หนึ่งในหล้า บทที่ 10 : อยากได้

หนึ่งในหล้า บทที่ 10 : อยากได้

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

“น้ามีของมาฝาก ก็ไม่ทราบหนูจะชอบไหม” พ่อของทนงเดชบอกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม ช่วยให้หนวดเรียวเหนือริมฝีปากไม่ดูเหี้ยมสักเท่าไร “ถ้าไม่ชอบก็จะไปหามาให้เลือกอีกหลายๆอย่าง…เลือกจนกว่าหนูจะชอบ”

ว่าพลางเขาก็ล้วงถุงผ้าฝ้ายขาวมีหูรูดออกจากถุงกระดาษสีน้ำตาลใบเล็ก ดึงเชือกเกลียวที่ผูกไว้ออกจากกัน หยิบสิ่งที่อยู่ในนั้นคือกล่องหนังสีดำและแดงเข้มขนาดกลางสามกล่อง ส่งให้ลูกชายผู้รับมาไว้พลางชะโงกตัวแทรกเข้ามาข้างหญิงสาว วางกล่องทั้งสามลงบนโต๊ะยาวที่มีปู่นั่งเป็นประธานด้านหัวโต๊ะ

“หนูช่วยเปิดให้น้าที…ให้คุณตาดูด้วย…เผื่อหนูชอบคุณตาไม่ชอบ…คืองี้ครับท่าน วันเกิดหนูปรางตั้งแต่วันที่ 11 กันยา…เต็นเอาสร้อยมุกทะเลใต้น้ำงามหนึ่งไม่มีสองมาให้ หนูปรางก็บอกว่าไม่ชอบ เลยต้องรับกลับมา” บิดาของชายหนุ่มหน้าเข้มบอกกล่าว “ก็มาปรึกษากันทั้งพ่อแม่ลูกชายลูกสาวว่าจะเอาอะไรดี ก็พอดีมีคนเอาของเก่าสามชิ้นนี่มาให้ดู…ถ้าชอบ หนูเลือกเลย หนูปราง อยากได้อะไรบอกน้า…พี่ทิน หลานชอบอะไร ทราบไหมพี่ ช่วยแนะด้วยได้ไหมครับ”

ทั้งอินทรี อัจฉราและยุคทองต่างก็จับจ้องสองพ่อลูกอย่างล่วงรู้ทันใดว่า พ่อของฝ่ายชายก็ ‘อยากได้’ หญิงสาวผู้นี้มากมายเช่นเดียวกับลูกของเขา

แต่สีหน้าไม่รับแขกยามนี้ ของ บุรุษชราผู้มีทีท่าเป็นใหญ่ไม่เกรงใจใครตลอดกาล ช่วยให้เขาทั้งคู่ต้องยิ้มอย่างปะเหลาะ

ปรางสีก็เลยต้องเปิดกล่องหนังสีดำกับแดงเข้มทั้งสามขึ้นดู

ปรากฏเป็นต่างหูเพชรเม็ดเดี่ยวน้ำงาม ข้างละหนึ่งกะรัตคู่หนึ่ง สร้อยข้อมือทองโบราณ กับกำไลฝังพลอยสีต่างๆ

“ของมีราคาทั้งนั้นเลย” ประทินเอ่ยพลางส่ายหน้า “คงรับไว้ไม่ได้หรอกคุณตือ…อย่าให้หลานเลย…เขาไม่ใส่หรอกค่ะ”

“เอาไว้ใส่ไปงานไงพี่ทิน” อีกฝ่ายบอกกล่าว “ตุ้มหูนี่เพชรโบราณนานมาก น้ำหนึ่งเลยนะพี่ แล้วกำไลทองฉลุฝังเพชรพลอยนี่เขาประยุกต์มาจากเครื่องประดับของบ้าบ๋าย่าหยานะครับ สร้อยปะวะหล่ำก็เหมือนกัน ประยุกต์มาจากของอินเดีย เขามาเรียกใหม่ว่า…เอ้อ…ว่า ปะวะหล่ำ…”

แต่ชัยเดชก็จำชื่อเต็มหาได้ไม่ ลูกชายก็เลยต่อคำ

“ปะวะหล่ำลงยาเพชรซีกร้อยโซ่ครับ”

ปรางสีได้แต่ส่ายหน้า ทั้งๆรู้สึกว่า เครื่องประดับตรงหน้าก็งาม งามพอๆกับของที่คุณยายของหล่อนทิ้งไว้ให้

“คงไม่รับกับหนูมังคะ”

“อะไรได้” ชัยเดชร้องเบาๆ สีหน้ายังคงยิ้มพราย แต่สายตาก็คอยเหลือบไปสบกับผู้ที่นั่งนิ่ง มองสิ่งของตรงหน้าอย่างเฉยเมย หากเจ้าตัวก็ยังเอ่ย “หนูใส่อะไรก็สวยทุกอย่าง”

ขณะที่คนนั่งหัวโต๊ะนึกในใจ

“คิดเหรอว่ากูไม่มี”

ที่จริง ทั้งพ่อลูกก็มิได้คิดดอกว่าอีกฝ่ายไม่มี อาจไม่มีของอย่างสามชิ้นนี้ อาจจะมีดีกว่าก็เป็นไปได้

เนื่องด้วยนายเปล่ง ไชโยชีวิน มีชื่อเสียงมายาวนาน ธุรกิจซื้อขายส่งออกแร่ ส่งออกเปลือกมะพร้าวกับอู่ต่อเรือของเขา คนภาคใต้ไม่มีใครไม่รู้จัก คุณเปล่งกับคุณสมุทรจึงกลายเป็นหุ้นส่วนบริษัทเปล่งสมุทรมาจนอีกฝ่ายวายชนม์ ลูกเมียคุณสมุทรแบ่งครึ่งหุ้น ย้ายจากกระบี่ไปอยู่กรุงเทพฯบ้าง จังหวัดอื่นบ้าง ก็เลยแตกฉานซ่านเซ็น เป็นที่รู้จักเพียงแค่คุณเปล่งคือผู้ใหญ่แห่งเมืองเล็กที่ผู้คนยังจำได้ อาจมาพึ่งพาอาศัยในบางเรื่องที่ไม่พาไปสู่ความขุ่นเคืองกันและกัน ดังเช่นการเมืองเรื่องยากของกลุ่มต่างๆ

คุณเปล่งจึงอยู่มาได้ด้วยการวางตัววางใจไว้ในฐานะชายชราเกษียณอายุ มีทรัพย์สินทั้งที่ดินและหุ้นจำนวนมากไว้เก็บกินเงินปันผลและดอกเบี้ยที่เขาและบริวารสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างผาสุก มีผู้คนรุ่นเก่าเคารพนับถือตามสมควร

แต่ ณ บัดนี้ เริ่มมีปัญหาเข้ามาประปราย นั่นก็เนื่องด้วยหลานสาวกำลังเติบใหญ่จึงเชิญชวนชายมากหน้ามาไต่ตอม

แน่นอนที่ว่า คนมั่งมีต้องมาก่อน มีกับมีจึงจะเจรจากันได้ นายชัยเดชก็คิดเช่นนั้น

ค่ำนี้ เขาจึงลองมาเนื่องด้วยปรางสีไม่ยอมรับของขวัญชิ้นที่แล้วจากลูกชายเขา

‘หรือว่าย่อมเยาเกินไป’

“สร้อยมุก หนูก็ว่าไม่ชอบ ทั้งๆน้าก็ให้ใครต่อใครดูกันทั่วแล้วว่าคู่ควรกับหนูปรางมาก คือไม่ยาวไม่สั้นจนเกินไป คนขายเขายังบอกเลยว่าหามุกทะเลใต้ตาฮิติแท้ๆยากมากแล้วละหนู” ชัยเดชทำท่าเป็นผู้รู้เรื่องเครื่องประดับของสตรีจนลูกชายอดขำบิดาตนเองมิได้

เนื่องด้วยพ่อเขาก็วางแผนไว้ดิบดี

‘ลูกต้องเอาผู้หญิงคนนี้ให้ได้นะลูกนะ ถ้าได้หนูปรางมาเป็นสะใภ้…โอ้โฮ…อย่าให้บอกเลยว่าลูกจะโชคดีขนาดไหน’ พ่อของเขานั้นฝันไกลทุกวัน พร้อมกันก็ไม่ได้ดังใจที่มิอาจรวบรัดตัดตอน ‘กิน’ หล่อนง่ายๆได้ นั่นก็เนื่องด้วยตาของหล่อนจะให้นายทนเป็นคนขับรถคันเล็กพาไปส่งถึงวิทยาเขตตรัง แล้วรออยู่จนกระทั่งหมดสิ้นชั่วโมงเรียน หรือจะพาเพื่อนฝูงที่เรียนด้วยกันไปกินไปสังสรรค์ที่ใดในเมืองนั้นก็ไปได้ บางวันแม่ของหล่อนก็ติดรถไปด้วย ไปเยี่ยมเพื่อนที่นั่น แล้วนั่งสนทนาหาซื้อของกินของใช้ รอรับลูกสาวกลับบ้านซึ่งปรางสีก็ชอบเพราะสะดวกสบาย อีกอย่างถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากอยู่หอพักหรือบ้านเช่า

โอกาสที่เพื่อนชายมากหน้านอกจากทนงเดชจะเข้ามาติดพัน จึงมิสู้จะง่ายสักเท่าไร

หล่อนเองก็คัดเฟ้นคนที่จะมาเป็นคู่รักคู่ใคร่

ตาของหล่อนบอกไว้เลยว่า

‘หนูต้องเลือกคนที่เขาซื่อสัตย์ซื่อตรงไม่ทุจริต อย่าเอาคนขี้โกงมาเป็นอันขาด พังยับทั้งครอบครัวเลยจริงๆจะบอกให้รู้ คนเดี๋ยวนี้มันขี้โกงกันทั้งบาง หน้าตาดีๆก็ขี้โกง รวยก็ขี้โกง จนก็ขี้โกง’

ดังนั้น จนถึงวันนี้ วันที่หล่อนจบการศึกษาแล้ว จึงยังไม่มีเพื่อนชายคนใดก้าวเข้ามานั่งในหัวใจของหล่อนได้

ปรางสีก็เลยปิดฝากล่องใส่เครื่องประดับ ยกย้ายมันไปส่งให้พ่อของนายเต็น พลางบอกอย่างสุภาพ

“ขอบคุณคุณน้ามากค่ะ แต่หนูขออนุญาตไม่รับนะคะ”

ยุคทองได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่ซาบซ่าขึ้นมาในใจ

 

อาหารค่ำจึงผ่านไปโดยพ่อลูกผู้มี ‘เดช’ ทั้งคู่มิรู้จะทึกทักหักหาญประมาณไหน จึงจะเอาชนะหลานคนเดียวของชายชราวัยเก้าสิบห้าผู้ที่คนทั้งหลายต่างก็กำลังรอวันที่ลมหายใจของเขาจะขาดผึงซึ่งอาจมาถึงในวันสองวันนี้ก็เป็นได้

หลังจากคนผู้นี้วายชนม์…แน่นอน เขาคงมีพินัยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วโดยทนายความประจำบริษัท หากบัดนี้ก็กลับแตกดับลับล่วงไปเสียก่อน…มาให้คลี่ออกอ่านอย่างแน่นอน

ผู้รับมรดกก้อนใหญ่นี้จะมีใครอีก นอกจากสองแม่ลูก

ดังนั้น แม้แทบสิ้นกลวิธีผูกใจ หากท้ายที่สุดชัยเดชก็ออกค่าอาหารทั้งโต๊ะคุณเปล่งและโต๊ะเขาได้ทัน

เจ้าของร้านก็เป็นใจด้วยกันกับเขา ชวนให้เจ้าตัวยิ้มกริ่ม

อินทรีดีใจที่ได้เห็นบทบาทของคนนอกบ้านชายสูงวัย…ว่า…ใครประจบประแจงแข่งกันเอาชนะวิธีไหน

“พรุ่งนี้ ได้ข่าวว่าท่านจะไปเกาะห้องใช่ไหมครับ ถ้างั้นผมขออนุญาตนำไปเลย…เอาเรือเร็วของผมไปเลย…”

แต่คุณเปล่งยกมือขึ้นห้าม

ประทินจึงแซงขึ้น

“จองล่วงหน้าไว้หมดแล้วค่ะน้อง…ขอบคุณมากนะคะ…”

อีกฝ่ายก็เลยหน้าม่อย ดูจะผิดหวังไปเสียทั้งสิ้นอยู่เสมอ

เท่าที่จำได้ คนบ้านนี้ไม่เคยมีเยื่อไยไมตรีใดๆกับครอบครัวเขา

ท้ายที่สุด ชัยเดชจึงเอ่ย…คราวนี้คิดว่าจี้ตรงจุดอ่อนของผู้อาวุโสได้มาก

“นี่ผมก็กำลังฝากเขาหาลูกปัดอยู่ครับ…พอจะหาได้อยู่…แต่ก็หายากมากแล้วเพราะแม่ค้าพ่อค้าจากกรุงเทพฯมากว้านซื้อไป จนเดี๋ยวนี้ของดีเยี่ยมอย่างที่คนเขาโจษกันว่าท่านมีก็ไม่มีทางหาได้อีกแล้วละฮะ”

“ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว” คุณเปล่งก็เลยตัดบทอย่างผู้เข้าถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายตลอดมา

“ถ้างั้นพรุ่งนี้…ผมกับเต็นขอตามท่านไปด้วยนะครับ”

นภากาศแทบจะยอมยกให้ ‘ลูกตื๊อ’ ของชายสองคนนี้เอาทีเดียว

ที่ว่าจะเลยนั่งกินไปคุยไปให้เบิกบานสำราญอารมณ์ ยามค่ำที่บรรยากาศยังเย็นฉ่ำด้วยสายฝนเมื่อบ่าย นับเป็นวันเวลาเข้าสู่ ‘โลว์ซีซั่น’ ที่ผู้คนไม่หนาตาเพราะฝนโปรยลงมาเกือบทุกวัน…แต่แล้วก็กลับถูกคั่นด้วยคนที่ตามมาเพื่อคุ้ยหาผลประโยชน์

คุณเปล่งได้แต่นึกโกรธอยู่ในใจ

เลยไม่โต้ตอบด้วยมารยาทอันดี หากแต่นิ่งเฉยให้รู้เอง

แต่ปรางสีเกรงใจพ่อของเพื่อนก็เลยบอก

“ที่คุณตาไม่รบกวนเพราะเรามีทั้งพี่กับเพื่อนพี่ไปช่วยดูแลอยู่แล้วไงคะ”

‘พี่’ ยังมิสู้จะเท่าไร…ชัยเดชจึงหันไปยิ้มให้นภากาศ แต่ไม่เหลือบแม้กระทั่งสบตากับยุคทอง

“ไม่ทราบเพราะอะไรผมถึงได้เพิ่งเห็นหน้า” นายตือหัวเราะฟันขาว ดูราวอารมณ์ดี “คุณอยู่กรุงเทพฯหรือฮะ”

“ใช่ครับ”

“เขาไปๆมาๆเมืองนอกน่ะค่ะ” ปรางสีจึงบอกกล่าว “พี่กาศเป็นด็อกเตอร์อยู่กับคุณพ่อที่ออสเตรเลียมาตลอด…แต่ก็มีบ้านที่กรุงเทพฯ…เป็นญาติสนิทของเรา”

“อ้อครับ”

“แล้วนี่น้องยุคทองครับ” นภากาศก็เลยเสริมคำของหญิงสาว “มาตามเอาผมไปทำงาน น้องยุคจบวิศวะจากอังกฤษฮะ…มีหน้าที่คัดเลือกบุคลากรคุณภาพสูงไปให้บริษัทต่างๆที่ต้องการคนดีมีฝีมือ”

ชัยเดชหน้าซีดไป ฝ่ายทนงเดชยิ่งกว่า

อ้อ…ไอ้หนุ่มคนนี้นี่เองที่คุณเปล่งอาจจะหมายตาไว้ให้ปรางสี…ชายผู้หมายปองคิดเลยไปไกล ด้วยเห็นอาการผู้เฒ่าตั้งแต่วันวานที่ขึ้นนั่งรถเคียงข้างหนุ่มมาใหม่ ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสผิดไปจากยามพูดจากับเขา

“ผมก็ตั้งใจจะส่งเต็นไปต่อโทเมืองนอกอยู่เหมือนกันครับท่าน” บิดาของทนงเดชบอกกล่าว “นี่ถ้าเขาไม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้พ่อแม่ทุกเรื่องละก็ คงไปนานแล้วละฮะ แต่พอดีพี่สาวแต่งงานไป อาศัยใครก็ไม่เหมือนอาศัยลูกก็เลยบอกเขา อยู่ก่อนละกัน ค่อยไปตอนทำโท”

“นี่เธอก็คงใกล้ไปแล้วใช่ไหมเต็น” ปรางสีก็เลยย้อนถามพร้อมยิ้มๆ “ไม่เห็นบอกกันมั่ง”

แต่อีกฝ่ายหน้าเจื่อน ได้แต่ตอบอ่อยๆ

“ยังคิดอยู่ไง คิดยังไม่ตก”

“กลับกันได้แล้วมั้ง” คุณเปล่งก็เลยตัดบทเดินนำ…ทุกคนจึงแลเห็นว่า ชายสูงวัยยังคงแคล่วคล่องแข็งแรง มิได้กระย่องกระแย่งแม้สักน้อย ที่คนภายนอกคิดว่าอีกไม่ช้าเขาคงร่วงผล็อยจากไปนั้น

ครั้นได้มาเห็นในวันนี้ ที่เคยคิดก็ยังเกิดอาการลังเล

ชัยเดชถึงแก่พึมพำขณะเดินตามมาข้างๆ

“ท่านยังสดชื่นมากเลยนะฮะ”

“ก็…คุณ…คุณอินทรีใช่ไหม…ดูดวงให้เมื่อวาน…ถามเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ลืมถามว่า แล้วจะตายเมื่อไหร่”

อินทรีก็เลยหัวเราะ ขณะที่ชัยเดชออกอุทาน หันมาเบิกตากว้างกับผู้มาจากกรุงเทพฯ

“คุณดูหมอได้”

“พอได้นิดหน่อยเองฮะ” อีกฝ่ายแบ่งรับแบ่งสู้ถ่อมตน

แต่คุณเปล่งขัดขึ้น

“ที่ไหนได้…ใช่ไหม กาศ คุณนี่ดูแม่นใช่ไหม”

“แม่นครับ”

“ดูหนูแม่นมาก บอกเลยว่าเรียนวิศวะได้ ใครจะเป๊ะเท่าคุณน้า”

“โอย…ถ้างั้นดูให้ผมมั่ง” สองพ่อลูกลืมไปว่ากำลังเขม่นหมั่นไส้หลานของชายผู้นี้ ต่างคนต่างก็เปลี่ยนทีท่าในฉับพลัน ดังนั้น จึงยังไปยืนพูดจากันข้างๆรถ

อินทรีอยากรู้อยู่แล้ว…โดยเฉพาะอยากรู้วันเดือนปีเวลาตกฟากของทนงเดช

จึงถามไถ่ด้วยสีหน้าต้อนรับ พลางกดมือถือ

พริบตานั้น ก็ปรากฏดวงชะตาของชายทั้งคู่…



Don`t copy text!