ไนปุรานเริกส์ บทที่ 15 : อนาคตแลอดีตไหวตามเหตุ

ไนปุรานเริกส์ บทที่ 15 : อนาคตแลอดีตไหวตามเหตุ

โดย : กิตติศักดิ์ คงคา

ไนปุรานเริกส์ นวนิยายออนไลน์ โดย กิตติศักดิ์ คงคา หนึ่งในผู้เข้าประกวดจากโครงการช่องวันอ่านเอาครั้งที่ 2 เมื่อแพทย์หญิงในยุคพิบูลสงครามหลุดข้ามเวลาไปยังอนาคต และพบว่าเรือนปุราน สมบัติรักตกอยู่ในสถานะหมิ่นเหม่ที่จะถูกยึดไปเพราะพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เธอจะรักษาเรือนหลังนี้ไม่ให้ถูกคนที่มีประสงค์ร้ายครอบครองได้ไหม

“เกิดอะไรขึ้นในอนาคตที่คุณไป”

เอกภพตั้งคำถามขึ้นทันทีหลังจากฉันเดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ตอบ แต่เมื่อสบเห็นสายตาแห่งมิตรแท้ที่ทอดมาก็ปฏิเสธความห่วงใยนั่นไปไม่ได้ ฉันจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ สพล ตะวัน และปมปัญหาเรื่องเรือนปุรานที่สลับซับซ้อนไปมา

“ทำไมคุณถึงยึดติดกับเรือนปุรานขนาดนั้น ผมไม่เห็นเข้าใจ ในเมื่อคุณกำลังจะไปมีชีวิตใหม่แล้ว เรือนปุรานไม่ใช่เรือนหอจริงๆ ของคุณด้วยซ้ำ” เขาสะดุดไปนิดหนึ่งเมื่อพูดถึงตรงนี้ “คุณจากไปก่อนที่ผมจะกลับมา”

ฉันยิ้มรับข้อสงสัยของเขาอย่างเข้าใจ ฉันเองก็สงสัยในตัวเองไม่ต่างจากเขา ทำไมเรือนตายหลังนี้จึงมีคุณค่าต่อชีวิตของฉันมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ทำไมฉันไม่อาจสลัดทุกความคิดและปัญหาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ดั่งใจ

“ฉันก็เคยสงสัยเหมือนคุณค่ะว่าทำไมฉันถึงตัดใจให้หยุดว้าวุ่นใจเมื่อคิดถึงเรื่องเรือนปุรานไปไม่ได้” ฉันถอนลมหายใจออกมายาว เหมือนจะพูดกับเขาด้วย และก็พูดกับอนุสติเบื้องลึกของตัวเองด้วยอีกด้านหนึ่ง “คงเป็นเพราะเรือนปุรานเป็นตัวแทนของอดีตทุกอย่างมั้งคะ ทั้งครอบครัว ทั้งชีวิตในอดีต ทั้งคุณ ฉันคงกลัวว่าหากปราศจากไปเสียแล้ว ฉันจะเหมือนละทิ้งต่อทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นความผิดบาปอย่างหาที่สุดไม่ได้”

ฉันพูดในท้ายที่สุด เรือนปุรานทาบทับกับทั้งชีวิตที่จากมา ชีวิตอันหมายถึง หม่อมราชวงศ์หญิงอินทิรา ฉลองภักดีตระกูล ในอดีตคนนั้น ฉันกลัวว่าการสลัดทุกอย่างทิ้งไปเพียงง่าย นั่นจะหมายถึงการทรยศต่ออดีต ต่อพ่อแม่ ต่อครอบครัว ต่อคนรัก ใจฉันจึงผูกพันและรู้สึกผิดต่อเรือนปุรานอยู่เสมอ เหมือนเห็นห่วงอันหนาแน่นหนักที่ฝังอยู่ด้วยความผิดบาปของฉันอีกที

“แต่คุณก็เผาพินัยกรรมนั่นทิ้งไปแล้ว”

เอกภพพูดขณะเสสายตาออกไปดูหมู่ควันจากการเผาที่ยังลอยอ้อยอิ่งเจือจาง ใจลึกๆ ฉันอยากติดต่อตะวันได้เหลือเกิน อย่างน้อยก็จะบอกเขาว่าปัญหาที่ร่วมผจญกันมานานได้ลุล่วงลงถึงตอนจบแล้วเสียที

“ใช่ค่ะ ถึงเวลาที่ฉันจะหมดห่วงเรื่องเรือนปุรานเสียที”

ฉันตอบอย่างผ่อนคลายและเบาสบายถึงที่สุด ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ฉันก็ไม่มีห่วงใดหลงเหลือที่จะเป็นกังวลต่อเรือนอันเป็นเรือนตายแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว

“ทำไมคุณไม่มอบให้กรมศิลปากรเสียเลยล่ะ”

เอกภพแย้งมา และนั่นทำให้ฉันถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ดูเหมือนเขาจะยังไม่เข้าใจความหมาย ฉันจึงต้องขยายความอีกที

“แต่ฉันยังต้องอยู่ที่นี่นะคะ” เขาได้ฟังแล้วก็เข้าใจในทันที “และที่สำคัญ ที่นี่จะกลายเป็นเรือนหอระหว่างคุณกับอินทิราด้วย ซึ่งอินทิราในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงฉันหรอกนะคะ เรื่องนั้นคุณเองก็คงจะทราบดีเช่นเดียวกับที่ฉันทราบ”

เขานิ่งอึ้งไป เหมือนว่าฉันจะไปแตะต้องในประเด็นที่เขาหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมาโดยตลอด นิรชา ผู้หญิงที่มาจากอนาคตคนนั้น เอกภพหลีกเลี่ยงที่จะตั้งคำถามใดๆ ในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็คงกลัวว่าฉันจะเสียใจที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่เลย ความรู้สึกสัมพันธ์ระหว่างฉันกับนิรชาซับซ้อนกว่านั้นมาก ฉันเองก็ไม่เคยนึกน้อยใจอะไรเมื่อตะวันเอ่ยถึงนิรชาให้ฟัง

“พรุ่งนี้คุณว่างหรือไม่คะ” ฉันเกริ่นขึ้นโดยเริ่มต้น “ฉันเองยังมีธุระสำคัญที่ยังสะสางไม่เสร็จ หากเป็นไปได้ก็อยากจะให้คุณช่วยขับรถยนต์พาไปเสียหน่อย”

วันรุ่งขึ้นฉันจึงได้พบกับเอกภพอีกครั้ง โดยที่ฉันเองก็ยังไม่ได้บอกเขาว่าจุดมุ่งหมายปลายทางของการเดินทางในวันนี้เป็นที่แห่งใด รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากเรือนปุรานในยามสาย ฉันบอกเขาเพียงแต่ว่าให้มุ่งหน้าไปที่เรือนร่มรักก็เท่านั้น สถานที่ที่ฉันอยากไป ฉันเองก็ไม่ทราบชื่อที่แน่ชัด แถมพิกัดบริเวณก็เอาแน่เอานอนไปไม่ได้ อาศัยแต่ความจำเพียงอย่างเดียวที่นำทางไปเท่านั้น

“เริ่มคลับคล้ายคลับคลาแล้วค่ะ ขับไปเรื่อยๆ ก็น่าจะเจอ”

ฉันบอกเอกภพหลังจากที่ปล่อยให้อีกฝ่ายมึนงงไปเสียนาน จนกระทั่งรถล่วงเข้าเขตจังหวัดสุพรรณบุรีนั่นแหละ ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาคุ้นเคย แม้ไม่ได้ตั้งใจจำ แต่ภาพอันตระหง่านอยู่สองข้างทางก็ประทับอยู่ในความทรงจำฉันไม่รู้หาย ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อภาพทุกอย่างชัดเจนมากขึ้นทุกที โชคดีที่ฉันยังเชื่อมโยงสถานที่ในอดีตกับอนาคตได้บ้าง ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปมากก็ตาม

“ที่นี่แหละค่ะเอกภพ”

เสียงร้องอย่างมั่นใจดังขึ้น เมื่อเขาพามาสิ้นสุดยังที่ปลายทาง เป้าหมายของฉันคือวัดขนาดเล็กอันเงียบสงบ ชัดแม่นในคลองตา ฉันให้เขาจอดรถรอไว้ก่อน ส่วนฉันจะขอเข้าไปในอุโบสถเพียงลำพัง เป็นไปไม่ได้ที่หลวงพ่อรูปนั้นจะยังอยู่ หากฉันก็มีสิ่งที่ต้องมามองให้เห็นกับตา

“โบสถ์เกิดขึ้นมาก่อนไม้”

ฉันรำพึงกับตัวเองเมื่อเห็นชัดเจนแน่แล้วว่าพระอุโบสถตั้งเด่นสง่าโดยไม่มีต้นไม้ใบบังเข้ามาแทรกแซงอยู่ก่อน สภาพโดยรอบเรียบร้อยดี ไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่โตไหนที่เกิดขึ้นในด้านข้าง ไม่ว่าอย่างไรไม้ย่อมมาทีหลังโบสถ์แน่นอน

“แน่ใจหรือสีกา”

ฉันหันไปอย่างตกใจ สายตาพบกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง อายุอานามน่าจะไล่เลี่ยกับอีกรูปที่เคยพบ แต่แตกต่างกันอย่างชัดเจนว่าเป็นคนละรูป ทว่าสำนวนท่าทางการพูดคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน ฉันนั่งพับเพียบลงพนมมืออย่างสำรวม

“หมายความว่าอย่างไรคะหลวงพ่อ” ฉันถามแบบไม่เข้าใจ

“ครั้งก่อนสีกาก็มาที่วัดแห่งนี้และพูดประโยคเดียวกัน” รอยยิ้มตรงหน้าเต็มไปด้วยความกรุณา “อาตมาก็พูดไปแบบเดียวกัน วันนี้สีกากลับมาที่นี่ใหม่ แต่อาตมาเชื่อว่าสีกาเพิ่งจะเคยพบอาตมาเป็นครั้งแรก”

ฉันเพิ่งเคยพบพระรูปตรงหน้าเป็นครั้งแรกจริงๆ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือนิรชาเองก็เคยมาที่วัดนี้มาก่อนแล้ว ด้วยความสงสัยเดียวกัน ฉันเริ่มเชื่ออย่างสนิทใจว่าฉันกับนิรชามีความผูกพันพิเศษอันอธิบายออกมาได้ยากยิ่ง

“แน่ใจสิเจ้าคะ ในเมื่อภาพตรงหน้าก็เห็นอยู่ว่าโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ก่อนแล้ว โบสถ์ก็ย่อมเกิดขึ้นก่อนไม้สิเจ้าคะ” ฉันพูดไปตามใจนึก

“นั่นไม่ผิดสีกา แต่อนาคตที่แห่งนี้อาจจะไม่มีทั้งไม้ไม่มีทั้งโบสถ์ก็ได้ นั่นคือสิ่งที่อาตมาอยากจะบอก” พระอาจารย์ตรงหน้าเว้นจังหวะให้คิดไปชั่วอึดใจ “ไม่มีสิ่งใดจริงไปกว่าปัจจุบันอีกแล้วสีกา อนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอีกก็ได้ สีกาอย่ายึดติดกับทั้งอดีตและอนาคตเลย นั่นไม่มีประโยชน์”

ฉันยกมือพนมนิ่งอย่างนิ่งคิด ไตร่ตรองเรื่องราวมากมายที่ประดังประเดเข้ามาภายในเวลาเดือนเศษๆ เส้นเวลาแห่งชีวิตที่วกวนสับสนเกินกว่าจะอธิบายให้ใครเชื่อได้

“สีกาเห็นอนาคตมาแล้วว่าไม้จะขึ้นเติบโตเบียดบังโบสถ์นี่เสียมาก เสียจนลำบาก วันนี้สีกาอยู่ในอดีต สีกายังจะตัดสินใจปลูกต้นไม้อีกหรือไม่”

คำถามตั้งมาด้วยอาการเรียบเย็น ฉันนิ่งอึ้งไปอย่างไม่เคยนึกถึงคำถามข้อประเด็นนี้มาก่อน กวาดสายตามองไปทั่วอุโบสถก็ได้แต่นึกสะท้อนใจ

“คงจะไม่มั้งคะหลวงพ่อ”

“เห็นไหมสีกา” พระรูปตรงหน้าตอบรับมาในทันที “เมื่อสีกาเอาแต่หวาดหวั่นอยู่กับอนาคตแล้ว สีกาก็จะนำความหวั่นวิตกมาใช้ในการดำเนินชีวิตไปด้วย ไม้ต้นนั้นอาจจะมีประโยชน์อย่างมาก ช่วยแบ่งเบาแดดแรงได้อย่างดียิ่ง ความกังวลต่ออนาคตถ่ายเดียวจะทำให้สีกาต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปเพราะไม่อยู่กับปัจจุบัน”

“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ แม้ว่าในอนาคตไม้นั่นจะกลับมาสร้างภาระยิ่งใหญ่ให้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

ฉันแย้งไปอย่างยังไม่เข้าใจความหมายของพระรูปตรงหน้าชัดกระจ่างแจ้งดี ดวงตาของฉันยังเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้รับคำอธิบาย

“อยู่กับเหตุเถิดสีกา ผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยแก้ไขไปทีละเปลาะ เมื่ออนาคตที่ว่ามาถึงสีกาอาจจะค้นพบก็ได้ว่าไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ทิ้งเสียทั้งต้น หากแต่ลิดกิ่งออกเสียบ้างก็พอ”

และเป็นอีกครั้งที่แสงฉายเข้ามาทางด้านหลังจนผ้าเหลืองทอแสงสวยอร่ามงดงามยิ่งยวด มือของฉันสั่นเทาอย่างค่อยๆ จะเรียบเรียงสิ่งต่างๆ ในสมองในความคิดไปได้ทีละลำดับ

“ณ วินาทีนี้นาทีนี้ สีกาอยู่กับปัจจุบันแล้วหรือยัง”

คำถามเรียบง่ายทำเอาฉันรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นเฉียบราดรดตั้งแต่หัวจรดเท้า ใจของฉันนิ่งอึ้งไปอย่างตื้อมึนจนนึกอะไรไม่ออก

“เล่าเรื่องฉันคนก่อนหน้านี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะหลวงพ่อ”

ฉันพูดขณะพนมมือ ใจภายในรุ่มร้อนไปถึงนิรชาในร่างฉันที่เคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว ฉันเชื่อว่านั่นไม่ใช่เหตุบังเอิญ ข้อมูลบางอย่างที่อาจจะได้รับในอนาคตจึงน่าจะเป็นสิ่งสำคัญแน่ พระรูปตรงหน้าเงียบไปพักใหญ่

“ได้โปรดเถิดค่ะหลวงพ่อ” ฉันเอ่ยขอร้องแบบสิ้นหนทาง

“ฉันหลงวนเวียนอยู่ในเรื่องนี้มานานเหลือเกิน หากจะเป็นไปได้ก็อยากจะได้รับทราบความจริงที่เกี่ยวข้องบ้าง ใจของฉันจะสงบได้อย่างไรคะ หากยังสับสนอยู่ในความไม่รู้แบบนี้”

พระรูปตรงหน้าถอนหายใจออกมายาว เพ่งพิศดูฉันราวกับนกน้อยตัวหนึ่งที่บินพลัดหลงเข้ามาในเหย้าเรือน นั่นเต็มไปด้วยเมตตาและเวทนาในเวลาเดียว

“สีกาคนก่อนมาหาอาตมาเมื่อประมาณปีกว่ามาแล้วได้” ฉันนิ่งฟังอย่างตั้งใจ “สีกาเล่าให้อาตมาฟังว่าเกิดเหตุประหลาดที่วิญญาณในอนาคตของตนเองหลุดเข้ามาอยู่ในร่างของผู้ลากมากดีคนหนึ่งในอดีต สีกาอยากกลับไปสู่ร่างของตนเองในอนาคต แต่ก็หาวิธีทำอะไรไปไม่ได้ ระหว่างนั้นสีกาก็เล่าอะไรหลายอย่างให้อาตมาฟัง”

ฉันพนมมือรับฟังนิ่งอย่างตั้งใจ รู้สึกราวกับจะได้เข้าใกล้ความจริงขึ้นอีกขั้น หากฉันหาคำตอบที่ชัดเจนไปได้ ฉันอาจจะกลับไปพบกับตะวันอีกครั้งก็ได้

“สีกาคนก่อนเล่าว่าตนได้ไปทำงานด้านศิลปะที่เรือนโบราณแห่งหนึ่ง จนได้ไปเจอบันทึกของเจ้าของบ้านคนเก่าที่ตายไปแล้ว ลายมือเหมือนกับของตนทุกประการ สีกาคนก่อนสงสัยถึงเรื่องราวทั้งหมดมาก พยายามจะหาความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับสีกาอีกคนนั้น แต่จนแล้วจนรอดก็หาคำตอบไปไม่ได้ ในวันสุดท้ายที่ทำงาน สวนของเรือนกำลังจะรื้อและตกแต่งใหม่พอดี สีกาคนก่อนจึงขอกิ่งต้นไม้หนึ่งมาปักชำ”

“วาสนา”

ฉันตอบไปอย่างทำนาย จากสิ่งที่พระอาจารย์ตรงหน้าเล่า นั่นแปลว่านิรชาก็ค้นพบความเชื่อมโยงบางอย่างกับตัวฉันในอดีตเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องลายมือที่เหมือนกันจนแยกออกจากกันไม่ได้ นั่นอาจจะเป็นหลักฐานความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างฉันกับนิรชา

“สีกาคนเก่านำต้นวาสนามาปลูก ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่ออกดอกสักที จนกระทั่งจะถอดใจเสียแล้ว ดอกวาสนาก็บานสะพรั่งออกมา และในคืนนั้นสีกาคนนั้นก็หมดสติไป และมาพบตัวเองอยู่ในยุคอดีตกาลเสียแล้ว”

“ฉันจะกลับไปได้ไหมคะ”

“สีกาคนนี้ถามเหมือนสีกาคนก่อนไม่มีผิดเพี้ยน”

พระรูปตรงหน้าผินสายตาออกไปมองยังภายนอก และทิ้งไว้ในความนิ่งเงียบ ฉันเองจึงตกอยู่ในห้วงคิดไม่แตกต่าง

“สีกาเอาแต่ห่วงอดีต สีกาเอาแต่พะวงอนาคต แล้วปัจจุบันเล่าสีกา สีกาใช้ได้คุ้มค่าดีแล้วหรือเปล่า สีกากำลังใช้เวลาแต่ละวินาทีแต่ละนาทีให้เปล่าเสียไปอย่างไร้ค่า และเมื่อเวลาผ่านไป สีกาก็จะกลับมานั่งห่วงในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว”

ฉันนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินประโยคนั่น ราวกับว่าฉันถูกปลุกให้ตื่นซ้ำไปซ้ำมา แต่กี่ครั้งกี่คราก็ไม่ได้ยินเสียงอย่างจริงแท้ จนกระทั่งวันนี้เวลานี้ ฉันก็เพิ่งเข้าใจในประโยคที่จริงแท้ถึงที่สุดนั่นเอง ฉันมัวแต่กังวลไปเสียหมด อดีตจะเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ลืมไปจนหมด ลืมว่าในปัจจุบันตัวเองเป็นใคร และกำลังทำสิ่งใดอยู่ ฉันกวาดสายตาไปโดยรอบอุโบสถอีกครั้ง ใจก็นึกบอกกับตัวเองว่าคิดไม่ผิดเลยที่หวนมาที่นี่อีกครั้ง

“จะมีวันที่อนาคตมาถึงอีกไหมคะท่าน”

“อยู่กับเหตุในปัจจุบันเถิดสีกา” พระรูปนั้นตอบเริ่มต้นสั้นๆ “หากสีกากับประสกสิ้นบุญต่อกันแล้ว อนาคตที่ว่าก็คงจะมาไม่ถึง แต่หากสีกากับประสกยังมีบุญมีกรรมผูกพันกันอยู่ อาตมาก็คิดว่าคงจะหนีไม่พ้น”

ฉันพนมมือขึ้นไหว้อีกครั้ง

“แต่หากสีกาเอาแต่ตกอยู่ในความคิดฟุ้งซ่านต่ออนาคตแบบนี้ อาตมาเห็นทีว่าปัจจุบันของสีกาก็จะเลือนรางไปทุกทีเช่นกัน”

เมื่อพูดจบหลวงพ่อรูปดังกล่าวก็ขอตัวจากไป ทิ้งฉันไว้ให้เพ่งพิจารณาถึงสถานที่โดยรอบนี่อีกครั้ง อยู่กับเหตุสำคัญที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถิด ถ้าทำเหตุไว้ครบถ้วนดีแล้ว ผลจะผิดจะพลาดไปเสียบ้างก็เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมานั่งกังวลในปัจจุบัน

“กลับกันเถิดค่ะเอกภพ ฉันได้คำตอบที่ต้องการแล้ว”

“คำตอบอะไรหรืออิน”

“เรื่องอดีต ปัจจุบัน และก็อนาคตของฉันกับนิรชามั้งคะ”

ฉันตอบไปด้วยรอยยิ้ม แต่คำตอบดังกล่าวเหมือนจะทำให้คนฟังเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนคนตรงหน้าก็จะสับสนในใจไม่ต่างจากฉันเลย

“คุณจะกลับไปอนาคตอีกไหม”

เขาถาม ความจริงฉันเดาว่าเอกภพตั้งใจจะถามว่านิรชาจะกลับมายังอดีตอีกไหมมากกว่า แต่ก็คงบิดคำถามเสียอย่างเกรงใจ

“ไม่รู้สิคะ” ฉันตอบตามตรง “ฉันเองก็ตอบไม่ได้ อาจจะได้ หรือไม่ได้ ฉันก็เลิกคาดเดาเสียแล้ว อยู่กับปัจจุบันดีกว่าค่ะ ฉันมัวแต่คิดโน่นคิดนี่วุ่นวายจนฉันเกือบลืมไปว่าฉันได้กลับมาเป็นอินทิราแล้ว”

คำตอบของฉันดูจะไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายคาดเดาไว้สักเท่าไร ชายหนุ่มจึงเงียบ เงียบไปอย่างละล้าละลังชัดเจน ฉันเองรอฟังเขาพูดอย่างสงบ เชื่อว่าเขาเองก็มีเรื่องในใจต้องสะสางเช่นกัน

“แล้วเรื่องของเราล่ะ” เขาพูดด้วยเสียงกระซิบ “ความรักของเรา”

“ไม่เหลือความรักของเราแล้วละ คุณเองก็คงจะรู้ดีในข้อนั้น” ฉันเลื่อนมือไปบีบมือเขาไว้เบาๆ “ระหว่างเราเหลือแต่เพียงมิตรภาพอย่างเพื่อนแท้เท่านั้นแหละค่ะ คุณเองก็คงระลึกตัวได้มากตลอดเวลา”

เอกภพก้มลงมองมือของฉันที่กำลังบีบเขาไว้ อาการนั่นเต็มไปด้วยคำถาม สงสัย ไม่เข้าใจ หากแต่ก็ไม่ได้เจือปนไว้ด้วยความเศร้าโศกโทมนัสเลย ชัดเจนยิ่งแล้วว่าตัวเขาก็เปลี่ยนไปไม่แตกต่าง อย่างฉันที่หัวใจก็ไม่ได้มีไว้เพื่ออุทิศมอบให้เขาอีกต่อไป

“ฉันไปอนาคตมาแล้ว” ฉันเกริ่นนำ “คุณคงอาจจะสงสัยว่าฉันในอนาคตได้พบกับตัวคุณหรือเปล่า คุณอยากฟังคำจากฉันไหมเล่าคะ เพื่อที่จะทราบว่าทำไมฉันถึงมั่นใจนักว่าคุณไม่เหลือหัวใจให้ฉันแล้ว”

เอกภพเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าเบาๆ ฉันจึงเริ่มต้นเอ่ยพูดออกไป เลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมควรแก่สถานการณ์ตรงหน้ามากที่สุด

“คุณใน  65 ปีข้างหน้าแข็งแรงสมบูรณ์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันมีโอกาสได้พบคุณในวัยชรา รู้ไหมคะ ดวงตาของคุณเปี่ยมไปด้วยความสุข นั่งมองภาพเรือนปุรานภาพหนึ่งที่วาดขึ้นด้วยสีน้ำ และเอาแต่พร่ำเพ้อถึงหญิงคนรักที่ชื่ออินทิราทั้งวัน”

“คุณก็ชื่ออินทิรา” อีกฝ่ายแย้ง

“แต่ฉันวาดรูปสีน้ำไม่เป็น”

ฉันตอบกลับไปด้วยข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำฉันมาตลอดเวลาที่ผันผ่าน เอกภพดูจะนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยด้วยข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

“ข้อนั้นคุณก็รู้ นั่นเป็นสิ่งที่ย้ำหนักแน่นว่าคนที่คุณรักคือนิรชาที่อยู่ในร่างกายของอินทิรา ไม่ใช่อินทิราที่อยู่ในร่างของอินทิรา”

ฉันยิ้มให้เขาจากหัวใจ

“มีชีวิตของคุณเถิดค่ะ ส่วนฉันก็จะมีชีวิตของฉัน” ฉันบีบมือเขาไว้อีกครั้ง “ฉันดีใจมากนะคะที่อย่างน้อยก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเคยรักคุณ”

ชีวิตของฉันผันแปรไปตามกระแสธารแห่งเวลาอีกครั้ง อย่างที่พระอาจารย์รูปนั้นบอก ฉันต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด ฉันเริ่มต้นใช้ชีวิตเสมียนในกระทรวงการต่างประเทศตามที่นิรชาเคยเลือกไว้ ในตอนแรกก็ทุลักทุเลไปบ้าง แต่เมื่อใช้เวลาสักเดือนเศษ ฉันก็ปรับตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งกับงาน ทั้งกับสังคม ทั้งกับคนรอบข้าง

ฉันกลับมาใช้ชีวิตถาวรอยู่ที่เรือนปุรานหลังเก่า เรือนที่ฉันได้รับเป็นสมบัติจากพ่อและแม่ผู้ล่วงลับ เฟื่องฟ้าหลานของฉันโตขึ้นทุกๆ วัน ฉันรู้สึกผูกพันกับหล่อนเป็นพิเศษ เหมือนที่หล่อนก็เคยพูดกับฉันว่ารู้สึกถึงความพิเศษเหลือเกิน ฉันแวะเวียนไปเยี่ยมบ้านพี่ใหญ่และพี่กลางบ่อยที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวยได้ นั่นทำให้ฉันได้ค้นพบหลายอย่าง ข้อหนึ่งก็คือสามีของพี่สาวทั้งสองของฉันประพฤติตนดีขึ้นจากอดีตอย่างคาดไม่ถึง

หลังจากมีลูกเป็นตัวเป็นตนทั้งสองคน สามีของพี่ใหญ่ก็เลิกเจ้าชู้ประตูดิน หันมากลับบ้านตรงต่อเวลาทุกวัน ด้วยบ้าลูกสาวอย่างคุณพ่อขี้หวง ส่วนพี่กลางก็เพิ่งคลอดลูกชายตัวใหญ่จ้ำม่ำ สถานการณ์ในบ้านก็ดีอย่างกลับตาลปัตร จากครอบครัวคนจีนที่เห่อลูกชายมาแต่ไหนแต่ไรเป็นทุนเดิม เมื่อพี่กลางคลอดหลานชายผู้น่ารักออกมาได้ ใครก็ต่อใครก็พากันเห่อ จนพี่กลางกลายเป็นสะใภ้คนโปรดในตระกูล วันๆ มียาจีนยาไทยมาให้กินบำรุงไม่ได้ขาด มือแทบไม่มีโอกาสได้แตะจวักลงครัว เพราะพ่อผัวแม่ผัวกลัวจะไม่มีแรงให้นม

ชีวิตฉันดำเนินไปแบบนี้ถึงสามปีแล้ว

ในเบื้องแรกฉันคำนึงหาถึงเขาทุกทั่วลมหายใจเข้าออก ดวงตะวันผู้สดใสเสมอของฉัน แต่เมื่อวันเวลาผันผ่านไปเรื่อยๆ ความหวังที่จะกลับไปในอนาคตก็มอดดับไปตามลำดับ ฉันใช้เวลาอยู่กับทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด งดงามที่สุด ในระดับที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีเรื่องใดให้ย้อนกลับมาเสียใจภายหลังได้อีก ฉันเฝ้ามองการเติบโตของหลาน กอดกับพี่สาวทั้งสองให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะบ่อยได้ ระหว่างวันที่เหลือก็จดบันทึกประวัติศาสตร์ของข้าวของในเรือนปุรานทีละชิ้น วันหนึ่งที่ที่แห่งนี้จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ คนรุ่นหลังจะได้รู้ถึงความงดงามที่เคยมีชีวิตอยู่

ความคิดถึงคงจะทุกข์ทรมานกว่านี้มาก หากไม่มีเอกภพอยู่เป็นเพื่อน อย่างน้อยก็ยังมีอีกหนึ่งคนในโลกที่รู้ว่าฉันเคยผ่านเหตุการณ์ที่น่ามหัศจรรย์ใจมากเพียงใด อย่างน้อยฉันก็คงมีเขาเป็นผู้ที่รู้สึกเฉกเช่นเดียวกันไม่แตกต่าง ถึงแม้จะเคยรักมาก แต่ฉันก็ไม่อาจกลับไปรักชายคนนี้ได้เช่นเดิมอีกแล้ว ด้วยหัวใจของฉันมีชายอีกคนหนึ่งบรรจุไว้จนเต็มท่วม ชายคนหนึ่งที่อาจจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว ราตรีนี้แสนยาวนาน และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฉายมาทางทิศตะวันออกเสียที

 

ถึง… นิรชา

ฉันดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้รู้จักกับเธอ ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีการสุดแสนประหลาดเหลือทน แต่ฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่ามิตรภาพที่ฉันรู้สึกกับเธอก็คงไม่แตกต่างกับที่เธอรู้สึกกับฉัน มีคนเคยบอกว่าเธอกับฉันมีกรรมผูกพันกันมากเสียจนตัดจากกันไม่ขาด ฉันว่านั่นคงจริงแท้นะนิรชา ฉันฝันถึงเธอบ่อยๆ หลายต่อหลายครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนเธอคงเป็นตัวฉันเอง

หากเธอได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ข้อแรกที่ฉันคงต้องกล่าวกับเธอก่อนคือคำว่าขอโทษที่ก้าวล่วงเข้าไปจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเธอเสียมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสพล ตอบตามสัตย์จริงคือฉันไม่ได้มีเจตนาจะกระทำการสิ่งใดกับเขาเป็นพิเศษ หากแต่ก็ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์นำพา ตะวันคงจะเล่าให้เธอฟังบ้างไม่มากก็น้อยว่าเขาเป็นคนอย่างไรและทำอะไรไว้บ้าง หากเธอได้ทราบเหตุ ฉันก็หวังแต่ว่าเธอจะให้อภัย

 อีกเรื่องที่ฉันจะขอไว้คือเรื่องการยกเรือนปุรานให้กรมศิลปากรในปี 2565 ฉันขอร้องให้เธอฝากฝังไว้เป็นอย่างเดิม ถึงแม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไปก่อน ฉันก็ขอให้เธอช่วยฝากเฟื่องฟ้า หลานของฉันและหลานของเธอเอาไว้ว่าช่วยอยู่รอส่งมอบในปีที่กำหนดไว้ให้เท่านั้น เพราะนั่นจะนำมาซึ่งปัญหาอีกหลายอย่างในอนาคต แต่ที่สำคัญคือปัญหาเหล่านั้นทำให้ฉันได้ค้นพบสิ่งสำคัญในชีวิตด้วย

ส่วนเรื่องความรัก ฉันดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกกับเธอว่าขอแสดงความยินดีในความรักระหว่างเธอกับเอกภพ เธอไม่จำเป็นต้องกังวลในข้อขุ่นข้องหมองใจใดจากฉันทั้งสิ้น ยามเมื่อฉันกลับมาสบตาเขาครั้งแรก ฉันก็รู้ดีว่าหัวใจของเขามีความสุขแค่ไหนที่ได้พบกับเธอ และรักเธออย่างผู้ชายคนหนึ่ง เขายังรอเธออยู่เสมอ หากเธอได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงจะฝากฝังได้เพียงแต่ว่า เอกภพเป็นผู้ชายที่ดีและรักเธอมากอย่างไม่แพ้ใครคนไหน ฉันมั่นใจว่าเธอจะโชคดียิ่งที่ได้มีคนรักอย่างเขา ดังนั้น ได้โปรดจงใช้ชีวิตไปตามใจเธอ ฝากใช้ชีวิตเป็นอินทิราให้คุ้มค่าแทนฉันด้วย หากมีโอกาส ฉันก็จะใช้ชีวิตเป็นนิรชาให้แสนคุ้มค่าเช่นกัน

                                                                    จาก… อินทิรา

 

ฉันพับจดหมายดังกล่าวไว้ที่หัวเตียง จดหมายฉบับนี้ฉันเขียนถึงนิรชามานานแล้ว ตั้งแต่เดือนแรกด้วยซ้ำที่กลับมา และเนื้อหาภายในก็ไม่เคยเปลี่ยน ก่อนนอนคืนนี้ฉันจึงได้มีโอกาสหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง อย่างรัก อย่างตกอยู่ในห้วงคำนึงหา ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีโอกาสได้พบกันในเร็ววัน ฉันก็ภาวนาให้ฝันถึงเธอและเขาเสียบ้างก็ได้ คืนนี้ดอกวาสนาในสวนคลี่ดอกงามอีกครั้ง ฉันจึงหยิบขึ้นมาเสียบแจกันขนาดเล็กไว้ในห้องนอน

ค่ำคืนนั้นฉันรู้สึกสุขสงบอย่างประหลาด ราวกับหลับแล้วฝัน ฝันแล้วตื่น ตื่นแล้วฝันอีกครั้ง วิ่งวนว้าวุ่นอยู่ในสนามเด็กเล่นอันพร่าเลือนระหว่างโลกความจริงกับสิ่งที่อยู่ตรงข้าม ฉันหลับลึกสนิทมากเท่าที่จะเคยรู้สึกมา ในฝันนั่นสับสนและเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่แจ่มชัดในห้วงสำนึกไม่เปลี่ยนคือกลิ่นหอมเย็นของดอกวาสนาที่เข้ามาระเริงเล่นอยู่กับฆานประสาทไม่รู้คลาย ฉันสูดกลิ่นหอมหวานนั่นเข้าไปเต็มปอด หลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยดำรงมา

วาสนา – วาสนา

เอื้อมคว้าดังใจใฝ่ฝัน

อนาคตอดีตปัจจุบัน

เปลี่ยนใจ – เปลี่ยนผัน – เปลี่ยนแปลง

ฉันตายอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง



Don`t copy text!