มนตราราหุล บทที่ 24 : คำสั่งของปู่

มนตราราหุล บทที่ 24 : คำสั่งของปู่

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 24 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

คุณหญิงน้ำทิพย์บรรจงคลึงแป้งเป็นเส้นยาว จับปลายทั้งสองข้างกดเข้าหากัน งอช่วงกลางแล้วปรับแต่งอีกเล็กน้อย แป้งนั้นก็กลายเป็นรูปหยดน้ำอย่างน่าเอ็นดู เธอค่อยๆ หยอดขนมที่ปั้นเสร็จลงในหม้อทองเหลืองที่มีน้ำร้อนเดือดพล่าน

“รอสักครู่ให้ขนมสุก ลอยขึ้นมา แล้วตักไปแช่ในน้ำเชื่อม” เสียงกังวานใสอธิบายทีละขั้นอย่างไม่รีบร้อน เพราะรู้ว่าลูกศิษย์ของเธอหัวทึบเกินกว่าจะจดจำ หากอธิบายเร็วเกินไป

วงตะวันมองคนทำอย่างเลื่อมใส “ขนมไข่ปลาพวกนี้เวลาคุณหญิงทำดูไม่ยุ่งยากเลยสักนิด แต่พออิฉันไปลองทำเอง แค่ปั้นแป้งก็เบี้ยวไม่เป็นรูปทรงแล้วเจ้าค่ะ”

คุณหญิงน้ำทิพย์หัวเราะเบาๆ “ถ้าฝึกคนเดียวไม่ไหวก็มาฝึกทำที่เรือนฉันนี่ละ แม่วงตะวันจะมาเมื่อไร บ่อยแค่ไหน ฉันยินดีต้อนรับทุกเวลา” เธอมองลูกศิษย์อย่างปรานี รอยยิ้มละมุนยังคงฉาบอยู่แก้มนวล เมื่อลงมือปั้นแป้งชิ้นต่อไป

“คุณหญิงจำผู้หญิงสติไม่ดีที่เราเคยเห็นบนตลิ่งวันที่ไปนั่งเรือเล่นกันได้ไหมเจ้าคะ” วงตะวันลองคลึงแป้งเป็นเส้นบ้าง ปากก็ชวนคุยไปพลาง “อิฉันเจอตัวแกแล้วเจ้าค่ะ เห็นว่าชื่อแม่แช่ม ตอนนี้แกอาการดีแล้วนะเจ้าคะ พูดจารู้เรื่อง ยังคุยกับอิฉันอยู่ตั้งนาน”

มือบางขาวใส ประดับแหวนทองฝังอัญมณีครบทั้งสามนิ้วตามความนิยมในยุคนั้นชะงักเล็กน้อยเพื่อทบทวนความทรงจำ พอนึกได้คุณน้ำหญิงทิพย์ก็หัวเราะ

“แม่วงตะวันก็ช่างกระไร คุยกับคนบ้าก็ได้ด้วย”

“เวลาไม่ตกใจแม่แช่มก็ปกติดีเจ้าค่ะ แกเล่าเรื่องเก่าๆ สมัยอยู่เมืองสองแควให้ฟัง เห็นว่าเคยมีผัวชื่อนายเส็ง แต่ตายไปเสียแล้วตอนที่ไฟไหม้เรือน อิฉันสงสารนัก แกความจำเลอะเลือนจำได้เลาๆ แต่เพียงว่าที่บ้านแกเปิดโรงน้ำชา ส่วนนายเส็งผัวแกเป็นคนจีนเจ้าค่ะ”

คนพูดเล่าเจื้อยแจ้ว ขณะที่คุณหญิงฟังอย่างเพลิดเพลิน เธอสังเกตมาระยะหนึ่งแล้วว่าวงตะวันมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผู้อยู่ใกล้เบิกบานได้เสมอ แม้แต่ในเรื่องทั่วไป แต่เมื่อถูกเล่าผ่านเสียงหวานใส ได้สบดวงตาแจ่มจรัส ก็ทำให้เรื่องนั้นน่าฟังขึ้นอย่างประหลาด

“น่าเห็นใจนะ ผัวตาย ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ซ้ำยังเป็นบ้าอีก”  

“แม่แช่มอยากกลับไปอยู่เมืองสองแควตามเดิม ติดที่จำใครที่นั่นไม่ได้ ถ้ากลับไปก็ไม่รู้จะอยู่กับใคร  อิฉันจำได้ว่าคุณหญิงมาจากเมืองสองแควเช่นกัน เลยอยากจะกราบขอความเมตตาให้ช่วยเหลือแม่แช่มสักหน่อยจะได้ไหมเจ้าคะ”

คุณหญิงวางแป้งในมือลง ถามอย่างกระตือรือร้น “ช่วยอย่างไรหรือแม่วงตะวัน”  

“แม่แช่มแกจำคนรู้จักได้คนหนึ่งเจ้าค่ะ ชื่อว่าแม่ตวง แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในเมืองสองแคว หากคุณหญิงจะเมตตาสอบถามคนรู้จักที่เมืองสองแควให้ ก็จะเป็นพระคุณกับแกมากเจ้าค่ะ”

“ฉันเคยอยู่เมืองสองแควก็จริง แต่นานแล้วที่ไม่ได้กลับไป ไม่รู้ว่าจะช่วยได้แค่ไหน แต่เอาเถิด อีกไม่กี่วันฉันจะให้บ่าวส่งของไปให้คุณพ่อที่เมืองสองแควอยู่แล้ว จะให้มันสอบถามมาให้ก็แล้วกัน”

วงตะวันกระพุ่มมือไหว้ “อิฉันขอบพระคุณแทนแม่แช่มด้วยเจ้าค่ะ อิฉันเองก็จะช่วยสอบถามลูกน้องของเจ้าคุณพ่ออีกทาง มีบางคนเคยไปราชการที่เมืองสองแควเหมือนกัน”

พิศมองผู้พูด เห็นแววหม่นหมองที่เคยปรากฏเป็นครั้งคราวบนดวงหน้างามผ่องไม่เหลือร่องรอยอีกแล้ว ผู้อาวุโสกว่าก็ยิ้มในหน้า “ว่าแต่ตอนนี้แม่วงตะวันกับหลวงเกรียงไกรฤทธิ์คืนดีกันแล้วสินะ หลวงท่านสงสัยในตัวเจ้าบ้างไหม”

สถานที่นั้นเป็นห้องครัวในบ้านของคุณหญิงน้ำทิพย์เอง แต่เจ้าของบ้านรอบคอบพอจะสั่งให้แม่ครัวและบ่าวทั้งหมดถอยห่างไปจนสิ้น โรงครัวกว้างใหญ่จึงเหลือเพียงเธอและวงตะวันพอจะพูดคุยความลับกันได้อย่างสบายใจ

วงตะวันละมือจากแป้งที่กำลังปั้นอยู่ เงยหน้าขึ้นตอบคำถาม “อิฉันทำตามที่คุณหญิงสอนทุกอย่าง บอกเรื่องการตายของคุณปู่กับออกหลวง ออกหลวงรู้สึกผิดแทนออกขุนจักรเพชรจึงยอมพูดจาดีกับอิฉันเหมือนเดิม”

“ดีจริง ในที่สุดหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ก็ตกหลุมพรางแม่วงตะวันจนได้”คุณหญิงชื่นชม

รอยยิ้มแกมเยาะผุดขึ้นบนดวงหน้างามพิลาส มีความรวดร้าวระคนชิงชังแฝงอยู่บางๆ เมื่อได้รู้ความจริงว่าตนเป็นเพียงหมากบนกระดานที่ถูกจับวางให้ต้อยต่ำ ถูกใส่ร้ายป้ายผิดว่าเป็นฆาตกร เพียงเพื่อเชิดชูเมียรักของเขาให้ผาสุก วงตะวันก็สาบานกับตัวเองว่าหล่อนจะไม่ยอมเป็นเหมือนคุณปู่ ที่ปล่อยให้คมมีดแห่งความไว้ใจทิ่มแทงโดยไม่ตอบโต้ ยอมให้ตัวเองสิ้นอายุขัยไปอย่างง่ายๆ ทิ้งให้คนที่ฆ่าท่านเสวยสุขต่อไปอีกนานหลายปี

คุณปู่อาจสั่งห้ามไม่ให้หล่อนล้างแค้นแทนท่าน แต่ไม่เคยห้ามไม่ให้วงตะวันล้างแค้นให้ตัวเองมิใช่หรือ…

ต้องขอบคุณคุณหญิงน้ำทิพย์ที่เตือนให้วงตะวันได้รู้ถึงแผนการของนาถ หญิงสาวจึงได้ตระหนักว่าผู้ที่ว่ายวนอยู่ในกระแสธารของความเคียดแค้นนั้น เจ็บร้าวทุกข์ทนเพียงไหน ผู้ที่ถูกความแค้นครอบงำจะไม่สนใจสิ่งใด นอกจากได้เห็นความย่อยยับของผู้ที่ทำร้ายตนกับตา หญิงสาวไม่แยแสอีกต่อไปแล้วว่าผู้ที่ให้การช่วยเหลือหล่อนจะเป็นคนเช่นไร จริงใจหรือไม่ ขอเพียงคุณหญิงพาวงตะวันไปสู่เส้นชัยแห่งการล้างแค้นได้เป็นพอ

แล้วคุณหญิงก็บอกวิธีการอันแยบยลให้วงตะวัน จริงๆ เป็นวิธีที่คุณปู่ของหล่อนไม่เคยสั่งสอนมาก่อน วิธีที่เรียกว่า มารยาหญิง

“ผู้ชายเป็นเพศที่ทะนงตัว ยิ่งเราใช้ความแข็งกร้าวเข้าปะทะ เขาก็จะยิ่งมองเราเป็นศัตรู แต่หากแม่วงตะวันทำให้เขารู้สึกว่าเจ้าเป็นคนน่าสงสาร ทำให้เขารู้สึกติดค้างเจ้า ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์จะไม่ทำร้ายเจ้าอีก ตรงกันข้าม กลับเป็นโอกาสให้แม่วงตะวันหักหลังเขาได้อย่างเจ็บแสบที่สุด”

การบอกสาเหตุแห่งมรณกรรมของคุณปู่แก่นาถเป็นบันไดขั้นแรก เมื่อจิตใจนาถดำดิ่งลงสู่ความรู้สึกผิดแทนออกขุนจักรเพชร วงตะวันก็ก้าวไปสู่บันไดขั้นที่สอง ด้วยการเปิดเผยว่าคุณละมุนนั่นเองที่เป็นสายในเรือนทั้งยังเอาความลับเกี่ยวกับคุณรำพึงไปบอกฝ่ายตรงข้าม หล่อนยังจดจำได้ถึงความพึงพอใจในแววตาคมกล้าของเขา แม้จะเพียงเล็กน้อย..แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว

ฉันจะทำอย่างเดียวกัน จะทำให้ท่านไว้วางใจ แล้วตลบหลังให้ท่านผิดหวัง เสียใจ เหมือนอย่างที่ฉันเคยรู้สึก…

ทว่าในห้วงเวลาแห่งความกระหยิ่มยิ้มย่องนั้น ความหดหู่ประหลาดล้ำกลับยื่นมือเข้ากุมอารมณ์หญิงสาว ภาพของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ที่เอาร่างกายเข้ารับภยันตรายแทนหล่อน กระจ่างชัดในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่นาทีนี้เอง วงตะวันกล้ำกลืนความกำสรดลงไปในอกเงียบๆ…

ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดถึงอีก วันวารลาลับไปแล้วดังว่าวขาดลอย

เขาอาจจะเคยชื่นชมความอบอุ่นอ่อนละมุนของแสงตะวัน แต่เพียงแม่สะบันงาปรากฏกายขึ้น นาถก็หันไปหลงใหลกลิ่นหอมรวยรื่นของบุปผา และในพริบตานั้น วงตะวันก็กลายเป็นภาระเกะกะขวางทางสำหรับเขาและภรรยาไปทันที

“แม่วงตะวันวางแผนได้หรือยังว่าจะทำอย่างไรต่อไป” เสียงคุณหญิงน้ำทิพย์ดึงสติหญิงสาวให้กลับสู่สถานการณ์ตรงหน้า คนถูกถามนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่อาจตัดสินใจ

“ฉันก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ ทุกวันนี้ถึงออกหลวงจะเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่ก็ยังสุขสบายดี ที่เรือนก็มีแม่สะบันงาคอยเอาอกเอาใจ ไม่ทุกข์ร้อนสักนิด”

คุณหญิงน้ำทิพย์ตักขนมที่สุกพอดีกินขึ้นจากหม้อน้ำเดือด นำลงแช่ในหม้อทองเหลืองที่บรรจุน้ำเชื่อมไว้ครึ่งค่อน ปล่อยให้ขนมดูดซึมของเหลวหวานฉ่ำเข้าถึงเนื้อใน พลางพูดต่อเรียบๆ

“คุณหลวงรักเมียเสียจริง หากต้องจับกุมเมียรัก เจ้าว่าเขาจะเจ็บปวดมากไหม”

มือบางที่กำลังหยอดขนมลงในน้ำเชื่อมชะงักงัน รีบวางทัพพีลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก “ออกหลวงไม่มีทางจับกุมแม่สะบันงาดอกเจ้าค่ะ ต่อให้กี่ร้อยชาติพันชาติ เขารักเมียออกปานนั้น”

รอยยิ้มลี้ลับส่งให้ดวงหน้าของผู้พูดงดงามราวกับนางอัปสร ขณะเดียวกันก็น่าพรั่นพรึงสุดแสน

“ถ้าเมียของเขาฆ่าคนตาย และมีคนรู้เห็นมากๆ อย่างไรคุณหลวงก็ต้องจับ มิฉะนั้นตัวเขานั่นละที่จะมีความผิดเสียเองฐานละเลยหน้าที่”

“คุณหญิงจะให้อิฉันทำอย่างไรหรือเจ้าคะ” วงตะวันมืดแปดด้าน

“ตอนนี้แม่รำพึงซ่อนตัวอยู่ในเรือนของหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ไม่ใช่หรือ หากแม่รำพึงมีอันเป็นไป และหลักฐานชี้ชัดไปที่แม่สะบันงา คุณหลวงก็จำเป็นต้องจับเมียตามหน้าที่”

ประวัติของรำพึงไม่ใช่ความลับสำหรับวงตะวัน นับตั้งแต่หล่อนเซซังมาพึ่งพิงดั่งนกบาดเจ็บ คุณหญิงน้ำทิพย์ก็ยอมบอกเรื่องราวลึกล้ำที่เธอคิดว่าวงตะวันควรจะรู้ ให้หญิงสาวฟังทั้งหมด เพื่อให้การสืบข่าวในเรือนของนาถได้ประโยชน์สูงสุด

ทว่าสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ลิ้นของผู้ฟังเหมือนจะค้างแข็งไปชั่วขณะ ลำคอตีบตันเสียจนเปล่งวาจาไม่ออก ผู้อาวุโสกว่ามองอาการนั้นแล้วทอดถอนใจ

“แม่วงตะวันเป็นคนดี คงจะไม่กล้าทำร้ายแม่รำพึง ถ้าเช่นนั้นขอให้มองอีกแง่เถิด แม่รำพึงหนีออกจากวังมาระเหเร่ร่อนอยู่ภายนอก ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หวาดผวาอยู่ทุกทิวาราตรี เจ้าคิดว่าแม่รำพึงมีความสุขหรือ และอีกไม่นานหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ก็จะพาแม่รำพึงไปเป็นพยานในเรื่องใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดินแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวจะจบอย่างไร ชีวิตแม่รำพึงก็ไม่มีทางรอดไปได้ จะต้องถูกตามฆ่าจนตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง”

วงตะวันส่ายหน้าอย่างสับสน “อิฉันไม่อยากดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาพัวพันด้วย ถ้าแม่รำพึงจะตายก็ปล่อยให้เป็นไปตามเวรกรรมของหล่อนเองเถิดเจ้าค่ะ”

“แต่วิธีนี้เป็นหนทางล้างแค้นหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ได้ดีที่สุด ที่สำคัญหลังจากแม่สะบันงาถูกจับ คุณหลวงก็จะมีแม่วงตะวันเป็นเมียเพียงผู้เดียว”

น้ำเสียงเข้มงวดนั้นเจือมาพร้อมแววรู้เท่าทันบางอย่าง จนวงตะวันนึกเฉลียวใจ เมื่อมองสบสายตาฝ่ายตรงข้าม ฉับพลันเลือดก็ฉีดซ่านจนหญิงสาวหน้าร้อนผ่าว สองแก้มเป็นสีจัดเมื่อตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังผู้สูงวัยกว่าได้เลย

คุณหญิงน้ำทิพย์มองทะลุหน้ากากแห่งความแค้นเคืองที่ฉาบอยู่ภายนอก เข้าไปถึงหัวใจที่อ่อนนุ่ม มีเลือดเนื้อของวงตะวัน มองเห็นความรักที่เจ้าตัวเพียรเก็บซ่อนและกลบฝังไว้อย่างยากเย็น

“อิฉัน…” หญิงสาวพูดไม่ออกด้วยความประหม่า คุณหญิงน้ำทิพย์จับมือลูกศิษย์บีบเบาๆ อย่างปลอบประโลม “แม่วงตะวันไม่จำเป็นต้องปกปิดฉันดอก เจ้าก็เปรียบเสมือนน้องสาวคนหนึ่งของฉัน ฉันดูออกว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร การรักคนที่ไม่รักเรานำมาแต่เพียงความเหงา ไม่ต่างจากกอดสายลมที่ว่างเปล่า เจ้าคงว้าเหว่มากสินะในเรือนนั้น”

ม่านน้ำใสเอ่อคลุมดวงตาผู้ฟังจนพร่ามัวไปชั่วขณะ เจ็บแปลบราวกับวาจาของอีกฝ่ายเป็นเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้ามาในหัวใจ ขณะที่หูยังได้ยินเสียงปรานีนั้นเอ่ยต่อ

“การแก้แค้นคนที่เรารักควรทำแต่พอเหมาะ มิฉะนั้นเรานั่นละที่จะปวดร้าวยิ่งกว่าใคร เมื่อหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ถูกลงโทษแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่แม่วงตะวันจะมีความสุขบ้าง ฉันจึงเลือกวิธีนี้ มันดีต่อทุกฝ่าย แม่รำพึงก็จะหลุดพ้นไปจากชีวิตที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต้องทรมานอีก ส่วนหลวงเกรียงไกรฤทธิ์กับแม่สะบันงาก็ต้องชดใช้ที่เคยใส่ร้ายแม่วงตะวัน และตัวแม่วงตะวันเอง…” เธอทอดเสียงอ่อนโยนจับใจ “นับจากนี้ก็จะเป็นเมียเพียงคนเดียวของคุณหลวง อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน คอยดูแลกัน ฉันเชื่อว่าวันหนึ่งคุณหลวงจะต้องรักแม่วงตะวันแน่นอน”

ได้เป็นที่รักของเขาคนนั้น ได้ครอบครองรอยยิ้มอ่อนหวานที่มีให้หล่อนแต่เพียงผู้เดียว…

วงตะวันสูดลมหายใจเข้าปอด ไม่มีครั้งใดที่จิตใจจะสับสนอลหม่านเท่าครั้งนี้ สำนึกผิดชอบชั่วดีและความต้องการในส่วนลึกกำลังสัประยุทธ์กันอย่างดุเดือด หากฝ่ายแรกกำชัยชนะ หล่อนจะได้ครอบครองสิ่งใดเล่านอกจากความดีงามลมๆ แล้งๆ ในขณะที่ตนเองว่างเปล่าและเหน็บหนาว ต้องขมขื่นรวดร้าวทุกครั้งที่เห็นเขาเคลียคลอกับหญิงอื่น

แต่หากปล่อยให้ความต้องการเป็นฝ่ายมีชัย แม้จะไม่ถูกตามครรลองคลองธรรมนัก ทว่าหล่อนก็จะได้กอบกุมความอ่อนหวานที่ไม่เคยสัมผัสไว้ในอุ้งมือ หัวใจที่เดียวดายมาชั่วชีวิตจะมีที่พักพิง ไม่ต้องฝันหาไออุ่นอีกต่อไปแล้ว...

คุณน้ำทิพย์เหลือบมองเจ้าของดวงใจที่กำลังทุรนทุราย พรายยิ้มงามเปี่ยมด้วยความหวังดีผุดขึ้นที่มุมปาก ขณะเอื้อนเอ่ยประโยคสุดท้าย

“อย่าใจอ่อนอีกเลยแม่วงตะวัน แม่สะบันงาไม่ใช่คนดิบดีกระไรดอก ฉันตรองดูแล้วเห็นว่าในแผนการใส่ร้ายเจ้า แม่สะบันงาต้องมีส่วนร่วมมือด้วยเป็นแน่ ถ้ายังปล่อยแม่สะบันงาไว้ สักวันหล่อนอาจอ้อนผัวให้ทำร้ายเจ้าอีกก็ได้ เจ้าจะงอมืองอเท้ารอความตายกระนั้นรึ”

เพราะประโยคสุดท้ายนั่นแท้ๆ น้ำตาแห่งความสับสนจึงไหลย้อนกลับเข้าไปในหัวใจของวงตะวัน ดวงหน้างามเครียดขรึม ผงกศีรษะรับเงียบๆ

“ฉันจะทำตามที่คุณหญิงว่า ฉันจะไม่นั่งรอความตายอย่างที่แล้วมาอีกแล้ว”

ป่าขนมยามสายคลาคล่ำไปด้วยแผงของหวานที่ตั้งอยู่สองข้างทาง แลละลานตาด้วยสีสัน รูปทรงและฝีมือในการประดิดประดอย ชายร่างท้วมอายุประมาณสี่สิบเศษคนหนึ่ง กำลังซื้อขนมอยู่ที่แผงห่างไปไม่ไกล ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเห็นเขาเข้าต่างก็เลี่ยงหลบเป็นพัลวัน

วงตะวันเพิ่งเสร็จจากการจ่ายเงินค่าขนม หญิงสาวส่งห่อใบตองเขียวสดให้ทองสุกรับไปใส่ตะกร้า พลางตั้งคำถาม “ผู้ชายคนนั้นเป็นโรคร้ายหรือ ชาวบ้านถึงทำท่ารังเกียจกันนัก”

ทองสุกมองชายกลางคนที่เดินใกล้เข้ามา ทบทวนความทรงจำครู่หนึ่ง หล่อนก็รีบดึงนายสาวถอยห่าง “นั่นมันตาฉม เป็นหมอผีเจ้าค่ะ แกถนัดทำพิธีตัวตายตัวแทน ชาวบ้านเลยรังเกียจกลัวแกจะเอาดวงไปสลับกับคนอื่น ประเดี๋ยวความซวยจะเข้าตัวเจ้าค่ะ”

พิธีตัวตายตัวแทนเป็นการสลับดวงของผู้เคราะห์ร้ายไปใส่ในตุ๊กตาปั้น จากนั้นก็ทำลายตุ๊กตานั้นเสีย เจ้าของดวงจึงจะหมดเคราะห์ แต่หากต้องการให้ได้ดีเยี่ยมที่สุด ต้องสลับดวงกับคนเป็นๆ ฉกฉวยความโชคดีของเจ้าของดวงมา ส่วนหายนะต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก็ยกให้ผู้ถูกสลับดวงรับไปแทน คุณปู่ของวงตะวันเหยียดหยามวิธีนี้ว่าเป็นไสยเวทชั้นต่ำ เหี้ยมโหดและเห็นแก่ตัว จึงสั่งห้ามหลานสาวเรียนรู้โดยเด็ดขาด

วงตะวันมองทองสุกยิ้มๆ “แหม ทองสุกนี่กว้างขวางจริง รู้จักตาหมอผีนี่ด้วย”

“บ่าวไม่เคยพูดจากับแกดอกเจ้าค่ะ แต่เคยเห็นพี่แววคุยกับแกก็เลยจำหน้าได้”

วงตะวันมองตามหลังหมอผีไปอย่างครุ่นคิด เมื่อตกลงใจได้ก็หันไปสั่งสาวใช้ “ทองสุกไปซื้อขนมตามที่ฉันบอกไว้นะ เสร็จแล้วกลับเรือนไปก่อน สักครู่ฉันจะตามไป”

“แม่นายจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ”

“ฉันอยากคุยกับหมอฉม คิดดูสิ ถ้าฉันสลับดวงกับคนอื่นได้ บางทีคนที่รักคนคนนั้นก็อาจจะเปลี่ยนใจมารักฉันก็ได้นะ”

“โธ่! แม่นายเจ้าขา อย่าไปเชื่อพวกเล่นคุณไสยพวกนี้เลยเจ้าค่ะ” ทองสุกประท้วงหน้าตาตื่น แต่เจ้านายของนางโบกมือตัดบทให้รู้ว่าไม่ต้องการฟัง ก่อนจะก้าวไปในทิศทางที่หมอผีเพิ่งเดินลับตัว

ทองสุกหน้าม่อย ฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปซื้อขนมตามคำสั่ง รอจนวงตะวันกลับมาถึงหล่อนก็จัดขนมสำปันนีสีสวยใส่จานกระเบื้อง ยกมาให้ที่หอนั่ง แปลกใจเล็กน้อยที่โฉมงามผู้นั่งอยู่บนตั่งเหนือพรมหนา มีดวงหน้าขาวเผือดกว่าปกติ ปากอิ่มงามเม้มแน่นดั่งกำลังชั่งใจอย่างหนัก แต่สุดท้ายความปรารถนาเร้นลับก็เป็นฝ่ายมีชัย

“ทองสุก เข้าไปหยิบพัดในห้องมาที ฉันร้อน” วงตะวันสั่ง  

ทองสุกมองเจ้านายอย่างฉงน อากาศเดือนอ้ายเย็นจนทองสุกต้องห่มผ้าเนื้อหนาเพิ่มอีกผืนเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเป็นคำสั่งสาวใช้จึงวางจานขนมลง กระวีกระวาดไปหยิบพัดออกมาส่งให้ ทว่าหญิงสาวที่นั่งตัวแข็งราวกับตุ๊กตาดินปั้นเพียงรับไปวางข้างกาย แล้วสั่งต่อด้วยเสียงค่อนข้างเข้ม

“เอาสำปันนีใส่ตะกร้า ให้บ่าวคนอื่นยกไปเรือนแม่รำพึง แต่ไม่ต้องบอกนะว่าฉันฝากมาให้ บอกเธอว่าแม่สะบันงาฝากมาก็แล้วกัน”

“อ้าว ทำไมล่ะเจ้าคะ”

วงตะวันมีสีหน้าอย่างที่ทองสุกไม่เคยเห็นมาก่อน มันยะเยียบเย็นชาจนเกือบเป็นกระด้าง คล้ายดั่งวิญญาณพิสุทธิ์ที่เคยครองร่างนี้ได้ละทิ้งซากสังขารไปไกลลิบแล้ว

“แม่สะบันงาเคยบอกว่าอยากทำขนมให้แม่รำพึงลองชิม แต่วันนั้นเพราะแพ้ดอกคัดเค้าที่ฉันนำมาก็เลยไม่สบายจนทำไม่ไหว ถ้านำขนมไปให้ในชื่อเธอ จะได้ไถ่โทษของฉัน ฉันจะได้รู้สึกผิดน้อยลง” หล่อนนิ่งคิดอีกอึดใจ แล้วกำชับหนักแน่น “จำไว้นะ อย่าให้ใครรู้เป็นอันขาดว่าเป็นขนมของฉัน บอกทุกคนว่าขนมนี้แม่สะบันงาให้นำไปให้แม่รำพึงเท่านั้น เข้าใจไหม” หล่อนส่งไถ้ใส่เงินถุงหนึ่งให้ทองสุก “เอาเงินนี่ให้บ่าวคนนั้นด้วย บอกว่าให้ทำตามที่สั่งแล้วจะมีรางวัลให้อีก”

คำสั่งของหล่อนฟังแปร่งหูพิกล ทองสุกคันปากอยากจะถามนัก แต่อาการขรึมนิ่งของนายสาวทำให้ไม่กล้า จึงได้แต่ยกขนมลงจากเรือนไป ความวังเวงและหนาวเหน็บเข้าโอบล้อมเรือนหลังเล็ก ปานจะกักขังสาวงามผู้มีใบหน้าขาวราวกระดาษไว้เพียงเดียวดาย

 ห่อกระดาษที่กำไว้แน่นในมือบาง ถูกขยำจนแทบจะแหลกลาญ…

 

Don`t copy text!