มนตราราหุล บทที่ 20 : ลูกขอมาเลี้ยง

มนตราราหุล บทที่ 20 : ลูกขอมาเลี้ยง

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 20 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ไม่เกี่ยวเลยอย่างนั้นหรือ” นางอ่อนแค่นหัวเราะประชดประชัน เพลิงแค้นที่ลุกโชติช่วงบนดวงหน้า ส่งให้หล่อนทั้งน่าเกลียดและน่ากลัวจับใจ

“ตอนที่แม่นายบัวถูกลากออกไปเฆี่ยน อิฉันพยายามคิดหาคนช่วย พอมองจากหน้าต่างห้องนอนแม่นายออกไปก็เห็นชานเรือนด้านหน้าของเรือนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เรือนนั้นเป็นของแม่ศรีพี่สาวเศรษฐีมั่น เธอให้ผู้หญิงต่างถิ่นที่กำลังไม่สบายมาพักฟื้น ผู้หญิงคนนั้นพิลึกนัก หล่อนจะมานั่งอยู่ที่ชานเรือนเฝ้าดูแม่นายบัวเลี้ยงคุณแดงตั้งแต่เช้าจรดค่ำ วันทั้งวันไม่ยอมขยับไปไหน เมื่อเกิดเรื่องอิฉันจึงมั่นใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องเห็นเหตุการณ์ตอนที่คนร้ายแอบเอาเพลงยาวมาซ่อนไว้เป็นแน่ แต่พออิฉันบากหน้าไปขอร้องให้ช่วยมาเป็นพยานให้แม่นายบัวหน่อย ผู้หญิงต่างถิ่นคนนั้นกลับบอกว่าเรือนทั้งสองอยู่ไกลกัน หล่อนไม่เคยเห็นสิ่งใดในเรือนนี้เลย”

เนื้อตัวคุณละมุนสั่นสะท้านยิ่งกว่าใบไม้กลางพายุ ดวงหน้าเผือดซีดปราศจากสีเลือดราวกับคำพูดของนางอ่อนได้ปลิดเอาพลังชีวิตในกายไปจนสิ้น บรรยากาศเงียบงันชวนอึดอัด มีเพียงเสียงอุทานของสะบันงาทำลายความเงียบอยู่เพียงคนเดียว

“นี่อ่อนจะกล่าวหาว่าคุณแม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ไม่ยอมช่วยแก้ต่างแทนแม่บัวอย่างนั้นรึ  เข้าใจผิดไปกระมัง คนใจดีมีเมตตาอย่างคุณแม่หากช่วยได้ท่านต้องทำทันที ไม่มีทางปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายดอก”

คุณละมุนต้องใช้กำลังใจอย่างสุดความสามารถที่จะเหลือบมองไปยังลูกชาย สีหน้าปวดร้าวของเขาเป็นยิ่งกว่ามีดคมกริบที่กรีดลงบนหัวใจอ่อนนุ่มของเธอ เพียงเห็นภาพนั้น จิตใต้สำนึกก็กระซิบเตือนว่าต้องสู้ หาไม่เธอจะต้องสูญเสียทุกสิ่ง…ทุกสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าชีวิต…

“ท่านเจ้าคุณจะกล่าวหาว่าอิฉันเป็นผู้หญิงต่างถิ่นคนนั้นหรือไร ฉันไม่เคยไปบ้านเศรษฐีมั่น ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ เหตุใดท่านเจ้าคุณถึงทำเหมือนอิฉันเป็นคนร้ายอย่างนี้” เธอหันไปถามออกญายมราชที่ดูเป็นมิตรมากกว่าออกญาธรรมาธิบดี อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“นางอ่อนมาร้องทุกข์ในสองเรื่อง เรื่องแรกที่นางบัวเจ้านายของมันถูกเมียหลวงใส่ร้ายจนตาย ซึ่งหลวงเสนารักษ์ก็ได้ชำระความไปแล้ว ส่วนเรื่องที่สองมันร้องว่าผู้หญิงที่อยู่เรือนตรงกันข้ามเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ไม่ยอมช่วย ควรถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับนางตลับ”  ท่านต้องซ่อนความโทมนัสอย่างยากเย็นเมื่อพูดต่อ “นางศรีพี่สาวของเศรษฐีมั่นให้การว่าตอนนั้นมีคนรู้จักชื่อนายเพิ่ม มาขอร้องให้เจ้านายของนายเพิ่มที่กำลังป่วยไปพักรักษาตัวที่เรือนนั้น แต่ไม่ได้บอกว่าเจ้านายเป็นใคร  หลวงเสนารักษ์ตรวจสอบดูแล้ว นายเพิ่มที่ว่าเป็นทนายคนหนึ่งในเรือนหมื่นพลรักษา ผัวของแม่ละมุนนั่นเอง”

“นายเพิ่มมันลาออกไปนานแล้วนะเจ้าคะ ตั้งแต่คุณพี่ตายโน่นกระมัง” คุณละมุนแย้ง

ประตูห้องเล็กด้านข้างเปิดออกอีกครั้ง ชายชราผมขาวคนหนึ่งเดินงกๆเงิ่นๆออกมานั่งลงข้างนางอ่อน ออกหลวงเสนารักษ์ถามคุณละมุน “แม่นายละมุนดูให้ดีนะขอรับ นี่คือนายเพิ่มที่เคยเป็นทนายของหมื่นพลรักษาใช่ไหม”

ชายคนนั้นเงยหน้ามองคุณละมุนด้วยสีหน้าจืดเจื่อน คุณละมุนครางเสียงแหบโหย “เจ้าเพิ่ม เอ็งเองรึนี่”

“เล่าเรื่องที่เอ็งรู้ออกมา” หลวงเสนารักษ์สั่ง นายเพิ่มที่พยายามหลบเลี่ยง ไม่ยอมสบตาคุณละมุนจึงเริ่มเล่าช้าๆ

“เรื่องนี้เกิดขึ้นยี่สิบเจ็ดปีมาแล้ว ตอนนั้นแม่นายละมุนตั้งท้องได้หกเดือน วันหนึ่งมีข่าวมาจากเมืองสองแควบ้านเกิดของเธอ ว่าคุณแม่เธอป่วยหนักมาก เห็นจะอยู่ได้อีกไม่นาน แม่นายละมุนรักคุณแม่มาก จึงยืนกรานว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะกลับไปดูใจแม่ให้ได้ ท่านหมื่นห้ามอย่างไรก็ไม่ยอม ตอนนั้นท่านหมื่นกำลังรุ่งเรืองในราชการ เจ้านายเรียกใช้สอยไม่ได้ขาด จึงไปเมืองสองแควกับแม่นายไม่ได้ แต่ท่านก็ให้บ่าวไพร่ร่วมเดินทางไปเป็นเพื่อนแม่นายด้วย พอเรือมาถึงเมืองสองแควใกล้ท่าน้ำบ้านของเศรษฐีมั่น แม่นายละมุนเกิดเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด กระผมจึงต้องหาที่พักให้เป็นการเร่งด่วน โชคดีกระผมรู้จักกับแม่ศรี พี่สาวของเศรษฐีมั่น จึงไปกราบขอร้องขอให้แม่นายละมุนพักที่เรือนว่างนั่นเป็นการชั่วคราว”

“พอเถิดเจ้าเพิ่ม ไม่ต้องเล่าแล้ว” คุณละมุนร้องโหยหวน เธอตั้งใจจะต่อสู้สุดความสามารถทว่าด้วยความที่ไม่ใช่คนจิตใจเข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร มารดาของนาถจึงไม่สามารถเก็บซ่อนอารมณ์วิปโยคได้อย่างที่ใจนึก เธอทรุดตัวลงสะอึกสะอื้น มีวงตะวันและสะบันงาช่วยกันประคองไม่ห่าง

นายเพิ่มชะงัก ตัวเขาเองไม่อยากเปิดเผยเรื่องในอดีตแม้แต่น้อย แต่สายตาดุดันของออกหลวงเสนารักษ์บังคับให้ชายชราต้องเอ่ยต่อไป

“คืนนั้นแม่นายละมุนคลอดลูกชาย แต่เด็กตายเสียตั้งแต่แรกคลอด แม่นายเสียใจมาก ซ้ำยังมีข่าวว่าคุณแม่ของเธอสิ้นใจมาซ้ำอีก เธอเลยหมดอาลัยตายอยาก ไม่ยอมกินข้าวปลา เอาแต่นอนซมอยู่ในห้อง กระผมยังแปลกใจที่จู่ๆวันหนึ่งเธอก็ลุกขึ้นมานั่งที่ชานเรือนด้านหน้า หลังจากนั้นก็มานั่งๆนอนๆทุกวัน ตาจ้องมองไปที่เรือนฝั่งตรงข้ามแทบไม่กระพริบเลยขอรับ”

“เรือนสองหลังในตอนนั้น สภาพเหมือนเรือนหลังนี้กับหลังนั้นใช่ไหม” ตุลาการหนุ่มชี้ไปยังเรือนเดี่ยวที่คุณละมุนเพิ่งวิ่งมา

นายเพิ่มพยักหน้ารับ “ใช่ขอรับ ทั้งระยะทางและสภาพการตกแต่งเหมือนกันทุกอย่าง”

“ก็แปลว่าจากชานเรือน แม่นายละมุนต้องมองเห็นห้องนอนในเรือนหลังนี้ ถูกต้องไหม”

“ถูกขอรับ ท่านเคยเรียกกระผมไปสั่งงานตอนที่ท่านนั่งอยู่บนชานเรือน จากที่นั่นมองมาจะเห็นห้องนอนในเรือนนี้ชัดเจนเทียวขอรับ”

“แล้วแม่นายละมุนนั่งมองสิ่งใดรึ ถึงดูได้ทั้งวันทั้งคืน”

“กระผมไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่บ่าวสาวๆมันว่าเธอดูแม่บัวเมียน้อยของเศรษฐีมั่นเลี้ยงลูกอ่อนขอรับ ได้ข่าวว่าเด็กเพิ่งคลอดได้แค่สามวัน ตัวยังแดงๆอยู่เลย  กระผมคิดว่าคุณละมุนคงคิดถึงลูก เลยนั่งมองแม่ลูกอ่อนอยู่อย่างนั้น”

“เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมหมื่นพลรักษาถึงไม่รู้เล่า”

“ตอนนั้นแม่นายมีพี่เลี้ยงเก่าแก่ติดตามมาด้วยคนหนึ่งชื่อแม่ชอบ คอยดูแลเธอมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด  แม่ชอบมาสั่งกระผมให้กลับไปแจ้งท่านหมื่นว่าแม่นายละมุนจะนุ่งขาวห่มขาวอุทิศส่วนกุศลให้คุณแม่ที่ตายไป และตอนนี้ก็ท้องใหญ่ใกล้คลอดเต็มที จึงจะยังไม่กลับเรือนจนกว่าจะคลอดลูกก่อน แม่ชอบกำชับนักหนาไม่ให้กระผมบอกเรื่องคุณหนูที่ตายไป พอกระผมแจ้งข่าวท่านหมื่นเสร็จกลับมาหาแม่นายละมุน ถึงรู้ว่าท่านแจกเงินให้บ่าวที่ตามมาทั้งหมด และให้แยกย้ายกันไปทำมาหากินแล้ว ตัวกระผมท่านก็ให้เงินแล้วให้ไปหางานอื่นทำเหมือนกัน ท่านหมื่นจึงไม่เคยรู้เรื่องที่ลูกตายขอรับ”

ลางสังหรณ์อันหนาวเหน็บแล่นเข้ากระทบใจวงตะวัน มันมาพร้อมกับความรู้สึกผิดอย่างมหันต์ คุณหญิงน้ำทิพย์เป็นคนแนะนำหญิงสาวให้พาคุณละมุนและสะบันงามาดูเรือนข้างๆนี้เอง โดยบอกเพียงเลาๆว่าเป็นหนช่วยให้หล่อนได้แก้แค้นออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ แต่วงตะวันไม่คิดเลยว่าสิ่งที่รออยู่จะสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้

ถูกละ การได้เห็นนาถทุกข์ทนน่าจะเป็นความแช่มชื่นสำหรับวงตะวัน แต่ความลับที่กำลังจะถูกเปิดโปง นับเป็นสิ่งร้ายกาจและทารุณยิ่งกว่าเชือดเนื้อเถือหนังมารดาของเขาเสียอีก…

“เรื่องส่วนตัวของแม่นายละมุนน่ะพักไว้ก่อนเถิด แต่จากที่นายเพิ่มบอกมา แสดงว่าผู้หญิงต่างถิ่นที่พักอยู่ตรงข้ามเรือนของนางบัว ก็คือแม่นายละมุนนี่เอง ถูกต้องไหมนายเพิ่ม”

“ง่า..ใช่ขอรับ” นายเพิ่มอึกอัก นางอ่อนรีบสอดขึ้นด้วยท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือ “ถ้าอย่างนั้นแม่ละมุนต้องเห็นเหตุการณ์ตอนที่นางตลับเข้ามาซ่อนเพลงยาวในห้องนอนแม่นายบัวของอิฉันแน่เจ้าค่ะ และไหนจะตอนที่รื้อค้นเอาเครื่องประดับกับสไบไปซุกในห้องพ่อเขียนอีก ต้องใช้เวลาไม่น้อย ปกติแม่ละมุนนั่งจ้องแม่บัวเลี้ยงลูกตาไม่กระพริบ พอถึงเวลาสำคัญกลับไม่รู้ไม่เห็นเสียนี่ จะเป็นไปได้หรือ”

“”ถ้าอย่างนั้นเหตุใดคุณแม่ต้องปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นด้วยล่ะ ฉันยังไม่เห็นเหตุผลเลย” สะบันงาพยายามช่วยแม่สามี

“จะเพราะกระไรใครจะไปรู้ใจแม่ละมุนเธอได้ละเจ้าคะ” นางอ่อนเบ้ปาก กระแทกเสียงประชดประชัน “บ่าวก็รู้แต่ว่าหลังจากที่แม่นายบัวตายคาหวาย พ่อเขียนถูกเศรษฐีมั่นให้คนจับกดน้ำขาดใจตายไปอีกคน ลูกแดงของแม่นายบัวก็หายไปจากเรือน แล้วจู่ๆผู้หญิงเรือนตรงกันข้ามก็เกิดมีลูกอ่อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น เสียงเด็กร้องไห้ดังมาถึงท่าน้ำ ตอนนั้นบ่าวพาลูกสาวพ่อเขียนลอบหนีออกไปแล้ว แต่ใจมันห่วงคุณแดงกลัวเศรษฐีมั่นจะฆ่าเสีย เลยย้อนกลับมาซุ่มดูอยู่ที่ตลิ่ง เห็นกับตาได้ยินชัดเต็มสองหู”

ถ้อยแถลงของนางอ่อนยิ่งกว่าการจุดชนวนระเบิดแล้วโยนลงมากลางวงสนทนา คุณละมุนฝืนทรงกายไม่อยู่แล้วในตอนนั้น ร่างชราอ่อนระทวยฟุบลงกับพื้น ร้องไห้ตัวโยนเจียนใจจะขาด นาถยืนตัวชา เจ็บแสบร้อนผ่าวราวกับร่วงหล่นลงในกองเพลิง

“คุณแม่ตั้งใจแย่งลูกของนางบัว จริงอย่างที่นางอ่อนว่าหรือไม่ขอรับ” ชายหนุ่มเค้นถ้อยคำออกมาได้ในที่สุด “คุณแม่ร่วมวางแผนกับนางตลับด้วยหรือไม่ สารภาพออกมาเถิด ปิดบังต่อไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว”

“พ่อนาถ แม่ไม่ได้ร่วมวางแผนกับใคร ลูกต้องเชื่อแม่นะ” มารดาของเขาสะอื้นวิงวอน น้ำตาไหลพรากเปียกไปทั้งดวงหน้า ความอับอายและสำนึกผิดชอบชั่วดี ประเดประดังเข้าบีบคั้นมโนธรรมของเธอแสนสาหัสยิ่งกว่าครั้งใด แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็มีแต่ต้องสู้ถวายหัวเท่านั้น

“พอแม่บัวอุ้มลูกลงจากเรือนไป แม่ก็เข้าห้องไปนอนพักผ่อน คนร้ายมันจะเอาของมาซ่อนหรือไม่ แม่ไม่เห็นจริงๆ”

ความผิดหวังในตัวมารดาฉายโชนอยู่ในแววตาของผู้เป็นลูก นาถเม้มปากเป็นเส้นตรง หันหน้าไปทางอื่นที่จะไม่มีใครเห็นสองตาแดงก่ำของเขา กระนั้นเสียงของออกหลวงเสนารักษ์ก็ยังดังมากระทบโสตประสาท

“ไม่มีกฎหมายข้อไหนบอกว่าการเห็นคนเดือดร้อนแต่ไม่ช่วยเหลือ จะต้องมีความผิดไปด้วย กระผมเห็นว่าแม่นายละมุนยังไม่มีความผิดนะขอรับท่านเจ้าคุณ” หลวงเสนารักษ์บอกออกญาธรรมาธิบดี

“แต่ความผิดที่เห็นการใส่ร้ายแล้วไม่ยอมบอกก็มีอยู่ จะปล่อยไปเฉยๆไม่ได้เหมือนกัน” ออกญาธรรมาธิบดีตอบกลับ “ถึงแม่ละมุนจะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่ก็มีพยานตั้งหลายปาก ข้ออ้างของแม่ละมุนนับว่าฟังไม่ขึ้น แต่ฉันยังเห็นแก่หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ ถึงได้เชิญคนที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนกันเงียบๆที่นี่ และที่จริงความผิดของแม่ละมุนก็ไม่ได้หนักหนาเท่าใด เอาเป็นว่าให้ปรับเบี้ยเข้าหลวงแทนการติดคุกก็แล้วกัน ดีไหมคุณหลวง” ท่านพูดกับหลวงเสนารักษ์

ออกญายมราชมองอีกฝ่ายอย่างกังขา สิงห์เฒ่าอย่างออกญาธรรมาธิบดีน่ะหรือจะใจดียอมปล่อยเหยื่อใต้กรงเล็บให้หลุดรอดไปง่ายๆ ชะรอยคงมีจุดประสงค์เร้นลับบางประการซ่อนอยู่เป็นแน่

“ว่าแต่เรื่องที่เราคุยกันนี้ เกี่ยวข้องกับเด็กที่แม่ละมุนรับมาเลี้ยงคนนั้นด้วย และมันก็สมควรได้รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง และได้เลือกว่าจะอยู่ในเรือนแม่ละมุนต่อไปหรือไม่ เด็กคนนั้นคงเป็นบ่าวในเรือนแม่ละมุนกระมัง ชื่อเรียงเสียงใดเล่า ฉันจะให้คนไปตามมาพูดจาด้วยสักหน่อย” ออกญาธรรมาธิบดีถาม

นี่ละสิ่งที่คุณละมุนกลัวจะได้ยินมากที่สุด เธอภาวนาขอให้หัวใจตัวเองหยุดเต้นเสียในนาทีนี้ ทว่าคำอธิษฐานไร้ผล หัวใจอ่อนล้าของเธอยังทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง ก่อให้เกิดความหนาวเหน็บยิ่งกว่าเปลือยกายอยู่ในสายลมฤดูเหมันต์ ร่างบางสั่นสะท้านดั่งจะจับไข้

“เด็กนั่นตายไปแล้วตั้งแต่พามา ตายไปนานจนอิฉันลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ” เสียงแหบโหยสิ้นหวังคล้ายใบไม้แห้งเสียดสีกันร้องบอก

“อย่างนั้นรึขอรับ ถ้าเช่นนั้นนางจงมันคงโกหกกระผมละสิ” ออกหลวงเสนารักษ์ยังไม่ลืมหน้าที่ตุลาการของตน สิ้นคำของเขา หญิงชาวบ้านร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่งก็คลานตุบตั้บออกมาจากห้องเล็ก คุณละมุนได้ยินเสียงครางแผ่วเบาของใครคนหนึ่งดังมาจากที่ไกลแสนไกล เป็นครู่กว่าที่สมองอันมึนงงของเธอจะจดจำได้ว่านั่นคือเสียงจากปากของเธอเอง หูแว่วคำให้การของนายเพิ่มลอยมาตอกย้ำเหมือนดั่งจะแกล้งให้เสียสติก็ไม่ปาน

“นี่แม่จงขอรับ เป็นหมอตำแยที่กระผมไปตามมาช่วยตอนที่แม่นายละมุนเจ็บท้อง วันนั้นนางจงบอกกระผมว่าภายในแม่นายละมุนบอบช้ำมาก ต่อไปจะมีลูกอีกไม่ได้แล้ว”

“ใช่เจ้าค่ะ อิฉันแอบมองแม่นายคนนี้อยู่ในห้องตามที่ท่านสั่ง จำได้แม่นเชียวว่าเป็นผู้หญิงที่เจ็บท้องคลอดลูกที่เมืองสองแคว ตอนนั้นน่ะเด็กตั้งหกเดือนแล้ว กว่าจะเอาออกจากท้องได้ก็ต้องล้วงกันแทบแย่  มดลูกของแม่เสียหายหนัก มีลูกไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ” หมอตำแยยืนยันหนักแน่น

“แม่ละมุนมีลูกไม่ได้แล้ว และก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยมีลูก ถ้าเช่นนั้นหลวงเกรียงไกรฤทธิ์เป็นลูกใครกันเล่า เท่าที่รู้มาหมื่นพลรักษาที่ตายไปไม่มีเมียน้อยไม่ใช่หรือ” ออกญาธรรมาธิบดีเหยียดยิ้มเย้ยหยัน

คุณแม่มีลูกไม่ได้แล้ว… แย่งลูกคนอื่นมา… คุณพ่อไม่มีเมียน้อย… ถ้อยเจรจาทั้งหมดราวกับค้อนขนาดมหึมาที่กระหน่ำลงบนสมองของนาถครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อให้เกิดความมึนงงทว่าร้าวรานเหลือแสน เลือดในกายคล้ายพลันแปรเปลี่ยนเป็นน้ำกรด เข้ากัดเซาะพร่าผลาญจนอวัยวะภายในของชายหนุ่มพินาศแหลกราญในพริบตา

ก่อนหน้านี้ออกหลวงเสนารักษ์เพียงแต่เล่าคดีให้เขาฟังคร่าวๆ ไม่ได้ขยายความมากมายมาถึงขั้นนี้ ชายหนุ่มจึงเข้าใจเพียงว่าเด็กที่มารดาขอมาเลี้ยงคงจะเป็นบ่าวคนใดคนหนึ่งในเรือน

ไม่คิดเลยว่าจะเป็น…ตัวเขาเอง!

วงตะวันกอดแม่สามีไว้แน่น พบว่าเนื้อตัวเย็นเฉียบนั้นสั่นระริก เสียงร่ำไห้ของเธอไม่ต่างจากสัตว์บาดเจ็บ มันเสียดแทงและบาดลึกจนผู้ฟังพลอยรับรู้ถึงความวิปโยคของดวงใจที่กำลังแตกสลาย เหลือบมองไปยังร่างสูงใหญ่ที่ยืนห่างออกไป หัวใจหญิงสาวก็สะท้านสะเทือนไปด้วยความเวทนา นาถยืนนิ่งขึง ท่วงท่าองอาจผึ่งผายที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขามลายสิ้น ชายหนุ่มคอตก ไหล่หนาทั้งสองข้างลู่ลง แววตาเลื่อนลอยอยู่ในภวังค์ ประหนึ่งจิตวิญญาณได้ละจากร่างไปเสียแล้ว

หากว่าความจริงทั้งหมดเป็นมีดคมกริบที่ถาโถมเข้าหา ป่านนี้โลหิตทุกหยาดหยดในกายออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์คงไหลเนืองนอง  ไม่เหลือหลอสักหยดแล้วกระมัง…

เรื่องโจษจันทั้งหลายที่เคยสร้างความตระหนกให้ชาวอโยธยาดูจะกลายเป็นข่าวเล็กจ้อยไปทันใด เมื่อเทียบกับข่าวใหม่ที่อุบัติลงมาราวกับฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ ว่าออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลแห่งกรมพระนครบาล เป็นลูกที่ถูกขโมยมาจากแม่แท้ๆ อีกทั้งคุณละมุนผู้เป็นหัวขโมยยังเป็นถึงภริยาขุนนางระดับหัวหมื่น ต้นตระกูลเป็นขุนนางสืบทอดกันมาหลายชั่วคน และตัวเธอเองก็ยังมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นผู้มีจิตใจงาม เป็นพุทธมามะกะอันประเสริฐ คอยอุปัฎฐากวัดวามานับสิบปี

คุณละมุนล้มป่วยตั้งแต่นาทีแรกที่กลับถึงเรือน หลังจากนั้นเธอไม่ได้ย่างกรายออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว บรรยากาศทั่วทั้งบ้านหม่นหมองอึมครึม บ่าวไพร่ต้องเก็บปากสงบคำไม่กล้าพูดจา เนื่องจากสะบันงาเรียกทุกคนมารวมตัวกันบนหอนั่ง แล้วกำชับหนักแน่น

“ถ้าใครนินทาคุณแม่ หรือเอาเรื่องในบ้านนี้ออกไปแพร่งพรายกับคนนอก ฉันจะเอากะลาตบปากแล้วไล่ให้ออกไปอดตายข้างนอก”

นาถไม่ได้กลับเรือนอีกเลยนับจากวันที่ชาติกำเนิดของเขาถูกเปิดโปง สะบันงาเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยความกลัดกลุ้ม บุคคลเดียวที่เธอพอจะปรับทุกข์ได้ในยามนี้ ไม่ใช่บ่าวคนสนิทซึ่งเธอเห็นว่าไม่สมควรให้รับรู้เรื่องของเจ้านาย หากแต่เป็นวงตะวัน

“คุณพี่หายหน้าไปไม่มาดูดำดูดีคุณแม่เลย ฉันละกลัวใจนักว่าสองคนจะตัดแม่ตัดลูกกันเสียก็ไม่รู้”

“ออกหลวงคงจะเสียใจมาก แต่อย่างไรก็ไม่มีทางทอดทิ้งคุณแม่ดอกค่ะ” วงตะวันตอบเรียบๆ ตัวหล่อนเองก็หดหู่จนไม่มีกะจิตกะใจจะทำสิ่งใด “รอให้เวลาผ่านไปสักพัก ออกหลวงทำใจได้เมื่อไร แม่ลูกก็คงคุยกันเอง”

“ฉันได้ข่าวมาว่าพวกขุนนางกำลังวิจารณ์กันเรื่องคุณพี่” สะบันงาปรารภต่อไป “เห็นทีอนาคตของคุณพี่คงหยุดอยู่แค่ตำแหน่งออกหลวงเสียแล้วละแม่วงตะวัน”

การเข้ารับราชการในเวลานั้นยังยึดที่สายเลือดเป็นหลัก ผู้ที่เป็นขุนนางอยู่แล้วจะพาลูกหลานไปฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้านาย ให้ติดตามรับใช้เพื่อสร้างผลงาน ในทางกลับกัน เมื่อชาติกำเนิดของนาถถูกเปิดเผยว่าเขาเป็นเพียงลูกชาวบ้านสามัญ จึงเกิดข้อครหาขึ้นว่าชายหนุ่มยังสมควรได้เป็นออกหลวงอยู่หรือไม่

“ที่ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ได้รับราชการตั้งแต่แรก เพราะออกญายมราชฝากฝังให้ดอก ถ้าออกญารู้ว่าไม่ได้เป็นลูกชายของหมื่นพลรักษาเกลอเก่าของท่าน มีหรือจะช่วย แค่เข้ารับราชการก็ยังไม่ได้เข้าเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะก้าวหน้ามาถึงบัดนี้เลย” ออกญาท่านหนึ่งปรารภ

“แต่ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์เป็นคนมีฝีมือ และก็ไม่ได้ทำความผิดอันใด จะให้ออกจากราชการเชียวรึท่านเจ้าคุณ”

“ใครจะไปทำอย่างนั้นเล่า” ออกญาท่านเดิมแย้ง “แต่จะให้เลื่อนตำแหน่งมากกว่านี้ฉันเห็นว่าไม่เข้าที คนเราจะเป็นใหญ่เป็นโตให้คนนับถือ ควรจะเข้ามารับราชการอย่างขาวสะอาด ไม่ใช่คลุมเครือ จะว่าหลอกลวงก็ไม่ใช่ซื่อตรงก็ไม่เชิงอย่างนี้”

จมื่นวิเศษศิลป์ไม่ลังเลที่จะใช้โอกาสนี้บดขยี้ผู้ที่เขาเห็นว่าเป็นคู่ปรปักษ์ ชายหนุ่มปราโมทย์ถึงกับจัดเลี้ยงพรรคพวกเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้โดยเฉพาะ

“หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ไม่ใช่ลูกแท้ๆของหมื่นพลรักษา ต่อให้ตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน เลือดในตัวก็ยังเป็นแค่ชาวบ้านไร้สกุล ที่วางท่าอยู่ทุกวันนี้มันก็ไอ้คางคกขึ้นวอดีๆนี่เอง” ชายหนุ่มหัวเราะร่า “เทือกเถาเหล่ากอห่างชั้นกับพวกเรานัก ใครจะไปคบหาได้สนิทใจ ชาติตระกูลของพ่อแม่แท้ๆยังไม่เท่าทนายในเรือนของฉันเลย”

“นั่นสิ ตัวเป็นผู้รักษากฎหมาย แต่แม่เป็นผู้ร้าย เที่ยวขโมยลูกคนอื่นเขามา คิดแล้วตลกพิลึก” สหายของเขาเออออตาม “อีกหน่อยเวลาไปจับผู้ร้าย ถ้าไอ้โจรมันย้อนถามว่าแล้วแม่ของคุณหลวงเล่าทำไมไม่จับบ้าง คงไม่รู้จะตอบมันอย่างไร”

วงตะวันรู้ว่าออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ภูมิใจในชาติตระกูลของตนเช่นเดียวกับลูกหลานขุนนางคนอื่นๆ หล่อนนึกไม่ออกเลยว่าสำหรับเขาแล้วอะไรจะเจ็บปวดกว่ากัน ระหว่างการไม่ได้เป็นสายเลือดของหมื่นพลรักษา เป็นหลานชายออกขุนจักรเพชร กับการได้รู้ว่ามารดาที่เขาเคารพรักมาตลอด เพิกเฉยปล่อยให้แม่แท้ๆของตนตายอย่างเลือดเย็น เพียงเพื่อแย่งชิงตัวเขามาครอง

ไม่ใช่แค่เพียงนาถดอก หากให้วงตะวันแจกแจงความรู้สึกของตนเองในยามนี้ หญิงสาวก็บอกไม่ถูกว่าตนกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ใด จะสมน้ำหน้าคนที่วางแผนยอกย้อนใส่ร้ายหล่อน หรือสงสารในโชคชะตาที่ผกผันของเขาดี

ที่สำคัญ..เขาไม่ใช่หลานออกขุนจักรเพชร ฆาตกรที่ฆ่าคุณปู่ของวงตะวัน ไม่เกี่ยวพันทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย…

ในขณะที่หญิงสาวซ่อนความห่วงใยไว้ลึกล้ำ จมื่นวิเศษศิลป์กลับมีสีหน้าเบิกบาน มือใหญ่เลื่อนกล่องไม้ขัดมันสลักเสลาลวดลายงดงาม ไปยังผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“กระผมไม่ทราบจะขอบพระคุณคุณหญิงอย่างไร ถึงจะสมกับความเฉลียวฉลาดที่ช่วยปราบความโอหังของไอ้หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ นี่เป็นของกำนัลเล็กๆน้อยๆ โปรดรับไว้แทนน้ำใจจากกระผมด้วย”

คุณหญิงน้ำทิพย์ไม่ได้เปิดฝากล่องออกดู เธอรู้ว่าของที่จมื่นวิเศษมอบให้ย่อมต้องมีค่าสูงลิ่วอยู่แล้ว หญิงสาวจึงเพียงแต่ยิ้มรับ

“ที่จริงคุณพระนายไม่เห็นต้องลำบาก ฉันก็ไม่ได้ทำสิ่งใดมาก แค่ช่วยหาโอกาสให้นางอ่อนมันได้ร้องทุกข์กับเจ้าคุณพี่ และขอให้เจ้าคุณพี่ลงมาจัดการคดีนี้ด้วยตัวเองเท่านั้น”

“เพียงเท่านี้ก็เจ็บแสบเกินพอแล้ว” ผู้ฟังชื่นมื่นด้วยความอิ่มเอม “ไอ้คุณหลวงคงแค้นแทบกระอักเลือด ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงยับเยิน  อับอายขายหน้าผู้คน และอนาคตของมันก็คงหมดสิ้น เป็นได้แค่หลวงไปทั้งชาตินี่ละ” เขายกน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่คุณหญิงไปพบนางอ่อนได้อย่างไร มันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ไม่น่าจะเข้าถึงตัวคุณหญิงได้นี่ขอรับ”

“นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ดอก ที่สำคัญกว่าก็คือบัดนี้เรื่องบัญชีลับที่กำลังจะเปิดเผยก็ต้องหยุดชะงักไปโดยปริยาย ขุนนางผู้ใหญ่คนไหนจะยอมมาร่วมสังฆกรรมกับคนที่มีแม่เป็นขโมย ออกญายมราชเองก็พูดไม่ออกไปอีกคน ลูกน้องคนโปรดมีเรื่องเสื่อมเสียขนาดนี้” คุณหญิงน้ำทิพย์ว่ายิ้มๆ

เสียงหัวเราะสาแก่ใจของจมื่นวิเศษศิลป์ดังก้องอีกครั้ง หายนะของนาถช่วยลบล้างความกลัดกลุ้มที่รุมเร้าเขาอยู่นานให้หายเป็นปลิดทิ้ง ต่อให้วันข้างหน้าออกญายมราชจะรวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อเอาผิดเรื่องบัญชีลับได้ใหม่ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกระยะ มีเวลาถมเถให้เขาวางแผนแย่งบัญชีนั่นกลับคืนมา

…หรือไม่ถึงตอนนั้นแผนการใหญ่ของเจ้านายเขาอาจจะสัมฤทธิ์ผลแล้ว บารมีของขุนวรวงศาธิราชจะแผ่ไพศาลเหนือฟากฟ้าอโยธยา ยิ่งใหญ่เสียจนอย่าว่าแต่บัญชีเล่มนั้นเลย ต่อให้พระแม่เจ้าแห่งแผ่นดินก็ยังไม่อาจแตะต้องพวกเขาได้

 

Don`t copy text!