก็แกล้งเพิ่มข้อหาเกินกว่าความเป็นจริงเพื่อรีดเงินจากญาติพี่น้องของคนร้าย ที่คุณหลวงยังอยู่ดีมีสุขในราชการทุกวันนี้ ก็เพราะมีออกญายมราชคอยให้ท้าย สองคนนี้เป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือทั้งคู่”

“คุณพระช่วย” เฟื่องแก้วหันไปเขย่าแขนเพื่อน “หากคุณหลวงเป็นคนเช่นนี้ แม่วงตะวันอย่าอยู่เรือนนั้นอีกเลยนะ ย้ายมาอยู่กับฉันดีกว่า บอกคุณหลวงว่าแม่มาเรียนการเรือนกับฉันก็ได้”

เรือสำปั้นกระเพื่อมขึ้นลงตามการโยกไหวของเกลียวคลื่น ภายใต้สุริยันอ่อนแสง วงตะวันยิ้มน้อยๆให้สหายทั้งสอง ดวงตาวาววับด้วยประกายแกร่งของนักสู้

“ขอบพระคุณคุณหญิงและขอบใจแม่เฟื่องมากที่ห่วงใยฉัน แต่ไม่ต้องกังวลดอก คนอย่างฉันถึงแม้จะโง่เขลาแต่ก็ไม่ยอมเป็นหมูในอวยรอให้ใครมาเชือด หากมีคนคิดร้ายมาฉันก็พร้อมจะร้ายตอบ ให้มันรู้ไปว่าแพะรับบาปอย่างฉันกับราชสีห์อย่างออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ ใครจะติดบ่วงแร้วของนายพรานก่อนกัน”

 

…………………………………………………………………………………………………..

นาถวางสมุดข่อยเล่มหนาลงบนโต๊ะทำงานตัวเตี้ย เหลียวไปมองเมื่อรู้สึกว่าประตูห้องถูกผลักเปิด  ดวงหน้าที่ชะโงกพ้นบานไม้สี่เหลี่ยมเข้ามาพิลาศพิไลดังดวงเดือน นาถยิ้มให้หญิงสาว ความรักอาทรกระจ่างชัดในดวงตาโดยไม่ปิดบัง

“คุณพี่ทำงานดึกดื่นทุกคืน น้องเกรงว่าจะหิวเลยทำของว่างมาให้เจ้าค่ะ” หล่อนเอี้ยวตัวหลบปล่อยให้บ่าวนำถ้วยกระเบื้องมีฝาปิดมิดชิดไปวางบนโต๊ะ จากนั้นนางแววก็รีบหลบออกไปอย่างรู้งาน

นางแววกลายมาเป็นบ่าวรับใช้ประจำตัวอีกคนหนึ่งของสะบันงา คอยช่วยงานจิปาถะแบ่งเบาภาระของนางกล่ำ อย่างเช่นการยกถาดของว่างที่คนมีอายุอย่างนางกล่ำทำได้ไม่คล่องแคล่ว นางแววก็เสนอตัวทำแทนอย่างเต็มใจ

สะบันงาเห็นนาถมองตามหลังบ่าวสาวคนใหม่จนกระทั่งแววพ้นประตูห้องไป ก็เปรยเสียงหวาน “แววทำงานดีกว่ากล่ำมาก ขอบพระคุณคุณพี่ที่ให้มันมารับใช้น้อง”

นาถหมดความสนใจเรื่องของคนรับใช้เพียงเท่านั้น เขาหยิบสุดข่อยขึ้นมาเปิดดูด้วยท่าทางจริงจังจนภรรยาอดกระเซ้าไม่ได้ “ขยันเหลือเกินนะเจ้าคะ นี่ถ้าน้องขี้หึงสักหน่อยคงหึงหวงสมุดเล่มนี้ ค่าที่คุณพี่ให้เวลามันมากกว่าน้องเสียอีก”

นาถยิ้มขำความกระเง้ากระงอดของผู้หญิง “ใครว่าพี่รักงานมากกว่าน้อง แต่สมุดบัญชีพวกนี้สำคัญนัก พี่ถึงต้องดูให้ถ้วนถี่ก่อนจะไปรายงานเจ้านาย”

พอรู้ตัวว่าถูกตัดพ้อชายหนุ่มก็เลิกอ่าน หันไปเปิดตู้ไม้ดำข้างตัว วางสมุดข่อยลงไป แล้วลั่นกุญแจแน่นหนา ส่วนลูกกุญแจถูกใส่ในกล่องไม้ใบเล็ก นำไปเก็บในตู้สูงข้างหน้าต่าง

“นั่นบัญชีกระไรหรือเจ้าคะ คุณพี่ถึงต้องเก็บงำมิดชิดขนาดนั้น”

ชายหนุ่มชะงัก เหลือบมองเจ้าของดวงตาดำขลับดังมณีนิลอย่างชั่งใจ สะบันงาเข้าใจความจำเป็นของสามี รอยยิ้มหวานจึงกระจ่างไปทั่วดวงหน้าพริ้มเพรา

“ขอประทานโทษเจ้าค่ะที่ละลาบละล้วง น้องก็ถามไปอย่างนั้นเอง คุณพี่ทำงานต่อเถิด น้องขอตัวไปนอนก่อน”

เห็นหล่อนหมุนตัวเตรียมออกจากห้องดังปากว่า นาถก็อดใจอ่อนไม่ได้ แขนแข็งแรงรวบเอวภรรยาเข้ามาหาตัว จรดจมูกกับแก้มนวลอย่างชื่นใจ

“อย่าน้อยใจพี่เลย ไม่มีความลับใดที่พี่จะบอกแม่สะบันงาไม่ได้ น้องคือคนที่พี่เลือกแล้วว่าจะร่วมชีวิตไปจนวันตาย” เขาพยักหน้าไปทางตู้ไม้ดำ “สมุดเล่มนี้คือบัญชีลับของออกขุนปริวรรต ในนั้นบันทึกรายชื่อของขุนนางที่นำสินบนไปมอบให้นายจัน บ้านมหาโลก น้องชายขุนวรวงศาธิราช เพื่อให้ส่งต่อให้พี่ชายอีกทอดหนึ่ง และยังบันทึกพฤติกรรมชั่วร้ายต่างๆที่ขุนนางพวกนั้นกระทำตลอดสองปีที่ผ่านมาไว้ด้วย พี่ต้องส่งสายสืบแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มพวกมันอยู่นานกว่าจะได้มา บัญชีนี้จึงสำคัญมาก”

ดวงตาคมหวานที่ชม้ายมองนาถบอกความซาบซึ้งอยู่ในที “น้องไม่ได้น้อยใจสักนิด คุณพี่ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้”

“เพราะน้องไม่ได้น้อยใจและไม่คาดคั้นพี่ถึงกล้าบอกให้รู้ และพี่ก็อยากให้น้องเข้าใจด้วยว่าพี่กำลังทำสิ่งใดอยู่ จะได้ง่ายต่อการจับสังเกตคนในเรือนเรา”

“คุณพี่หมายถึงแม่วงตะวันใช่ไหมเจ้าคะ”

“รวมถึงคนอื่นๆที่อาจจะเป็นหนอนบ่อนไส้แฝงตัวเข้ามาด้วย พี่มีงานมาก อาจจะมองข้ามพิรุธบางอย่างไป ต้องให้น้องช่วยเป็นหูเป็นตาอีกแรงหนึ่ง”

สะบันงาอยากจะขอบคุณสำหรับความไว้วางใจของสามี แต่ก็พร่ำบอกมาหลายครั้งจนรู้สึกว่าไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว จึงหันไปถามถึงเรื่องอื่นแทน “แล้วคุณพี่จะใช้บัญชีลับนี้ทำกระไรเจ้าคะ”

“ทุกคนที่มีชื่อในบัญชีนี้เป็นผู้คิดคดต่อแผ่นดิน เหมือนดังหนอนที่ชอนไชลูกมะเดื่อ พี่จะไม่ยอมให้พวกมันอิ่มเอมอยู่บนความล่มจมของอโยธยาต่อไปอีก และถ้ากวาดล้างพวกมันไปได้ ก็เท่ากับริดรอนอำนาจของนายจันและขุนวรวงศาไปกว่าครึ่ง”

ดวงตาของคนฟังเบิกกว้างด้วยความตระหนกระคนห่วงใย “แต่มันอันตรายมากนะเจ้าคะ หากมีคนรู้เข้า คุณพี่คิดดีแล้วหรือ”

“นอกจากน้องแล้วพี่ไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้กับใครอีก แม่สะบันงาวางใจเถิด” นาถลูบผมนุ่มสลวยดำเป็นมันอย่างเอ็นดู “เสียดายอยู่อย่างเดียวที่บัญชีนี้มีสองเล่ม ที่พี่ได้มาเป็นเพียงเล่มแรก หรือก็คือครึ่งเดียวเท่านั้น ออกขุนปริวรรตเป็นคนรอบคอบ เกรงจะถูกพรรคพวกหักหลัง จึงแยกบัญชีออกเป็นสอง เอาไปซ่อนไว้ในที่ต่างกัน พี่จะต้องหาเล่มที่สองให้พบก่อน ค่อยลงมือกวาดล้างขุนนางขี้ฉ้อพวกนี้ในคราวเดียว” เขาเน้นเสียงหนักแน่น “คอยดูไปเถิด พวกมันจะต้องชดใช้ให้กับความชั่วที่กระทำต่ออโยธยา”

สายลมยามค่ำโชยชื่นเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ สะบันงากระชับผ้าคลุมไหล่แน่นเข้า ก่อนเอนกายซุกอกอุ่นของสามี นาถรินชาจีนควันกรุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะ จรดถ้วยกระเบื้องกับริมฝีปากงามอย่างเอาใจ “ดื่มชาเสียหน่อยนะน้อง จะได้อุ่นขึ้น”

ด้านนอกตัวเรือน ลมเย็นนั้นยังพัดพาสไบของผู้ที่ยืนฟังอยู่ใต้หน้าต่างให้สะบัดไหวน้อยๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเงียบกริบจากไป…

ดวงจันทร์เต็มดวงทอแสงนวลกระจ่างลงจับหอนั่ง สว่างจนมองเห็นทางได้ถนัดโดยไม่ต้องใช้ตะเกียง แสงสีเงินยวงยังเผยให้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อยๆจรดฝีเท้าเข้าไปในห้องทำงานของนาถ นางลงมือค้นหาสิ่งที่ต้องการอย่างเร่งร้อน ฉับพลันประตูห้องทำงานก็เปิดออก แสงจากตะเกียงดวงเล็กในมือผู้มาใหม่ ส่องให้เห็นใบหน้าที่นางไม่ต้องการพบเป็นที่สุด ยืนมองมาอย่างเงียบงัน…

“หากจะมาหาสมุดบัญชีของออกขุนปริวรรตละก็ อยู่ที่นี่เจ้าค่ะ” วงตะวันชูสมุดข่อยในมือขึ้น ในขณะที่อีกฝ่ายเบิกตากว้างอย่างตะลึงงัน !

………………………………………………………………………………………….

จมื่นวิเศษศิลป์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าความร้อนใจดังตกอยู่ในกระทะน้ำเดือดเป็นเช่นไร จนได้มาประสบกับตัวเองในวันนี้

ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ได้บัญชีลับของออกขุนปริวรรตไปแล้ว!

ผู้ที่เตือนเขาเป็นคนที่สุดท้ายในโลกที่ชายหนุ่มคาดหมายว่าจะทำเช่นนั้น แม่วงตะวันภริยาของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์นั่นเอง ที่มาดักรอเขาอยู่บนทางที่ชายหนุ่มต้องสัญจรผ่านเพื่อจะกลับบ้าน ดวงหน้าใต้ผ้าโพกศีรษะค่อนข้างขรึม ขณะเอ่ยปากขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว

จมื่นวิเศษพยักหน้าให้ทนายหน้าหอที่เดินตามมาเลี่ยงหลบไป เมื่อเหลือกันอยู่สองคนฝ่ายชายก็เอ่ยขึ้นก่อน “แม่นายวงตะวันให้เกียรติมาพบกระผมเชียวหรือนี่ ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดให้รับใช้”

แววตาเจ้าชู้และรอยยิ้มพราวด้วยเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่ส่งมา ไม่ทำให้หญิงสาวโสภาตรงหน้าเขาหวั่นไหวแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่ออกจากปากอิ่มงามนั่นต่างหากกลับทำให้ฝ่ายชายสะดุ้งเฮือก

“บัญชีลับของขุนปริวรรตตกอยู่ในมือออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์แล้ว แต่มีแค่เล่มแรก ตอนนี้เขากำลังตามหาบัญชีเล่มที่สองอยู่ ถ้าได้ครบเมื่อไรคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีคงต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน”

ผู้ฟังตะลึงงันไปชั่วอึดใจ พอตั้งสติได้ก็นิ่วหน้ามองฝ่ายตรงข้ามอย่างไตร่ตรอง “แม่นายเป็นเมียหลวงเกรียงไกรฤทธิ์แต่กลับเอาความลับมาบอกกระผม กระผมจะเชื่อได้หรือ”

“จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณพระนาย ฉันไม่บังคับ อย่างไรเสียคนที่นอนรอความตายก็ไม่ใช่ฉัน” วงตะวันหมุนตัวกลับทำท่าจะผละจากไป จนจมื่นวิเศษต้องรีบเรียกไว้

“โปรดรอก่อนเถิดขอรับ” เขายิ้มอย่างขออภัย “แม่วงตะวันพูดจาตรงไปตรงมาดีแท้ ถ้าเช่นนั้นที่แม่นายมาบอกกระผมไม่ทราบว่าต้องการสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยน”

วงตะวันมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาที่จมื่นวิเศษศิลป์ไม่เคยเห็นจากผู้ใด โดยเฉพาะจากผู้หญิง  มันทั้งเย็นชา ลึกลับ และยังมีแววดูแคลนปะปนคละเคล้าโดยไม่ปิดบัง

“ฉันยังไม่ต้องการสิ่งใด แค่อยากมาบอกคุณพระนายให้รู้ไว้เท่านั้น แต่ขอให้จำไว้ว่าคุณพระนายติดหนี้ฉันครั้งหนึ่ง เมื่อไรมีสิ่งที่ต้องการฉันจะบอกเอง”

หล่อนเดินระเหิดระหงจากไปไกลแล้ว ทว่าผู้ฟังยังนิ่งอึ้งด้วยความอัศจรรย์ใจ ผู้หญิงประหลาดคนนี้น่ะหรือคือตัวตลกที่ทุกคนในอโยธยาหัวเราะเยาะ…

แต่จมื่นวิเศษศิลป์ไม่มีเวลาใส่ใจวงตะวันนานนัก ด้วยข่าวที่ได้รู้จากหล่อนเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เขารู้ว่าบัญชีลับสองเล่มนี้มีอยู่จริง ออกขุนปริวรรตเคยเปรยให้ฟังในวันหนึ่ง เจ้าตัวทำทีคล้ายพูดเพราะความเมา แต่จมื่นวิเศษรู้ดีว่าฝ่ายนั้นจงใจบอกออกมา เพื่อข่มขู่เขาและคนอื่นๆที่อาจคิดร้ายต่อตัวขุนปริวรรตเอง

แม้ขุนวงวงศาธิราชจะครองอำนาจเปี่ยมล้น ทว่าขุนนางที่ภักดีต่อพ่อเจ้าอยู่หัวก็มีอยู่ไม่น้อย หากบัญชีลับถูกเปิดเผยเมื่อไร ฝ่ายปรปักษ์จะได้ทีกวาดล้างพรรคพวกของขุนวรวงศากันสนุกมือ เจ้านายจะเป็นอันตรายหรือไม่เขาไม่มั่นใจนัก เพราะอย่างไรก็ยังมีแม่อยู่หัวค้ำชูอยู่ทั้งคน แต่เรื่องที่หญ้าแพรกเช่นตัวเขาจะต้องแหลกลาญลงไป นั่นต่างหากที่เป็นของแน่

เขาต้องหาทางชิงบัญชีเล่มที่สองมาให้เร็วที่สุด แต่จะไปหาเบาะแสจากที่ใดเล่า..

จมื่นวิเศษศิลป์กลับเรือนด้วยความหัวเสีย สมองเฝ้าแต่ตรึกตรองหาทางเอาตัวรอด เดินวนเวียนเป็นหนูติดจั่นในห้องอยู่นาน ดวงหน้าของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ชายหนุ่มยิ้มออกมาได้ รีบผลุนผลันผลักประตูออกไป จนแทบจะชนกับเฟื่องแก้วที่เดินนำบ่าวมาหยุดอยู่หน้าประตูพอดี

“น้องทำขนมช่อมรกตไว้ให้คุณพี่ ตั้งสำรับไว้ที่หอนั่งแล้วค่ะ” ภรรยาบอกพร้อมรอยยิ้ม แต่สามีที่กำลังหงุดหงิดกลับขุ่นใจมากกว่าจะชื่นชม เสียงที่ตอบกลับมาจึงห้วนกระด้าง “พี่ไม่กิน มีธุระจะรีบไป”

สามีเดินลิ่วไปไม่มองหน้าภรรยา มีเฟื่องแก้วเดินตามมาร้องถามเสียงเครือ “คุณพี่จะไปไหนหรือเจ้าคะ เพิ่งกลับมาไม่นานแท้ๆ”

จมื่นวิเศษศิลป์นึกรำคาญจนแทบทนไม่ไหว ต้องรีบก้าวเร็วๆลงบันไดไปไม่เหลียวหลัง แต่งงานกับเฟื่องแก้วได้เพียงเดือนกว่า เขาก็ประจักษ์ว่าตัวเขากับหญิงงามพิลาศผู้นี้ไม่มีอะไรเข้ากันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา ความคิดอ่าน ความชอบ หรือแม้แต่รสนิยมในการกินอยู่ เสียแรงลงทุนลงแรงไปมากมายเพื่อให้ได้หล่อนมาครอง แต่เมื่อได้เด็ดดมแล้วจึงรู้ว่าดอกฟ้าสูงค่าดอกนี้มิได้หอมแรงจับใจดังที่เคยคิดหมาย

ทุกวันนี้เขาแทบไม่อยากกลับเรือน เพราะไม่อยากเผชิญกับรอยยิ้มจืดชืด กิริยาอ้อยสร้อยปราศจากจริตมารยาน่าเสน่หาของภรรยา ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งเสียดายหญิงสาวสวยสดคนอื่นๆที่ยอมสละทิ้งไปเพื่อมาแต่งงานจนบอกไม่ถูก

โรงขังที่ตั้งอยู่ในเขตเรือนของออกหลวงเสนารักษ์ก็เป็นเช่นเรือนจำในบ้านตุลาการโดยทั่วไป ที่เหม็นตลบอบอวลชั่วนาตาปีด้วยกลิ่นกายของบรรดานักโทษที่ไม่ได้อาบน้ำ ปนเปกับกลิ่นของเสียที่บางคนขับถ่ายออกมา สภาพของนักโทษนั้นเล่าก็ประดุจอสุรกายบนดินโดยแท้ คือผอมโซขาดอาหาร  โสโครกด้วยเห็บเหาและโรคผิวหนังต่างๆ ผมเผ้าสกปรกรุงรัง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งแทบปกปิดร่างกายไม่มิด

จมื่นวิเศษศิลป์ไม่ได้แวะไปทักทายออกหลวงเสนารักษ์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน แต่สั่งให้บ่าววาดหัวเรือเข้าจอดที่ท่าน้ำใกล้กับโรงขัง แล้วเดินลิ่วตรงมา เขาส่งไถ้แดงใส่อัฐให้พะทำมะรงนายหนึ่ง ก่อนสั่งด้วยเสียงวางอำนาจ “ข้าต้องการพบแม่คำหอม”

หลังจากถูกจับในข้อหาวางยาพิษฆาตกรรมออกขุนปริวรรตสามีของเธอเอง คุณคำหอมก็ถูกนำมาขังไว้ที่นี่เพื่อรอเวลาตัดสินโทษ เป็นอันรู้กันว่าทัณฑ์ของเธอคงหนีไม่พ้นโทษประหาร แม้แต่คุณหญิงน้ำทิพย์ซึ่งสนิทสนมกันก็สุดปัญญาจะช่วยเหลือ จึงทำได้เพียงขอร้องให้ออกหลวงเสนารักษ์เลื่อนเวลาชำระคดีออกไปให้นานที่สุด คุณคำหอมจึงมีชีวิตอยู่ในโรงขังเรื่อยมาจนทุกวันนี้

พอเห็นหญิงสาวที่เดินตามพะทำมะรงมาหยุดตรงหน้า จมื่นวิเศษศิลป์ก็อดเลิกคิ้วไม่ได้ เนื่องจากสภาพของหญิงสาวมิได้ทรุดโทรมเป็นผีตายซากอย่างที่คาดไว้ คุณคำหอมดูจะเข้าใจความคิดของเขา จึงบอกเรียบๆ

“คุณพระนายไม่ต้องแปลกใจดอก คุณหญิงน้ำทิพย์เธอช่วยเหลือฉันไว้มาก ฉันได้อยู่โรงขังแยกจากนักโทษคนอื่นๆ ไม่ต้องถูกตีตรวน อาหารการกินเธอก็ให้คนส่งมาให้วันละสามมื้อ ฉันไม่ต้องไปเดินขอทานอาหารทุกวันโกนรวมกับพวกนักโทษ”

ทางโรงขังไม่มีอาหารเลี้ยงนักโทษ ลูกเมียของแต่ละคนจึงต้องนำข้าวปลามาส่งกันเอาเอง ใครไม่มีญาติหรือเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ที่ถูกจับมาขังทั้งครอบครัว ไม่มีคนส่งอาหารให้ ก็ต้องอยู่อย่างอดโซ จึงเป็นธรรมเนียมว่าทุกวันโกนพะทำมะรงจะพานักโทษเหล่านี้ออกไปเดินเร่ตามถนน เพื่อขออาหารจากชาวบ้านมาประทังชีวิต สำหรับคุณคำหอมแม้จะยังมีพ่อแม่อยู่ แต่ครอบครัวของเธอก็ตัดขาดทันทีที่ลูกสาวติดคุก ทุกวันนี้ชีวิตของเธอจึงอยู่ได้ด้วยความปราณีจากคุณหญิงน้ำทิพย์เท่านั้น

“คุณพระนายมาหาฉันคงไม่ได้มาเยี่ยมเยียนเป็นแน่ มีเรื่องใดจะถามก็ว่ามา” หญิงสาวไม่อ้อมค้อม และไม่มีท่าทีอับอายต่อสภาพของตนเอง ราวกับปลงตกเสียแล้ว

“บุญชีลับที่ขุนปริวรรตเก็บไว้ แม่คำหอมรู้ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน”

ชายหนุ่มโพล่งออกไปโดยไม่เสียเวลาเกริ่นนำ เขามั่นใจว่าในฐานะเมียที่ชิงชังผัว คำหอมย่อมรู้ความลับของออกขุนปริวรรตมากยิ่งกว่าใคร และย่อมถ่องแท้ในนิสัยใจคอของฝ่ายนั้นราวกับลายเส้นบนฝ่ามือของเธอเอง ไม่ผิดจากที่คาด คุณคำหอมใคร่ครวญอยู่อึดใจก็บอกเสียงแผ่ว

“หลังวัดป่าแก้วที่คลองพลูหลวงมีเรือนร้างอยู่หลังหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นของขุนปริวรรต เดิมทีเรือนนี้เจ้าของอยู่กันเป็นปกติสุข แต่พอขายให้ท่านขุน ก็มีข่าวว่าเป็นเรือนผีดุจนไม่มีใครกล้าเดินผ่านมาหลายปีแล้ว”

ดวงตาของผู้ฟังวาวโรจน์ เลือดฉีดจนหน้าแดงซ่านด้วยความปิติ เขาอำลาจากมาอย่างรีบเร่งโดยมีคุณคำหอมมองตามจนลับตา

…………………………………………………………………………………………………………….

จันทราครึ่งดวงซ่อนตัวอยู่หลังหมู่เมฆหนาทึบ ทอแสงมัวหม่นลงจับร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขุดดินอยู่ใต้ต้นหางนกยูงขนาดใหญ่ มีชายหนุ่มท่วงทีผึ่งผายอย่างผู้เป็นนาย ยืนควบคุมการทำงานของลูกน้องอยู่ไม่ไกล

เรือนร้างที่ตั้งอยู่ด้านหลังถูกรื้อค้นทุกตารางนิ้ว แม้แต่กระเบื้องหลังคายังถูกถอดออกมาเพื่อควานหาบัญชีเล่มสำคัญ เมื่อหาเท่าไรก็ไม่พบ จมื่นวิเศษศิลป์ก็พาลูกน้องออกมาค้นหานอกเรือน จนมาหยุดที่หางนกยูงต้นนี้ ขุดอยู่นานจนผืนดินรอบต้นไม้ไม่เหลือสภาพเดิม เสียงอุทานอย่างยินดีก็ดังขึ้น บ่าวสองคนช่วยกันยกหีบเหล็กใบย่อมขึ้นจากมาหลุมลึก เมื่อใช้สิ่วกระแทกสลักจนพัง เปิดฝาหีบออก สิ่งที่อยู่ภายในก็ปรากฏแก่สายตา

“ทองทั้งนั้นเลยขอรับพระคุณท่าน” บ่าวของเขาร้องบอก

จมื่นวิเศษศิลป์สั่งให้ขนทองแท่งที่วางซ้อนกันอยู่เต็มหีบออก จนถึงก้นหีบลูกน้องก็ส่งกล่องไม้แบนยาว กล่องหนึ่งขึ้นมาให้

“บัญชีลับอยู่ที่นี่จริงๆด้วย” จมื่นวิเศษศิลป์มองสมุดในกล่องไม้ รอยยิ้มสมใจกระจายเต็มดวงหน้า

ฉับพลันราวกับเสียงของเขาคือคำประกาศศึก คบเพลิงขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้น สาดแสงจ้าเผยให้เห็นชายในชุดดำกลมกลืนกับความมืดสิบกว่านายที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ในมือทุกคนถือดาบเปลือยฝักพร้อมพรัก ทันทีที่ได้รับคำสั่ง ทุกคนก็วิ่งกรูเข้าล้อมพวกจมื่นวิเศษศิลป์ไว้ เปิดฉากโรมรันอย่างดุเดือด

ฝ่ายที่โจมตีมีฝืมือเชิงดาบไม่ธรรมดา ทั้งยังมีจำนวนมากกว่า สับประยุทธ์กันไม่นานลูกน้องของจมื่นวิเศษศิลป์ก็เพลี่ยงพล้ำ เหลือแต่ตัวจมื่นที่มีฝีมือมากกว่าใคร อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ตั้งใจจับกุมจริงจังนัก ชายหนุ่มจึงสามารถตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ เขาปรี่ไปที่ม้าซึ่งผูกเชือกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ โดดขึ้นหลังแล้วควบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

“ปล่อยมันไป” พันทัพบอกลูกน้อง หยิบบัญชีลับที่ถูกทิ้งไว้ขึ้นมา “ออกหลวงต้องการแค่บัญชีลับของขุนปริวรรตเท่านั้น”

 

Don`t copy text!