อารักษ์ดอยหลวง

อารักษ์ดอยหลวง

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– อารักษ์ดอยหลวง –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ดาวดอกปอแดงฉาน  ไก่แจ้ขันแอ๊กแอ้ ไก่ท้องแก่ร้องก็อกๆ กระต๊าก…ก็อกๆ กระต๊าก  มันปวดท้องเต็มแก่ ขึ้นคอนหารังไข่แต่ไพล่ไปเข้ารังอื่นที่มีเจ้าของอยู่แล้ว ไก่แม่ฟักที่กำลังฟักไข่หน้าดำหน้าแดงจึงตะเพิดมัน เสียงก็อกๆ กะต๊าก…ก็อกๆ กะต๊ากยิ่งดังเอ็ดอึงขึ้นอีก  รำคาญนัก ไอ้แดงฉวยอิฐหักใกล้มือปาโครมไปทางเล้าไก่ นั่นยิ่งทำให้มันลั่นร้องสนั่นหวั่นไหวทั้งตัวผู้ตัวเมีย

รำคาญนัก เอากุญแจรถมาเสียบรูแล้วถีบคันสตาร์ท มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ส่งเสียงวูมๆ เป็นรถเยอรมันรุ่นสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อยี่ห้อว่าPUCK ชาวฮ่อมห้วยริมดงทั้งหลายเรียกว่ารถปุ๊ก ทั่วทั้งตำบลมีอยู่คันเดียว เป็นของพ่อกำนันคำดี แกซื้อต่อมาจากผู้หมวดผู้กองอะไรสักคนที่ย้ายออกไปจากอำเภอ

“จะไปไหน ไอ้แดง”

“ไปเรือนพี่หนานแสง”

“อย่าพากันไปดอยหลวงเด็ดขาดนะเอ็ง  เจ้าที่เจ้าทางท่านแรง คนบ้านเราถือสากันนัก”

“โหย…อีแม่” ไอ้แดงลากเสียงยาว มือก็ขยับที่เร่งน้ำมันจนมอเตอร์ไซค์อ้วนป้อมปุ๊กลุกลากเสียงวู้มๆ “จะไปดอยหลวง ต้องตระเตรียมการล่วงหน้าสองวันสามวัน จู่ๆ นึกจะไปก็ไป จะได้อย่างใด”

ผ่อนเครื่องลง ขึ้นเรือนไปเอาลูกซองออโตฯห้านัดที่แขวนข้างฝาในห้องนอน ฉวยเป้ทหารสอดสองแขนเข้าแล้วรั้งขึ้นหลัง  ไก่แจ้ไก่จงเซาเสียงลงบ้าง นางเมียคงหาพบรังไข่ของตัวเองแล้ว อันที่จริงตัวเมียที่ปวดท้องไข่ไม่โวยวายมากมายอะไรหรอก แต่ไอ้จงไอ้แจ้นั่นแหละตัวดี เหมือนมันช่วงชิงกันประจบเอาใจนางตัวเมีย ส่วนมากไอ้แจ้จะกระเจิดกระเจิงหนี แต่หากดูดีๆ ลูกไก่รุ่นใหม่ที่เติบใหญ่ขึ้นมา มักเป็นไก่แจ้มากกว่าไก่จง

 

“เคยไปถึงดอยหลวงไหม พี่หนาน”

“บ่เคย”หนานแสงเงยหน้าขึ้นจากกองฟืน  “ เป็นที่ถือสา เก้งกวางตัวใดแม้ลากขากะโผลกกะเผลกหรือสำลักเลือดอ๊อกๆ แต่หากมันหนีเข้าถึงร่มเงาดอยหลวง เขาจะเลิกตาม เป็นที่หวงห้าม เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทางท่านแรงนัก ผู้ใดละเมิด ท่านไม่เคยไว้หน้าเลย ”

“ลูกกำนันก็ไม่ไว้หน้าเลยหรือ”

“บ่ฮู้ ลูกนายอำเภอก็คงบ่ไว้”

สองหนุ่มแม้ต่างวัย แต่อายุก็ไล่เลี่ยกัน หนานแสงได้ ๒๕ ปีในปีนั้น ส่วนไอ้แดงได้๒๒ ปี ไม่ต้องไปคัดเลือกเป็นทหารเพราะเป็นลูกกำนัน  หนานแสงเข้าสู่ร่มเงาพระเจ้าพระธรรมเมื่อหลังสงครามญี่ปุ่น เรียกขานกันโดยทั่วไปว่าสงครามญี่ปุ่นเพราะทหารญี่ปุ่นทะลักเข้ามาเต็มบ้านเต็มเมือง พ่อกำนันเป็นเจ้าศรัทธาในการบวช เลยทำให้สองหนุ่มสนิทกันแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

หนานแสงจับฟืนตั้งขึ้น จามขวานลงเสียงดังโพละๆ แดดดีนัก ผ่าฟืนตากแดดทิ้งไว้สักสี่ห้าวันก็เก็บไปเรียงระหว่างช่องเสาใต้ยุ้งข้าวได้ ตากทิ้งไว้นานกว่านั้นก็ได้แต่ไม่ค่อยดีเพราะปลวกมักขึ้น เหงื่อออกโชกจนเสื้อชุ่ม เดินไปจ้วงน้ำจากหม้อดื่มอึกๆ แล้วเลยถือโอกาสพักสูบยา

“เอ็งเอาปืนเอาเป้มาด้วยหรือ” เจ้าบ้านถาม “จะไปไหน”

“ไม่รู้จะไปไหน ส่องนกส่องหนูกับข้าไหม พี่หนาน โชคดีผีปัน อาจได้เก้งได้หมูสักตัว”

 

มอเตอร์ไซค์คันใหญ่แล่นตามทางขึ้นไปทางตะวันตก เลยจากปางเติมขึ้นไปก็เป็นเขตป่าเขา ทางรถคดโค้ง ฝุ่นแดงที่ฟุ้งขึ้นตกคลุมพุ่มพงสองข้างทางจนแดงเถือก รถรายังมีไม่มากนักสมัยนั้น  เป็นรถจากแม่วิน แม่วาง บ้านยางบ้านม้ง ที่อยู่ลึกเข้าไป  ดอยหลวงอยู่ทางขวามือ สูงใหญ่ ลับลี้ มากมีด้วยสัตว์ใหญ่น้อยนานาที่แสนเย้ายวนชวนฝัน บนยอดดอยนั้นมีวัดร้าง ครูบาสุวัณโณมาสร้างทิ้งไว้ ท่านเป็นพระผู้เคร่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐานสายครูเจ้าบาศรีวิชัย อันที่จริงท่านไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแล้วทิ้ง แต่ท่านป่วยไข้ด้วยโรคภัยอันใดไม่รู้ พ่อแม่ ญาติโกโหติกาแห่งท่านเลยเอาออกไปเยียวยา ตอมาท่านก็เสียชีวิตลงที่วัดบ้านเกิดของท่านนั่นเอง

“เขาว่าอารักษ์ดอยหลวงกระทำต่อท่านหรือ พี่หนาน”

“ก็ได้ยินได้ฟังมาว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”

“เป็นถึงครูบา วิปัสสนากรรมฐาน ผียังกระทำได้หรือ”

“เรื่องนี้ลึกลับซับซ้อนนัก พี่หนานเองบวชเรียนมาน้อย  รู้น้อย รู้ไม่ลึก  ท่านอาจป่วยไข้ธรรมดา กรรมเก่าพามาอย่างนี้ก็เลยเป็นไปอย่างนั้นก็ได้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวท่าน แต่ท่านก็เสี้ยงไปแล้ว เหลือแต่ความดีความชั่วเป็นผลสืบไป”

แยกลงทางซ้าย ไม่ได้มุ่งตะวันตกแล้ววกขึ้นขวาไปสู่ดอยหลวง ยังไม่พร้อม แต่สักวันกูพร้อมก็อยากเหยียบย่างไปถึงดอยหลวง ไม่ได้คิดจะไปอวดเก่งเบ่งทับ เพียงแค่อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัสดอยหลวงอันยิ่งใหญ่ในความคิดเห็นของเพื่อนบ้านพื้นฐานพื้นถิ่นเท่านั้นเอง

“ได้หมูมาหรือ หมูแม่ลูกน้อยหรือเปล่าเล่าเอ็ง”

“ไม่ใช่ข้าไม่รู้อะไรนะอีแม่ เห็นข้าเป็นละเอ็กละอ่อนอยู่ร่ำไป”

“หมูแม่ลูกน้อย เก้งกวาง กระจงกระแจ้อันใดมีลูกน้อยเอ็งอย่ายิงเด็ดขาด คนบ้านเราถือ”

เอาเนื้อหมูส่วนที่เป็นขาหลัง ครัวน้ำครัวใน ตับไตปอดแม้มขึ้นไปบนเรือน ไอ้แดงชอบล่า จิตใจใฝ่มักไปทางสอดล่าหากินทั้งที่ไม่จำเป็น พ่อมันเป็นถึงกำนัน เงินเดือนอาจไม่มากแต่เงินทองก่องแก้วผัวนางมีมาก  เป็นกำนันเป็นเอาหน้าเอาตามากกว่า ไอ้แดงผู้นี้ผัวนางก็เคยเปรยว่าอยากให้มันเป็นพ่อหลวงเป็นอย่างน้อย เป็นกำนันได้ยิ่งดี เลยกำนันขึ้นไปคือนายอำเภอเป็นไม่ได้เด็ดขาดเพราะไม่ใช่ข้าราชการไทยใต้ลุกแต่ไทยขึ้นมา ปากจาคำไทยว่าอะไรทำไม

“ไอ้แดง ไปซื้อพริกแห้งให้แม่ที  จะลาบให้พ่อมึงกิน”

“ข้าโตแล้วนะอีแม่” ลูกชายขึ้นเรือนมา สีหน้ายู่ยี่” ใช่ละเอ็กละอ่อนเก้าขวบสิบขวบ เดี๋ยวใช้ไปซื้อกะปิ เดี๋ยวใช้ไปซื้อน้ำปลา ข้าอายคน”

 

หมูป่าตัวเขื่อง เขี้ยวงายังไม่พ้นริมปากบนสักเท่าใดนัก หากยิงหมู ครูพรานผู้เฒ่าบอกเล่าสืบต่อกันมาว่าอย่ายิงข้างหน้า นัดเดียวหากพลาด มันจะสวนควันปืนแล้วเสยตูมขวิดขวับท้องแตกไส้ไหล ไม่ใช่ไส้หมูไหล แต่ไส้คนจะไหลเพราะเขี้ยวมันคมมาก เขาเองจดจำ เรียนรู้ ฝึกฝนและฝึกปรืออยู่ในถ้อยในคำของคนผู้เกิดก่อนทั้งหลาย ไม่มีครูเป็นผู้เป็นคนเป็นตนเป็นตัว ไม่มีผู้ตั้งตัวเป็นครูสั่งสอนวิชาสอดล่าหากิน ใครอยากรู้อยากได้ก็หมั่นไปหา  ถามเอา จำเอา หากมีโอกาสติดตามหลามทวยเข้าห้วยเข้าหุบก็ยิ่งดี

เขาเองไม่มีครู แต่มีเพื่อนรุ่นพี่เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้เหนี่ยวรั้งชั่งใจ จะว่าไปพี่หนานแสงใช่ว่าจะหลงใหลในแพระพงดงลึกอย่างเขา แต่คงขัดไม่ได้มากกว่าเพราะว่าพ่อของเขา พ่อกำนันผู้ใหญ่แผ่บารมีครอบงำพี่หนานแสงมานานแล้ว พี่หนานแสงอาจสำนึกในบุญคุณของพ่อที่เป็นพ่อออกเค้าหรือเจ้าศรัทธาเมื่อพี่หนานเข้าผ้าเหลือง พอสึกออกมา ไม่ว่าเขาเองจะชักชวนไปทางใด พี่หนานมักไม่ขัด  มีอยู่ครั้งเดียวที่ขัด เมื่อเขาชวนไปนอนสาวที่ซ่องหลังตลาดในตัวอำเภอ

หมูป่าตัวเขื่องเขาเองเป็นคนยิงได้ ยิงเจาะเข้าซอกรักแร้ตามคำสอนของคนรุ่นก่อนหน้าทั้งหลาย พอมันตายสนิทก็มัดรวบขาหน้าติดขาหน้า มัดรวบขาหลังติดขาหลังแล้วเอาไม้คานสอดกลางหามมาสู่ที่จอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ ตอนหามหมูก็สบายๆ แต่ตอนจะเอาหมูซ้อนมอเตอร์นี่สิ ทุลักทุเลน่าดู จะเอาพาดไว้บนหม้อน้ำรถด้านหน้าก็ไม่สะดวกเหมือนกระจงกระแจ้หรือวอกค่างนางลิงทั้งหลาย จะเอาพาดหลังอานพี่หนานก็ไม่มีที่นั่ง จะเอาหมูซ้อนท้ายแล้วให้พี่หนานวิ่งตามก็ดูกระไร  ตกลงก็เลยให้พี่หนานอุ้มหมูพาดตักทุลักทุเลพอสมควร มาถึงก็ตรงเข้าบ้านพี่หนานเลย พ่อพี่หนานเป็นคนครัวหมูคือชำแหละปาดแบ่ง เขาเองเอามาแต่ขาหลังกับเครื่องในนิดหน่อย ส่วนที่เหลือแล้วแต่พ่อพี่หนานจะจัดการ คงเก็บไว้กินส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็คงเป่าเขาตู้นหวู้น เสียงเป่าเขาควายดังตู้นหวู้นขึ้นที่ใด บ้านเหนือบ้านใต้ใกล้เคียงเขาจะรู้ว่ามีหมูขาย เงินทั้งหลายขายได้เท่าใดแม่พี่หนานจะเอามาใส่มือแม่ของเขา  แม่ไม่แบ่งครึ่งแต่แบ่งสาม ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจอันใดเกิดขึ้น ว่าทำไมไม่แบ่งเท่ากัน

 

“เอ็งมาทางนี้ทำไมไอ้แดง นี่มันปากทางเข้าดอยหลวง”

“ขอข้าสักครั้งเถิด  ไหว้ได้ก็จะไหว้ละพี่หนาน”

“ก็ไหว้สิ ไหว้เลย ไหว้เดี๋ยวนี้”

“ไหว้บ่ได้ ละมือจากแฮนด์รถ รถก็ล้ม”

คนซ้อนท้ายหายโมโห หัวเราะหึๆ เอาวะ เอาไหนเอากัน เป็นไงเป็นกัน มาถึงปานนี้แล้วจะกลับออกไปก็ใช่ที่ ไว้ค่อยโลมเล้าเอาใจมัน เกลี้ยกล่อมมันตามเหตุจำเพาะเหมาะสมจะดีกว่า

ฝากรถทิ้งไว้ที่ห้วยหยวก เดินด้วยเท้าเลาะขึ้นตามลำห้วย ดอยหลวงเยือกเย็นยิ่งใหญ่สมชื่อ มีห้างไม้อยู่แห่งหนึ่ง ปู่แก่พาแหละบอก ปู่แก่พาแหละเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นลูกน้องของพ่อ พอรู้ว่าเขาเป็นลูกพ่อกำนัน ก็กุลีกุจอนำทาง ห้างไม้เก่าแล้ว โป่งก็เป็นโป่งเก่า แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้มุ่งหวังตั้งใจว่าจะต้องได้เสือสิงห์กระทิงแรดช้าง แค่อยากเห็น อยากพบ อยากสัมผัสเท่านั้น

“ขึ้นห้างเลยดีไหม พี่หนาน”

“ก็ดี”

ธูปไหม้หมดดอก พี่หนานเป็นคนกล่าวคำบำบวงบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าแดน เทวดาอารักษ์ทั้งหลาย บอกถึงเจตนาว่าจะนั่งบนห้าง จะยิงจากบนห้างเท่านั้น จะไม่ไล่ล่าจนหลุดหลงเข้าร่มเงาดอยหลวงเด็ดขาด ถึงมันจะเลือดสาดเลือดย้อยเป็นรอยยวนยั่วเพียงใดก็ตาม ดอยหลวงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ เป็นเขตหวงห้าม  สัตว์ตัวใดหนีเข้าร่มเงาดอยหลวง เขาจะไม่ตาม จะไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างผีกับคน

“เหล้าหน่อย พี่หนาน”

ขึ้นบนห้าง ห้างไม้ลั่นออดแอดเพราะความเก่า เส้นตอกคงคลาย เนื้อไม้อาจหดตัว โป่งดินเก่าๆ เป็นเงารำไรใต้แสงเดือนอ่อน  หนานแสงเอากระบอกไฟฉายหัวบานมาตบๆ ต่อยๆ ขันคอไฟฉายให้กระชับแน่น ทดลองส่องขึ้นฟ้า แต่ว่าแสงไฟส่องไปจับดวงตาอะไรใหญ่โตเท่าลูกลานต้ม หนานหนุ่มสะดุ้งตกใจแต่ไม่บอกกล่าวลูกพ่อกำนัน

“เหล้าอีกนิด พี่หนาน”

“บ่ดีกินนัก เหล้าญางแรงกว่าเหล้าบ้านเรา”

ไม่มีกวาง ไม่มีเก้ง ไม่มีหลึ่งหมูหลึ่งหมาตัวใดเข้ามากินโป่ง ง่วงงุน เมาๆ ซึมๆ โป่งเก่าดินโป่งอาจจืดอาจจาง อาจมีโป่งอื่นที่เกลือแร่ยังเข้มข้น แต่ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ไปถามปู่แก่พาแหละอีกที มีที่ซุ่มดีกว่านี้หรือไม่

ราวตีสามตีสี่ เดือนตกลับไปแล้ว มีเสียงเดินดังตึงๆจนแผ่นดินสะเทือน  สองหนุ่มเมาเหล้าหลับนกสะดุ้งตื่น หนานแสงฉายไฟปราดขึ้นฟ้า แสงไฟส่องจับตีนใครไม่รู้ใหญ่เท่าใบตาล กำลังกระทืบลงมา

 

ดาวดอกปอแดงฉาน อันที่จริงไม่ใช่ดอก แต่เป็นฝักรูปดาว ไก่แจ้ก็ยังขันอยู่แอกแอ้ เป็นไก่รุ่นใหม่เติบใหญ่ภายหลัง ไก่แม่รุ่นใหม่ยังร้องก็อกๆ  กะต๊าก  ก็อกๆ กะต้าก…เหมือนรุ่นแม่ของมัน แต่แล้งปีนี้ไอ้แดงไม่รำคาญเหมือนแล้งปีก่อน เซื่องๆ ซึมๆไป นับแต่กลับจากดอยหลวงครั้งนั้น

“ไม่ไปอีกแล้วหรือเอ็ง”

“พอแล้ว รอดออกมาได้ก็นับว่าบุญ เข็ดแล้ว ไม่เอาอีกแล้วอีแม่”

“ไปซื้อพริกแห้งให้แม่ที จะลาบไก่ให้พ่อเอ็งกิน”

ไอ้แดงทำหน้ายู่ยี่ แต่ก็รับเอาเงินใบละบาทไปโดยดี

Don`t copy text!