เจาะเวลาหานายฮ้อย บทที่ 21 : ไล่ผีปอบ

เจาะเวลาหานายฮ้อย บทที่ 21 : ไล่ผีปอบ

โดย : นาคเหรา

เจาะเวลาหานายฮ้อย นวนิยายโรแมนติกคอมเมดี้ อารมณ์ดีเรื่องล่าสุดจากปลายปากกาของ นาคเหรา นักเขียนรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา เรื่องราวของพลอยจำปาที่ย้อนเวลากลับมาตามหานายฮ้อยคนเก่ง ผู้คุมฝูงควายจำนวนมหาศาลเดินทางไปสู่เมืองใหญ่ เมื่อเขาหายตัวไป เรื่องอลวนวุ่นวายจะเกิดขึ้น เธอจะทำให้สำเร็จไหม ไปลุ้นกันเลยตอนนี้

“ปอบ เจ้าด่าไผว่าผีปอบ เฒ่าฝั้น”

เสียงของยายลุนขึ้นจมูกอย่างไม่ค่อยพอใจนัก พลอยจำปาหันไปมองผู้มาใหม่ซึ่งมาหลายคน ส่วนมากก็เป็นคนหน้าเดิมๆ ที่เธอเคยเห็นมาบ้างแล้ว และยังมีพ่อกับแม่ของเจิดเดินมาอีกด้วย

“บ่ได้ด่าไผ แต่ข้อยเอิ้นอีปอบนี่” นิ้วมือของหมอผีเฒ่าชี้มายังพลอยจำปา ตอนนี้สายตาทุกคู่ก็ยังจับจ้องมายังเธออีกเช่นกัน

“หลายข้อยชื่อจำปา เว้าดีๆเด้อ ถ้าเว้าบ่ดีอีกคำเดียว ข้อยสิไปบอกกำนัน” ยายลุนขึ้นเสียงด้วยความฉุนเฉียว แม้เวลาปกติแกจะเสียงแหบแห้งก็ตาม เพ็งดึงแขนของยายไว้ ในขณะที่พลอยจำปาก็มองมาที่หมอฝั้นอย่างไม่ลดละเช่นกัน แต่เขาก็แค่นยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาดังๆแล้วจึงเอ่ย

“กำนันไล่ผีบ่ได้ แต่ข้อยไล่มันไปได้ มึงสิออกหรือบ่ออกอีปอบ”

“เจ้าว่าไผเป็นปอบ เว้าบ้าๆ”คราวนี้เป็นบุญสิงห์ที่พูดขึ้นมาบ้าง

“มึงกล้าขึ้นเสียงกับกูติ บักบุญ อีจำปามันบ่แม่นอีจำปา มันเป็นผีปอบ”

“บ่แม่น จำปาบ่แม่นปอบแล้วกะบ่แม่นผีนำ” บุญสิงห์พูดออกไปเขากำมือแน่นและออกมายืนขวางทุกคนไว้ ถ้าคนที่รู้จักกับเขาดีจะรู้ว่า บุญสิงห์ไม่ใช่คนแบบนี้เขาออกจะเป็นคนขี้ขลาดและไม่ชอบมีเรื่องกับใคร มาวันนี้การได้เห็นเขาออกหน้าจ้องตากับคนหมู่มากเช่นนี้ ดูจะเป็นเรื่องผิดปกติไป นายฮ้อยสุบินเดินออกมาพลางเอ่ย

“มันเป็นปอบ ถ้าบ่เป็นปอบหรือเป็นผี มันสิเฮ็ดให้บักเจิดเป็นบ้าบ่ ลูกกูทั้งกินทั้งอาบน้ำมนต์สามมื้อก็บ่เซา ถ้าบ่แม่นผีปอบ มันก็เป็นผีแม่ม่ายหรือผีหยังจักอย่างหนึ่งล่ะ แต่มันบ่แม่นคนแท้ๆ”

“เว้าดีๆ เด้อนายฮ้อย เจ้าเป็นผู้ใหญ่มาเว้าแบบนี้บ่ได้เด้อ มาว่าหลานข้อยเป็นผีนั่นผีนี่ ถ้าเป็นผีปอบบักเจิดตายแต่โดนแล้ว หรือว่าถ้าเป็นผีแม่ม่ายมันกะตายคือกัน บ่เคยได้ยินติ ผีแม่ม่ายมักเอาผู้ชายไปเป็นผัว แต่บักเจิดมันไปเฮ็ดผิดอีหยังมามันคือเป็นบ้า”

“มันไปบ้านป่าแดง พอกลับบ้านมามันก็เป็นแบบนี้แล้ว”

พลอยจำปาฉีกยิ้ม สายตาของเธอมองผู้คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่คิดเกรงกลัว ก่อนจะพูดออกไปเสียงเย็นๆว่า

“คนบางคนผีแม่ม่ายก็ไม่อยากได้ดอก คิดเอาว่าเป็นคนแนวใดที่ผีบ่อยาก”นายฮ้อยสุบินมองหน้าคนอ่อนวัยเหมือนจะเอาเรื่อง ในใจคิดกลัวว่าถ้าเป็นผีปอบจริงท้าทายมากๆ เข้าผีมันอาจจะมาจกตับจกไส้กิน หมอฝั้นงึมงำคาถาในคอแล้วจึงปาข้าวสารเสกใส่หน้าพลอยจำปาอีก บุญสิงห์โมโหจัดดึงร่างสาวคนรักมาไว้ข้างหลังพลางพูดเสียง

“เจ้าเฮ็ดอีหยัง หมอฝั้น”

“มีงถามคือผีบ้าแท้ กูเป็นหมอผีก็ต้องไล่ผีสิวะ มึงคิดว่ากูหว่านข้าวให้ไก่ติ อีจำปามันเป็นปอบ”

“บ่แม่น จำปาบ่แม่นปอบ ถ้าเป็นอีหลีข้อยก็ต้องฮู้แล้ว”

“มึงสิฮู้ได้จังใด มึงกะแค่หมอฮักษาควาย บ่แม่นหมอผีคือกู”

“แต่ผมฮู้แล้วกะฮู้ดีกว่าเจ้าก็แล้วกัน”

พูดได้แค่นั้นบุญสิงห์ก็พนมมือขึ้นบริกรรมคาถาว่าด้วยมนต์พิษหลีก มนตรากันสัตว์ร้ายภูตผีทั้งหลายหมอฝั้นเองก็ร่ายมนต์ของหมอผีในขณะที่นายฮ้อยสุบินกลับมองชายหนุ่มอย่างทึ่งๆ

“บักบุญสิงห์ ฮู้มนต์พิษหลีกแสดงว่า มันคิดสิเป็นนายฮ้อยแข่งกับกู”นายฮ้อยสุบินพูด ความจริงที่ชายวัยกลางผู้ตั้งตัวมาเป็นายฮ้อยแห่งภูแสนคำก็คือ เขากลัวมาตลอดว่าหมอเทียนจะกลับมาเป็นนายฮ้อยและสิ่งที่เขากลัวอีกอย่างก็คือตระกูลของนายฮ้อยมีมนต์พิษสะหลีกที่เขาไม่มี บุญสิงห์ตาน้อยๆมองผู้สูงวัยกว่าพลางเอ่ย

“ข้อยบ่อยากเป็นนายฮ้อยแข่งกับไผ แต่ข้อยอยากเป็นนายฮ้อยเพราะข้อยอยากเป็น”

“แต่มึงก็เป็น เพื่อมาแข่งกับกูกับลูกกู แม่นบ่”

“แล้วมันผิดไผ ถ้าอ้ายบุญสิงห์อยากเป็น”พลอยจำปาเอ่ย

“มึงเซาเลยอีผีปอบ กูบ่ได้เว้ากับมึง”

“ถ้าข้อยเป็นปอบอีหลีนะ ข้อยที่จกไส้เจ้าออกมาให้หมาอีด่างมันกินก่อนเลย แต่คนอย่างเจ้าปอบคือสิบ่อยาก ไส้ของคนที่ย้านผู้อื่นได้ดี คือสิบ่แซ่บจนปอบบ่อยาก”

นายฮ้อยสุบินโมโหจัด จนไม่สนว่าผู้หญิงตรงหน้าเป็นปอบจริงหรือไม่ เขาเดินเข้าไปหาเด็กสาว แต่ทว่าบุญสิงห์ก็ขวางไว้ไม่ยอมถอยไปไหน

“กูสิเอามึงไปใส่หม้อถ่วงน้ำให้ได้”

“เซาๆสิมาเว้าแบบซี้มันบ่คือดอก คนดีๆมาเว้ามาว่าให้เป็นปอบเป็นผี พวกเจ้าพากันบ้าไปหมดแล้ว”

ยายลุนพูดเสียงดังในตอนนี้เหล่าต่างบ้านกลับมาหญิงชรามาเป็นจุดเดียว

“บ้านของข้อยพวกเจ้าสิมาเฮ็ดแบบนี้บ่ได้ ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านกำนันพู้น สิมาไล่คนในบ้านแบบนี้มันบ่ได้เด้อ ถ้าหลายข้อยบ่แม่นผีปอบคือเจ้าว่า พวกเจ้าสิเฮ็ดจังใด๋ ต่อไปถ้าบักเจิดมันถืกผีเข้าสิง ข้อยสิเอาคนไปไล่มันแบบนี้กะได้แม่นบ่”

คำนั้นของยายลุนทำให้เหล่าผู้มาขับไล่อ่อนเสียงลง แต่นายฮ้อยสุบินก็ไม่ยอมแพ้เขาพูดขึ้นมาว่า

“ถ้าสิพิสูจน์กัน อีจำปาต้องไปอยู่ที่สิมฮ้างท้ายหมู่บ้าน ทุกคนในนั้นหันกลับมามองนายฮ้อยสุบินเป็นจุดเดียวด้านบุญสิงห์ก็คิดไม่ถึงว่านายฮ้อยสุบินจะใช้วิธีนี้ เขาตะโกนออกไปสุดเสียง

“สิมฮ้าง เจ้าเอาหัวหรือหูคิด สิให้จำปาไปอยู่ในนั้น ผมบ่ยอมดอก” แต่พลอยจำปากลับไม่รู้ว่าสิมฮ้างหรือโบสถ์ร้างที่ว่า นั่นซ่อนความลับอะไรไว้ นายฮ้อยสุบินยิ้มออกมาพลางเอ่ย

“ถ้ามันบ่แม่นปอบ มันต้องไปอยู่ในสิมฮ้างได้ แล้วมึงสิย้านเฮ็ดหยังล่ะ” ในตอนนั้นพลอยจำปาขยับไปใกล้บุญสิงห์พล่งถามเข่ด้วยความสงสัยว่า

“พี่บุญ สิมฮ้างนี่มันคืออะไร” ชายหนุ่มถอนหายใจพลางหันมามองหน้าหญิงคนรัก นายฮ้อยสุบินกลับพูดเหมือนเย้ยว่า

“หรือพวกมึงบ่กล้า”

“เป็นหยังสิบ่กล้า แต่ถ้าจำปาไปผมสิไปนำ” บุญสิงห์พูดออกมาในที่สุด ความกลัวที่เคยมีหายไปตอนเป็นเด็กบุญสิงห์เคยคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเดินเฉียดเข้าไปในสิมร้าง แต่ถึงกลัวยังไงเขาก็ปล่อยให้พลอยจำปาไปที่นั่นคนเดียวไม่ได้ มือบางแตะที่ต้นแขนแข็งแรงพลางเอ่ย

“พี่ต้องเล่าให้หนูฟังนะ ว่ามันคืออะไร แล้วทำไมคนที่นี่ถึงมีท่าทางกลัวสิมร้างอะไรนั่นนัก”

บุญสิงห์ก็อยากอธิบายให้สาวคนรักฟัง แต่ในเวลานี้เสียงของชาวบ้านที่อยู่ที่นั่นกำลังเร่งเร้าให้เขาและเธอไปที่นั่นโดยไม่มีเวลาอธิบาย ทั้งสองต้องรีบก้าวเท้าไปโดยที่มีสายตาของยายลุนและเพ็งที่มองตามอย่างเป็นห่วง

“ยาย เฮาสิปล่อยจำปากับอ้ายบุญไปได้จังใด ยามมื้อเว็นยังบ่คนกล้าวเข้าไปใกล้ เพ็งบ่อยากคิดฮอดยามมื้อคืนเลย”

“หยุดห้ามเว้า” เสียงของยายลุนปรามเมื่อเดาถูกว่าหลานสาวคนโตจะพูดถึงคนที่ตนรู้ว่าใคร หญิงชรายกมือขึ้นท่วมหัวได้แต่พูดว่า

“ขอให้วิญญาณผีปู่ย่าตา มาช่วยอีจำปากับหมอบุญนำด้วยเถิด สาธุ”

 เสียงนั้นดังขึ้น แต่ความกังวลในใจไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย….

 



Don`t copy text!