หนึ่งในหล้า บทที่ 26 : หลักการพยากรณ์

หนึ่งในหล้า บทที่ 26 : หลักการพยากรณ์

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ที่จริง จุดหมายที่ยุคทองปรารถนาเป็นอย่างยิ่งก็ได้แก่ใคร่ให้อินทรีได้ทายดวงของเขากับดวงของปรางสีโดยละเอียดมากกว่านี้…มากเท่าที่จะมากได้ เพราะบอกไม่ถูกว่าเหตุไฉนจึงรู้สึกต้องตาต้องใจเลยไปถึงจับใจในกิริยามารยาทรวมทั้งการใช้ชีวิตประจำวันของหล่อนอย่างค่อยๆล้นจนเต็มขึ้นมาในวิจารณญาณของเขาถึงเพียงนี้

แม้กระทั่งหญิงคนเก่าที่เลิกรากันไป ก็ยังไม่เคยประทับใจมากมาย หรืออาจเป็นด้วยคบกันมาตั้งแต่วัยรุ่น จึงเริ่มต้นด้วยความเป็นเพื่อนก่อนรู้สึกอื่นใดก็เป็นได้

แต่ลุงนั่นสิที่ไม่ค่อยจะปริปากทำนายทายทักเอาเสียเลย

ดังนั้น เขาจึงถาม

“คุณลุงว่าดวงผมมีอะไรยุ่งยากมากใช่ไหมฮะ…ตัวที่ทำยุ่งนั่นคือตัวไหนล่ะคุณลุง ผมอยากทราบ”

“ถ้าลุงชี้ให้ดูแล้วยุคจะรู้เรื่องไหม…ลุงว่าไม่รู้เรื่องหรอกนะ”

“ไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรเลยครับ ผมคุ้นกับตัวเลขอยู่แล้ว…บางที…ถ้าวิทยาศาสตร์สามารถพาเราไปถึงโหราศาสตร์หรือโหราศาสตร์พาไปถึงวิทยาศาสตร์ได้ ผมก็ว่าตัวเองพอไปได้นะฮะ”

“ถ้างั้น…ยุคก็ลองดู 2 ตัวนี่ละกัน” อีกฝ่ายก็เลยชี้ที่เลข 4 กับ 8 ซึ่งวางอยู่ ณ ราศีเดียวกันคือราศีพิจิก “ลัคนายุคอยู่ราศีนี้เห็นไหม ล. อยู่ราศีมีน…ราศีมีนเป็นราศีของดาวพฤหัส…ยุคก็ลองนับทวนเข็มนาฬิกามาที่ราศีเมษ พฤษภ เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุลย์ แล้วจึงมาถึงพิจิก…ราศีพิจิกจึงเป็นราศีที่ 9 โหราศาสตร์เรียกว่า ศุภะ หมายถึงความดีงาม ความเจริญรุ่งเรืองซึ่งเรือนนี้เป็นเรือนศรีของยุค ยุคเกิดวันศุกร์ เรือนศรีเป็นเรือนอังคาร 3 เห็นไหม 3 ไปอยู่เรือนเดชคือกรกฎ ก็เลยไม่ต้องห่วงเรื่องความรุ่งเรือง เพราะ 2 เรือนเดช มาอยู่กับ 5 ดาวพฤหัส 2 เป็นราชาโชค ธาตุดิน การงานประสบความสำเร็จ มั่นคงยั่งยืน เพียงแต่ลุงยังข้องใจเรื่องพุธ 4 ดาวคู่ครอง พอดีมี 8 ราหูเป็นมหาอุจเป็นกาลกิณี…คือถึง 8 จะเป็นศรีของ 4 แต่ก็มีอิทธิพลสูงมาก โดยเฉพาะราหูมาจากเรือนวินาสน์…ไม่รู้นะ ที่ว่าเสียกับเสียคือดี…แต่พุธเก้าก็ยังอยู่…ในบางตำราว่า ถ้าดาวคู่อยู่กับดาววินาสน์ หรืออยู่เรือนวินาศน์ มีคู่ทีไรก็พลัดพรากทุกครั้ง…แม้ว่าดวงยุคนี่ ลุงยังสองจิตสองใจเมื่อเอามาเทียบกับฝ่ายหญิง”

“คือยังไงหรือฮะ คุณลุง”

อินทรีจึงนิ่งไปอึดใจเต็ม

“คือดาวคู่ของเขากับของยุครวมกันอยู่ในดวงการงานของเขาชัดมาก แต่ถึงไงก็ยังมี 8 เปื้อนอยู่ดี เพียงแต่เป็น 8 ที่ไม่มีกำลัง”

“งงไปหมดเลยป้า” อัจฉราพึมพำ

“ลุงถึงไม่อยากบรรยายไง เพราะจะยิ่งงงหนัก แต่ลุงเห็นว่ายุคจบสถิติ คงไม่สู้กระไร”

“ผมเข้าใจครับ ตามได้”

“คือทุกองคาพยพของทั้งสองดวงมันไปกันได้ไงยุค ยุคราศีมีน เขาราศีพิจิก เจ้าเรือนลัคน์ก็เป็นลาภะแก่กัน จันทร์ 2 ก็เป็นตรีโกณกัน อาทิตย์ 1 ก็ตรีโกณอีก” ผู้พูดเอ่ยพลาง หากก็ตัดสินใจบอกกล่าว “ก็อาจเป็นไปได้ที่ว่างานทำให้ห่างกันเป็นครั้งคราว ไม่ได้อยู่ประจำ เห็นหน้ากันทุกวันเหมือนคู่อื่น”

“น่าจะเป็นยังงั้นมากกว่าครับ” ผิวหน้าซึ่งเมื่อครู่ดูซีดจางลงไป บัดนี้เริ่มเกิดสีสันขึ้นมาใหม่ แววนัยน์ตาก็ดูสดใสเป็นประกายด้วยชีวา “เพราะสมัยต่อไปนี้ แม้จะสื่อสารด้วยดิจิทัลได้ทันใจ แต่หลายเรื่องเราก็ต้องระวังความลับรั่วไหลอย่างมากๆเหมือนกัน สมัยหน้าคนเราจะไว้ใจกันยากมากขึ้นครับคุณลุง…งานบางอาชีพจึงอาจแปลกออกไป”

“ใช่…นั่นก็คือสาเหตุหนึ่งที่การพยากรณ์จำเป็นต้องเผื่อไว้…ต้องบวกความไม่ไว้วางใจไม่ว่าคนหรือเครื่องเข้าไปด้วย” อินทรีตามโลกทันควันทันใด

“คุณลุงสมัยใหม่มาก” ฝ่ายผู้เยาว์ชมเชย “ใช่ครับ…อย่างบทความหรือข่าวต่างๆบนออนไลน์ห้ามเชื่อทันที…ต้องอ่านแล้วคิดก่อน…เพราะพวกบ่อนทำลายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองผุดขึ้นกะตาน้ำ”

“แล้วคุณลุงจะตัดสินดวงผมกับเขายังไงต่อไปล่ะครับ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังนิ่งอยู่ ยุคทองจึงเอ่ยต่ออย่างร้อนใจ

“ยังไม่กล้าตัดสิน” อินทรีประวิงเวลา “ก็อย่างที่ลุงบอก คบหาดูใจกันไปพลางๆ มีอะไรไม่ชอบมาพากลก็จดไว้ แล้วเอามาให้ลุงดูว่าเหตุมันเกิดเมื่อไร อย่างไร…ลุงอยากหาข้อมูลไว้มากๆ ที่มาจากคนจริง พฤติกรรมจริง จะได้รวบรวมไว้บรรยาย ถ้าได้รายละเอียดมากเท่าไร จะได้เป็นประโยชน์กับผู้สนใจมากเท่านั้น…”

“ความคิดคุณลุงเป็นประโยชน์มากเลยครับ” ยุคทองบอกพลางดูนาฬิกา “นี่ผมก็เลยมากวนคุณลุงกับป้าเป็นชั่วโมงเหมือนกัน…ก็เลยขอกราบลาละฮะ ขอบพระคุณคุณลุงครับ”

ส่งชายหนุ่มขึ้นรถกลับไปในเวลาไม่เกิน 4 ทุ่ม อัจฉราจึงสั่งชะอม

“ถ้าใครมากดกริ่งก็ไม่ต้องเปิดแล้วนะ จะนอนแล้ว”

 

กลับถึงโรงแรมอย่างสบายใจด้วยกันทั้งพ่อ ลูกสาว หลานสาว

แต่คุณเปล่งก็หาได้ง่วงไม่ ยังคงเรียกหาทรัพย์แผ่นดินจากเป้ของปรางสีมาส่องดูพร้อมลูบคลำด้วยความชื่นอกชื่นใจมิหายได้

ฝ่ายหญิงสาวก็เลยมีเวลานั่งเปิดอ่านตำรา ‘หลักการพยากรณ์โหราศาสตร์’ กับสมุดจดตำแหน่งของดวงดาว แต่ละภพแต่ละราศี ที่มีชื่อนามครบถ้วนอันเป็น ‘คุณสมบัติ’ ของดาวแต่ละดวง แต่ละตำแหน่งให้ได้เรียนได้รู้ได้ค้นหา

มีลายมืออินทรีเพิ่มเติมเสริมต่อเรื่อง ‘ฤกษ์-ยาม’ ไว้ด้วยอย่างครบถ้วน

อาจารย์เขียนไว้ว่า

เตโช = ไฟ

วาโย = ลม

อาโป = น้ำ

ปฐวี = ดิน

ธาตุไฟ หมายถึง สติปัญญา อารมณ์ร้อน โทสะ

ธาตุน้ำ หมายถึง ความรวนเร สมาคม

ธาตุลม หมายถึง ความเพ้อฝัน เจ้าอารมณ์ อ่อนไหวง่าย

ธาตุดิน หนักแน่น มีหลักการเยือกเย็น

เมื่อมาถึง คำว่า ‘ภพ’ 6 8 12 คือ อริ มรณะ วินาสน์

ดาวอะไรไปอยู่ก็ให้โทษทั้งสิ้น แม้เป็น ‘เกษตร’ ก็แย่

ต่อจากนั้น ก็บอกตำราโบราณดูลักษณะดาว

1 อาทิตย์ ใช้ดูยศศักดิ์อัครฐาน

2 จันทร์ ใช้ดูรูปจริต

3 อังคาร ใช้ดูกล้า ขยัน

4 พุธ ใช้ดู ความอ่อนหวาน การศึกษา

5 พฤหัส ใช้ดูปัญญาบริสุทธิ์

6 ศุกร์ ใช้ดู โภคสมบัติ

7 เสาร์ ใช้ดูโทษทุกข์

8 ราหู ใช้ดูมัวเมา

9 เกตุ ใช้ดูอายุว่าสั้นหรือยืนยาว

0 มฤตยู ใช้ดูอาเพศ เหตุการณ์แปลกประหลาดด้านต่างๆ

ดาวทุกดวงข้างบนนี้ แยกออกเป็น 2 ฝ่าย

เรียกฝ่าย ‘บุญ’ ว่า ‘ศุภเคราะห์’

เรียกฝ่าย ‘บาป’ ว่า ‘บาปเคราะห์’

ฝ่ายศุภเคราะห์ ให้คุณ มีดังนี้

ดาวจันทร์ 2 ดาวพุธ 4 ดาวพฤหัส 5 ดาวศุกร์ 6

ฝ่ายบาปเคราะห์มีดังนี้

ดาวอังคาร 3 ดาวเสาร์ 7 เงาของโลกคือ ราหู 8 บริวารของราหู คือเกตุ 9 ดาวมฤตยู 0

ฝ่ายเป็นกลางคือ ดาวอาทิตย์ 1

ธาตุมี ไฟ ดิน ลม น้ำ

ต้นธาตุไฟ คือ ราศีเมษ กลางธาตุไฟ คือ ราศีสิงห์ ปลายธาตุไฟ คือราศีธนู

ต้นธาตุดิน คือ ราศีมังกร กลางธาตุดิน คือ ราศีพฤษภ ปลายธาตุดินคือ ราศีกันย์

ต้นธาตุลม คือ ราศีตุลย์ กลางธาตุลม คือ ราศีกุมภ์ ปลายธาตุลมคือ ราศีเมถุน

ต้นธาตุน้ำ คือ ราศีกรกฎ กลางธาตุน้ำ คือ ราศีพิจิก ปลายธาตุน้ำคือ ราศีมีน

ปรางสียิ่งอ่านก็ยิ่งเพลิน นึกไม่ถึงเลยว่าจะจำทุกราศีได้ง่ายดายรวดเร็วปานฉะนี้ มิหนำซ้ำก็จดจำเลยไปถึงความหมายของดาวแต่ละดวง ธาตุประจำภพที่ไม่ยุ่งยากกระไรเลยนั่นอีกด้วย

ต่อจากนี้ไป จึงมีลายมืออาจารย์แยกคู่มิตร คู่ศัตรูไว้ให้ด้วย

คู่มิตร คือ 1 กับ 5, 2 กับ 4, 3 กับ 6, 7 กับ 8

คู่ศัตรู คือ 1 กับ 3, 2 กับ 7, 6 กับ 7, 4 กับ8

แต่อินทรีก็เขียนคำอธิบายความหมายของแต่ละ ‘ภพ’ เติมไว้

คือภพที่ 1 เรียกว่า ตนุ หมายถึง การเกิด ศีรษะ ร่างกายและสภาพของชีวิต แขนขา ความเป็นอยู่

“หนู…” เสียงคุณเปล่งดังมาจากเตียงใหญ่ที่มีประทินนั่งอ่านหนังสือชื่อ ‘โลจิสติคส์’ ที่บิดาพลิกๆอ่านเพียงคร่าวๆเมื่อคืน พร้อมกับบ่นว่า เธอจึงต้องมาลองอ่านบ้างคืนนี้ “อ่านตำราโหรยากไหม”

เขาถามขณะวางเหรียญทอง เหรียญเงิน เรียงไว้บนสำลี พลางทอดถอนใจด้วยความอยากได้ แต่ยังไม่เชิงหักใจไหว เลยใช้แว่นส่องดูพอเพลินๆไปพลาง

“ไม่ยากเลยค่ะคุณตา…หนูเริ่มสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่าจะพยายามเรียนให้เข้าใจจนสามารถผูกดวงได้ หมายถึงสามารถใส่ตัวเลขลงไปตามช่องต่างๆทั้งสิบสองช่องนี่ได้ไม่ตกหล่นน่ะค่ะ”

“มีปัญหาอยู่ว่า หนูจะทายดวงใครต่อใครได้เหมือนคุณอินทรีไหมน่ะซี”

“ก็ต้องค่อยๆก้าวไปทีละก้าวแล้วละค่ะ ก่อนอื่น ก็ต้องจำลักษณะของภพ ของศุภเคราะห์ บาปเคราะห์ของราศี ของความหมายแต่ละราศี ธาตุประจำราศีให้ได้ก่อนไงคะ ไม่งั้นก็ไปต่อไปยาก ดิน น้ำ ลม ไฟนี่ก็สำคัญมากค่ะคุณตา”

“ก็แน่ละซี ในเมื่อมนุษย์เกิดมาต้องอาศัยธาตุทั้ง 4  ทั้ง 5 ทั้งนั้น” คุณเปล่งมีความรู้พื้นฐานที่ตามทัน “ของจีนเขายังมีธาตุไม้อีกธาตุนึงไง ของเรานี่ก็มีธาตุทองอีกธาตุ”

หลานก็เลยยกนิ้วให้จากเก้าอี้กลางห้อง ครั้นแล้วจึงเดินมาจุ๊บที่แก้มคุณเปล่งทีหนึ่ง

“ว่าแต่ว่า…อย่าลืมดูดวง ‘ใครคนนั้น’ ให้ตาด้วยนา”

“ใครคะ” หล่อนทำเสแสร้งแกล้งถาม ตาใส หากก็ระยิบระยับจับใจผู้มอง

“ก็ทองแห่งยุคไงล่ะคร้าบบ คุณหนู” ผู้เป็นตาได้แต่ลากเสียงยาวยั่วเย้า



Don`t copy text!