หนึ่งในหล้า บทที่ 13 : ดวงสมพงศ์?

หนึ่งในหล้า บทที่ 13 : ดวงสมพงศ์?

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เพียงแต่ขาดคำผู้อาวุโส ชัยเดชจึงรีบยกมือไหว้อย่างเพียรถนอมน้ำใจ เนื่องด้วยเริ่มคล้อยตามคำของอินทรีที่มีความหมายเชิงยับยั้งรั้งรอ เพราะเรื่องเสมือนคอขาดบาดตายเช่นนี้ ผู้มีความคิดย่อมไม่เอ่ยปากคล้ายเอาแต่ได้โดยไม่ดูวันเวลากาละเทศะ ดังนั้น เขาจึงเก็บวัตถุโบราณอันมีค่าหาแทบมิได้ในปัจจุบันลงในกล่องเล็กจิ๋วที่มีถุงผ้าฝ้ายสีขาวผูกรูดปิดอีกชั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย

พลางเปลี่ยนเสียงเป็นปกติ ไม่เซ้าซี้บีบบังคับเรื่องลูกชายกับหลานสาวชายชราอีกต่อไป

หากแต่ถามถึงเที่ยวบินที่คุณเปล่งจะโดยสารไปพรุ่งนี้

“ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย บอกหลานแค่ที่ว่าให้จองที่เผื่อเท่านั้น”

“หนูปรางไปด้วยหรือเปล่าครับท่าน”

ทำให้ผู้ฟังชักจะขุ่นมัวขึ้นโดยพลัน ถึงแก่ส่งเสียงดังขึ้นมาอีก

“ถ้าไป ก็จะตามไปหรือไง”

ชัยเดชก็เลยยิ้มเจื่อนๆ พลางหันไปทางอินทรี

“พี่ดูดวงก็คงรู้อยู่แล้วละมังฮะว่าลูกชายผมมันคลั่งหนูปรางยังกะอะไร” พ่อของหนุ่มผิวคล้ำหัวเราะๆขณะตีสนิทมากกว่าเก่า “แต่ถ้ามันเป็นเนื้อคู่กับหนูปราง ท่านก็ต้องยอมแพ้ผมละนะฮะ ไม่ว่าท่านจะชอบหรือชัง”

คุณเปล่งฟังพลางนิ่งเงียบ หากแววนัยน์ตาเฉียบกริบ จ้องหน้าผู้พูดเขม็ง

“ถ้าท่านไม่เชื่อผม ก็ต้องเชื่อดวงที่พี่อินทรีผูกเมื่อคืนนะฮะ” ชัยเดชท้าทาย พลางถาม “ว่าไงครับ พี่ บอกได้ไหมว่า ลูกชายผมเป็นเนื้อคู่กับหลานสาวท่านหรือไม่”

“บอกไม่ได้หรอกครับ…เพราะการที่ดวงคนเราสมพงศ์กันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาเป็นคู่กันหรือแม้แต่หุ้นส่วนกันนี่ฮะ” อินทรีก็เลยอธิบาย ทั้งๆแจ้งอยู่แก่ใจว่าใช่หรือมิใช่…หากก็เพียงแต่ไม่อยากทำลายน้ำใจที่ชายผู้นี้เคยมีต่อคุณเปล่ง…หรือเพียงแต่ไม่อยากทำลายมิตรภาพของสองฝ่ายโดยไม่จำเป็น “แต่อาจดีต่อกัน ชอบกัน คบหาสมาคมกันราบรื่นด้วยเหตุผลอื่นๆก็ได้ทั้งสิ้น ฉะนั้น ก็เลยบอกได้เพียงว่า คุณเต็นกับหนูปรางกลมเกลียวกันดี…เอ้อ…ในระดับหนึ่ง”

“อ้าว…เหรอฮะ…” สีหน้านายชัยเดชเผือดลงไป ขณะที่คุณเปล่งมียิ้มผุดขึ้นจางๆ “ระดับกลางหรือต่ำล่ะพี่”

อินทรีจึงนิ่งไปอึดใจ เพื่อหาถ้อยคำที่ไม่กระทบกระเทือนผู้ฟัง

ทั้งๆแลเห็นแล้วว่า ดาวที่เป็นกาลกิณีอันเป็นดาวสำคัญเล็งลัคนาลูกของชายผู้นี้อย่างจัง นั่นก็คืออยู่ที่เรือน ‘ปัตนิ’ หรือเรือนคู่ครองนั่นเอง

คู่ของเขาจุกจิกกับเจ้าของดวงเข้าขั้น…ถ้าพูดอย่างสุภาพก็เข้าขั้นน่ารำคาญ

ครั้นสมทบดูแบบเจาะลึกลงไปอีกหน่อย…เจ้าเรือนลัคน์ของเขาโชคดีตรงอยู่เรือนกดุมภะ ซึ่งก็แน่นอนที่ว่า เขาจะได้ครอบครองทรัพย์สินของตระกูล แม้จะไม่ทั้งหมด แต่มรดกจำนวนนั้นก็ใช่ว่าจะช่วยให้เขาเป็นสุขยิ่งสมปรารถนา เนื่องด้วยมันพาเอาความทุกข์ติดมาด้วย

รวมทั้งคู่ครองก็หนีไม่พ้นดาวกาลกิณีดวงเดิม นั่นก็คือทั้งเขาและคู่ซึ่งจะคือใครก็ตาม จะอยู่ด้วยกันอย่างสามวันดีสี่วันไข้

ท้ายที่สุดก็ต้องเลิกรากันไป

แล้วเขาก็ได้ใหม่อีก ซึ่งจะลงเอยอีหรอบเดิมอีก

แต่ถึงอย่างไร อินทรีก็จะไม่แถลงไขให้เขาหรือผู้หนึ่งผู้ใดฟัง

นอกจากคอยดูละครฉากสำคัญนี้สืบไป

ดังนั้นจึงบอก

“ก็…กลางๆครับ คุณก็ไม่ต้องไปกังวลอะไรมากหรอก…ปล่อยให้ลูกชายใช้ชีวิตไปตามปกติเท่านั้นละฮะ”

“เขาจะคุมงานของผมได้ไหมล่ะ พี่”

“ได้อยู่แล้วครับ…เขาก็เข้าใจพลิกแพลงอะไรต่างๆได้ดี…เอ้อ…แต่ยังไงๆก็ต้องระวังเรื่องผู้หญิงนะครับ”

คราวนี้ นายตือเบิกตากว้าง

“มีผู้หญิงที่ไหนอีกล่ะฮะ”

“มีครับ”

“เอ้อ…” ผิวหน้าผู้กำลังเอ่ยตะกุกตะกัก แอบตวัดไปสบกับคุณเปล่งผู้กำลังจ้องเขม็ง “หนูปรางหรือไง”

“อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้”

คุณเปล่งก็เลยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ

 

“ได้ว่ายน้ำจนอิ่มเลยวันนี้” นภากาศส่งเสียงบอกยุคทองผู้เมื่อครู่ว่ายออกไปไกล แต่เพียงสิบนาทีก็ว่ายกลับมา ขณะตวัดนัยน์ตามองสองหนุ่มสาวผู้กำลังลอยคออยู่ถัดไป หัวเราะหัวใคร่ใส่กันและกัน คล้ายหรรษาสดชื่น โดยฝ่ายชายระริกระรื่นมากกว่า คล้ายโลกนี้มีเพียงสองเรา…ยุคทองก็เลยถามชายหนุ่มใหญ่

“พี่จะขึ้นหรือยัง…แดดชักจะลบแล้วนะครับ…ผมน่ะไม่กลัวอะไรนอกจากฝน…”

“ขึ้นก็ได้” นภากาศพยักหน้า

ครั้นแล้วจึงว่ายตามกันไปยังชายหาดที่อัจฉราและประทินเตรียมลุกขึ้นยืนหลังจากนั่งแช่น้ำทะเลพักใหญ่ เดินตามกันไปที่ห้องน้ำด้านหลัง

ปรางสีเห็นดังนั้น จึงบอกเต็น

“ฉันขึ้นละนะ แม่ไปโน่นแล้ว”

“แหม…ไม่อยากกลับเลยแหละปราง” อีกฝ่ายทำเสียงอิดออด แต่ก็ยิ้มกว้าง พลางว่ายกลับ

 

ครู่ต่อมา ทุกคนก็ลงเรือลำเก่าเข้าเทียบท่าเดิม แล้วต่างคนต่างขึ้นรถ

คุณเปล่งเห็นแล้วถึงแก่ถามหลานอย่างหงุดหงิด

“แล้วนี่ไอ้พ่อลูกคู่นั้นมันจะตามไปบ้านอีกไหม…ตามไปตามมาหาอะไร” ปลายเสียงค่อนข้างอ่อนลงบ้าง เมื่อนึกถึงลูกปัดทองคำ วัตถุโบราณที่เขาอยากได้จึงตามหามานาน

หากก็เจ้ากรรมจริงๆที่หมอนั่นมันมี

ครั้นถามตนเองว่า ลูกปัดแลกกับหลานน่ะคุ้มไหม

ชายสูงวัยก็ตอบได้ทันทีว่า ไม่คุ้ม

ดังนั้น เสียงจึงแข็งขึ้นมาใหม่

“หนูชวนมันหรือเปล่า”

“ไม่ได้ชวนหรอกค่ะ…ก็ทราบไงคะว่าคุณตาไม่ชอบ” หลานก็เลยตอบอย่างที่ผู้ฟังอยากฟัง

ผู้กำลังฟังอีกสี่คนต่างก็นึกชมคนตอบไปตามกัน

นภากาศจึงถาม

“แล้วนี่ถ้าคุณปู่เจอสองคนนั่นที่สนามบินพรุ่งนี้ จะว่าไงล่ะครับ”

“หนูบอกมันแล้วเรอะว่าเราจะไปกรุงเทพฯกัน”

“เขาทราบอยู่แล้วนี่คะว่าคุณตาจะไปกรุงเทพฯพรุ่งนี้”

คุณเปล่งก็เลยหน้าจืดลงไป พร้อมกับหงุดหงิดขึ้นมาใหม่

“บ๊ะ…นี่ก็แปลว่าพ่อมันก็เป็นบ้าตามลูกงั้นใช่ไหม” เจ้าของรถเอ็ดดัง

ปรางสีก็เลยยื่นหน้าจากด้านหลังที่หล่อนนั่งคู่กับอัจฉรา

“ถ้ายังไง…คุณตาก็ลองถามคุณน้าอินดูซีคะว่า เขาจะเลิกตามเมื่อไหร่ หนูเองก็ห้ามไม่ไหวเหมือนกัน”

“กูรู้นะว่า มันหวังอะไร” อีกฝ่ายหุนหันขึ้นมา

นภากาศได้แต่ยิ้มๆ หันไปยิ้มกับยุคทอง

ฝ่ายประทินหัวเราะคิกคัก

“พ่ออยากเหลือหนูกับยายปรางแค่สองคนทำไมล่ะคะ ลูกชายลูกสาวอีกสองคนก็ตายเกลี้ยง…เลี้ยงกันยังไงถึงไม่ยอมรอดล่ะ” ลูกผู้ขัดคอกันไม่ขาดปาก ขัดต่อ “ทีนี้คนก็นึกว่าพ่อรวยมากขนาดมหาเศรษฐีน่ะซี”

“นังทิน” เสียงพ่อแหวกลับอยู่บนที่นั่งข้างหน้าคู่กับอินทรี

ชวนให้ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมกับฝ่ายลูก

นั่นก็คือขำขันกันไม่สร่าง

“คือนังนี่เผลอไม่ได้ไงคุณ” เขาบอกกล่าวเชิงฟ้องอินทรีอีกเช่นเคย “เผลอละก็ ไส้กี่ขดๆมันขายเราหมดเกลี้ยงเลย ไม่ต้องปริปากถาม มันก็เล่าฉอดๆแล้ว”

ประทินก็เลยออกเสียงหัวเราะตามมา

“นี่ถ้าคนกับคนมันทดลองกันได้…ละก็” คุณเปล่งงึมงำ

“พ่อจะทำยังไง” ประทินไม่ละลด

“กูก็จะ…”

“ลองเอามันมาเป็นหลานเขยสักพัก” ลูกสาวดักคอ “ใช่ไหมล่ะพ่อ”

“นังทิน” ฝ่ายพ่อหันมาทำตาเขียว ขณะกล่าวต่อ “มึงนึกออกเหรอว่ากูจะทำยังไง”

“แหม…พ่อ…นี่พ่อขึ้นกูมึงอีกแล้วนะ ไม่อายแขกเหรื่อเลยหรือไง”

ข้างพ่อเงียบไปอึดใจเต็ม จึงเอ่ยกับอินทรี

“ก็ดูเอาเถอะ คุณ นังนี่มันเคยพูดจาอะไรเข้าท่ามั่ง…ตั้งแต่คุณมานั่งฟังมันสองวันแล้วน่ะ”

คราวนี้ อีกฝ่ายจึงได้ยินเสียงหัวเราะ

“สนุกดีออกครับ” อินทรีก็เลยตอบ “อยู่กรุงเทพฯเครียดๆ พอมาพบคุณปู่ถึงได้มีเวลาพักใจ เท่ากับคุณปู่มีพระคุณมากเลยครับ…คือกรุงเทพฯสมัยนี้มีแต่เรื่องที่ชวนให้เราเศร้าหมองปวดศีรษะแทบทั้งนั้นละฮะ…แต่พอมาถึงกระบี่ ได้อยู่กับธรรมชาติ ท้องฟ้า ภูเขา น้ำทะเล เกาะแก่ง ก็เลยเหมือนมาล้างเขม่าในสมองยังไงยังงั้น…ได้คุยเรื่องวัตถุโบราณแปลกๆที่ผมไม่เคยสนใจมาก่อน ก็ยังตื่นเต้นเลยครับ”

“อ๋อ…งั้นเหรอ…ไม่รำคาญแน่นะ” คราวนี้เสียงผู้อาวุโสก็เลยดีงามขึ้นมาจนลืมเรื่องขัดคอกับลูกสาวเสียสนิท

ครั้นแล้วก็จริงดังคาด

เพียงแต่รถเลี้ยวเข้าประตูบ้าน ต่างก็แลเห็นรถของพ่อลูกมาถึงเรียบร้อยแล้ว

“เห็นฤทธิ์มันหรือยัง” คุณเปล่งเดือดขึ้นมาอีก

“คุณปู่ครับ” นภากาศก็เลยขัดจังหวะ “แต่เราก็เก็บเขาไว้เรียนรู้บทบาทของเขาได้ไม่ใช่หรือฮะ”

คราวนี้ ปู่นิ่งไป

อินทรีจึงเสริมขึ้นอย่างเห็นด้วย

“จริงครับ…ผมกำลังคิดว่า เขาเองก็อยากดูดวง อาจตามมาดูดวงก็ได้”

“ใช่ค่ะ” ประทินคล้อยตาม “ก็เรื่องดวงนี่ ใครๆก็อยากรู้ดวงตัวเองทั้งนั้นนี่คะ เขาพ่อลูกไม่มีอะไรผิดปกติหรอกค่ะ เพียงแต่คุณอินทรีจะงานหนักหน่อยเท่านั้น มาเที่ยวเหมือนมาทำงาน”

“แต่ผมชอบนะครับพี่” อินทรีตอบสนอง “ผมรักวิชานี้มาก ก็เลยอยากดูอยากรู้ว่าคนแต่ละคนนี่เขามีตัวเลขอยู่ที่ไหน ราศีไหนกันมั่ง…ทั้งคนที่จืด ที่เค็ม ที่เก่ง ที่ไม่เก่ง ที่ดี ที่ชั่วร้าย ตัวเลขของพวกเขาต่างกันยังไง ตรงไหนบ้างน่ะครับ…สนุกฮะพี่ สำหรับผม ไม่มีเลยเรื่องลำบาก ไม่ต้องเกรงใจนะครับ”

“แหม…ถ้างั้นก็ดีซีคะ คนมากวนจะได้ไม่อึดอัด”

“ไม่ต้องอึดอัดเลยฮะ…แต่ถ้าดูไม่ถูกเท่าไหร่ หรือดูผิดไปจากของจริง ก็ช่วยบอกด้วยนะครับ จะได้เอาไปเป็นบทเรียนให้เราต้องค้นต่อไปว่า ที่ผิดนั่นผิดตรงไหน เพราะโหราศาสตร์นี่ก็มีเคล็ดลับนะครับ”

“แล้วคุณรู้เคล็ดลับนั่นไหม” คุณเปล่งกำลังจะก้าวลงเมื่อรถจอดพอดี จึงทิ้งคำถามไว้

“ทราบบ้างครับ แต่ที่ยังไม่ทราบก็คงมี”

“เอือมไอ้สองตัวนี่จัง” นั่นคือประโยคลงท้ายของชายชรา ก่อนที่อินทรีจะพยุงเขาลงจากรถ แล้วพาเดินไปยังชายทั้งคู่ผู้ยืนรออยู่ก่อน



Don`t copy text!