หนึ่งในหล้า บทที่ 20 : คำขวัญประจำตัว

หนึ่งในหล้า บทที่ 20 : คำขวัญประจำตัว

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ยุคทองยังคงเสียดายที่ไม่มีโอกาสคุยกับอินทรีสองต่อสอง ก็เลยบอกลุงเขย

“ขอผมนั่งต่ออีกหน่อย สักสิบห้านาทีนะฮะ…หวังว่าจะไม่ดึกเกินไป เพราะพรุ่งนี้ป้าก็ต้องไปทำงานแล้ว”

“นั่งเลยยุค นั่งเลย” ทั้งลุงและป้าเต็มใจเนื่องด้วยล่วงรู้ถึงอากัปกิริยาของฝ่ายหลานว่าเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาโดยเจ้าตัวก็คงไม่คาดฝัน “จะถามอะไรก็ถามได้…ถ้าเห็นว่าหลายคำถามก็จดให้ลุงไว้ก่อน ยังไงก็ได้ทั้งนั้น ลุงมีเวลาอีกเยอะสำหรับวิชาในดวงใจ ใครมาก็ให้เด็กบอกว่ายังไม่ว่าง สั่งไว้หรือโทร.มาวันหลังก็ไม่ว่ากระไร แต่เรื่องงานของยุค ไม่ต้องกังวลเลยนะหลาน ต่อจากนี้ก็จะมีแต่ดีวันดีคืนเพราะ 30 ตุลา คือปลายเดือนนี้ ดาวพฤหัสจะเริ่มย้ายเข้าอีกราศี ทับอาทิตย์กับมฤตยูเดิมของยุค กลายเป็นคู่มิตรใหญ่ มิหนำซ้ำยังเป็นเกษตรที่เรือนการงาน…เดือนพฤศจิกา ลุงรับรองว่ายุคจะได้ทั้งงานทั้งเงินเพียบเลย”

แต่หลานภรรยาก็ดูจะอึกอักอย่างไรชอบกลอยู่ ชวนให้ผู้เป็นลุงยิ้มในหน้า

อินทรีน่ะหรือจะไม่รู้ว่าใจของชายหนุ่มผู้นี้กำลังฟุ้งซ่านเรื่องไหน ในเมื่อ ‘พฤหัสจันทร์’ เพิ่งเดินทางผ่านราศีพิจิกอันเป็นราศีที่มีดาวคู่ครองของเขาสถิตอยู่ เพียงแต่ยังมิทันจะสมปรารถนาเท่านั้น ด้วยยังมีดาวร้ายจับจองที่ทางอยู่ก่อนหน้าตั้งแต่แรกที่เจ้าชะตาลืมตาเกิดโน่นแล้ว เป็นดาวร้ายมีตำแหน่งสูงส่งคือเป็นถึง ‘มหาอุจ’ เสียด้วย

“ก็ต้องได้น่ะฮะคุณลุง…เพราะงานของผมเป็นงานมีเปอร์เซ็นต์ที่เขาจะคิดให้หลังจากทำงานเสร็จอยู่แล้วครับ”

“ที่จริง ถ้ายุครู้โหราศาสตร์ ยุคคงสบายใจแล้วละ เพราะแค่ที่ลุงเห็น 8 หรือราหูคือตัวนี้” ว่าพลางเขาชี้ไปยังเลข 2 ตัวที่อยู่ราศีพิจิก “ลุงก็หมดห่วงแล้ว”

“หมดห่วงยังไงหรือฮะ…ผมเองก็ยังห่วงตัวเองเลย”

“ลุงรู้นะว่ายุคห่วงเรื่องไหน”

ชายหนุ่มก็เลยยิ้มกว้าง นัยน์ตาดำยาวระยิบระยับขึ้นมาทันใด

“ดีใจจังครับที่คุณลุงมองทะลุ”

“อ๋อ…ก็ต้องพยายามอยู่แล้วยุค พยายามรู้จักและเข้าถึงคุณสมบัติทั้งดีและร้ายของดาวแต่ละดวง แต่ละตำแหน่ง แต่ละราศีที่ดาวนั้นๆอาศัยอยู่ให้ลึกเท่าที่จะลึกได้อยู่แล้ว ไม่งั้นการทายก็จะไปไม่สุดทาง” อินทรีอรรถาธิบาย

“เอ” ชายหนุ่มก็เลยดูนาฬิกา เห็นเวลาล่วงเลยไปจนถึงสี่ทุ่มสิบนาที จึงลุกขึ้น “สงสัยผมคงจะต้องหาทางมาคุยกับคุณลุงวันหยุดจะดีกว่า…เพราะคงมีเรื่องน่าสนใจคุยกันอีกมากเลยนะครับ”

“กลับไปก่อนก็ดี ไงๆยุคก็ยังมีงานอีกมากไหลเข้ามา…ล้วนแต่เป็นงานวิ่งเต้นกับคนมีตำแหน่งฐานะทั้งนั้น…ก็คิดดูคนใหญ่โตขั้นเศรษฐีอย่างคุณเปล่งยังจรมาเจอยุคจนได้นี่นา”

ยุคทองได้แต่หัวเราะนิดๆ แต่ฟังแล้วก็เห็นด้วยอย่างมากที่ว่า ชะตาชีวิตช่วงนี้ของตนเองชวนให้นึกฉงนมิใช่น้อย ดังนั้น เขาจึงถาม

“เสาร์นี้ ทำยังไงเราถึงจะมีเวลาคุยกันสองคนครับคุณลุง”

“ใจร้อนแล้วละซี” คุณลุงสัพยอกเมื่อเดินมาส่งหน้าประตู พลางวางมือลงบนไหล่

อัจฉรายังคงตามมาด้วย จึงปลอบใจหลานชาย

“ไม่ต้องร้อนใจอะไรไปหรอกยุค ถ้าป้ามีลูกอย่างยุค ก็นอนตายตาหลับแล้ว”

“เลือกคู่ดีๆละกัน” คุณลุงทิ้งท้ายให้คิดนิดหนึ่งเมื่อนึกถึง ชายหญิง ‘ราศีมีน’ ผู้มีสัญลักษณ์ ‘ปลาสองตัวว่ายน้ำสวนทางกัน’

“ผมเองก็มีคำขวัญประจำตัวนะฮะคุณลุง”

“ว่ายังไง” อินทรีถามอย่างเอ็นดู

“ว่า-า-า” อีกฝ่ายส่งท้ายเขินๆ “สวย ซื่อสัตย์ มารยาทดีครับ” เพียงแต่จบคำ เจ้าตัวก็ยิ้มขำ รีบพนมมืออีกครั้งจึงเดินไปขึ้นรถ ขับออกจากที่

“น่ารักจริงๆหลานชายเรา” อัจฉราหัวเราะเบาๆตามหลัง พลางพึมพำ “สวย ซื่อสัตย์ มารยาทดีนี่…ใครน้า-า-า”

 

แต่อินทรียังไม่ตอบ…เพียงแต่เดินตามกันเข้าข้างใน ภรรยาเขารีบนอนเพื่อว่าพรุ่งนี้จะได้ตื่นตามปกติ ขับรถคันเก่าไปสู่งานประจำที่อย่างน้อยก็ช่วยให้วันเวลาทุกโมงยามมีค่าขึ้น

โดยไม่ค่อยนึกห่วงสามีผู้มีงานอดิเรกที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ให้ใช้ความคิดต่อเนื่อง คอยประเทืองดวงปัญญา มิให้จมลงสู่ความว่างเปล่าเหงาเงียบ

“แม่นอนไปเลย พ่อจะดูดวงยุคต่อ”

อัจฉราก็เลยถามนิดหนึ่งอย่างไม่จริงจัง

“พ่อว่า…ยุคกับหลานคุณเปล่งจะยังไงกันไหม…เป็นคู่กันหรือเปล่า”

แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ เดินไปที่เก้าอี้โต๊ะอาหาร ก้มลงดูตัวเลขในวงกลมที่คือดวงชะตาของยุคทองต่อ พลางนำดวงของทั้งยุคทองและปรางสีมาเขียนลงบนไอแพดเคียงคู่กัน ครั้นแล้วจึงคำนวณ

ต่อจากนั้น จึงใช้ดินสอเขียนกำกับไว้ภายใต้วงกลมทั้งสองที่ปรากฏบนสมุดเล่มบาง

ฝ่ายชาย ความว่า

‘คู่ของดวงนี้เป็นคนตรงไปตรงมา เฉลียวฉลาด ชอบลองของเพราะนึกเสมอว่า ตัวเองมีความรู้ เมื่อบวกราหูเข้าไป ยิ่งทำให้การพูดคุยกับใครมีปัญหา แต่ได้อาศัยพฤหัสจันทร์ที่เรือนคู่ จึงช่วยให้ปากที่น่าจะคุยดีๆกับใครไม่ทนค่อยผ่อนปรนลงไป นี่คือเรื่องที่ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าดวงฝ่ายหญิงจะใช่ดวงคู่หรือไม่ เพราะที่จริงดาวสำคัญอีกหลายดวงทั้งของชายและหญิงก็อยู่ในตำแหน่งฐานะที่ดีที่ช่วยกำจัดการเบียนของ ‘พุธเก้า’ กับราหูของดวงชายลงได้มาก’

ฉะนั้น การเลิกรากับคู่คนก่อนจึงถือเป็นขั้นตอนแรกของชาวราศีมีนผู้มีพฤหัสเป็นเจ้าเรือนลัคน์และเจ้าเรือนการงาน

ไม่ทำให้ชวนแปลกใจแต่อย่างใด

ครั้นต่อไปนี้จึงอยากขอดูไปก่อน

‘ส่วนดวงฝ่ายหญิงอยู่ราศีพิจิก มีอังคารเป็นเจ้าเรือนลัคน์ แต่เป็นนิจ แม้กระนั้นก็เป็นศรี อาศัยในเรือนจันทร์เป็นเดช นี่ถ้าไม่มีพฤหัสเป็นเกษตร เป็นมนตรีที่ราศีมีนคอยกำกับไว้ ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไรในเรื่องชู้สาว เนื่องด้วยจันทร์ที่อังคารอาศัยก็ไปเล็งลัคน์ในเรือนศุกร์ที่เป็นเรือนคู่ครอง มิหนำซ้ำศุกร์ยังโดดมาที่เรือนอาทิตย์เกษตร มีพุธราหู (เอาอีกแล้ว สี่กับแปดอีกแล้ว) กลายเป็นอาทิตย์ พุธ ศุกร์ ราหู ที่เรือนกัมมะ…อาทิตย์เป็นเกษตร พุธเป็นมหาจักรและราชาโชค ราหูเป็นประอ่อนกำลัง (ค่อยยังชั่ว แม้จะเป็นกาลกิณีธาตุไฟ ก็อาจจะฉาดฉานเกี่ยวกับการงานการทำมาหากิน)

เพราะเคยเห็นดวงคนที่อยู่ราศีสิงห์ มีราหูประกุมลัคน์ ด่าไฟแลบ

แต่นี่ไม่ใช่ เพราะมีทั้งพุธทั้งศุกร์ธาตุน้ำกำกับไว้ โดยเฉพาะศุกร์มาจากดาวคู่

ศุกร์ตัวเดียวที่ช่วยกล่อมเกลาให้อาทิตย์ พุธราหู เย็นลง’

เขียนเพียงคร่าวๆจบแล้วจึงเข้านอน

คืนนี้ อินทรีจึงแทบจะหลับไปพร้อมดวงหน้าของหนุ่มสาว

พุธ ดาวคู่ของฝ่ายชายกุมศุกร์ดาวคู่ของฝ่ายหญิง

จะน่าขัดใจก็ตรงที่ต่างก็มีราหูกาลกิณีเข้ามาเป็นคู่ศัตรู

โดยพลัน อินทรีก็กระหวัดใจไปถึงพ่อลูกคู่นั้น

‘ถ้ามันรังควานนักก็อย่าจีบดีกว่า’ เขาก็ได้แต่เป็นห่วงหลานภรรยา

 

พอดีทีเดียวที่เขากำลังจะเริ่มค้นหาคุณสมบัติและโทษสมบัติที่ ‘ดาวพฤหัส’ ก็มีเช่นเดียวกับดาวทุกดวงทั่วไป แม้ผู้รู้โหราศาสตร์บางราย จะไม่ยินดีให้ดาวดวงนี้มีความร้ายใดใด แต่อินทรีก็พบว่าในความไม่ร้ายนั้น ก็มีส่วนบกพร่องแอบแฝง

ดังเช่น ดาว 5 (พฤหัส) อยู่เรือนปัตนิ โดยมากมักเป็นม่าย เมื่ออายุมัชฌิมวัย

เขาเองก็ได้เห็นกับตาตัวเองว่าจริง

นี่ก็ยังมิได้เอ่ยเลยไปถึงดาวอื่นๆทั้งดาวดีและดาวร้าย แม้แต่ดาวศุกร์ 6 ถ้าเล็งลัคนา นั่นก็คืออยู่ในเรือนปัตนิ

คำทำนายก็ยังมีไว้ว่า

‘มักจะช้ำใจเรื่องคู่’

จึงแสดงให้เห็นแล้วว่า ‘เรือนเล็ง’ หรือเรือนที่อยู่ตรงกันข้ามกับลัคนา เป็นเรือนที่ละเอียดอ่อนไหวอย่างมาก

ดาวใดไปสถิตอยู่ตรงนั้น แม้แต่ดาวพฤหัสที่นับเป็นดาวดีที่สุด ให้โทษน้อยที่สุด หากหลุดผังไปอยู่ในที่ไม่พึงปรารถนาก็สามารถให้โทษโดยเจ้าตัวไม่ทันรู้สึก

เกี่ยวกับบุคลิกลักษณะท่วงทีวาจา

ผู้ที่มีลัคนา หรือ ‘ตัวตน’ อยู่ในเรือนพฤหัส คือ ราศีมีนและราศีธนู

บุคลิกลักษณะตามที่มีบางตำราว่าไว้ว่า ถ้าดาวพฤหัสกุมลัคน์ด้วยแล้ว

‘เจ้าชะตาจะมีรูปร่างสันทัด ผิวเนื้อสองสีไม่ขาว ค่อนข้างแดงหรือคล้ำหรือเหลืองแดง ผมบาง เป็นคนมีความรู้ ส่วน ‘บางคน’ มักยกตนข่มท่านหรืออวดรู้’

แต่บางคน พฤหัสบดีอยู่ในเรือนที่ดี กุมลัคนา

‘เจ้าชะตาจะเป็นปราชญ์ มีศีลธรรม’

ดังนั้น อินทรีจึงกะจะรวบรวมหลักฐานการพยากรณ์ไว้ให้ได้มากพอ ครบทุกบททุกตอนที่ใคร่บรรยายเสียก่อน จึงจะลงมือชี้แจงถึงความเข้าใจส่วนตนที่มีต่อดาวดวงนี้ โดยต้องนำดวงชะตาของบุคคลที่เขารู้จัก มีอยู่จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและสังคม หรือสารพัดมนุษย์ที่ส่งรูปแบบหลากหลาย ทั้งดี ร้าย น่าชื่นชมและน่าประณาม นำมาหล่อหลอมเป็นความรู้ง่ายๆ แล้วรวมเล่มให้ผู้อ่านที่ทั้งรู้และไม่รู้โหราศาสตร์อ่านกัน เพียงแค่ประดับความเข้าใจที่ทั้งแตกต่างและไปทางเดียวกันแบบสบายๆ

ดังนั้น เขาจึงจำต้องตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ให้ได้ ครั้นแล้วก็ได้มา โดยให้เป็นชื่อที่ฟังแล้วสะดุดหูทันใด เป็นการชวนเชิญผู้ได้ยินไปสู่ความอยากได้เป็นเจ้าของ

เขาก็เลยวางความตั้งใจใดๆไว้เพียงนี้ก่อน ดูนาฬิกาก็เห็นเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืน

ตื่นและหลับในยามนี้ อินทรีไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยว่าคือความสุขและสงบที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงมี

ยังไม่ทันจะลุกขึ้นปิดไฟ เสียงโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างๆก็ดังขึ้น

มนตรีส่งถ้อยคำสั่นเครือผ่านมา

“อิน…มีที่ให้พี่นอนสักหน่อยไหม พี่เดินมาอยู่หน้าบ้านแล้วนะ”

ตายเลย…แบบนี้ ชายวัยเกษียณอายุได้แต่ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ไม่น่าเลยที่เพื่อนบ้านจะมีทุกข์จนน่ารำคาญได้เพียงนี้…ก็คงเรื่องผัวๆเมียๆอีกตามเคย

เขาก็เลยออกไปกดรีโมท เปิดประตูกว้างนิดหนึ่ง พอจะให้อีกฝ่ายเข้ามาได้ แล้วจึงกดปิดเสียทันใด

“ว่าไงพี่…กำลังนึกชมอยู่เชียวว่า…เห็นท่าพี่จะตกลงกับภรรเมียได้แล้วตัดใจไม่หย่า…”

“อะไรจะมหัศจรรย์ขนาดนั้น” มนตรีสั่นศีรษะอย่างกระปรี้กระเปร่าแกมเศร้าใจ “นี่เขาก็ขนของเสร็จสรรพแล้ว เอารถสิบล้อ…เอ๊ย…รถตู้บ้านพ่อมาขนไป…พ่อเองก็คงระอาเต็มแก่”

“ใคร้จะไม่ระอา” อินทรีเลยโพล่งออกไป พาชายสูงวัยยามวิกาลเข้าไปในห้องรับแขก

มนตรีเลยทิ้งตัวลงบนโซฟาคล้ายหมดแรง พลางตบเบาะหนังสีดำ

“พี่นอนนี่ก็ได้…ง่ายๆ…ของีบสักพัก เพราะเพลียกะนางนั่นเต็มทน”

“เวลาพี่รัก เหม็นเท่าไหร่พี่ยังว่าหอม” อีกฝ่ายไม่ยอมออมคำ เลยเปรี้ยงออกไป “นิสัยพี่เป็นยังไงฮะ…เป็นยังไงถึงได้ชอบเอามะนาวมาบีบเล่น พอหมดเปรี้ยวก็ปาทิ้ง…รู้ไหมว่าตอนนี้พี่อายุเท่าไหร่…แก่แล้วนะ 62 แล้ว”

“โฮ่ย” เพื่อนร่วมซอยร้องเสียงหลง “พูดอะไรยังง้านนน…อินก็รู้นี่นาว่า อายุสำหรับพี่แค่ตัวเลขออนไลน์ มันเพิ่มได้ลดได้นะเว้ย”

อีกฝ่ายตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย พลางวางกระเป๋าสะพายขนาดย่อมที่แขวนไหล่ออกวางไว้บนโต๊ะกลาง ครั้นแล้วจึงดึงหมอนอิงมาหนุนหัว เอนกายลงเหยียดขายาว ยกแขนก่ายหน้าผากหลับตาอย่างชวนให้ผู้ยืนมองกลัดกลุ้ม

“พี่เอ๊ยพี่…แก่ขนาดนี้แล้วยังจะไปอำเภอ ไปเอาใบหย่าให้อายท่านปลัดฯ”

แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา มีแต่เสียงหายใจแรงอย่างแสนหน่าย

อินทรีก็เลยนึกออกขึ้นมาอีกครั้งว่า ยังมีตัวอย่างสำคัญอีกคนหนึ่ง คนคนนั้นคือมนตรีผู้ที่นอนหอบอยู่ตรงนี้

ชีวิตของเขาคล้ายน่าอิจฉา

แต่ในความเป็นจริง อินทรีจะไม่มีวันขอรวยอย่างเขา มีเมียคนแล้วคนเล่าเช่นนี้เป็นอันขาด

แสนจะไม่สนุกด้วยทุกประการ

ไม่สนุกจนเขาแทบจะลืมดวงชะตาของเพื่อนบ้านไปเสียด้วย เนื่องจากเอือมระอาจนไม่เคยนำเอามาเปิดดู

ในที่สุด เจ้าของบ้านก็เลยปิดพัดลม เปิดแอร์ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหายใจดังเป็นจังหวะแสดงว่าเจ้าของร่างไปสู่นิทรารมย์ด้วยความโทมนัสแกมหมดกำลัง

เขาก็เลยยืนละล้าละลังมองดูอยู่ครู่หนึ่ง จึงปิดไฟ

ตัวเองกลับเข้าไปในห้องหนังสือ เอนกายลงบนเก้าอี้พับได้ ดึงท่อนปลายของมันออกมาเป็นที่วางขา ครั้นแล้วก็ได้แต่คิดในทางกุศล

‘ก็ดีเหมือนกัน ดวงพี่ตรีนี่ละที่ต้องเอาเข้าคลาส จะจาระไนให้แสบถึงไส้ไปเลย’ คิดพลางเขาก็ยิ้มกับความมืด



Don`t copy text!