มนตราราหุล บทที่ 22 : หญิงวิกลจริต

มนตราราหุล บทที่ 22 : หญิงวิกลจริต

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 22 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เรือนของหมอพันตั้งอยู่ด้านหลังตลาดยอด ในบ้านประกอบด้วยเรือนย่อยสามหลัง แบ่งเป็นเรือนใหญ่ที่หมอพันและหมอเทิ้มผู้เป็นพ่ออาศัยอยู่ด้วยกัน หลังที่สองเป็นเรือนพักสำหรับให้คนป่วยที่อาการหนักเกินกว่าจะกลับบ้านของตนเองใช้นอนพักเอาแรง ส่วนหลังที่สามเป็นเรือนว่าง เรือนหลังนี้เองที่หมอพันเดินนำนาถและวงตะวันไปถึง เอ่ยปากบอกให้แขกทั้งสองนั่งรอบนแคร่ ก่อนจะเข้าไปเรียกผู้ที่อยู่ภายใน

หญิงสาวที่ก้าวออกมามีลักษณะดังนางหงส์ที่ถลาร่อนลงสู่ดิน หล่อนมิใช่คนสวยจับตา ทว่ากิริยาท่าทาง การเยื้องย่าง แม้แต่การวางมือไม้ ล้วนละมุนละม่อมอย่างผู้ที่ถูกฝึกมานานจนกิริยางามนั้นกลายเป็นธรรมชาติของเจ้าตัว เมื่อมาถึงหล่อนก็นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตรงหน้านาถ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นประนม ก้มหน้าเล็กน้อยจนปลายนิ้วแตะจมูก เป็นการแสดงความเคารพที่นิ่มนวลที่สุดเท่าที่วงตะวันเคยเห็น หมอพันแนะนำว่า

“นี่คือแม่หญิงรำพึง เธอไหว้วานให้กระผมเชิญคุณหลวงมาขอรับ”

ชื่อของหญิงสาวจุดประกายปราโมทย์ขึ้นในดวงตาของนาถ “แม่หญิงคือนางข้าหลวงที่หายตัวไปใช่หรือไม่”

หญิงสาวพยักหน้ารับคำ “ใช่เจ้าค่ะ ตอนที่คนของคุณหลวงมาติดต่ออิฉันให้เปิดเผยเรื่องแม่สมร อิฉันก็เก็บเป็นความลับไม่เคยปริปากบอกใคร ไม่รู้พวกนั้นรู้เข้าได้อย่างไร ก่อนจะถึงวันนัดกับคุณหลวงวันหนึ่ง มีคนส่งข่าวว่าคุณหลวงต้องการพบฉันก่อนกำหนด ฉันจึงตามเขาไป พอไปนอกวังผู้ชายคนนั้นกลับจะฆ่าฉัน โชคดีหมอพันช่วยฉันไว้ แต่ฉันก็ไม่กล้ากลับวังอีกเลย จึงต้องอาศัยอยู่ที่เรือนนี้เรื่อยมา”

หมอพันกล่าวเสริมขึ้น “วันนั้นแม่รำพึงถูกแทงที่ท้อง พวกนั้นคิดว่าตายแล้วจึงทิ้งแม่รำพึงไว้ข้างทาง กระผมผ่านมาเห็นเข้าเลยพามารักษา แต่เราปรึกษากันแล้วเห็นว่าการหลบซ่อนไปเรื่อยๆ ยังไม่ใช่วิธีที่ดี แม่รำพึงจึงให้กระผมไปพบคุณหลวง มีสิ่งใดจะซักถามก็เชิญสอบถามเถิดขอรับ”

หมอพันผละจากวงสนทนาไปยืนรออยู่ใต้ต้นไม้หน้าเรือน เพื่อดูต้นทางเผื่อว่าจะมีคนไข้ของเขาทะเล่อทะล่าเดินสำรวจสถานที่เล่นตามใจชอบ นาถเหลือบมองวงตะวัน เมื่อเห็นหญิงสาวยังนั่งเฉยเขาก็กระแอมเบาๆ “เจ้าลุกไปช่วยหมอพันดูต้นทางดีไหม ฉันอยากคุยกับแม่รำพึงตามลำพัง”

“ไหนว่าให้ลืมเรื่องเก่าๆ ไงเจ้าคะ ออกหลวงยังทำเหมือนระแวงแคลงใจฉันอยู่เลยนะ” วงตะวันกระซิบตอบ

รอยยิ้มของนาถเย็นเฉียบ แววตาบาดลึก “เราพูดคุยเรื่องทั่วไปกันได้เหมือนเดิม แต่เรื่องบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น”

วงตะวันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้คล้ายไม่เข้าใจคำถากถาง แต่ค่อยๆ ลุกจากเก้าอี้ เดินระเหิดระหงไปรวมกับหมอพันบ้าง เมื่อเหลือกันเพียงสองคน รำพึงก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่พบในห้องบรรทมเมื่อสองปี ตลอดจนมรณกรรมของแม่สมรให้นาถฟัง

ชายหนุ่มไตร่ตรองอย่างสุขุม ช่วงเวลาในขณะนั้น ขุนวรวงศาธิราชยังกินตำแหน่งเป็นเพียงพันบุตรศรีเทพ ทำหน้าที่เฝ้าหอพระชั้นนอก ไม่มีสมัครพรรคพวกในราชสำนัก ผู้ที่มาติดต่อให้แม่สมรนำตุ๊กตาทำเสน่ห์ไปวางใต้แท่นบรรจถรณ์ จึงน่าจะเป็นคนภายนอกวังมากกว่า เพียงแต่คนคนนี้เป็นใครกัน…

“ฉันขอถามหน่อยเถิด แม่รำพึงเคยเห็นหรือได้ยินแม่สมรพูดถึงคนนอกวังที่มาติดต่อให้ทำงานนี้หรือไม่”

นับตั้งแต่แม่สมรตายไป รำพึงก็เฝ้าถามคำถามนี้กับตัวเองมานับร้อยครั้ง บีบเค้นความทรงจำในสมอง กลั่นกรองเป็นภาพเหตุการณ์และดวงหน้าของใครคนหนึ่ง จนสามารถตอบได้ทันที

“ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นสามค่ำ เดือนสามเมื่อประมาณสองปีก่อน แม่สมรและฉันเชิญพานหมากพลูของแม่หยัวเดินผ่านกลุ่มภริยาของขุนนางที่มาร่วมพิธี แม่สมรเห็นเอกภริยาเหล่านั้นแล้วก็มีอาการผิดปกติ ก้มหน้าก้มตางุดเหมือนหวาดกลัวใครสักคน ฉันว่าคนที่สั่งการให้แม่สมรทำงานจะต้องรวมอยู่ในกลุ่มนั้นแน่”

“แม่หญิงจำได้ไหมว่าในกลุ่มนั้นมีใครบ้าง”

“มีคุณหญิงน้ำทิพย์ ภริยาออกญาธรรมาธิบดี คุณหญิงแสง ภริยาออกญาเทพโยธิน แม่คำหอม ภริยาขุนปริวรรต แม่พุดซ้อน ภริยาขุนชำนาญพินิจ แต่ฉันรู้สึกว่าคนที่แม่สมรกลัวคือคุณหญิงน้ำทิพย์เจ้าค่ะ” รำพึงจบประโยคอย่างมั่นใจ

ออกญาธรรมธิบดีเพิ่งจะเล่นงานนาถ เพื่อขัดขวางไม่ให้ใช้บัญชีลับเปิดโปงขุนนางทุจริตที่เป็นมือเป็นเท้าของขุนวรวงศาธิราช หากถามว่าภรรยาของใครควรจะเป็นผู้บงการแม่สมรให้นำตุ๊กตาเสน่ห์ไปวางใต้แท่นบรรจถรณ์ คุณหญิงน้ำทิพย์จึงนับว่าน่าสงสัยที่สุด

“ไฟไหม้จ้า! ไฟไหม้เรือนข้า ช่วยด้วยเจ้าข้าเอ๊ย!”

เสียงโหวกเหวกดังมาจากภายในเรือน พร้อมกันนั้นหญิงวัยห้าสิบปลายคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกมา หมอพันและวงตะวันรีบเข้ามาช่วยกันรั้งตัวเมื่อหล่อนถลาเข้าหานาถ เขย่าแขนเขาแรงๆ

“ช่วยด้วยพ่อคุณ ช่วยไปดับไฟเรือนข้าที ไฟไหม้ใหญ่แล้ว”

หมอพันปลดมือที่กำแขนนาถไว้แน่นออก ดึงร่างหญิงคนนั้นไปด้านหลัง  “อย่าถือสาเลยนะขอรับคุณหลวง ป้าแกเป็นบ้าน่ะขอรับ”

นาถไม่สนใจหญิงวิกลจริตอีก เมื่อหมดเรื่องที่จะสอบถามเขาก็ลากลับโดยไม่ลืมหันไปสั่งวงตะวัน

“ฉันยังมีธุระต้องไปทำ เจ้ากลับเรือนไปเสีย อย่ามาเดินเกะกะอยู่คนเดียว มันไม่งาม”

วงตะวันยิ้มรับเสียงเข้มงวดนั้น หากทันทีที่สามีลับตัวไปหล่อนก็หันไปหาหมอพัน “ป้าคนนี้เป็นบ้านานแล้วหรือ แล้วหมอพันมีวิธีรักษาอย่างไร”

“กระผมก็ลองยาทุกตัวเท่าที่รู้จักแล้วขอรับ แต่ก็ไม่หายเสียที บ้านเดิมแกอยู่ที่เมืองสองแควขอรับ แต่ถูกไฟไหม้บ้าน แกกลัวมากจนเป็นบ้า พอดีเมื่อก่อนพ่อกระผมก็เป็นหมอที่เมืองสองแควเหมือนกันเลย รับตัวแกมารักษานานแล้ว”

วงตะวันมองหญิงวิกลจริตอย่างเวทนา “ถ้าหมอไม่ว่ากระไร ฉันขอคุยกับป้าหน่อยได้ไหม”

หมอพันฉงน “แม่นายมีสิ่งใดจะคุยกับแกหรือ แกพูดจาไม่รู้เรื่องดอกขอรับ แม่นายมีแต่จะรำคาญเสียเปล่าๆ”

วงตะวันยิ้มละไม “ฉันไม่รำคาญดอก คนบ้าอาจจะพูดจาน่าฟังยิ่งกว่าคนสติดีๆ เสียอีก อยู่ที่เราจะรู้จักฟังหรือไม่เท่านั้น”

……………………………………………………………………………………………………………..

นายคล้าวโยนเงินเบี้ยสุดท้ายลงไปในวงถั่วโปก่อนจะเดินหัวเสียจากมา ใบหน้าหล่อเหลามีเสน่ห์ยามอยู่ต่อหน้าสาวน้อยสาวใหญ่ เป็นมันด้วยเหงื่อและคราบสกปรกจากการฝังตัวอยู่ในบ่อนมาตลอดคืน จากที่เป็นฝ่ายชนะในตอนย่ำค่ำเขาก็ค่อยๆ พ่ายแพ้ทีละตาสองตา และพ่ายหมดรูปเมื่อตอนรุ่งสาง กำไรที่ได้มารวมถึงเงินทุนที่นำมาในตอนแรก จึงถูกถ่ายเทไปสู่เจ้ามือจนเกลี้ยงกระเป๋า

“ทำไมซวยอย่างนี้วะ”

ชายหนุ่มพึมพำขณะสาวเท้าเดินผ่านตรอกแคบๆ ที่ใช้สัญจรอยู่เป็นประจำ ความมืดทำให้บริเวณนั้นดูเปลี่ยวร้าง ทว่าชายหนุ่มเคยชินเสียจนหลับตาเดินได้ จึงไม่นึกหวั่นแม้แต่น้อย สุดทางเดินเป็นทางแยก ทางขวามือทอดไปสู่ตลาด ส่วนอีกทางเป็นถนนกลับไปสู่ที่พักของเขา นายคล้าวเลี้ยวไปทางซ้ายตามปกติ แต่แล้วร่างสูงใหญ่ก็ถลาหน้าทิ่มเมื่อถูกถีบชายโครงเข้าเต็มรัก

“เฮ้ย! เรื่องกระไรของเอ็งวะ” เสียงอุทานยังไม่ทันขาดคำ เขาก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบมีดเงาวับจ่อเข้ามาที่ลำคอ เจ้าของมีดนั้นเป็นชายร่างหนา แต่งกายรัดกุมมีผ้าขาวม้าปิดบังหน้าตามิดชิด

“พี่ชาย ข้าไม่มีเงินดอก ข้าถูกเจ้ามือถั่วโปมันโกงหมดตัวแล้ว” ชายหนุ่มละล่ำละลักบอก ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำเมื่อรู้สึกว่ามีดในมืออีกฝ่ายกรีดผ่านผิวลำคอเป็นทางยาว แม้จะไม่ลึกนักแต่เลือดก็ซึมออกมาทันตาเห็น

“ใครอยากได้เงินของคนปากสว่างอย่างเอ็ง ปากดีนักใช่ไหม กล้าเปิดเผยเรื่องออกหลวงให้คุณหญิงน้ำทิพย์รู้ ข้าถึงตามมาให้รางวัลเอ็งอย่างไรล่ะ จะเอาเท่าไรดี แผลที่ปากสักแผลก่อนดีไหม”

บาดแผลที่คอสร้างความเจ็บปวดเท่าไรนายคล้าวหาได้รู้สึกไม่ เพราะความรักตัวกลัวตายที่กำลังพล่านไปทั้งร่างมีอิทธิพลมากกว่า เขารวบรวมกำลังผลักทั้งมีดและคนถือออกไป ยกเท้าถีบซ้ำก่อนที่อีกฝ่ายจะตั้งตัวได้ แล้วหันหลังวิ่งกลับไปตามทางเดิมอันมีบ่อนการพนันตั้งอยู่ ปากก็ตะโกนลั่น

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วยโว้ย! มีคนจะฆ่าข้า”

ชายที่อยู่ด้านหลังไล่กวดมาจนทัน แต่เมื่อเอื้อมมือหมายจะคว้าตัวนายคล้าว หนุ่มหล่อก็หันมาซัดเปรี้ยงเข้าครึ่งปากครึ่งจมูก ส่งผลให้คนถูกต่อยเซไม่เป็นท่า อาวุธในมือกระเด็นไปอีกทาง

“กลับไปบอกออกหลวงด้วยว่าอย่าคิดทำร้ายข้า หาไม่ข้าจะเปิดโปงความจริงทุกอย่าง เอาให้ฉิบหายกันไปทั้งสองฝ่ายเลย”

นายคล้าวหยิบมีดที่ร่วงอยู่กับพื้นขึ้นชี้หน้าผู้ที่ตามล่าเขา พอฝ่ายนั้นพยุงตัวลุกขึ้นเขาก็ปามีดเข้าใส่ ชายชุดดำรีบเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ร่างปราดเปรียวของหนุ่มรูปงามก็วิ่งเข้าไปสู่ความปลอดภัยในบ่อนการพนันเสียแล้ว

ระยะนี้บ่าวในเรือนห้าห้องของจมื่นวิเศษศิลป์ต่างก็รับรู้ถึงความผิดปกติที่แทรกตัวอยู่ในบรรยากาศเงียบสงบของเรือนหลังนี้ คุณพระนายผู้เป็นเขยไม่กลับบ้านมาสามวันแล้ว แม่นายเฟื่องแก้วร้อนใจจนนั่งไม่ติด หล่อนส่งทนายของเจ้าคุณพ่อออกไปตามหาตัวสามีจนทั่ว ก่อนที่ทนายคนเดิมจะกลับมารายงานว่า

“ท่านไปขลุกอยู่ที่โรงรับชำเราของนางสลวยขอรับ ท่านสั่งให้กระผมมาเรียนแม่นายว่าต้องทำธุระอีกหลายวัน เมื่อเสร็จงานแล้วจะกลับมาเอง ขอแม่นายไม่ต้องเป็นห่วง”

“ไปทำธุระที่โรงรับชำเราน่ะหรือ”

เฟื่องแก้วอยากจะหัวเราะ แต่น้ำตาร้อนผ่าวกลับพร่างพรูลงมาแทน ทนายหนุ่มมองหล่อนอย่างเห็นใจ เมื่อหญิงสาวไม่พูดอะไรอีกเขาก็อำลากลับไป

เฟื่องแก้วกวาดสายตามองไปทั่วเรือนอันกว้างขวาง นับตั้งแต่แต่งงานเป็นต้นมา หล่อนแทบจะอยู่เฝ้าเรือนหอเพียงลำพังก็ว่าได้ จมื่นวิเศษศิลป์คนที่เคยอ่อนหวานช่างเอาอกเอาใจเมื่อก่อนวิวาห์ กลับกลายเป็นสามีผู้มีสีหน้าบึ้งตึง คำพูดคำจานับวันจะยิ่งไม่ถนอมน้ำใจ ที่ร้ายไปกว่านั้นเขายังเจ้าชู้นัก คว้าเอาบ่าวสาวๆ มาบำเรอไม่เลือกหน้า จนเฟื่องแก้วเจ็บช้ำอกกลัดหนองไม่เว้นวัน

‘จมื่นวิเศษศิลป์เป็นข้าราชการซื่อสัตย์ ถ้าเป็นเรื่องงานแล้วท่านเจ้าคุณของฉันชมเปาะว่าไว้ใจได้ รักชาติรักแผ่นดินยิ่งกว่าชีวิตตัว’ คุณหญิงน้ำทิพย์บอกเมื่อเฟื่องแก้วและสะบันงาไปกราบเยี่ยมในวันหนึ่ง ‘แต่สำหรับเรื่องผู้หญิงแล้ว…’ เธอชะงักคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ได้แต่หันไปมองเฟื่องแก้วอย่างเวทนา ‘อย่าคิดมากเลยนะแม่เฟื่อง ถึงอย่างไรแม่เฟื่องก็เป็นเมียเอก ผัวจะไปมีเล็กมีน้อยก็ไม่กระทบฐานะของแม่ดอก’

‘แต่คุณพี่เคยบอกว่ารักอิฉันเทียมดวงใจ ไม่เคยมองหญิงใดนอกจากอิฉันผู้เดียว แต่นี่แต่งงานกันไม่ทันไรก็เที่ยวมองหาหญิงอื่นเสียแล้ว อิฉันตักเตือนก็ไม่พอใจ’ หล่อนสะอื้นฮัก ลูบแขนตัวเองไปมา บนแขนเรียวขาวผ่องมีรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำ แม้จะจางลงบ้างแล้วแต่ก็ยังเห็นถนัดตา ‘วันก่อนคุณพี่มาบอกว่าอยากได้บ่าวคนสนิทของอิฉันเป็นเมีย พออิฉันไม่ยอม เธอก็ผลักอิฉันล้มกระแทกโต๊ะ’

‘ตายจริง’ วงตะวันโกรธแทนเพื่อน ‘จมื่นวิเศษใจพาลหยาบช้าเหลือเกิน ผู้หญิงมีถมเถ แม่เฟื่องเพียงขอให้เว้นบ่าวของตัวไว้คนเดียว ไม่เห็นต้องทำรุนแรงอย่างนี้เลย’

เฟื่องแก้วสิ้นกำลังใจจะสะกดความกำสรด หญิงสาวปล่อยโฮ ‘เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่ก็ทุกข์ใจเพราะลูกเลวๆ อย่างฉันจนแทบจะล้มป่วยกันทั้งสองคน พอเจ้าคุณพ่อเรียกคุณพี่ไปต่อว่า คุณพี่ก็ทำตัวโอหังใส่ท่าน ไม่ได้ยำเกรงผู้ใหญ่บ้างเลย’

เฟื่องแก้วไม่กล้าเล่าว่าเหตุการณ์นั้นทำให้เจ้าคุณพ่อของเธอโกรธเพียงใด เมื่อท่านตำหนิความประพฤติของลูกเขย แล้วถูกเขาย้อนกลับมาด้วยวาจาบาดความรู้สึก

‘เสียดายนักนะขอรับ นี่ถ้าแม่เฟื่องไม่ได้หนีตามกระผมไปจนคนลือไปทั้งเมือง เจ้าคุณพ่อก็คงจับลูกสาวใส่ตะกร้าล้างน้ำได้ดอก กระผมก็เห็นใจนัก ถึงได้ยอมแต่งงานกับแม่เฟื่องเพื่อล้างอายให้เจ้าคุณพ่ออย่างไรล่ะ’

‘ไอ้พุด!’ ท่านเรียกชื่อตัวของลูกเขย เสียงสั่นพร่าด้วยเพลิงโทสะ ตะพดในมือกระแทกพื้นดังปังก่อนจะยกขึ้นชี้หน้ากวนโทโสของชายหนุ่ม ‘อย่าบังอาจหยาบหยามลูกสาวข้าอย่างนี้อีกเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นระวังเงาหัวของเอ็งไว้ ข้ายอมให้ลูกเป็นหม้ายดีกว่าถูกคนหยาม ลูกคนเดียวข้าเลี้ยงได้ แต่เอ็งเถิด ชีวิตเดียวถ้ามันหลุดลอยไปอย่าหวังจะเรียกกลับคืนมาใหม่ได้เลย’

หลังจากถูกขู่ในวันนั้นจมื่นวิเศษศิลป์ก็ทำตัวดีขึ้น เขากลับบ้านทุกวัน ทั้งยังเตือนให้เฟื่องแก้วหมั่นทำอาหารไปเอาใจบิดา ทว่าเพียงเดือนเดียวชายหนุ่มก็หวนกลับไปสำมะเลเทเมาตามเดิม ในขณะที่ออกญาสุรเดโชกลับล้มป่วยกระเสาะกระแสะ ร่างที่เคยแข็งแรงซูบผอมหมดสง่าราศี บางวันท่านถึงกับไม่มีแรงจะลุกขึ้นเดินเหินเสียด้วยซ้ำ

เฟื่องแก้วดึงความคิดกลับมาสู่ตัว เมื่อมีเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดมา หล่อนอยากจะคิดว่านั่นเป็นเสียงฝีเท้าของสามี แต่ใจที่ยอมรับความจริงก็บอกตนเองว่าไม่มีทางเป็นไปได้ จึงนั่งรออยู่บนตั่งดังเดิม จนกระทั่งเจ้าคุณพ่อและคุณแม่ของหล่อนรีบร้อนตรงเข้ามาหา คุณยี่สุ่นทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว ดึงหล่อนมากอดเหมือนเมื่อครั้งหล่อนยังเด็ก

“แม่เฟื่องลูกแม่ แม่สงสารลูกเหลือเกิน”

เฟื่องแก้วน้ำตาร่วงพรู สะอื้นไห้อยู่ในอกอุ่นของมารดา หูยังได้ยินเสียงเจ้าคุณพ่อบอกแทบจะเป็นคำราม “พ่อสั่งเด็กไปลากตัวไอ้พุดแล้ว ประเดี๋ยวก็คงกลับมา เห็นทีต้องเจรจากันให้เด็ดขาดอีกสักครั้ง จะปล่อยให้ทำกับแม่เฟื่องเช่นนี้ไม่ได้”

“อย่าเลยเจ้าค่ะเจ้าคุณพ่อ” เฟื่องแก้วเงยหน้าอาบน้ำตาขึ้นจากอกคุณยี่สุ่น วิงวอนเสียงเครือ “คุณพี่คงโกรธคิดว่าลูกมาฟ้อง ประเดี๋ยวเรื่องจะไปกันใหญ่”

“เท่าที่เป็นอยู่นี่ยังเรื่องเล็กอีกหรือแม่เฟื่อง” น้ำเสียงคุณยี่สุ่นกลัดกลุ้ม “ผัวเจ้าฉุดคร่าเอาบ่าวสาวๆ ในบ้านเป็นเมียแทบจะหมดทุกคน ออกไปนอกบ้านก็ไปเมาหัวราน้ำอยู่ในโรงรับชำเราโน่น ลูกแม่ต้องกินน้ำตาต่างข้าวอยู่ทุกวัน อย่าคิดว่าเจ้าคุณพ่อกับแม่จะไม่รู้” พูดไปคุณยี่สุ่นก็ร้องไห้ไป “เจ้ารักผัว ช่วยผัวเจ้าปกปิดเพราะกลัวเจ้าคุณพ่อจะเล่นงาน พ่อกับแม่ก็รักลูกเช่นกัน เราสองคนทนเห็นลูกตกนรกทั้งเป็นอย่างนี้ไม่ได้ดอก”

“คุณแม่ร้องไห้ทำกระไร มีใครตายหรือขอรับ”

เสียงยียวนของจมื่นวิเศษศิลป์ลอยมาก่อนตัว กลิ่นเหล้าโชยมาตามลมเมื่อชายหนุ่มขึ้นเรือนมา โดยมีบ่าวสองคนช่วยประคองปีก ใบหน้าคมสันแดงจัด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผิดจากความสำอางในยามปกติเป็นคนละคน เฟื่องแก้วทำท่าจะลุกขึ้นประคองสามีหากแต่คุณยี่สุ่นจับตัวไว้มั่น ท่านส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามลูกสาว ในขณะที่ออกญาสุรเดโชยกตะพดในมือชี้หน้าลูกเขย

“ยังไม่มีใครตายดอก แต่อาจจะมีคนหัวแตกถ้าเอ็งยังทำตัวสำมะเลเทเมาอยู่อย่างนี้”

จมื่นวิเศษศิลป์ผลักบ่าวที่ประคองเขาออกไป เดินเซเข้าหาผู้พูด แม้ฝีเท้าจะไม่มั่นคงนัก กระนั้นเขาก็ยังมีสติพอจะลอยหน้าลอยหน้าโต้ตอบ “กระผมน่ะหรือสำมะเลเทเมา โถ! เจ้าคุณพ่อขอรับ เกิดเป็นชายจะให้หมกตัวอยู่แต่กับบ้านได้หรือ กระผมก็ต้องออกไปติดต่อคบหาผู้คนบ้าง งานการจะได้ก้าวหน้า เชิดหน้าชูตาลูกสาวเจ้าคุณพ่ออย่างไรเล่า”

“สภาพเมาหยำเปอย่างนี้น่ะรึจะเจริญก้าวหน้า” พ่อตาตวาดลั่น “อยู่ในบ้านเจ้าทำตัวหยาบช้าอย่างไรอย่าให้ข้าต้องจาระไนเลย แต่ถึงขนาดออกไปค้างอ้างแรมกับนางโคมเขียวน่ะมันเกินไป หยาบหยามทั้งตัวข้าและยังเหยียบย่ำน้ำใจเมีย เลิกเสียทีเถิดพ่อคุณ”

จมื่นวิเศษปรายตามองภรรยา อาการสะอื้นไห้และดวงหน้านวลที่อาบไปด้วยน้ำตาไม่ได้โยกคลอนจิตใจหยาบกระด้างของเขาแม้แต่น้อย หากจะมีสิ่งใดผุดขึ้นในอารมณ์บ้างก็เป็นแต่ความรำคาญเท่านั้น

“ก็อยู่บ้านแล้วมีแต่เรื่องร้อนใจ กระผมจะทนอยู่ไปทำกระไร ที่กระผมออกไปกินเหล้านี่ก็เพื่อหาช่องทางช่วยเหลือลูกสาวคุณพ่อนั่นละ ไม่อย่างนั้นลูกสาวคุณพ่อคงต้องกลายเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ในเร็ววันนี้” เขาปรายตามองภรรยาอีกครั้ง แค่นเสียงประชด “วันๆ เอาแต่ร้องไห้ ช่วยเหลือกระไรผัวก็ไม่ได้ นางโคมเขียวพวกนั้นยังเร้าใจเสียกว่า ไม่จืดชืดน่าเบื่ออย่างนี้”

“คุณพี่!” เฟื่องแก้วกรีดร้องอย่างไม่อยากเชื่อหู อัปยศอดสูไม่มีอะไรเทียบ โทสะในใจออกญาสุรเดโชพวยพุ่งปานน้ำเดือด ท่านฟาดตะพดในมือลงบนศีรษะคนพูดเต็มแรง “เอ็งกล้าเอาลูกสาวข้าไปเปรียบกับนางผู้หญิงพวกนั้นเชียวรึ”

แม้จะถูกครอบงำด้วยฤทธิ์สุราแต่จมื่นวิเศษศิลป์ยังเก่งกาจพอที่จะยกมือขึ้นรับ ใช้พละกำลังที่มากกว่าออกแรงผลักทั้งไม้ตะพดและตัวคนถือให้เซไป ความกลัดกลุ้มกดดันที่สุมอยู่ในอกทำให้ความเกรงใจอันน้อยนิดที่พอจะมีมลายสิ้น เขาชี้หน้าออกญาผู้เฒ่า ตวาดแหวลั่นเรือน

“อย่ามัวแต่แสดงอำนาจกับคนอย่างกระผมอยู่เลย หัดเตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้าง อีกไม่กี่วันอาจจะต้องตกต่ำเป็นเดนคุกอยู่แล้ว”

ท่าทางขึงขังของลูกเขยบอกให้รู้ว่าไม่ใช่เพียงพูดเสียดสี ออกญาสุรเดโชตะลึงงัน มีเพียงคุณยี่สุ่นที่ร้องออกมาว่า “พ่อพุดเอาสิ่งใดมาพูด เหตุใดเจ้าคุณพ่อต้องเป็นเดนคุก มีเรื่องใดเกิดขึ้นรึ”

“เจ้าคุณพ่อและคุณหญิงแม่จะรอดตัวหรือไม่นั้นกระผมยังไม่รู้ แต่แม่เฟื่องแก้ว ดอกฟ้ากระยาหงันของชาวอโยธยาจะต้องพลอยติดตะราง ถูกตีตรวนทั้งห้านั่นสิที่เป็นของแน่” ลูกเขยเบะริมฝีปากอย่างน่าชัง น้ำเสียงไร้ความยำเกรง “เจ้าคุณพ่อน่าจะรู้ดีว่ากระผมพูดเรื่องกระไร ออกญายมราชกำลังเร่งรวบรวบขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นใหม่ เพื่อกวาดล้างพวกที่มีชื่อในบัญชีลับของขุนปริวรรต เจ้าคุณพ่อมีหูตามากมายมีหรือจะไม่รู้เรื่องนี้”

ความเคลื่อนไหวของออกญายมราชก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไปทั่วราชสำนัก ออกญาสุรเดโชก็รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำนี้เช่นกัน เมื่อลูกเขยเอ่ยขึ้นมาท่านจึงขบฟันกรอด ชี้หน้าด่าอย่างฉุนเฉียว

“พูดอย่างนี้แสดงว่าเอ็งก็มีชื่ออยู่ในบัญชีเหมือนกันละสิ ไอ้ขี้ฉ้อ ทรยศต่อน้ำพิพัฒน์สัตยา คนอย่างเอ็งต้องถูกพระแม่ธรณีสูบ”

จมื่นวิเศษศิลป์หัวเราะก้อง ร่างเอนส่ายไปมาด้วยฤทธิ์เมา “แทนที่จะมัวสาปแช่งให้กระผมตกนรกหมกไหม้ เจ้าคุณพ่อควรหาหนทางช่วยเหลือกระผมจะดีกว่า หากไม่เห็นแก่กระผมก็ควรจะเห็นแก่ลูกสาวสุดที่รักบ้าง อย่าลืมสิว่าหากกระผมต้องโทษเป็นอาชญากรแผ่นดิน ลูกเมียมีหรือจะพ้นผิด แม่เฟื่องจะต้องอาญาแผ่นดินถูกปลดไปเป็นไพร่ ต้องถูกใส่ตรวนทั้งห้าแห่ประจานรอบเมือง น่าสงสารนัก”

การถูกตีตรวนทั้งห้าหมายถึงการถูกใส่ขื่อคาที่คอ แขนทั้งสอง และขาทั้งสองข้าง เป็นการล่ามขังนักโทษในคดีอุกฉกรรจ์ แม้แต่ลูกเมียก็ต้องพลอยรับโทษ ถูกจำขังและตีตรวนไปกับผัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอได้ฟัง ร่างสูงใหญ่ของออกญาสุรเดโชก็สั่นระริก ความหนาวเย็นสลับร้อนฉ่าคล้ายจับไข้แล่นปราดจากศีรษะจรดเท้า ท่านแทบจะจำเสียงตัวเองไม่ได้ไม่อุทานออกมา

“อาชญากรแผ่นดิน หมายความว่าเรื่องที่เอ็งทำมันเลวชาติ เป็นโทษร้ายแรงอย่างนั้นรึ”

จมื่นวิเศษศิลป์ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ เพียงสีหน้าเย้ยหยันที่มองตอบพ่อตาก็เป็นคำตอบชัดเจนพออยู่แล้ว ออกญาสุรเดโชถึงกับทรงตัวไม่อยู่ ต้องกระแทกตัวนั่งลงบนตั่งไม้ใกล้ตัว คุณยี่สุ่นรีบเขย่าแขนสามี วิงวอนทั้งน้ำตา

“คุณพี่เจ้าขาช่วยลูกด้วย เท่านี้แม่เฟื่องก็ทุกข์ทรมานมากพออยู่แล้ว อย่าให้ลูกต้องกลายเป็นนักโทษเลยนะเจ้าคะ”

ผู้เป็นบิดามองลูกสาวที่กำลังตระหนกด้วยความหนักใจเป็นล้นพ้น บัดนี้ชีวิตของเฟื่องแก้วผูกติดกับชายหนุ่มที่ท่านชิงชังโดยสิ้นเชิงแล้ว หากจมื่นวิเศษศิลป์ได้ดีมีสุข แม่เฟื่องก็ลอยละล่องเป็นนางหงส์บนฟากฟ้า แต่เมื่อไรเขาตกต่ำกลายเป็นนักโทษแผ่นดิน มีหรือเฟื่องแก้วจะรอดพ้นเภทภัยไปได้

ตัวท่านถนอมกล่อมเกลี้ยงลูกสาวคนเดียวมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ อย่าว่าแต่หล่อนจะถูกลดฐานะกลายเป็นไพร่เลย เพียงแค่ถูกจับไปคุมขังในเรือนจำ หัวใจผู้เป็นพ่อก็แทบแตกสลาย

ฉับพลันความปวดร้าวก็กระจายไปทั้งช่องท้อง ออกญาผู้เฒ่ารู้สึกเหมือนลำไส้ถูกบิดเป็นเกลียว เจ็บปวดทรมานจนร่างสูงใหญ่สั่นระริก ก่อนที่อะไรบางอย่างจะล้นขึ้นมาถึงลำคอ ทะลักออกมาเป็นลิ่มเลือดสดๆ พุ่งผ่านริมฝีปาก หูแว่วเสียงคุณยี่สุ่นและเฟื่องแก้วกรีดร้องก่อนถลามาประคองบิดา ตามด้วยเสียงของจมื่นวิเศษศิลป์ที่ทิ้งท้ายไว้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินลอยชายเข้าห้องไปอย่างไม่ไยดี

“รีบๆ คิดเข้าเถิดนะขอรับ พวกออกญายมราชคงจะให้เวลาเจ้าคุณพ่อไม่นานนักดอก หากไม่อยากให้ลูกสาวติดคุก เจ้าคุณพ่อคงต้องรีบลงมือหน่อย”

Don`t copy text!