เปรตดิบ

เปรตดิบ

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– เปรตดิบ –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เด็กนักเรียนสอบไล่เสร็จสิ้นกันแล้ว โรงเรียนวัดห้วยม้าโก้งปิดภาคปลาย เด็กๆ ไม่ต้องมาโรงเรียนแต่ครูยังมาทำงาน  งานสอนเสร็จสิ้น แต่งานราชการอื่นๆ ยังไม่แล้วเสร็จ อย่างงานตรวจข้อสอบ แสดงผลการสอบ ทำรายงานส่งอำเภอเป็นต้น

“จะกลับบ้านก่อนก็ได้นะสมเจตน์” ครูใหญ่บอก “ไม่เป็นไร ไม่ต้องรอจนสิ้นเดือนมีนาค่อยกลับ”

“ไม่เป็นไรพี่ รอรับเงินเดือนแล้วค่อยกลับเลย”

สมัยนั้น ปิดภาคปลายปีการศึกษาจริงๆ วันที่หนึ่งเมษายน แต่ในทางปฏิบัติ สักครึ่งเดือนมีนา เด็กๆ สอบไล่เสร็จสิ้นก็ไม่ต้องมาเรียนหนังสือ ครูในท้องถิ่นกันดารห่างไกล ใครจะกลับก่อนกำหนดก็ไม่ค่อยเพ่งเล็งหรือเคร่งครัดกันมากนัก ขึ้นอยู่กับการตกลงกันในแต่ละโรงเรียน แต่ครูใหม่โรงเรียนห้วยม้าโก้งสมัครใจจะอยู่ต่อ อาจเพราะคุ้นเคยดีแล้ว เริ่มอยู่เป็นสุข ข้อสำคัญก็คืออยากอยู่ช่วยหลวงพี่เล็กดูแลท่านสมภารเจ้าอาวาสซึ่งมักป่วยกระเสาะกระแสะเพราะอายุมาก จะลุกจะนั่งต้องมีคนคอยประคอง

เขาว่าหลวงตาเป็นเปรตดิบ

มีคนรู้ มีคนเห็น สมเจตน์เองก็ได้เห็น แต่เห็นครั้งเดียวเมื่อคืนเดือนอ่อนหนนั้น ดึกดับอากาศเยือกเย็น แสงเดือนอ่อนจางขมุกขมัว  มีเสียงไม้กวาดลากพื้นดังอยู่แซ้ดๆ หลวงพี่เล็กสะกิดเขา สองคนค่อยย่องลงกุฏิ

เงียบเชียบ ยะเยือกยะเย็น

แล้วภาพหนึ่งปรากฏขึ้น ชวนขนลุก

มีคนแก่คนหนึ่ง กำลังกวาดลานวัด

สูงขึ้น ยืดยาวขึ้น อ่อนไหวไปมาเหมือนพร้อมจะหักพับกลาง สูงขึ้นพ้นหลังคาวิหาร มีหน้าอันเปล่า มีตาอันกลวง มีหน้าปราศหนัง มีปากปราศริมแต่มีฟันอันยาว แต่ภาพที่พบเห็นไม่อาจระบุได้ว่าเป็นหลวงตา เพราะไม่เห็นนุ่งสบงอังสะหรือพาดผ้าจีวร

กลัวจนเย็นสันหลังวาบๆ

เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนมาบ้างเข้าวิเคราะห์ ยังไม่ได้คำตอบที่พอใจ อาจเพราะเรียนมาน้อย เรียนมากว้างขวางเกินไป เรียนมาอย่างละนิดละหน่อยเพื่อออกมาเป็นครูประชาบาล ไม่ได้เรียนลึกซึ้งทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ

 

“ผมจะกลับบ้านนะหลวงพี่ อยู่ยาวเลย กลางเดือนพฤษภาถึงจะกลับ”

“กลับเถอะครู ไม่เป็นไร ทางนี้ไม่ต้องห่วงอะไร”

“แต่หลวงตา…”

“อาจขอพ่อน้อยพ่อหนานมานอนเป็นเพื่อนไปพลาง”

หลวงพี่ผู้เหมือนพี่ เหมือนเพื่อนลดเสียงลง มองไปยังบนกุฏิที่หลวงตายังขลุกอยู่ หลวงพี่ชักชวนเขามาพักที่วัดเพื่อจะได้ช่วยกันดูแลหลวงตา  เขาเองปรึกษาครูใหญ่ ปรึกษาพ่อหลวง ขอความเห็นกรรมการวัดว่าเหมาะสมหรือไม่ ทุกคนมีความเห็นสอดคล้องกับหลวงพี่เล็ก สมเจตน์ครูหนุ่มจึงกลายมาเป็นขะโยมหรือข้าโยม หรือคฤหัสถ์ที่อาศัยอยู่กินกับวัดด้วยประการนี้

“ไม่แน่นักครู” หลวงพี่ลดเสียงลงอีก เหมือนกลัวท่านผู้เฒ่าบนกุฏิจะได้ยิน “หากหลวงตาเป็นเปรตดิบ วิบากกรรมเวรก็อาจใกล้หมดแล้ว นับแต่คืนนั้น เปรตดิบไม่ปรากฏอีกเลย”

“หมายความว่าอย่างไรหลวงพี่ วิบากกรรมเวรใกล้หมดแล้ว…ท่าน…ใกล้ตายแล้วหรือ”

“อาจเป็นอย่างนั้น ใช้บาปใช้กรรมหมดแล้ว จุติไปแล้ว ไม่ต้องไปเสวยวิบากกรรมเวรหลังตาย ได้เกิดใหม่เร็วขึ้น”

“หากหลวงตาทรุด หลวงพี่รีบบอกครูใหญ่นะ ให้ครูใหญ่โทรเลขบอกผม ผมจะรีบมา”

รู้สึกดีต่อหลวงตา  รักและเคารพท่าน อีกส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่มีต่อท่านคือสงสาร เห็นใจ อยากแบ่งร้อนผ่อนทุกข์มาจากท่าน ท่านเป็นคนแก่ใจดีมีเมตตา  เขาเองบีบฟั้นคั้นนวดให้ท่านบ่อยๆ ท่านมักเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง อย่างเช่นเรื่องราวหนหลังแต่ครั้งเมื่อห้วยม้าโก้งยังมีม้าตัวหนึ่งวิ่งกึงกังในหมู่บ้านยามกลางคืน

ม้าโก้งก็คือม้าด่าง” ท่านบอก

“เป็นผีม้าบ้องใช่ไหม หลวงตา”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ จะว่าไม่ใช่ก็ได้ ผีม้าบ้องเขาว่าตัวเป็นคน หัวเป็นม้า  บ้างก็ว่าตัวเป็นม้า หัวเป็นคน แต่ม้าโก้งเป็นม้าทั้งตัวทั้งหัว ยามดึกค่อนแจ้งเสียงกีบตีนมันตะกุยดินดังชัดเจน มันอืนขึ้นอืนล่องไปตามทางในหมู่บ้าน  มีคนพบเห็นหลายคน”

“หลวงตาเคยเห็นไหม”

“หลวงตาบ่ได้เห็น ผู้ใดพบเห็นผีม้าโก้ง มักจะป่วยไข้ได้พยาธิ  คนแก่คนเฒ่าเก่าก่อนจึงห้ามลูกห้ามหลาน เวลาได้ยินเสียงม้าโก้งหกขึ้นหกล่องอย่าลงเรือน มันจะหลอกจะล่อให้ขึ้นหลังมัน แล้วพาเอาไปไว้เมืองผี”

“แล้วเปรตล่ะครับ เปรตดิบ”

“เปรตดิบหรือ…อือ”

 

ปีใหม่ปีหวาน สงกรานต์ใกล้จะมาถึงแล้ว ยังไม่มีโทรเลขมาถึง เบาใจได้ว่าท่านสมภารผู้เฒ่ายังไม่ทรุดลงไป ปิดภาคปลายยาวนาน สมเจตน์กลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่และน้องๆ ส่วนตากับยายยังอยู่อยู่ที่เรือนเค้า หรือเรือนเดิม พ่อเข้ามาเป็นเขยอยู่ในเรือนของตาและยาย เหมือนพี่ชายของแม่ออกไปเป็นเขยอยู่ในเรือนอื่น ต่อมาเมื่อเขาอายุราวสามขวบ พ่อก็ขอแยกเรือนออกมา เขาเองเกิดบนเรือนของตาและยาย แต่ไอ้นพ อีศรีและน้องอีกสองคนเกิดบนเรือนที่พ่อสร้างขึ้น

“พ่อหลวงอินทรุดลงไปอีก”

“อึดแท้  ยังบ่ตายหรือพ่อ”

“แต่ก็เน่า บ่ทันตายก็เหม็นเน่าออกจากภายใน”

พ่อหลวงอินเป็นผู้ใหญ่บ้านคนเก่าอายุราว ๗๕ แช่ขี้แช่เยี่ยวมาไม่ต่ำกว่าสิบปี   ทรุดโทรมผอมผ่ายจนแข้งลีบขาลีบแต่ท้องมาน รูปร่างคล้ายตัวเวตาลในหนังสือเรื่องนิทานเวตาลที่ห้องสมุดฝึกหัดครู

ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า สีหน้าแววตาพ่อแม่บอกว่าชุ่มบานหวานใจ ไอ้นพจบ ม.๖ แล้ว สอบได้ที่เจ็ดถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับลูกชาวไร่ชาวนาที่ต้องเรียนแข่งกับลูกเจ๊กลูกจีนในตลาดและลูกครูอาจารย์ข้าราชการทั้งหลาย อีศรีจะขึ้น ม.๔ ยังไม่รู้ผลสอบไล่เพราะครูเร่งตรวจข้อสอบชั้น ม.๖ให้แล้วเสร็จเสียก่อน ไอ้นพได้สิทธิเข้าเรียนฝึกหัดครูโดยไม่ต้องสอบเข้า เพราะผลการเรียนดี

“อ้ายจะส่งคิงจนจบ” เขาเอาแขนคล้องคอน้องเข้ามา “พออีศรีจบ ม.๖ คิงก็ส่งมันต่อ”

“แล้วไอ้อ้ายล่ะ”

“อ้ายจะเอาเมีย”

พ่อแม่ลูกพร้อมหน้ากัน ทุกคนร่วมวงข้าวเดียวกันที่ชานหลังบ้าน ไอ้นพจบ ม.๖ แล้ว พ่ออนุญาตให้มันดื่มเหล้าร่วมวงได้ คล้ายๆ เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเอ็งโตแล้ว  ดื่มเหล้าต่อหน้าพ่อได้ สามคนชายพ่อลูกกินเหล้า แต่เหล่าคนหญิงมีแม่เป็นต้นไม่ดื่ม  พ่อได้ยินลูกชายคนโตสอนน้องชายก็หัวเราะฮ่าๆ แต่แม่กลับน้ำตาปริ ยกหลังมือป้ายตา

ปีใหม่เมืองมาถึงปีนั้น ชาวหนองบัวทั้งหมดพร้อมใจกันดำหัวครูบา ตุ๊เจ้าพระนาย คนเฒ่าคนแก่และพ่อหลวงเก่าพ่อหลวงใหม่ทั้งหลาย พ่อแก่แม่เฒ่าอายุ ๗๐ ขึ้นไปมากันมากหน้าหลายตา แต่พ่อหลวงอินมาไม่ได้ ไม่มาร่วมพิธีดำหัวห้าหกปีมาแล้วเป็นอย่างต่ำ แกนอนเน่าอยู่กับฟูก เน่าแต่ยังไม่ตาย ลมปากแกเน่าเหมือนหนองผี แม้แต่ลูกและเมียก็ยังเบือนหน้าหนี เขาว่าแกลักลาภพระเจ้าเมื่อยี่สิบปีก่อนโน้น

 

บ้านหนองบัวอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด แต่ห้วยม้าโก้งอยูทางเหนือค่อนไปทางตะวันตกเล็กน้อย หนองบัวอยู่บนพื้นที่ราบแบนกว้างขวางสุดสายตา  แต่ห้วยม้าโก้งเป็นหุบเขามีดงดอยบีบรัด หนองบัวตั้งชื่อตามหนองที่มีดอกบัว เมื่อยังเล็กๆ หนองบัวดูกว้าง เป็นที่หวาดกลัวแต่ก็ยั่วยวนเย้าใจอย่างไรไม่ถูก เหมือนมันมีแรงดึงดูดให้เด็กๆ เข้าไปหา มันลึกลับแต่ก็ดูงามเมื่อยามดอกบัวบานอวดดอกขาวพราวพร่าง ชาวบ้านไม่ค่อยใช้ประโยชน์อะไรจากดอกบัวมากนัก อาจมีบ้างที่เก็บไปวัดในวันศีลวันธรรม แต่ดอกไม้ในสวนก็มี เก็บได้ง่ายกว่า ชาวบ้านได้ประโยชน์จากแตนบัวหรือฝักบัวมากกว่าเพราะเป็นของกินได้ ยังไม่ค่อยมีใครเก็บเอาไปขายมากนักเพราะบ้านหนองบัวอยู่ไกลจากตลาด ใครอยากกินก็ไปเก็บเอามากิน นานมาแล้วเคยมีเด็กคนหนึ่งตกตายแล้วกลายเป็นผีเฝ้าหนอง พวกผู้ใหญ่จึงผูกเป็นเรื่องไว้ขู่เด็กๆ ว่า อย่าลงหนอง ผีเฝ้าหนองมันอยากไปเกิด มันจะเอาเราตายแทน

กลับบ้านเกิดปีนั้นหนองบัวดูไม่กว้างใหญ่เหมือนสมัยที่เป็นเด็ก กอบัวก็ดูห่างๆ ไม่แน่นหนามากมายเหมือนแต่ก่อน ยามแดดอ่อนรอนลง หนองบัวดูไม่ลึกลับเร้าเรียกเพรียกหาเหมือนเมื่อสักสิบปีก่อนตอนเขายังเรียนชั้นป.๔ โตขึ้นมา หลายอย่างเปลี่ยนไป หนองบัวกว้างใหญ่ดูแคบลง หมู่บ้านกว้างใหญ่ก็คล้ายเล็กลง

“ผมจะกลับละ อีพ่ออีแม่”

“อีกตั้งหลายวันไม่ใช่หรือ โรงเรียนถึงจะเปิด”

“ต้องไปเตรียมการล่วงหน้าหลายอย่าง” เขาปกปิดบางอย่าง ไม่อยากบอกให้รู้ว่าได้รับโทรเลขจากครูใหญ่ “เกรงใจครูใหญ่ เหลือแกอยู่คนเดียว”

หลวงตาทรุด โทรเลขบอกอย่างนั้น ออกจากบ้านแต่เช้าๆ แม่ห่อข้าวให้กินกลางทาง ไอ้นพเอาเขาซ้อนรถถีบไปส่งถึงปากทางที่มีรถแล่นผ่านแล้วต่อเข้าเมือง จากตัวเมืองต่อรถสู่อำเภอ จากอำเภอต่อรถเข้าห้วยห้อม คิดไปถึงวันแรกที่เดินทางไปบรรจุเป็นครู ค้างคืนที่เรือนโย้เย้หลังหนึ่งก่อนถึงห้วยห้อม ข้อกังขายังค้างคาใจ เขาค้างที่หมู่บ้านผีห่าจริงหรือ หมู่บ้านนั้นร้างมาร่วมยี่สิบปีเพราะห่าลง คนตายมากตายหลาย ที่เหลืออยู่ไม่ได้จึงอพยพไป บ้านเรือนเรื้อร้างห่างหาย เหลืออยู่หลังเดียวแต่บ้านพ่อเฒ่านายบ้าน คนหลงทาง หรือคนพลัดที่พลัดถิ่นหากไปนอนมักป่วยไข้ไตเหลือง แต่เขากลับไม่เป็นอะไรเลย

 

“หลวงตาทรุดหรือ ตุ๊พี่”

“ทรุดไป แต่พอได้กินน้ำมะพร้าวก็ดีขึ้นมา”

“แปลก”

เข้าไปไหว้สากราบลงกับเท้าท่าน ท่านลูบหัวลูบเกล้าเหมือนเขาเป็นลูกเป็นหลาน  หลวงตาซูบลง แต่ยังลุกเหินเดินได้เอง แต่เวลาจะลงกุฏิ ต้องมีคนคอยประคองเพราะกลัวท่านจะสะหลั้งพลั้งพลาดแล้วตกบันได

“หลวงตาครับ ลาภพระเจ้าคืออะหยังครับ”

“ลาภพระเจ้าก็คือเงินทองที่เขาเอาใส่ซองถวายพระพุทธเจ้า เอาไว้ใช้ซ่อมแซมพระเจ้าและวัดวา”

“ผมได้ยินมาจากหนองบัว เมื่อสักซาวปีก่อนลาภพระเจ้าหาย เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ถึงขั้นสาบานกันต่อหน้าพระเจ้าว่าผู้ใดลักเงินพระเจ้า ขออย่าได้ตายดี ตายทุกข์ตายยาก ตายลำบากทรมาน ตายไปอย่าได้ผุดได้เกิด ให้จ่อมจมในหม้อนรกตลอดไป”

“อือ…”

“เปรตดิบล่ะครับหลวงตา ผมเคยถาม แต่หลวงตายังไม่ตอบ”

“เปรตดิบก็คือเปรตแต่ยังไม่ตาย ยังเป็นคนแต่ก็กลายเป็นเปรตไปแล้วเพราะบาปกรรมอันได้ลักเอาข้าวของวัดวาพระศาสนาไปเป็นของตัว ถามทำไม สงสัยหลวงตาเป็นเปรตดิบใช่ไหม เมื่อสมัยสงครามญี่ปุ่น มีทหารมาพักเต็มวัด ทหารจากไป พระสิงห์เก่าแก่คู่วัดหายไป เขาสงสัยกันว่าหลวงตาลักเอาพระเจ้าขายให้นายทหาร แล้วครูจะถามไหมว่าหลวงตาลักเอาพระเจ้าออกขายไหม”

“ไม่ถามครับ”

หลวงตาทรุดลง ไม่ถึงครึ่งปีก็จากไปโดยสงบ  แต่พ่อหลวงอินไปทุกข์ไปยาก กว่าจะถอดใจตายได้ก็ทรมาน เน่าก่อนตายอยู่สิบกว่าปี  ทรมานทั้งแกและลูกเมีย  ลาภพระเจ้าที่หายไป แกจะเป็นคนขโมยเอาไปหรือไม่ ไม่มีหลักฐานพยานอะไรเลย แต่คนที่สาบานต่อหน้าพระพุทธรูปทั้งหมด มีแต่แกคนเดียวที่เป็นไปตามคำสาบาน

Don`t copy text!