หนึ่งในหล้า บทที่ 19 : เฉพาะคนที่รักและไว้ใจเท่านั้น

หนึ่งในหล้า บทที่ 19 : เฉพาะคนที่รักและไว้ใจเท่านั้น

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ครั้นแล้ว คุณเปล่งจึงพยักหน้าให้ปรางสีนำลูกปัดที่เตรียมมา มอบเป็นอภินันทนาการแก่อินทรี อัจฉราและยุคทอง

ส่วนนภากาศนั้น มอบให้ในฐานะหลานชายแท้ๆที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว

หญิงสาวจึงดึงถุงผ้าฝ้ายขาวออกจากเป้เล็กๆที่แขวนบ่า

ต่อจากนั้นจึงปรากฏวัตถุโบราณในยุคกาลที่ล่วงเลยมา วางเรียงกันอยู่ตรงหน้าหลายชิ้น รวมทั้งพดด้วง สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

“เอ้า…เลือกเอา…คุณอินทรีเลือกก่อน” บุรุษชราพยักพเยิดอย่างใจดี อย่างอยากให้ อย่างถูกอกถูกใจหลานของชายผู้เพิ่งเกษียณอายุ ผู้ดูดวงได้คนนี้เป็นที่สุด

อินทรีมองดูสมบัติมีค่าตรงหน้าซึ่งตนเองรู้ดีว่าเป็นของรักของหวงของบุรุษอาวุโสยิ่งนัก จึงได้แต่นั่งนิ่งๆอมยิ้มฆ่าเวลา

“อ้าว…ไงไม่เลือกกันล่ะ…ถ้างั้นยุคกะกาศช่วยเลือกให้คุณลุงคุณป้า”

อินทรีและอัจฉราจึงพนมมือไหว้

“ขอบพระคุณท่านอย่างยิ่งครับ”

“นี่คือหัวแหวนหินเขียวออกน้ำตาลแกะรูปคนขี่ม้า  หอยสังข์แล้วก็พดด้วง แต่ผมว่ารูปคนขี่ม้าทำหัวแหวน ตัวเรือนทองจะเก๋มาก…แล้วยุคล่ะ…อยากใส่แหวนไหม หรือกลัวจะแก่ก่อนวัย” คุณเปล่งออกเสียงเอ็นดูชายหนุ่มอย่างจริงใจเปิดเผยจนอินทรีนึกในใจ…สงสัยอยากได้เป็นหลานเขย

ชายหนุ่มก็เลยยิ้มๆ ตอบว่า

“คงยังไม่กล้าใส่ละมังครับคุณปู่”

“ถ้างั้นก็ต้องเก็บไว้ก่อน” คุณเปล่งเห็นด้วย จึงไม่ว่ากระไร “ถึงอายุแล้วค่อยเอามาทำแหวน…แต่คุณอินใส่ได้แล้ว หกสิบแล้ว คุณอัจฉราเอาพดด้วงไป หอยสังข์ให้ยุค”

“ของหายาก” ปรางสีพึมพำขณะเงยหน้า ก็พอดีสบตากับชายหนุ่ม “คุณตาหวงทุกชิ้น…แต่พอมาเจอคุณลุงอินทรีเท่านั้น ที่หวงกลายเป็นอยากให้”

“ผมจะให้เฉพาะคนที่ผมรักแล้วก็ไว้ใจว่าเขาจะเก็บรักษาของมีค่า สมบัติบรรพบุรุษของเราไว้ไม่ให้ตกหล่นสูญหายไปเท่านั้นละครับ”

“ถ้างั้นก็รับเถอะฮะคุณลุง คุณป้า น้องยุค” นภากาศคะยั้นคะยอ

อินทรีจึงรับหัวแหวนรูปคนขี่ม้ากับพดด้วง สมัยต้นรัตนโกสินทร์มาไว้

“ขอบพระคุณครับท่าน ผมจะทำแหวนแน่นอนฮะ…ถึงจะไม่เคยใส่แหวนมาก่อนเลยก็จะใส่แล้วครับ”

“ดีมากเลย คุณ…ดูซิว่าใส่แล้วจะโชคดีไหม เพราะผมเองก็ไม่เคยคิดจะเอาหัวพวกนี้มาทำแหวน…เอาแต่เก็บใส่กล่องอย่างเดียว…เดี๋ยวเดี๋ยวก็เอาออกมาดูมาอวดแขกที่เขาสนใจ” ครั้นแล้วจึงลดเสียงลง ทำสีหน้าแววตาอย่างหนึ่ง “คุณรู้ไหมว่า นายตือมันมีของพวกนี้มากกว่าผม…รู้ว่าผมอยากได้…เลยเอามาล่อ…คิดดู…มันนึกว่ามันเป็นใคร แล้วผมเป็นใคร…”

“พ่อก็อย่าไปใส่ใจอะไรเขาเล้ยพ่อ” ประทินอดขัดคอไม่ได้อีกตามเคย

ทีนี้ก็เอาอีกละ

คุณเปล่งเลยหันมาถลึงตา

“นังนี่…ไม่ได้เชียว…ถ้าแตะไอ้พ่อลูกคู่นี้เมื่อไหร่ มันจะเอาเรื่องผมขึ้นมาทันที”

 

นภากาศจึงขัดจังหวะขึ้นว่า

“เราน่าจะต่อเรื่องดวงกันอีกดีกว่านะฮะคุณปู่”

“เออ…ดี…ดี…ปู่อยากฟัง” ผู้อาวุโสเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาใหม่ “อยากฟังของยุคมั่งน่ะคุณอิน ดวงยุคเป็นยังไง ดีไหม”

“ดีครับ…” อินทรีลงน้ำหนักเสียง…แสดงว่าดี…และ…ดีแน่ “เพราะแม้แต่พฤหัสในดวงจะอ่อนกำลัง แต่มีจันทร์ราชาโชคเข้ามากุม…กลายเป็นคู่ธาตุใหญ่ แล้วยังอยู่ในธาตุดินซะด้วยนี่ ก็บอกถึงความมั่นคงของเจ้าชะตาแล้วละครับ…เพราะพฤหัสในดวงยุคมีสองตำแหน่ง หนึ่งคือเป็นเจ้าเรือนลัคน์ สองเป็นเจ้าเรือนการงาน…โดยเฉพาะที่เรือนการงานก็มีดาวอาทิตย์กับมฤตยูที่หมายถึงความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีตรงตัวเลยละครับ”

“แหม…ดีใจด้วยเลยนะยุค…ดีใจจริงๆ” คุณเปล่งลงเสียงพร้อมยิ้มพราย

แต่ทำอย่างไรดีจึงจะถามคืบหน้าถึงเรื่องคู่ครองของเขาได้ เพราะคงดูน่าเกลียดมิใช่เล่นเหมือนกัน

อีกอย่าง เจ้าตัวก็อาจจะเก้อเขิน

คุณเปล่งก็เลยอึ้งไป

แต่นภากาศแซงขึ้นมา

“ดาวพฤหัสนี่มีอิทธิพลมากเลยหรือฮะคุณลุง ถึงได้อยู่ตั้งสองแห่ง บนท้องฟ้านี่เราสามารถจะแลเห็นดาวพฤหัสไหมครับ”

“ก็คงต้องไปที่หอดูดาว หรือถ้าใครมีกล้องเฉพาะกิจก็ส่องดูได้ทุกเมื่อละฮะ”

“คุณสมบัติจริงๆตามเรือนอะไรที่คุณลุงว่านี่มันเหมือนหรือแตกต่างกันไหมครับ” ยุคทองถามขึ้นบ้าง

“ไม่เหมือนนะยุค…มีบางเรือนเท่านั้นที่คล้ายกัน” อินทรีตอบ พร้อมกับแลเห็น ‘ดาวพฤหัส’ ที่มีตัวแทนคือเลข 5 ตามราศีต่างๆตั้งแต่ราศีเมษถึงราศีมีนชัดเด่น แลเห็นประจักษ์ในม่านตา “อย่างที่ว่าพฤหัสอ่อนกำลังก็มีราศีกันย์กับราศีเมถุนสองราศีเท่านั้นครับ…ฉะนั้น ถ้าอยู่เดี่ยวๆไม่กุมลัคนา ก็มีคุณสมบัติเป็น ‘ประ’ คืออ่อนกำลัง…หมอดูเขาก็จะทายไปตามนั้น…นั่นก็คือทอนคุณสมบัติของพฤหัส แต่ที่จริงแล้ว ถึงพฤหัสที่เรือนเมถุนจะเป็นประก็ไม่เสียนะคุณกาศ…พฤหัส-เมถุน จะมีบุญเป็นครูคน จะได้ทำงานวิชาการ เช่นการสอนการค้นคว้าความรู้ต่างๆ”

“โอย…สนุกมากเลยค่ะคุณลุง” ปรางสีร้องออกมาอย่างกันเอง “แล้วอย่างนี้หนูจะไม่อยากเรียนโหราศาสตร์ได้ไง”

“มาเลยหนู ลุงเต็มใจสอนโดยไม่รับค่าตอบแทน” อีกฝ่ายตอบอย่างอิ่มใจ

ขณะที่ยุคทองก็กำลังมองหล่อนอย่างเพ่งพิศ

ผู้หญิงอะไร ช่างอยากรู้อยากเรียนไปเสียทั้งนั้น นับตั้งแต่วิชาวิศวกรรมโลจิสติคส์นั้นแล้ว…เห็นมีแต่ผู้ชายที่สนใจเรียนกัน เขาเองเมื่อนำตำราว่าด้วยโลจิสติคส์มาอ่านดู ก็ยังรู้เลยว่า ถ้าถึงภาคปฏิบัติแล้ว คงไม่ง่ายสักเท่าใดด้วยว่ามีอุปสรรคมากมายระหว่างทาง

แม้ในเมืองไทยขณะนี้ก็ยังถือว่าล่าช้า หากจะเปรียบกับคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์

แต่ปรางสีก็ทำท่าว่า หล่อนทำได้…ชอบทำ ชอบโลจิสติคส์

แล้วนี่ก็ยังมาชอบโหราศาสตร์อีกต่างหาก

“ถ้าอยากเรียน ก็ต้องมาอยู่นี่” คุณเปล่งหันไปตอบอย่างเอ็นดูตามใจ

“หนูอยู่ได้นะคะคุณตา…อยู่โรงแรมคุณพี่ผู้หญิงนั่นแหละค่ะ ไม่อยู่หอพัก…”

“อยู่บ้านพี่ไง ปราง” นภากาศเสนอซ้ำ ใคร่ให้ญาติสนิทอยู่ด้วย “เช้าขึ้นพี่ส่งหนูก่อน แล้วพี่ถึงจะไปออฟฟิศพี่ที่ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน”

“เอางี้” ปรางสีก็เลยตัดสินใจ “พี่รอจนรู้ก่อนว่าพี่ได้งานบริษัทใกล้หรือไกลจากมหาลัยที่หนูก็ยังไม่ทราบว่าจะเลือกที่ไหน ถ้าใกล้ หนูก็โอเค ถ้าไกล หนูก็อยู่โรงแรม”

“งั้นก็ได้…เป็นอันว่า หนูจะมาทำโทแน่นะ”

“แน่ค่ะ ถ้าคุณตาอนุญาต”

 

คุณเปล่งรีบพยักหน้าทันใด ด้วยว่าใจนั้นยังรอนๆค่อนไปข้างกังวล…ว่า…สองคนนั้นจะคบคิดกันหรือไม่ ในเมื่อผู้ปกครองของหญิงสาวแสดงออกขนาดนี้ เชิงมิพึงปรารถนาไมตรีใดในด้านที่เขาจะพาตนเองเข้ามาโยงไยเป็นพงศ์เผ่าเหล่ากอเดียวกัน

“ตาให้หนูมา…อยากให้มาอยู่กรุงเทพฯ จะได้พ้นพวกบ้านั่น” คุณตาก็เลยซัดเปรี้ยงออกมาแบบมิให้เกิดกังขาอีกต่อไป “ว่าแต่ว่าคุณอินทรียังไม่เคยทายให้ได้ยินเลยนะ…ว่า…ไอ้เต็นมันจะโลดเต้นมาคอยตามหนูปรางไปอีกนานเท่าไหร่”

“เรื่องตามนี่…” อินทรีเองก็หนักใจ แต่โดยมารยาทของผู้ทำนาย ก็หาควรจะเปิดเผยดวงของใครต่อใครให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ไม่ เพราะจะดูเสมือนคอยเป็นผู้จุดไฟให้เขาสู้กัน ดังนั้นจึงตอบพอเป็นพิธี “ผมดูแล้วก็ยังเห็นเค้านะฮะว่าจะยังไม่เลิกทันที…จนกว่า…เขาจะมีคนอื่นมาไล่ตาม…”

“อ้อ…งั้นเลยหรือ” คุณเปล่งถามพลางสีหน้าก็หวนกลับเป็นกังวล “แล้วมีไหม คนมาตามมัน…”

“ก็น่าจะมีนะครับ…พอจะมี…แต่เราอาจจะยังไม่ทราบ ทราบเมื่อไหร่ ท่านก็คงโล่งอกไปได้มั่ง…แม้จะยังไม่ถึงกับจบได้ก็ตาม”

“มันใช่คู่กันหรือเปล่าล่ะครับ” ดังนั้นเจ้าของคำถามก็ลั่นเปรี้ยงๆออกมาทันใด

แต่นภากาศเอ่ยขึ้น

“ว่าแต่ว่า นายเต็นเป็นดาวอะไร หนูปรางเป็นดาวอะไรล่ะคุณลุง”

“นายเต็น ดาวพฤหัส หนูปรางดาวอังคาร”

“นายเต็นดาวพฤหัสด้วยหรือฮะ” อีกฝ่ายร้องเสียงหลง “ถ้างั้นมันก็อยู่ในเกณฑ์ดีซีครับ เป็นครูคนหรือไงฮะ”

“พฤหัสของเขาอยู่เรือนเสาร์ครับ อยู่กับมฤตยู เขาจะเป็นครูหรือไม่เป็นก็ได้”

“ตานี้งงเลย” ด็อกเตอร์หนุ่มถึงแก่คราง “ได้ยินคำว่าเสาร์ก็รู้สึกแปลกๆแล้วฮะ พอมาควบกับมฤตยูเข้าอีกยิ่งสะดุ้งสุดตัว” ครั้นแล้วผู้พูดพูดเองก็ขำเอง “ศาสตร์นี้ชักจะชวนให้สนใจยกใหญ่”

“ใช่ครับ เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมาก” อินทรีก้มศีรษะรับทันใด “เป็นศาสตร์ที่ทายกันแบบกำปั้นทุบดินไม่ได้ เพราะก็มีเคล็ดลับซับซ้อนอีกค่อนข้างเยอะ”

“แล้วนี่คุณลุงเรียนมาจากใคร”

“ก็จากอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง แต่ท่านเสียไปหลายปีแล้ว ตัวท่านเองก็ถ่ายทอดมาจากศิษย์ของเกจิอาจารย์เหมือนกัน เด็กสมัยใหม่คงไม่รู้จักหลวงพ่อที่เขาเรียกกันว่า ‘พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์’ หรอกนะครับ”

“พ่อท่านคล้าย…เอ…” นภากาศครางเบาๆ

แต่คุณเปล่งยกมือขึ้น

“คนสมัยก่อนรู้จักพ่อท่านคล้ายทั้งนั้นแหละคุณอิน…มีแต่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้นที่ไม่สนใจ”

หากเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นจากเป้ของปรางสี

“ผมอยู่หน้าบ้านคุณลุงอินทรีแล้วนะฮะ” เสียงทนงเดชดังขึ้น

หญิงสาวก็เลยกดปิดมือถือ บอกกล่าวให้วงสนทนาที่กำลังเพลินต่อการสืบสาวถึงพระอาจารย์ซึ่งนามของท่านกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วนั้น…รู้ตัวว่า…ศัตรูหมู่อมิตรกำลังมาเยือน

ต่อจากนั้น จึงมีเสียงกดกริ่ง

“ผมเห็นจะต้องกลับเสียที” คุณเปล่งนึกโกรธจนอดกลั้นแทบไม่ไหว

“งั้นผมไปส่งดีกว่าครับคุณปู่” นภากาศรับอาสาพลางพยักหน้ากับยุคทอง “น้องก็กลับไปเลยละกัน แล้วค่อยโทรคุยกันใหม่ เพราะไงๆก็ต้องรออีกหลายวัน”

ชายหนุ่มก็เลยตอบรับ ขยับตัวลุกขึ้นยืน ทำความเคารพชายสูงวัยและลูกสาว พลางหันไปยิ้มนิดๆกับปรางสี

“ขอบคุณคุณอินทรีมากถึงมากที่สุด” คุณเปล่งเอ่ยก่อนก้าวออกจากห้อง “ที่ให้บ้านเป็นที่สำราญเบอร์หนึ่งค่ำนี้จะไม่มีวันลืมเลย…เพียงแต่ถึงเวลาเวรกรรมตามมาผจญก็จะต้องกลับ…นี่กี่ทุ่มแล้วทิน”

“เกือบสี่ทุ่มแล้วพ่อ”

“ไม่เป็นไรเลยครับท่าน” อินทรีกับอัจฉราจึงเดินออกไปส่งถึงประตู กดรีโมทให้เปิดออกแค่แคบๆ พอให้อาคันตุกะก้าวออกไปยังรถของนภากาศ

แลเห็นพ่อลูกยืนต้อนรับอย่าง ‘มาพาคุณตากับคุณแม่แฟนลูกชายกลับโรงแรม’

โดยคุณเปล่งไม่ปริปากพูดกับทั้งคู่แม้แต่หนึ่งคำ



Don`t copy text!