หนึ่งในหล้า บทที่ 28 : กรรมสัมพันธ์

หนึ่งในหล้า บทที่ 28 : กรรมสัมพันธ์

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

บ้านของยุคทองมีสามชั้น พ่อเป็นผู้คิดขึ้นมาได้ว่าผู้ใหญ่คือพ่อแม่ผู้นับวันจะมีอายุ ขึ้นบันไดไม่ไหว ควรจะอยู่ชั้นล่าง ลูกสาวอยู่ชั้นสอง ส่วนลูกชายวัยฉกรรจ์อยู่ชั้นสาม ซึ่งทุกคนต่างก็พอใจและเห็นพ้องต้องกันว่าลงตัวที่สุด

คืนนี้ พ่อแม่ต้องไปกินเลี้ยงตอนค่ำที่โรงแรมไกลบ้าน นัยว่าเพื่อนพ่อจัดเลี้ยงวันเกิดภรรยาของเขา ฝ่ายพันมุกไปรับประทานอาหารค่ำกับเพื่อนทั้งหญิงและชาย คงจะมีคนที่หมายใจหมายตาของพี่สาวอยู่ในนั้น ดูเหมือนจะเพิ่งคบหากันเมื่อไม่นาน

วันนี้บ้านทั้งบ้านก็เลยเงียบ เหลือแม่บ้านกับลูกมือผู้เดินออกมาถาม

“น้องยุคจะทานอะไรไหม ป้ามีจับฉ่ายกับหมูสามชั้นผัดเค็มเก็บไว้ให้”

“ไม่ละป้าไม่หิว” เขาตอบคำพลางขึ้นบันไดไปยังห้องส่วนตัวที่พ่อทำห้องชุดไว้ให้

นี่ก็สี่ทุ่มแล้ว อีกสักครู่ทั้งธาดา สารี และพันมุกก็คงถึงบ้าน

ส่วนตัวเขานั้น กำลังเป็นคืนที่ไม่เชิงเบิกบาน คงเนื่องจากความฟุ้งซ่านมากกว่า โดยเฉพาะจากคำของคุณลุงอินทรีที่ดูเหมือนยังไม่แน่ใจสิ่งใดบางอย่างในดวงของเขา ทั้งๆที่แน่ใจจนหมดใจในดวงของหญิงสาวนามปรางสี

เออ…เขาอาบน้ำแล้วเอนกายลงสอดตัวเข้ากับนวมผืนหนาที่มีความเย็นจากเครื่องปรับอากาศแผ่คลุม…ที่จริงแล้ว ตนเองควรจะชุ่มชื่นฉ่ำเย็นจนเป็นสุขมากกว่านี้ แต่เหตุไฉนจึงดูประหนึ่งว่าหนาวๆร้อนๆอย่างไรชอบกล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนึกเลยไปถึงชายสองคน…พ่อกับลูก…ที่ดูเหมือนจะไม่ถูกชะตากับเขาอย่างแรง

ท่าทางก็แข็งกล้าคล้ายอาฆาตจนประหนึ่งมีเสียงฮึ่มๆดังออกมา

เฮ้อ…แต่ถึงยังไงก็ขออย่าได้แผ่ศักดาข้ามพื้นที่มาถึงนี่เลยนะ เก็บกำลังวังชาไว้แข่งดีกับคนเมืองเดียวกับตัวเองจะเหมาะกว่า…คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจจนหลับไปหลังจากต้องย้ายความในใจไปสู่เรื่องราวทางการงานที่จะต้องสานต่อในวันศุกร์คือพรุ่งนี้ที่เขาน่าจะได้ข่าวที่ค่อนข้างแน่ใจว่านภากาศจะได้ตำแหน่ง

ดังนั้น เพียงแค่พบหน้าผู้จัดการใหญ่ในเช้าวันรุ่งขึ้น อีกฝ่ายจึงทักทายอย่างรู้ใจ

“หวังว่า วันนี้ยูจะได้ข่าวดีไปให้เพื่อนแน่นอนนะ”

ชายหนุ่มก็เลยพยักหน้า

“ฉันก็ต้องหวังแบบนี้ทุกครั้ง”

“ก็ยังดีที่ส่วนใหญ่สมหวัง” อีกฝ่ายตอบคำอย่างมั่นใจในความสามารถของชายหนุ่มตรงหน้า ผู้บัดนี้กลายเป็นมือขวาของเขาอย่างที่ไม่มีผู้ใดในบริษัทเทียบได้ หลังจากเขาแลไม่เห็นใครนอกจากยุคทอง ที่เขามอบหมายให้เป็นผู้หาผู้บริหารฝั่งอุตสาหกรรมทั้งหมด ครั้นแล้วก็มักจะได้คนมีคุณสมบัติดังต้องการมาป้อนงานบริการได้ตามเป้า

ระหว่างที่ยังไม่ลงตัว ทั้งเขาผู้เป็นหัวหน้าและชายหนุ่มผู้เป็นลูกน้องก็มักจะต้องกระวนกระวายเรื่อยไป

รวมทั้งผู้มาสมัครก็เช่นกัน ดังนั้น ทันทีที่พักเที่ยง ยุคทองจึงพบหลานชายคุณเปล่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ต่อจากนั้นจึงชวนกันลงไปข้างล่างที่ร้านเงียบๆร้านหนึ่งคุยกัน

“เดี่ยวให้ใกล้งานเลิก ผมจะลองโทร.ไปถาม คิดว่าน่าจะสัมภาษณ์ไปเรียบร้อยแล้ว รู้ผลแล้วทั้งสองบริษัท”

“เมื่อคืนผมก็นอนไม่หลับ” นภากาศสารภาพยิ้มๆ “เพราะถึงไง ก็ยังเหลือเราที่ต้องเอาชนะเขาให้ได้อยู่ดี”

“ไม่ดีหรือพี่ นานๆทีเข้าแข่ง ใจจะได้เต้นแรงขึ้นอีกหน่อยไง เท่ากับได้ออกกำลังไปในตัว”

ผู้สูงวัยกว่าพยักหน้า พอดีอาหารมาถึง

“ระหว่างที่รอน้องยุคทองเลิกงาน พี่ก็ว่าจะไปดูคุณปู่กับน้องปรางอีกหน่อย ไม่ทราบว่า อ่านตำราโหรจนแตกฉานไปถึงไหนแล้ว” คราวนี้เจ้าตัวจบประโยคพร้อมยิ้มขำ

ยุคทองก็เลยพลอยยิ้มไปด้วย หากมิใช่เห็นว่าหล่อนเหลวไหล ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในความเป็นผู้ใคร่รู้ใคร่เรียนของหล่อนอย่างยิ่ง

“ถ้าเรียนได้จริงๆก็น่าชื่นชมมากเลยพี่ เพราะศาสตร์พวกนี้ หายากที่ใครจะอยากเรียนอยากอ่าน แค่เห็นตัวเลขพราวในวงกลม ก็สั่นหน้ากันเป็นแถวแล้วละฮะ”

“นานาจิตตัง” นภากาศไม่ว่ากระไร “คือน้องคนนี้เขาอาจจะแปลกไปกว่าคนอื่นก็ตรงชอบเรียนของแปลก…คนชอบเรียนของแปลกที่ไม่มีใครเรียนนี่พี่ว่าก็ดีนะ…ของแปลกจะได้ช่วยขยายชีวิตของคนคนนั้นออกไป…ใครว่าโลจิสติกส์ไม่น่าเรียนโดยเฉพาะผู้หญิง แต่พี่เห็นแย้ง”

ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ยุคทองมีโอกาสสนทนากับนภากาศ ทำให้เขามั่นใจเกือบเต็มร้อยว่าหลานชายบุรุษสูงวัยจะต้องได้ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นแม่นมั่น

“ตกลงเป็นอันว่า เรานัดบริษัทแรก 10 โมงครึ่ง ส่วนอีกบริษัทบ่ายสอง…วันอังคาร โอเค.นะครับ”

 

“หนูอ่านโหราประชาชาติไปถึงไหนแล้วล่ะลูก” คุณเปล่งถึงกับล้อเมื่อเห็นปรางสีมีสมุดและหนังสือใส่เป้ลงไปกินอาหารเช้าที่ห้องอาหารด้วยท่าทางสำราญในอารมณ์ อาจผสมด้วยบัดนี้ไม่มีชายทั้งสองคอยจดจ้องเข้ามาคุย ก็เลยคิกคักไปได้กับอารมณ์ดีของผู้เป็นตา ด้วยว่า แม้รังเกียจเจ้าของเพียงไร คุณเปล่งจะเอาแต่หยิบวัตถุโบราณออกมาส่อง จนทั้งประทินและปรางสีก็ต้องแอบยิ้มให้กัน

ประทินได้แต่คอยนินทา ‘เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง’

แต่ปรางสีไม่ว่ากระไร ดีเสียอีก คุณตาของหล่อนจะได้มีงานอดิเรก

เพราะบัดนี้ หล่อนเองก็มีงานอดิเรกเช่นกัน

เป็นงานอดิเรกที่ให้ความรู้ ความรู้สึกตลอดจนความคำนึงนึกแตกฉาน คล้ายนำหลายงานหลายสาขามาประกอบกัน ผนึกเข้าด้วยกัน พากันเดินทางลึกเข้าไปในความลึกของชีวิต ในความวิจิตรที่มีทั้งน่าใกล้ชิดและน่าเหินห่าง

เป็นงานอันพร่างพรายด้วยคุณูปการที่มนุษย์ค่อยๆสั่งสมไว้ตั้งแต่สมัยบาบิโลเนียโน่นแล้ว

 

ดังนั้น ปรางสีจึงแสนเพลินกับดวงแก้วเม็ดใหญ่ ที่หากเรียนไปจนแก่กล้า ก็คงสามารถมองทะลุดวงชะตาใครต่อใครที่ว่าผาสุก ทุกข์ทน หนีไม่เคยพ้นความวิบากกับพวกที่เกิดมาก็พกพาเอามาแต่โชคชัย ก้าวขึ้นบันไดดาราไปยืนผงาดพูดคุยกับท้องฟ้า ดวงดาราได้โดยง่าย

แลเห็นชัดว่าโหราศาสตร์สามารถแยกธาตุดวงชะตาว่าดี ชั่ว มัว หมอง สุจริต ทุจริตอย่างไรและเพียงไหนด้วยเหตุใดโดยไม่มีสงสัยคลางแคลง

ใครก็ตามเคยแสลงใจในเรื่องเศร้าเหล่านี้ก็ขอให้รู้เถิดว่า

มีคำคำเดียวคือ ‘กรรม’

ทั้งกรรมเก่า กรรมใหม่ บันดาลให้เกิดดีร้ายที่ใครอื่นมิได้ทำ

แต่เราทำกรรมนั้นเอง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งในอดีตชาติและในชาตินี้

จึงไม่มีคำว่า ‘บังเอิญ’ มีแต่คำว่า ‘กรรมสัมพันธ์’

“อ่านได้เยอะเหมือนกันค่ะคุณตา” หลานสาวคล้องแขนบุรุษชราพากันเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้วหล่อนเองจึงปลดเป้ออกจากบ่า ถามตาว่าอยากกินอะไร ครั้นแล้วจึงเดินไปตักใส่ภาชนะมาวางตรงหน้า “เช้านี้มีโจ๊กหมูด้วยค่ะ หนูเลยเอาโจ๊กมาให้กับขนมปังไข่ดาว เบค่อน หมี่ผัด น้ำสับปะรดคั้นสดๆด้วยไงคะ”

พนักงานวางถาดลงตรงหน้า ประทินจึงออกไปเดินหาของถูกปากให้ตนเอง

กินเสร็จจึงเข้าไปยึดที่นั่งในอีกห้องที่เป็นห้องนั่งเล่นซึ่งไม่มีใครอยู่ในนั้น เนื่องด้วยเป็นวันธรรมดา ลูกค้าโรงแรมต่างก็ออกไปทำธุระส่วนตัว จึงเหลือแต่คนที่ตั้งใจจะใช้ห้องที่จัดไว้สุขสบายเหล่านี้กับธุระบางอย่างที่ต้องการความสงบ

พ่อ ลูกและหลานจึงต่างก็นั่งห่างกัน คุณเปล่งขอสร้อยทองโบราณมาดูในแว่นขยาย ปรางสีอ่านตำราโหรทีละหน้า มาถึงสัญลักษณ์ของแต่ละราศีที่มีอยู่ครบถ้วนในทุกหน้า พร้อมคำอธิบายง่ายๆ เหมาะสำหรับผู้เริ่มศึกษา

‘…ราศีเมษ’ มีสัญลักษณ์รูปแกะ ส่วนใหญ่คนราศีนี้จึงมีเรือนร่างค่อนข้างเล็ก ตัวกลมเหมือนแกะ แต่เมื่อเป็นราศีของ ‘ดาวอังคาร’ จึงมักจะเป็นคนดื้อรั้น เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ง้อใคร ผิวค่อนข้างคล้ำ หรือคือผู้ที่เกิดระหว่าง 13 เมษายน-13 พฤษภาคม

ราศีพฤษภ สัญลักษณ์รูปโค ร่างใหญ่ กระดูกใหญ่ ค่อนข้างสูงท้วม ผิวขาว หน้าตาสวย เพราะอยู่เรือนศุกร์ ที่เกิดใกล้น้ำ หรือผู้ที่เกิดระหว่าง 14 พฤษภาคม-14 มิถุนายน

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ปรางสีจึงเอ่ยกับคุณเปล่ง

“คุณตาเกิดใกล้น้ำหรือเปล่าคะ ก็ดาวอาทิตย์ของคุณตาอยู่ราศีพฤษภนี่…ใช่ไหมคะ”

“ชักจะเก่งใหญ่แล้ว อีหนู” ผู้เป็นตาจึงหันมาชมเชย เนื่องด้วยวันนี้เขาสุดแสนจะแจ่มใสเพราะได้คลี่คลายจากความรำคาญ “ชักจะเก่งใหญ่…ไม่รอถามคุณอินทรีเขาก่อนรึไงลูก…อ่านไปแค่วันสองวัน มันไม่ถึงกึ๋นอะไรนักหนาหรอกน่า ไงๆก็คงต้องถามครูเขาก่อนดีกว่า”

“ตรงนี้ไม่ต้องถามก็ได้ค่ะ คุณตา แค่เริ่มเรียนเท่านั้น เราก็ต้องดูตำราให้จำได้ก่อนไงคะ ยังไม่ก้าวไปถึงขั้นผูกดวง ทายดวง”

“อ้อเหรอ…ถ้างั้นก็อ่านไป”

“คุณตาเกิดใกล้น้ำหรือเปล่าล่ะคะ”

“ปัทเธ่อ…สมัยนั้น ใคร้จะไม่เกิดใกล้น้ำ”

“ไม่ไกล้ก็ได้นี่คะ…เพื่อนหนูคนยังเกิดใกล้วัดเลย”

“หนูก็ดูตำราซีว่า วันเกิดเขาวันไหน”

ปรางสีก็เลยต้องอ่านต่อไป

“ว่าแต่ว่า…” แต่เสียงคุณเปล่งก็ดังขึ้นอีก พร้อมหลิ่วตานิดๆอย่างเท่ “ตาอยากรู้ว่ารูปหล่อทองทั้งแท่งจะเกิดใกล้น้ำหรือใกล้วัด…ไงๆก็โทร.ถามคุณอินยังได้นี่นา ป่านนี้มิเขียนตำราเพลินไปแล้วมัง”

“จริงด้วยค่ะ” ข้างหลานเห็นด้วย “โทร.ดีไหมคะ”

“ดี” คุณตาพยักหน้า

ดังนั้นหลานจึงรีบกดมือถือ

“สวัสดีตอนสายค่ะ คุณลุง”

“สวัสดี หนูปรางใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ…ตอนนี้เราทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เลยย้ายมานั่งกันเงียบๆอีกห้องนึงน่ะค่ะ…หนูอ่านตำราที่คุณลุงให้มา คุณตาก็กำลังส่องดูของโบราณ แม่อ่านหนังสือพิมพ์ค่ะ”

“แหม…ดีจังเลยหนู…ผมก็กำลังหาดาวพฤหัสอีก 3 ตำแหน่งอยู่น่ะฮะ”

“ได้หรือยังคะ ตำแหน่งที่เหลือคือที่ราศีไหนคะ คุณลุง”

“เอ๊ะ…คุณปราง…หนูชักจะเก่งขึ้นมามั่งแล้วนะครับ”

“ยังหรอกค่ะ…เพียงแต่หนูจำแต่ละชื่อที่เรียกกันในวิชานี้ได้บ้างแล้วนิดหน่อยแค่นั้นค่ะ…เป็นต้นว่า…ราศี ภพกับลัคนา…อย่างหนูอยู่ราศีพิจิกก็หมายถึงลัคนาอยู่ตรงนั้นใช่ไหมคะ”

“ใช่หนู”

“แต่หนูไม่มีอะไรกุมลัคน์นะคะ”

“ไม่มีครับ”

“มีดีหรือไม่ดีล่ะคะ”

นับเป็นคำถามที่ดีที่อีกฝ่ายอยากให้ผู้เรียนได้ตั้งเป็นหัวข้อเลยทีเดียว

เพราะแม้แต่อินทรีก็ยังตอบทันทีไม่ได้

หากในที่สุดก็ตอบ

“ก็แล้วแต่ดาวที่มากุมลัคนา มาจากภพไหนมากกว่า…หนูอ่านมาจนถึงเรื่อง ‘ภพ’ แล้วยังล่ะฮะ”

“ถึงแล้วค่ะ…แต่ก็ถึงอย่างยังไม่ซาบซึ้ง แบบคนเริ่มเรียนมังคะ…คือหนูก็ทำความเข้าใจมาเรื่อยๆตั้งแต่ ‘ดวงมาตรฐาน’ ที่มีอยู่ 7 ดวง นั่นแล้วละค่ะ…ที่จำได้แล้วก็คือ ‘ดวงมาตรฐานเกษตร’ กับ ‘ดวงมาตรฐานประ’ ค่ะ…แต่ ‘มหาอุจ’ ‘นิจ’ ’มหาจักร’ ‘ราชาโชค’ ‘อุจจาวิลาศ’ ยังจำไม่ได้”

“ไม่เป็นไรหนู ค่อยๆจำไปครับ ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวจะจำสับกัน”

“แล้วคุณลุงจะหาเจอเมื่อไหร่คะ พฤหัสน่ะค่ะ”

“กำลังดูอยู่ครับ คิดว่าได้แล้วนะฮะ เพียงแต่เจ้าของดวงยังอายุน้อยเกินไป เลยไม่มีเหตุการณ์พิเศษให้สามารถนำมาเป็นดวงตัวอย่างได้”

“ดวงตัวอย่างควรจะเป็นยังไงหรือคะ”

“ควรจะเป็นดวงคนที่พิเศษหรือค่อนข้างพิเศษไม่ซ้ำแบบใครน่ะครับ…คนทั่วๆไปสุขสบายธรรมดาๆ ไม่ทำให้ใครมีเรื่องราวต้องยกมาเป็นตัวอย่างก็ไม่มีประโยชน์กับการนำมาศึกษาไงครับ”



Don`t copy text!