หนึ่งในหล้า บทที่ 18 : ติดใจเฉพาะ ‘รัก’

หนึ่งในหล้า บทที่ 18 : ติดใจเฉพาะ ‘รัก’

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

แต่ขณะที่คุณเปล่งกำลังสบายใจ…ประทินกับปรางสีซื้อของได้คนละอย่าง แม่ได้สบู่หอมหอมจัดสามก้อนของออสเตรเลียที่ไม่เคยใช้มาก่อน ลูกได้รองเท้าบู๊ทหุ้มข้อสำหรับเดินลุย แบรนด์ดังสีน้ำตาลเข้ม ครั้นซื้อได้ของถูกใจ จึงต่างก็เบิกบานสำราญใจไปทั้งคู่ จนเมื่อออกจากร้านมาแล้ว อยากเดินดูเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งของผู้ใหญ่และวัยรุ่น หากก็บังเอิญประจันหน้ากับสองพ่อลูกผู้กำลังเตร็ดเตร่ กวาดตาหาคณะของคุณเปล่งอย่างกระวนกระวาย

“อ้อ…อยู่นี่เอง” ทนงเดชออกอุทานพลางถลาเข้ามาราวจะกอดหญิงสาวไว้ทันใด

แต่อีกฝ่ายกลับคลายอาการบานใจที่ได้มาเดินซื้อของต้องประสงค์เพราะไม่ได้ซื้อมานาน ครั้นแล้วจึงหวังว่าบ่ายนี้จะใช้เวลาเดินรอนั่งรอจนกว่ายุคทองจะเสร็จสิ้นการงานประจำวันอันต้องใช้พลังงานมากมาย รับสนองนายจ้าง ให้สมกับเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ทั้งๆอายุก็ยังน้อยนิด

“ไม่ไปจตุจักรกันหรอกหรือตือ” ประทินก็เลยถามไถ่ด้วยอาการปกติ เพราะเธอเองก็นึกอยู่เหมือนกันว่า พ่อลูกคงไม่ไปที่นั่นเป็นอันขาด แต่คงเพราะรู้อยู่แล้วว่ายุคทองทำงานอยู่บนชั้น 41 ของศูนย์การค้าแห่งนี้ เขาก็เลยตามมา เพียงแต่ต้องตามมิให้กระชั้นชิดสนิทแนบจนเกินไป เพราะถ้าคุณเปล่งโวยวายจนถึงขั้นแนมเหน็บเจ็บจี๊ด ก็จะกลายเป็นยั่วโมโหให้สัมพันธ์ค่อนข้างดีเกิดสีชอกช้ำ

“ยังไม่นึกอยากไปหรอกครับคุณป้า” เต็นตอบแทนพ่อของเขา

ประทินบัดนี้…ในอารมณ์ความรู้สึกเริ่มไม่มีแม้แต่เงาของทั้งสอง

แต่ปรางสีก็ยังคงใช้ไมตรีประคองความสัมพันธ์สืบไป ด้วยคิดว่าจะดูดีกว่าวิธีที่คุณตาของหล่อนชอบใช้

ดังนั้น ถึงอย่างไรก็จำใจจำเป็นต้องพาทั้งตือและเต็นไปพบคุณเปล่งที่ร้านกาแฟ จนอีกฝ่ายถึงแก่ร้องดัง

“มาอีกแล้ว บอกว่าอย่าตามมาไง”

ทั้งตือและเต็นพนมมือไหว้ พลางนั่งลงที่โต๊ะว่างถัดไป

“ยังไงๆก็ต้องขอตามมาละครับท่าน” ชัยเดชบอกกล่าว “ค่ำนี้ยังจะขอตามไปบ้านพี่อินอีกเลย…คือติดใจไงฮะ…ติดใจที่มาเจอหมอดูเก่งเข้าจังเบ้อเร่อ แล้วผมจะไม่เสนอตัวเป็นลูกค้าได้ไง”

“ผมไม่ใช่หมอดูอาชีพนะคุณ ไม่เคยคิดจะเป็นหมอดูอาชีพ…ไม่เก่งขนาดนั้น” อินทรีบอกกล่าวอย่างถ่อมตน เนื่องด้วย เขามักอยากดูให้เฉพาะใครคนใดคนหนึ่งที่พึงใจในอัชฌาสัยไมตรีเท่านั้น สำหรับพ่อลูกคู่นี้ ก็เพียงอยากดูโดยมิให้เจ้าตัวรู้สึกว่าเขาสนใจ นั่นก็เนื่องด้วยทนงเดชบังเอิญมาติดพันรักชอบปรางสี…หญิงวัยเยาว์ที่หลานชายเขาทำท่าเลื่อมใส

อินทรีอยากดูแค่ดวงชะตาหนุ่มนี้ว่าจะใช่เนื้อคู่ของหญิงสาวหรือหาไม่

ก็พบว่า…ไม่ใช่แน่นอน แม้ว่าขั้นตอนการติดต่อเรื่องอื่นจะยังคงยืนเป็นพื้นให้ต้องคบหา ไม่ขาดจากกันเสียทีเดียวก็ตาม

แต่สำหรับคุณเปล่ง ไม่มีทางเกรงใจ จึงเอ่ยขึ้นตรงกับที่ใจคิด

“เมื่อเจ้าตัวเขาบอกขนาดนี้แล้ว คุณก็ไม่น่าจะทำท่าทางเหมือนคุณอินทรีเขาเป็นลูกหนี้…อยากถามเรื่องขยายงาน เขาก็อุตส่าห์บอกแล้วไงว่า…ขยายได้…อยากขยายรีสอร์ตอีกร้อยแห่งก็ขยายไป…” คุณเปล่งส่งเสียงข้ามโต๊ะซึ่งค่อนข้างติดกันโดยชายทั้งสองก็หันหน้าเข้าหา ขณะที่ยิ้มนิดๆในหน้า กาแฟกับขนมก็มาถึงพอดี “ราคายางกับปาล์มน้ำมันยังไม่ดีก็ไม่ต้องครวญคร่ำร่ำไรขนาดน้ำตาเป็นสายเลือดงั้นหรอก…เชื่อฉัน…มันก็ขึ้นๆลงๆเหมือนผู้คนที่มันไม่มีศีลสัตย์ทั้งหลายนั่นละ…ใครเขาจะมาเนรมิตเอาตามใจใครได้”

“เราคนค้าขายนะครับท่าน กำไรขาดทุนมันก็สำคัญ”

“รู้แล้ว” คุณเปล่งตอบไม่ลดละ เกือบจะหลุดปากออกมาแล้วว่า ‘กูน่ะรู้ดีกว่ามึงหลายขุม…ก็กูค้าขายมาก่อน’ แต่เมื่อต้องมาต่อกลอนกับชัยเดช ก็เลยต้องเพลาๆ “ฉันน่ะพ่อค้าเก่าไง ลืมแล้วเรอะตือ”

“ไม่ลืมครับท่าน…แต่ก็นั่นละฮะ…ถึงยังไงผมก็เป็นกังวลอยู่ดี”

“กังวลก็ต้องระงับให้ได้…ไม่ใช่กังวลแล้วจะมารีดไถเอาคำตอบจากดวง มันจะไหวยังไงกัน…คุณอินทรีเขาอยู่ของเขา มีความสุข ทำไมจะต้องมาพลอยต้องตอบความทุกข์ไม่ทุกข์ของตือ…เงินทองอะไรเขาก็ไม่รับ…”

ชัยเดชก็เลยเสเทน้ำตาลครีมในซองลงในถ้วยกาแฟ คนไปมาพลางยกขึ้นจิบ ขณะที่ทนงเดชนั่งฟังโดยไม่ปริปาก แม้แต่หนึ่งประโยค

นั่นก็ด้วยเขาไม่ประสงค์จะเอ่ยเรื่องธุรกิจ

ติดใจเฉพาะ ‘รัก’

หัวใจไม่ว่าง มีแต่ชื่อปรางสี

 

ใกล้ 17 น. ยุคทองจึงลงลิฟต์มาสมทบกับบรรดาหญิงชายผู้มิใช่เครือญาติใดใดของเขา แต่บัดนี้สนิทสนมกลมกลืนกันราวกับญาติหรือมิฉะนั้นก็มิตรสหายผู้คบหากันมาช้านาน เพียงแต่ผ่านวันคืนเพียงไม่กี่วันกี่คืน ชวนให้เขาเองก็มิวายตื่นเต้นอยู่ในใจ จึงบอกกล่าวนายฝรั่งว่า นภากาศยังคงนั่งรออยู่ที่ร้านข้างล่าง วันนี้จึงขอกลับเร็วหน่อย

อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ พร้อมยิ้มนิดๆขณะถาม

“เขามาติดใจงานหรือติดใจยู”

ยุคทองจึงได้แต่หัวเราะ

“ตั้งแต่คุณมาทำงานกับฉัน คุณส่งคนเก่งคนดีไปบริหารบริษัทกี่แห่งมาแล้ว”

ชายหนุ่มก็เลยตัดบท

“ฉันยังไม่มีเวลานับ คุณก็รู้”

อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มๆ แววตาบ่งบอกว่าปลื้มใจในอัชฌาสัยไมตรีของชายไทยผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง ครั้นแล้วจึงโบกมือ

“รีบไป…แต่อย่าลืมว่ามีรายอื่นคอยคุณอยู่อีกเหมือนกัน”

ยุคทองลงลิฟต์ไปถึงคณะของคุณเปล่งที่ปักหลักอยู่ในร้านกาแฟ ครั้นแลเห็นสองพ่อลูกนั่งอยู่ถัดไป อาการเอือมสุดขีดก็พลุ่งขึ้นมา

แต่คุณเปล่งกำลังดีใจที่ได้พบหน้าเขาอีกครั้งหลังจากสองชั่วโมงผ่านไป จึงรีบลุกขึ้น

ปรางสีก็เลยพยุงคุณตาเดินจากร้าน ขณะที่ชัยเดชทำท่าจะเรียกพนักงานมาคิดเงิน แต่ประทินรีบชูถุงที่มีกล่องขนมให้อีกฝ่ายดู

“พี่จ่ายหมดแล้ว ไม่ต้องแล้ว”

ลงลิฟต์มาชั้นล่างจนถึงที่จอดรถ ผู้อาวุโสก็ยังไม่หันมาเอ่ยชวนแต่อย่างใด เนื่องด้วยกำลังคิดว่าจะหาที่ทางตรงไหนผลักดันให้สองชายพ้นไปจากสายตา ก็พอดีนภากาศเอ่ยขึ้น

“คุณตือกับคุณเต็นครับ…คือ…วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับงานที่กำลังติดต่อ เพราะฉะนั้นก็อยากได้ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง เลยจะต้องรบกวนคุณลุงอินทรีให้ช่วยใช้ศาสตร์โหรชี้แนะเป็นการส่วนตัว…ฉะนั้น…ก็ขอเถอะนะครับ” พร้อมกันนั้น เขาก็ยกมือไหว้อย่าง ‘ขอ’ จริงๆ “ขอให้ผมได้อยู่กับคุณลุงตามลำพังกับคุณปู่คุณป้า…แล้วพรุ่งนี้…เราก็ต้องได้เจอกันแน่ๆอยู่แล้วนี่ฮะ”

สีหน้าผู้ฟังทั้งคู่ก็เลยจืดลงไป หากก็พยักหน้าอย่างอายแกมเดือดหน่อยๆ

“ไม่เป็นไร…ไม่ไปก็ไม่ไป” ชัยเดชตอบเรียบๆ ครั้นแล้วจึงพยักพเยิดกับลูกชาย “ถ้างั้นเราก็ไปกัน”

“มีของให้เลือกเยอะแยะทั้งสองตึกเลยฮะ” นภากาศหมายถึงศูนย์การค้าอีกแห่งที่เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินระหว่างตึกกับตึก “เพียงแต่คงไม่มีร้านลูกปัดเก่าแค่นั้น”

 

เย็นวันนี้ จึงเป็นอีกวันที่ทั้งเจ้าของบ้านและผู้มาเยือนเกิดความรู้สึกเสมือนนั่งอยู่ท่ามกลางละไอเย็นบนสนามกว้างอันล้อมรอบด้วยหมู่ไม้ใบเขียว นั่นก็เนื่องด้วยประทินซื้ออาหารทั้งคาวหวานติดมือมารับประทานมื้อค่ำด้วย โดยไม่ต้องรบกวนสองสามีภรรยา หลังกินอาหารเสร็จ จึงได้เวลาที่อินทรีนำสมุดเล่มหนาที่เพิ่งเพิ่มรายชื่ออาคันตุกะผู้พบเจอกันที่กระบี่…ทั้งคนที่พอใจและไม่พึงปรารถนามาไว้ในสมุดที่มีชีวิตของเขา

ค่ำนี้ จึงเปิดขึ้นที่วงกลมพร้อมช่องบรรจุตัวเลขทั้ง 12 เหนือขึ้นไปมีนามของ ดร.นภากาศ ไชโยชีวิน

“ลัคนาคุณกาศอยู่ราศีสิงห์…เกิดวันพฤหัส อายุ 38 เต็มย่าง 39 ไปแล้ว 4 เดือนกว่า…” ระหว่างที่กำลังพูดนั้น อินทรีก็ใช้ไอแพดและดินสอไฟฟ้าเขียนลงไป เพื่อว่าจะลบได้ทันทีที่ผิดพลาด คำนวณอยู่สองอึดใจ ก็เอ่ยขึ้น “นี่ต้องนับว่าเป็นปีที่ดีนะครับ…เพราะ ‘พฤหัส’ จรมาเป็นมนตรี เป็นมหาจักร…สถิตที่เรือนพันธุ…คุณกาศจะได้บ้านได้ที่ทำงานที่โอ่อ่าสมเกียรติ สมศักดิ์ศรีเชียวนะ…ผมว่า บริษัทที่คุณจะเข้าไปทำนี่อยู่ติดกับน้ำหรือใกล้น้ำ…แต่เป็นน้ำดีไม่ใช่น้ำเน่า…”

คนพูดหยุด…ทำเสียงหึนิดๆ ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อ

“แต่งานก็หนักไม่ใช่เล่นเหมือนกัน”

“เงินเดือนดีใช่ไหมครับ คุณลุง” ยุคทองถามไถ่

ค่ำนี้ เขาผาสุกใจอย่างไรชอบกล…หลังจากพ้นกันไปกับธารี…ก็เพิ่งไม่กี่วันนี้เท่านั้นที่ชายหนุ่มเพิ่งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอวลอบอันตระหลบด้วยความหอม

“ดี…อยู่ในเกณฑ์ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี ที่มากนิดก็งานเท่านั้นละ…จะต้องเข้าไปสะสางงานจนหูตาแทบลืมไม่ขึ้น แต่ผมก็ขอให้อดทนละกัน…ในฐานะ…เอ้อ…คล้ายๆเราเข้าไปฟื้นฟูบางอย่างที่เขาทรุดๆอยู่ให้ตีตื้นขึ้นมา”

“นี่ผมเลยเป็นคนหางานลำบากมาให้พี่ทำหรือเปล่า” ยุคทองทอดเสียงอย่างเป็นกังวลขึ้นมาบ้าง

“ไม่หรอกน่า…งานลำบาก บางทีก็อาจดีกว่างานสบาย” นภากาศตอบอย่างมีกำลังใจ “ถ้าพี่ได้เข้าไปพร้อมเงินเดือนที่พอใจ ถึงไง พี่ก็จะช่วยเขาให้ครบสามปีแน่นอน”

“สามปีย้ายงานที” ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าก็เลยสัพยอก

ปรางสีนั่งฟังทั้งสามโต้ตอบกันอย่างเพลินใจ

คุณเปล่งไม่ขัดจังหวะใดใดเลย…ด้วยว่ารออยู่…รอเวลาที่จะนำของโบราณออกมามอบให้…ตามสัญญา

“ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ” อินทรีปลอบใจ ด้วยว่าแม้ดวงชะตาดร.นภากาศจะได้ ‘องค์เกณฑ์’ หมายถึงเป็นดวงชะตาที่ดี โดยเฉพาะเรื่องงานอันมีคุณสมบัติและวาสนาบารมีของเขาเป็นเดิมพัน ก็สามารถออกใบรับรองได้แล้วโดยไม่ต้องคิดมาก “แค่นี้ก็ดีเด่นพอดูแล้ว ดาวอาทิตย์ อังคาร พุธ ศุกร์เป็นองค์เกณฑ์หมดทุกดวงนี่ หาไม่ได้ง่ายๆ”

“เคยได้ยินคุณลุงพูดถึงดาวพฤหัส” ความทรงจำของชายหนุ่มช่วยให้อินทรีพอใจ “แต่ยังไม่ได้ยินคุณลุงเอ่ยถึงดาวดวงนี้ในดวงผมเลย”

“ที่ไม่เอ่ยก็เพราะ ดาวพฤหัสของคุณค่อนข้างอ่อนกำลัง แล้วไปอยู่กับดาวเสาร์ที่เป็นกาลกิณี พฤหัสนี่คือดาวปุตตะก็คงต้องระวังเรื่องลูก…”

“เป็นยังไงฮะ…ลูกผม”

“ก็…ก็อาจดื้อไม่เชื่อฟัง ว่ายากเลี้ยงยากอะไรทำนองนั้น…แต่…” คราวนี้เจ้าตัวอึ้งไป หยุดชั่งน้ำหนักถ้อยคำให้อีกฝ่ายไม่ถึงกับประหวั่นไหวหวาด “แต่ผมว่า…เด็กสมัยหน้า ก็น่าจะเลี้ยงยากเหมือนๆกัน โดยเฉพาะลูกคนมั่งมี…แต่ก็อย่าไปวิตกอะไรล่วงหน้า…คือดวงคนเราก็ต้องมี บกพร่องนั่นนี่ บางคนก็เรื่องลูกเรื่องคู่…บางคนเรื่องงาน…จะให้บริบูรณ์เต็มร้อยก็เป็นไปได้ยาก”

“ดูปู่เป็นตัวอย่าง” คุณเปล่งก็เลยขัดขึ้นมา แต่อย่างขำขัน “คู่น่ะไม่ต้องพูดถึง ไม่ตายก็แยกทาง แต่ส่วนใหญ่มันสู้วาสนาปู่ไม่ไหว ก็ตายจากไปยังกะใบไม้ร่วง”

อินทรีก็เลยหัวเราะออกมา

“คุณปู่ก็เป็นดวงองค์เกณฑ์เหมือนกัน อาทิตย์เจ้าเรือนลัคน์เป็นองค์เกณฑ์”

นภากาศและยุคทองก็เลยขอดูตัวเลขที่ว่านั้น

“งงจังเลยฮะคุณลุง” หนุ่มทั้งคู่พึมพำออกมาเกือบพร้อมกัน

“ที่จริงคนที่เป็นดาวพฤหัส ‘ตัวจริง’ ก็อยู่ที่นี่…” อินทรีพยักหน้าไปที่หลานของภรรยา “เพียงแต่ของยุคไม่มีเสาร์กาลกิณีมาเข้าคู่ มีแต่จันทร์ราชาโชค พฤหัสจันทร์ปั้นตัวหาผัวเมีย”

แม้ยุคทองจะงง หากก็พอจะเข้าใจ

ดังนั้น ผิวหน้าจึงเปล่งปลั่งขึ้นด้วยสีสันของโลหิต

หญิงสาวผู้นั่งอยู่ด้วย ณ ที่นั้น ยังอดเขินแทนเขามิได้

นภากาศถึงแก่หันไปกอดบ่าชายหนุ่ม

“น่าอิจฉาน้องยุคจังเลย พี่นี่หันไปทางไหนมีแต่อุปสรรค”

“คุณกาศถูกเบียนด้วยดาวเสาร์ไงครับ แต่ยุคไม่ถูก” เขาก็เลยทิ้งท้ายไว้เพียงนั้นว่า “คือมีดีคนละอย่างไม่เหมือนกัน”

“ก็แล้วผมล่ะ ถูกเสาร์เบียนไหม” คุณเปล่งถามบ้าง

“ศัตรูของท่านส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลครับ…ท่านต้องเกี่ยวข้องกับเขาน้อยที่สุดถึงจะปลอดภัย”

ชายวัยเก้าสิบห้าได้แต่ดีดนิ้วเปาะ

“ผมผจญมาแล้วละคุณอิน…เลยรู้ดี…ฉะนั้นทุกวันนี้ถึงได้พยายามไม่เข้าใกล้” คุณเปล่งตอบอย่างมีความหมาย

“ศัตรูหรืออาจเป็นเพียงคู่อริของท่านก็ไม่ถึงกับร้ายมากหรอกนะครับ…แล้วก็ไม่สามารถทำอันตรายท่านได้ เพียงแต่เขามีอิทธิพล”



Don`t copy text!