หนึ่งในหล้า บทที่ 12 : วัตถุชิ้นสำคัญ

หนึ่งในหล้า บทที่ 12 : วัตถุชิ้นสำคัญ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

บุรุษชราถึงแก่สะดุ้งเกือบสุดตัวทีเดียวเมื่อพานพบวัตถุชิ้นสำคัญที่เขาตามหามานาน

นั่นก็คือ ‘ลูกปัดมงคลทองคำ’ แห่งท่าชนะ รูปร่างอย่างมีดดาบสั้นปลายงอน พันด้วยเส้นทองซ้อนกันจนจรดปลายด้ามที่เป็นวงแหวนสำหรับสอดนิ้ว ขนาดเล็กเท่าหัวแม่หัว

ชวนให้ทุกคนตะลึงมองทันทีที่นายชัยเดชชูขึ้นกับแสงสว่างภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ณ ลานพักผ่อนที่ทุกคนต่างก็กระจายกันนั่งลงจนเต็มโต๊ะยาวทั้งซ้ายและขวา เว้นชัยเดช

“ท่านเคยเห็นมั่งไหมฮะแบบนี้”

“เคยเห็น”

“จากรูปในหนังสือของคุณหมอบัญชา แต่ไม่เคยเห็นของจริงละมังครับ” อีกฝ่ายย้อนถามอย่างเอาชนะ “แต่นี่ไม่ใช่อันที่อยู่ในหนังสือหรอกนะฮะ…ในหนังสือนั่นคงจะอยู่ในพิพิธภัณท์ที่ท่าวังเมืองนคร แต่ผมก็ไม่ได้ไปที่นั่นมาเป็นปีแล้ว”

พูดพลาง เขาก็ก้าวเข้ามาถึงตัวผู้อาวุโสพลางวางชิ้นทองเล็กๆ แต่มีค่าเกินราคาลงบนฝ่ามือที่ยื่นออกมารับไปพิจารณาด้วยตาเปล่า

ปรางสีก็เลยรีบล้วงหยิบแว่นขยายเล็กๆออกมาคลี่วงแว่นที่มีสามกำลังขยายซ้อนกันให้อีกฝ่าย

“ทานไปคุยไปก็ดีครับ ทุกท่าน”  แววจากดวงตาทั้งคู่ของพ่อลูกบัดนี้วับวาวด้วยอาการโล่งอก

ยกให้ลูกปัดเลยละคราวนี้ ว่าคือสิ่งที่อาจชนะใจชายสูงวัยผู้นี้ได้

ทนงเดชแทบจะยกนิ้วให้พ่อของเขาเอาทีเดียว เพราะก่อนออกจากบ้าน บิดาบอกเขาว่า

‘ตาแก่นั่นมันบ้าของโบราณ เราเองก็มีอยู่มากซะด้วย’ เขาหมายถึงลูกปัดสารพัดชนิดที่เขาเองก็ซื้อจากชาวบ้านมาเก็บไว้เช่นกัน เพียงแต่เก็บไว้อย่างคนมีเงินที่ใครมีสิ่งใด ฉันก็มีได้ไม่น้อยหน้า เนื่องด้วยจังหวัดกระบี่ก็มี ‘ควนลูกปัด’ ให้ชาวบ้านขุดค้นพอๆกับพบเจอที่พังงา ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี เอาออกมาเร่ขายกันโกลาหลอลหม่าน ห้อยคอกันจนผู้คนตาลายไปทั้งเมือง นอกจากลูกปัดแล้วยังพบข้าวของของมนุษย์ยุคเก่าอีกนับไม่ถ้วน พิพิธภัณฑ์มีแค่ไหน ถ้าโอกาสอำนวย เขาก็สามารถมีได้เช่นกัน

สมัยใกล้ๆ พ.ศ.2550 นั้นน่าสนุกจริงๆ จนกระทั่งติดอยู่ที่ลูกตามาจนบัดนี้

แต่สงสัยว่าคราวนั้น เพื่อนคู่หูของคุณเปล่งยังไม่วายชนม์ คนทั้งคู่ออกจะเพลินนับเงินที่ได้จากซื้อขายส่งออกแร่ ส่งออกเปลือกมะพร้าว และทำอู่ต่อเรือเพลินอยู่ ยังไม่ทันนึกอยากเป็นคู่แข่งเก็บของโบราณกับใครต่อใคร เหมือนสมัยถัดมาที่ตนเองแบ่งหุ้น ขายอู่ให้ผู้อื่นซื้อไป…คงเหลือแต่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์กับที่ดินไร่นาให้เช่า แต่ก็ไม่ช่วยให้คลายเหงาจึงหันมาสะสมวัตถุโบราณ

เมื่อรู้อาการของเลือดลมที่วิ่งแล่นอยู่ในกายในใจของชายชราได้ดังนี้ ก็ไม่มีทางใดที่จะเรียกได้ว่าจนมุมนอกจาก ‘ล่อมัน’ ด้วยของที่มันอยากได้

“นั่งซะทีซีตือ” คุณเปล่งก็เลยพยักหน้า

นภากาศผู้นั่งตรงข้ามจึงขยับที่ให้อีกฝ่ายหนึ่ง มียุคทองนั่งถัดไปกับอินทรี

“เดี๋ยวหนูจะไปว่ายน้ำนะแม่” ปรางสีเอ่ยขึ้นพลางถามสองสามีภรรยาผู้นั่งเคียงข้าง “คุณน้าจะลงน้ำไหมคะ…มีน้ำจืดให้อาบที่ห้องข้างหลัง”

“พ่อจะลงทะเลไหม” อัจฉราก็เลยหันมาถาม

“ไม่ลงดีกว่า เธอก็ลงกะหลานๆละกัน”

อีกฝ่ายก็เลยพยักหน้าเนื่องด้วยเตรียมเสื้อผ้ามาผลัดพร้อมแล้ว

นายท้ายเรือนำกล่องอาหารมาวางเรียงตรงหน้า คืออาหารง่ายๆ หนีไม่พ้นข้าวกะเพราหมูสับ มีไข่ดาวโปะหน้ากับน้ำอ้อยคนละแก้ว โดยนายท้ายสั่งจากร้านค้าที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ถัดไป เสร็จสรรพแล้ว ผู้ที่จะลงว่ายน้ำจึงเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องน้ำซึ่งต้องเดินตัดลานข้ามไปทางด้านหลัง เพียงครู่เดียว ปรางสีในเสื้อยืดดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเดียวกันก็เดินเคียงคู่กับมารดาและอัจฉราออกมาสมทบกับนภากาศและยุคทองผู้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่แถวนั้น

ทนงเดชได้แต่ยืนเทียบข้างปรางสีโดยไม่มีทีท่าจะห่างหาย

ครั้นแล้วจึงชวนกันลงไปยังหาดทรายที่มีท้องทะเลยามเที่ยงอยู่เบื้องหน้า

“ปราง…ว่ายไปโน่นกันไหม” เพื่อนหนุ่มชี้ออกไปยังแสงสว่างใสจากริ้วเล็กๆที่วิ่งทะยอยกันซัดซ่า เขียวขจีราวใบสดแห่งไม้ป่ายามสายลมรำเพยมา

“ไป” อีกฝ่ายพยักหน้าพลางหันมาถาม “แม่ไปไหม…ว่ายไปโน่น…ก็ไม่ไกลเท่าไหร่ คุณน้าล่ะคะ พี่กาศ คุณยุคถึงไม่ได้ว่ายที่ลากูน…ว่ายที่นี่ก็เหมือนกันใช่ไหมคะ”

“ไปจ้ะไป…ไปกันยุค” ญาติของหล่อนตอบสนอง

ผู้หญิงทั้งสามสวมหมวกกันน้ำสีต่างๆดูชื่นนัยน์ตา ทนงเดชจึงตามหลังมาไม่ห่าง พลาง ‘กันท่า’ หน่อยๆ มิให้หญิงสาวกับหนุ่มแปลกหน้าจากกรุงเทพฯเข้าใกล้กันจนเหลือเกิน

แต่บังเอิญยุคทองก็ไม่สนใจ เขาแหวกว่ายห่างออกไปอย่างสำราญ นานๆจึงจะมีชั่วโมงนาทีเช่นนี้สักหน ด้วยว่าชีวิตที่ผ่านพ้นการเรียนเข้าสู่การงาน แยกความบันเทิงออกจากเขา…นานเท่าไรแล้วไม่ทันนับ

ที่จริง มาคราวนี้ก็ยังคงติดกับอยู่กับงาน

นั่นก็คือ มิได้มาเที่ยว แต่เรื่องเที่ยวคราวนี้คือเครื่องปรุง

ปรุงเพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมพร้อมพรัก

ครั้นแล้ว เขาก็ได้มาพักจริงๆ ยิ่งเมื่อแหงนขึ้นมองท้องฟ้า ยังแลไม่เห็นกลุ่มเมฆดำมืด เห็นแต่แสงจืดๆอมสว่าง แผ่นน้ำกว้างเขียวขจี ก็ยิ่งทวีความสบาย

“ยุคดูท่าทางอยากไปว่ายที่ลึกละมังนั่น”

“ฮะ” เขาก็เลยหันไปตอบ “พี่จะมาด้วยไหมล่ะฮะ”

“ปรางไปไหม…คุณเต็นล่ะ…นานแล้วที่ไม่ได้ว่ายน้ำ” นภากาศยังคงใช้อัชฌาสัยของเขาเพื่อให้เข้ากันได้กับทุกคน “ทั้งๆตัวเองชอบว่ายน้ำมาก”

“ไปค่ะพี่…หนูก็ชอบเหมือนกัน” หญิงสาวไม่ขัดข้อง “แม่กับคุณน้าอยู่ตรงนี้ดีกว่า ไม่ลึกเกินไป”

 

ทั้งประทินและอัจฉราพร้อมใจกันพยักหน้า เพราะเริ่มถูกใจกันและกัน น้ำทะเลเย็นสะอาด ยืนได้หยั่งถึง

“อีกครึ่งชั่วโมงพอค่ะ” ได้ยินเสียงปรางสีแถมท้าย พร้อมกันนั้นก็ดูจะแข่งกับสามชายว่ายออกไป

“หนูปรางน่ารักมาก” อัจฉราชมเชย “แล้วนี่คุณตาจะยอมให้…เอ้อ…ดองกันจริงๆหรือไงคะ”

“คงไม่มีหวัง” ประทินหัวเราะอย่างล่วงรู้ “คุณก็เห็นสีหน้าพ่อพี่แล้วนี่คะ…คือพ่อนี่…ถ้าไม่ละก็ไม่จริงๆ แต่เจ้าตัวนี่ก็…ดูยากเหมือนกัน…แต่…พูดก็พูดเถอะนะคะ…อยู่แบบนี้ เพาะศัตรูก็ไม่ดี”

“จริงค่ะ” อัจฉราเห็นด้วย “เมืองเล็กแคบรู้จักกันหมดนี่ ผูกมิตรไว้ดีที่สุด”

“กับพ่อ…เขาก็เคารพนับถือค่ะ…ยังเคารพนับถือ…เพราะพ่อก็…ถึงไม่ยอมลงใคร…แต่ก็ไม่เคยไปขวางผลประโยชน์ของใคร” อีกฝ่ายเริ่มเล่า “คือไม่ว่าสมัยไหน ผลประโยชน์ยังสำคัญอันดับหนึ่ง”

“จริงค่ะ”

“ถ้าไม่ขัดผลประโยชน์เขาเท่านั้น ถึงยังไงก็ไม่มีเรื่อง” ประทินเล่าเรื่อยๆ “แต่เรื่องลูกของพี่นี่ยังนึกไม่ออกว่าจะยังไงเลยค่ะ…คือ…”

แต่อัจฉราไม่ต่อความ

เพราะแค่เข้ามาคลุกคลีทำความรู้จักกับสองฝ่ายได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถผูกโยงคนกับผลประโยชน์ระหว่างตาหลานและพ่อลูกทั้งคู่ได้อย่างปรุโปร่งราวเคยรู้จักกันมานาน

“คุณตือเขาเป็นตระกูลใหญ่เก่าแก่ มีธุรกิจหลายอย่างอยู่หรอกค่ะ คุณอัจ…เช่น เป็นเจ้าของรีสอร์ทสามแห่ง แล้วก็ทำสวนยางพารากับปาล์มน้ำมัน” ประทินบอกกล่าว “เขาก็รู้จักกับพ่อมานานมากค่ะ ตั้งแต่รุ่นพ่อเขาที่ตายไปนานแล้ว นัยว่าแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน…”

เล่าพลาง ประทินก็หัวเราะอย่างเอ็นดูบิดาของเธอ

“คือพ่อเมื่อหนุ่มๆก็เจ้าชู้” ลูกสาวลงเสียงด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “ดูเหมือนเคยต่อยกับพ่อคุณตือด้วยซ้ำ…แต่อย่าไปล้อแกเข้าเป็นอันขาดเลยนะคะ…เดี๋ยวด่าพี่ตาย ดีไม่ดีจะไล่ออกจากบ้านเสียด้วยซ้ำ”

แต่อัจฉราฟังแล้วพลอยหัวเราะ

“อยากให้คุณเปล่งไปกรุงเทพฯด้วยจังเลยค่ะ” เธอจึงปรารภออกมาจากใจจริง

“น่าจะไปนะคะ เห็นถามหากระเป๋าเดินทาง” ปากก็พูด แต่ตามองไกลไปในทะเลที่แลเห็นศีรษะหญิงชายทั้งสี่ไหวๆอยู่เหนือระลอกสีเขียวอมเทาไกลออกไป แสงที่ราวดวงตะวันเริ่มหายไปกลายเป็นแสงหม่น แต่ช่วยให้ผู้คนที่กำลังลอยคออยู่ตรงโน้นนอกจากชายสามหญิงหนึ่งจากกลุ่มนี้ยิ่งทวีความคึกคักขวักไขว่ แลเห็นแต่แขนยกขึ้นๆลงๆอยู่ตรงโน้น มีเพียงบางคนที่วกกลับมานั่งทอดขา บิดแขน แอ่นอก บ้างก็ปูผ้านอนเหยียดยาว หลับตาเอาแรง อีกประเดี๋ยวจะว่ายต่อ

แต่ที่โต๊ะยาวบนลานกว้างที่เหลือเพียงคุณเปล่ง อินทรีและชัยเดช กำลังถ้อยทีถ้อยถามไถ่ถึงเรื่องที่ตนเองสนใจ

โดยคุณเปล่งยังคงใช้แว่นสามกำลังขยายอันน้อยส่องแล้วส่องอีกดูมีดสั้นที่มีนามว่า ‘ลูกปัดมงคลทองคำแห่งท่าชนะ’ จังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างที่เรียกว่าชมแล้วชมเล่าเฝ้าแต่ชม

“สวยงาม ตือโชคดี มีของสวยขนาดนี้”

ครั้นแล้วจึงหักอกหักใจส่งคืนให้เจ้าของ

“คืนผมทำไมล่ะครับท่าน” ชัยเดชหัวเราะกว้าง “นี่ผมตั้งใจเอามาฝากท่านนะครับ…ตั้งใจมากๆที่อยากสนองความเมตตาที่ท่านมีกับพงศ์เผ่าเหล่ากอของผม…ตั้งแต่คุณพ่อเป็นต้นมาทีเดียว” ชัยเดชเชี่ยวชาญการเจรจาแบบของเขาแต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้ว จึงง่ายมากที่จะประเล้าประโลมชายชราให้คล้อยตามไปให้ได้ในคราวนี้

แม้คุณเปล่งจะบอกกล่าว

“ไม่ได้หรอก ต้องเอาคืนไปเพราะเราเองก็จะต้องไปกรุงเทพฯพรุ่งนี้ บอกหลานให้จองเรือบินไปแล้ว” อีกฝ่ายว่าพลางส่งลูกปัดคืนเจ้าของ

แต่ชัยเดชไม่ยอมรับ

“ถ้างั้นท่านก็เก็บไว้ก่อนเถอะฮะ…ผมตั้งใจแล้วว่าจะให้ก็ต้องให้ครับ จะไม่เอากลับบ้านเป็นอันขาด”

“ไม่ได้หรอกตือ ฉันไม่เคยเก็บของมีค่าของใครไว้ กลัวหาย” อีกฝ่ายก็ไม่ยอมเช่นกัน พร้อมกับยื่นของไปวางตรงหน้าชัยเดช

อินทรีมองแล้วแค่ยิ้มๆ

เขากำลังนึกถึง ‘ดวง’ ของชายผู้นี้มากกว่า

ชัยเดชอยู่ ‘ราศีสิงห์’ เช่นเดียวกับคุณเปล่ง

เขาใช่ย่อยอยู่เมื่อไหร่

 

ดาวอาทิตย์ จันทร์ พุธของเขาก็เป็น ‘องค์เกณฑ์’ คืออยู่ในภพที่ 10 ทั้ง 3 ดวง

ควงดาบสู้กับใคร ก็ไม่มีทางแพ้

แต่ก็นับว่าสมน้ำสมเนื้อกันแล้วกับคุณเปล่ง

ก็พอดี เขาเอ่ยขึ้น

“ถ้างั้น คงต้องให้คุณอินทรีตัดสิน เพราะถึงไงคุณก็รู้ดวงทั้งของคุณเปล่งกับผมดีอยู่แล้ว”

อีกฝ่ายก็เพียงแต่ยิ้มๆ

“ดีไหมฮะ ตัดสินหน่อย ท่าทางท่านน่าจะเชื่อดวงเหมือนกัน”

“อย่าฝืนใจท่านดีกว่าฮะ” ในที่สุดอินทรีก็ตัดบท “คุณเก็บไว้ก่อนดีกว่า…รอไว้…วันดีที่เหมาะจะให้ค่อยให้…”

“อ้าว….งั้นหรือครับ” ชัยเดชเบิกตาอันเป็นประกาย “งั้นคุณก็หมายความว่า ถ้าผมมาขอหนูปรางสีให้นายเต็นลูกผม…แล้วท่านยกให้ ค่อยมอบของพวกนี้รวมมากับแหวนหมั้นงั้นหรือครับ”

คราวนี้ คุณเปล่งอดรนทนไม่ไหวเลยตบโต๊ะดังพอประมาณ

“คุณตือ…ออกอ่าวออกทะเลขนาดนี้ได้ไง”



Don`t copy text!