หนึ่งในหล้า บทที่ 22 : จะได้คู่

หนึ่งในหล้า บทที่ 22 : จะได้คู่

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เมื่ออินทรีผูกดวงหญิงคนใหม่ของมนตรี…จึงมาถึงบางอ้อที่ว่า

5 ทับลัคน์ ทับจันทร์ 2

8  ทับ 2 หรือ 5 เล็งลัคน์

จะได้คู่

หากก็อยากหัวเราะออกมาดังๆ

มนตรีเพิ่งฉวยถุงเสื้อผ้าแล้วเดินจ้ำหายไปจากหน้าประตูบ้านเขาเดี๋ยวนี้เอง แม้จะเพิ่งใกล้ตี 4 แค่นั้น ผู้เพิ่งปลดเกษียณก็เลยกลับเข้าบ้าน ข้าวของที่คิดว่าจะซื้อก็เลยไม่ได้เดินไปซื้อ เนื่องจากเพื่อนร่วมซอยเตรียมผลุนผลันหันหลังกลับท่าเดียว หลังจากกดไลน์ไปหาสาวเจ้าแล้วข้างนั้นยังไม่ตื่น

ทีนี้ก็เลยยิ่งหมดสิ้นความชื่นกายชื่นใจบรรดามีที่ทะลักทะลายออกมาเตรียมสู้กับคู่คนใหม่

อ้อ…ก็ดวงของสาวที่กำลังจะร่วมมือกันพลิกชีวิตให้มีชีวาร่วมกับชายหนุ่มใหญ่หน้าตาท่าทางเข้านัยน์ตาเป็นเช่นนี้นี่เอง

นั่นก็คือ พฤหัสกำลังทับจันทร์กับราหู 8 ซึ่งเป็นดาวคู่ของเด็กคนนี้อยู่พอดี

โธ่เอ๊ย…เด็กอายุแค่ 26 ย่าง 27

นี่มนตรีกำลังนึกบ้าอะไรอยู่ จึงหาเรื่องชู้สาวมาแก้ลำผู้ที่จากไป

คำนวณจบจึงพบว่า แทนที่ปีนี้จะเป็นปีที่ดีของหญิงสาว กลับเป็นปีที่เจ้าเรือนลัคน์คืออาทิตย์ 1 ของเธอเป็นกาลกิณี

หากแต่ดูแล้วไม่มีทางเป็นอื่น เพราะดาวกาลกิณีจรก็กำลังมาทับพฤหัสเดิมของเจ้าชะตา

พฤหัสกับพฤหัสของคนสูงวัยกับเยาว์วัยคู่นี้ก็เกาะกุมกันอยู่แต่เดิมมาเสียอีกด้วย

อินทรีดูแล้วกลุ้มใจแทนเพื่อนร่วมซอยขึ้นมาอีกจนต้องปิดสมุด

แทบจะเหวี่ยงมันไปให้พ้นๆเสียทันใด

เอนตัวลงนอนบนเก้าอี้นอนพลางหลับตา ทอดถอนใจยาวอย่างมิรู้จะทำอย่างไรกับชายเฒ่า

นึกเสียดายหญิงอายุเยาว์ขึ้นมาจนต้องเตือนตนเองว่า ควรทำใจ

นักโหราศาสตร์ผู้เอาใจตนไปใส่ใจคนมีกรรม มักมิวายกำสรดแทนเขา

ต่อจากนั้น ผู้จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับ ‘หนึ่งในหล้า’จึงข่มใจจนหลับสนิทไปในไม่กี่พริบตา ไปตื่นเมื่อใกล้ตีห้าครึ่ง

มีเสียงอัจฉราเดินลงบันได

“พ่อ…ทำไมไม่ขึ้นไปนอน มานอนยังกะอกหักอยู่นี่” พลางอีกฝ่ายก็หัวเราะๆเพราะนึกรู้ว่า…ผู้ที่มาหักหัวอกที่เคยดีของเขาทุกครั้งคือใคร “อย่าเอาใจไปใส่ใจแกนักดีกว่าพวกบ้าผู้หญิง”

เมียของเขาว่าเข้านั่น พลางก็หันหลังขึ้นบันไดไปอาบน้ำ

ครู่ต่อมา เขาก็ลงนั่งกินอาหารเช้ากับคู่ชีวิตด้วยหัวจิตหัวใจที่ยังไม่คลายจากหดหู่

“น่าเบื่ออีตามนตรี” อัจฉราว่าจะไม่บ่นแล้ว หากก็อดเอ่ยออกมามิได้ “มีแต่เมียอยู่นั่นแล้ว…ไม่รู้จะมีให้มันเป็นอะไรขึ้นมา”

“กำลังจะเอาดวงเขามาเขียนด้วยไง ยกตัวอย่างดวงคนจริงๆจะได้เห็นชัด” เขาก็เลยสลัดความรำคาญเพื่อนบ้านออกไปเสียได้ นำประโยชน์จากตัวอักษรมาสวมแทน “เลยขอเขาไว้แล้ว”

“ตกลงคงเป็นอันว่าพ่อก็จะมีแต่ชื่อเพื่อนฝูงเครือญาติแค่นี้ใช่ไหมที่จะเอาไปโชว์ในหนังสือ…อ้อ ก็ยังมีนายทินอีกคนไง” อัจฉราหมายถึงทินพันธุ์ผู้เป็น ‘เพื่อนซี้’ ตั้งแต่ชั้นประถม แต่แก่กว่าอินทรีหนึ่งปี มีเมียก็ดีครึ่งเสียครึ่ง ครึ่งที่ดีก็คือช่วยทำกับข้าวขาย ครึ่งที่เสียก็คือติดเล่นหวยที่ไม่เคยได้ มีแต่เสีย…ลูกสาวคนโตแต่งงานไปเหลือลูกชายคนเล็กที่เพิ่งอายุจะเต็มสิบสอง หากก็เริ่มออกลายนักเลงใหญ่ คุมแก็งเด็กแถวนั้น รบกวนชาวบ้านจนหลายครั้งลากเอาพ่อแม่ไปทะเลาะกันเป็นโกลา

อินทรีก็เลยใคร่จะนำดวงชะตาของเด็กที่นานๆพบที มาอยู่ในงานเขียนของเขา

เนื่องจากยังจำได้ ตอนที่เด็กคนนี้เกิดใหม่ๆเพื่อนเก่าก็นำวันเดือนปีเวลาตกฟากมาให้ผูก

เขาเองก็ยังทึ่งมิวาย

ครั้นแล้วบัดนี้จึงใคร่นำมาใช้งาน

แต่เสียงปรางสีก็ดังขึ้น

“คุณลุงคะ…วันนี้คุณลุงว่างไหมคะ…คุณตาให้เรียนถามค่ะ”

“ว่างฮะหนู หนูพาคุณตากับคุณแม่มาได้เลยนะครับ” หากเจ้าตัวก็หัวเราะ “ว่าแต่ว่า จะมีใครตามมาอีกไหมล่ะฮะ”

“เขายังอยู่นะคะ…นั่งอยู่อีกโต๊ะ” เสียงของหล่อนก็ดูราวจะกลั้วความขำขันไว้ตามเคย “ก็ไม่ทราบว่าเขาจะตามอีกไหมน่ะค่ะ…แต่ตามหรือไม่ตาม คุณตาก็ต้องมาอยู่แล้วละค่ะ…เดี๋ยวคงถึงบ้านคุณลุงนะคะ แต่แม่บอกว่าคุณลุงไม่ต้องห่วงเรื่องรับประทาน แม่จะหาไปเองค่ะ”

ปรางสีวางหูแล้ว อินทรีก็ได้แต่โล่งอก…รีบใช้เวลาที่ทั้งสามยังมาไม่ถึงโทรศัพท์ไปหาทินพันธ์

“ทิน…เป็นไงมั่งตอนนี้”

“ก็ปวดกบาลอยู่น่ะซีมึงเอ๋ย” ข้างนั้นครางกลับมา ท่าทางราวกับตลอดคืนที่ผ่านไป เจ้าตัวน่าจะนอนไม่หลับ “มึงโทร.มาก็ดีแล้ว กูจะเลยถามเรื่องดวงซักหน่อย ว่าเจ้าตัวเล็กของกูมันจะเป็นยังไงต่อไป กูเองก็เอาแต่จะเป็นบ้าอยู่ทุกวัน เมียก็ดันทุรังแทงหวยไม่ยอมเลิก คือมันเอาแต่นึกโง่ๆว่าทีคนอื่นยังถูกเลย ทำไมมันจะถูกมั่งไม่ได้ เห็นความไม่เข้าท่าของอีนี่ไหม ทั้งแม่ทั้งลูกก็เลยมาทำให้โลกกูมืดไปหมด ปลดเกษียณแล้วนึกว่าจะสบาย”

“กูก็เคยบอกมึงแล้วไงว่า ลูกนี่ก็มี 2 ประเภท”

“เออ…จำได้” อีกฝ่ายยังคงหัวเสียไม่สร่าง

“คือ หนึ่ง ลูกที่เป็นลูกของพ่อแม่ พวกนี้จะว่านอนสอนง่าย ไม่เหมือนพวกที่สอง คือลูกที่มาอาศัยพ่อแม่เกิด ที่เรียกว่า อวชาตบุตรไง พวกแรกน่ะ อภิชาตบุตร” อินทรีจึงอรรถาธิบาย “ที่กูโทร.มานี่จะมาขออนุญาตมึงเอาดวงลูกมึงนี่แหละเป็นตัวอย่างเขียนหนังสือ”

ทินพันธ์ก็เลยอึ้งสนิทราวโดนหมัดเบาๆ

ได้แต่ครางออกมา

“เขียนเสร็จอย่าลืมส่งให้กูอ่าน”

“ถ้างั้น มึงก็ไม่ต้องโวยวาย ดวงลูกชายมึงนี่ยกเป็นตัวอย่างได้ อบายมุขในตัวมันนี่ระดับครูเลยนา…หายากจริงๆ แต่ก็รับรองได้ว่ามันเอาตัวรอด”

“มันอยู่ราศีอะไร” อีกฝ่ายถามเกือบคราง

“ราศีกุมภ์”

 

ราวเก้านาฬิกา คณะของคุณเปล่งก็มาถึงโดยพาหนะของนภากาศ

ปรางสีช่วยมารดาหิ้วถุงอาหาร พร้อมเกาะแขนคุณเปล่งคนละข้างกับประทินพาเข้าประตูบ้านที่อินทรีออกมาเปิดเตรียมไว้ เชิญชายสูงวัยเข้าไปนั่งสบายในห้องรับแขกเหมือนเมื่อคืน โดยนภากาศขอตัวจากไป เนื่องด้วยใคร่ไปรอยุคทองเพื่อพาเขาลงไปรับประทานอาหารตอนพักกลางวันแล้วคุยกันเรื่องงาน

“คุณปู่จะไปไหน โทร.บอกผมได้เลยนะฮะ ผมว่างทั้งวันอยู่แล้ว…เป็นพวกตกงาน” ครั้นแล้วเจ้าตัวก็หัวเราะพลางอำลา ขับรถจากไป

อินทรีจึงลองถามผู้อาวุโส

“แล้วนี่…คุณตือกับคุณเต็นจะมาไหมครับ”

สีหน้าอีกฝ่ายก็เลยเคร่งขึ้นนิดหน่อย

“เมื่อกี้ ผมก็เลยขอร้องไม่ให้มา ต้องเกรงใจเจ้าของบ้านมั่ง…นี่ก็พูดยังกะว่าตัวเองเกรงใจ” ผู้กำลังเป็นห่วงหลานสาวบอกเหตุผล “เมื่อคืนก็ปรึกษากันว่าจะเอายังไงดี จะสมัครเรียนปริญญาโทมหาวิทยาลัยไหนดีที่ก็มีให้เลือกหลายแห่งหลายสาขา แต่นังหนูก็ยังยืนยันว่าอยากเรียนสาขาโลจิสติกส์ทั้งๆเป็นผู้หญิงนี่ละนะ มันจะไม่ฮึกเหิมเกินไปรึไงลูก”

“ไม่หรอกค่ะ คุณตา ผู้หญิงเวลานี้ก็ทำท่าไปไกลกว่าผู้ชายแล้วนะคะ…ไม่เชื่อคุณตาดูคนเก่งๆก็ได้ ผู้หญิงไทยตั้งหลายคนเด่นดังยืนยาวจนโลกรู้จักเหมือนกัน”

แต่คุณเปล่งส่ายหน้า

“แล้วมันต้องมีผัวหรือเปล่าล่ะ เก่งเท่าเก่งก็เห็นมีผัวกันทั้งนั้น”

อีกสามคนก็เลยหัวเราะหัวใคร่คิกคัก

“หนูไง ไม่มี” ประทินชูมือ

“เอ็งก็กินมันซะไง…ใคร้จะอยู่กะเอ็งไหว…ขัดคอทุกนาที”

อินทรีเอ็นดูผู้เฒ่าเสมอมา ก็เลยบอกกล่าวอย่างอ่อนโยน

“อยู่ที่ดวงชะตาน่ะครับท่าน ถ้าดวงต้องเป็นม่ายก็ต้องเป็น ถ้าดวงต้องยากไร้ก็ต้องยาก” อินทรีบรรยาย “เพียงแต่ก็ขึ้นอยู่กับเราด้วยครึ่งหนึ่งว่าจะต่อสู้กับดวงจนชนะได้หรือไม่…เราจะยอมหรือไม่ยอมให้ดวงอย่างเดียวกำหนดชะตากรรม…ทำไมเราไม่คิดอีกมุมว่า ลองฮึดสู้ดูดีกว่าว่าเราหรือดวงจะชนะ”

“ผมก็ว่างั้นเหมือนกัน” บุรุษชราพยักหน้า รอจังหวะถามไถ่ถึงดวงปรางสี “อย่างผมงี้ก็อย่างที่เคยเล่า ดูเหมือนจะเคยดูหมอสองหน แม้จะแม่นก็ไม่เคยขวนขวายดูอีก…ก็สู้กับทุกงานมาจนตั้งตัวได้เต็มที่เท่าที่อยากมีอยากได้อยากดีอยากเป็น”

“ก็ดวงของท่านเกื้อหนุนให้ท่านได้ไงครับ ถ้าตัวเลขไม่เกื้อหนุน ท่านก็คงมาได้ แต่คงไม่ถึงจุดนี้”

“ไม่รู้เหมือนกัน” คุณเปล่งพึมพำ หากก็เลี้ยวเข้าไปหาดวงชะตาของหลาน “เพราะถึงยังไง ผมนี่อีกไม่ช้าก็ลาไปแล้ว เหลือแต่ลูกแก้วหลานแก้วแค่สองคนที่เป็นห่วงแทบตายเวลานี้”

“ท่านครับ” อินทรีก็เลยปลอบโยน “ไม่ต้องห่วงเลยฮะโดยเฉพาะหนูปราง…นี่ผมพูดจริงๆเลยนะฮะ”

“คุณดูละเอียดดีแล้วนะ…ก็แค่ที่จะเรียนต่อ ม. ไหนก็ยังลังเลอยู่เลย…ที่ไม่ลังเลก็เฉพาะวิชาที่จะเรียน คือไงๆก็ต้องสาขาโลจิสติกส์นี่ละ…เฮ้อ…บอกตรงๆ เมื่อคืนตาก็ยังเอารายละเอียดจากหนังสือที่ยุคเขาฝากกาศมาให้ตอนแยกกันเมื่อวานมาอ่านเลย…”

ปรางสีรีบพยักหน้า

“ใช่ค่ะ เมื่อคืนคุณตาอ่านเรื่องโลจิสติกส์แล้วบ่นใหญ่ว่าไม่น่าทำ…ทำแค่บริหารธุรกิจสาขาการตลาดที่เรียนมาก็พอเลย…แต่หนูก็ยังชอบอยู่ดี…คิดว่าอาจเรียนออนไลน์เสาร์อาทิตย์แค่นั้นก็ได้ค่ะ…จะได้อยู่กระบี่บ้าง มากรุงเทพฯบ้าง คือหนูอยากใช้วันเวลาที่มีอยู่นี่ ดูแลคุณตาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ค่ะคุณลุง ไม่อยากจากไปเรียนไกลๆ”

“นี่ไง” คุณเปล่งส่งเสียงอย่างเห็นได้ชัดว่าปลื้มใจ “คุณอินเห็นแล้วใช่ไหมว่าหลานผมมันแสนดี”

“ปีนี้ทั้งปีหนูก็เลยยังไม่ตัดสินใจต่อโทไงค่ะ” หญิงสาวจึงบอกเล่าให้เจ้าของบ้านฟัง…ถึงความตั้งใจของตนเอง

“หนูจะต้องรีบไปไหนล่ะลูกเอ๊ย” คุณเปล่งก็เลยดึงหล่อนเข้ามากอด “เก่งอย่างหนูเรียนอะไรก็เรียนได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้เรียน”

อินทรีพยักหน้าขณะที่แลเห็นน้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอเต็มตาหญิงสาว

ต่อจากนั้นจึงมาถึงอีกหนึ่งคำถามจากคุณเปล่ง

“ทั้งเรื่องเรียนเรื่องดูแลนี่ไม่ยาก แต่ยังมีเรื่องยากกว่านั้นที่ผมยังนอนไม่หลับ เลยยกขบวนมากวนคุณอินทรีแต่เช้า”

“เชิญเลยครับคุณปู่” อีกฝ่ายตอบทันทีอย่างรู้ใจ

“ที่ยังไม่สบายเท่าไหร่ก็คือเรื่องนายเต็น” คราวนี้คุณเปล่งได้โอกาสที่ไม่มีใครนั่งฟัง ระบายความคับข้อง “คุณคงเห็นแล้วว่ามันตามหนูปรางไปไปมามาไม่ยอมให้คลาดสายตา…อยู่กระบี่มันก็ทำแบบนี้ แต่อาศัยผมรู้ทันก็เลยให้คนรถขับไปส่งแล้วรอรับกลับ ก็มันเดินทางแค่สองชั่วโมง เราทำได้สบายๆอยู่แล้วใช่ไหม…หนูปรางจะรับเพื่อนฝูงไปกินไปซื้อของก็ให้ไป บางวันแม่เขาก็ไปด้วย เพราะที่นั่นก็มีเพื่อนกันญาติกันอยู่พอดู ก็เลยไม่ค่อยเป็นห่วงมาก…แต่เราต้องบอกหลานอยู่เรื่อยๆว่าที่ไม่พอใจมัน ก็เพราะประวัติมันด่างพร้อยงี้ๆ…ซึ่งผมจะไม่เล่า…เอาเป็นว่าไม่อยากให้มันเข้ามาดอง…เลยอยากรู้ว่ามันจะตามจ้องเอาเรื่องเราได้แค่ไหน…คือ…”

หากแต่คุณเปล่งก็ทิ้งท้ายไว้เพียงนี้

อินทรีก็เลยทายให้ผู้อาวุโสฟังตามที่เขาเคยบันทึกหรือรู้สึกในใจ

“ตกลงคุณแน่ใจนะว่าเจ้าเต็นไม่ใช่คู่ของหลานผม”

ปรางสีได้แต่ขำคุณตา เลยจูบเขาฟอดใหญ่ ถามว่า

“หวงหนู หรือหวงสมบัติกันแน่คะ”



Don`t copy text!