ตัดเหล็กไหล

ตัดเหล็กไหล

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– ตัดเหล็กไหล –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เหล็กไหลเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ เป็นของวิเศษเกิดมากับหล้าโลก ผู้ใดได้มาครอบครอง พื้นฟ้านี้บ่ต้องกลัวหยัง ฟ้าผ่าก็บ่ตาย ควายขวิดก็บ่เข้า  เสือขบก็บ่ถอง ช้างแทงก็บ่ผด ข่ามคงเขี้ยวเล็บเขางาทั้งหมดทั้งหมด สุดแต่ลูกปืน ระดมยิงมาราวห่าฝนก็บ่ต้อง  สรุปว่าผู้ใดเหล็กไหลมาครอบครอง ก็เท่ากับได้อำนาจทั้งฟ้าแลดินไว้กับตนตัว บ่ต้องกลัวอันใดเลย โลกนี้”

ยังจำได้ ปีนั้นอายุ ๑๔ บวชเป็นเณรมาได้ ๒ ปี ตุ๊ลุงทองดีก็กล่าวคำนี้

“ตุ๊ลุงจะไปเอาเหล็กไหลกา?” เณรน้อยชื่อสีวงศ์ถาม “ข้าขอไปด้วยคนนะ”

“มันทุกข์ มันยาก มันลำบากเหลือหลาย ไปถามพ่อแม่เณรก่อน หากเขาอนุญาต จะไปก็ได้”

“มันอยู่ที่ไหน ตุ๊ลุง ถ้ำเหล็กไหล”

“พู้น ขุนแม่ลวม จากบ้านเฮา เดินสามวันก็ยังบ่ถึง จะไหวหรือเณร”

“ไหว”

“แล้วอย่าไห้กลับนะ หากไห้ จะละไว้กลางดอย ผีเส้วห้วยจะออกมากิน”

“ข้าใหญ่แล้วตุ๊ลุง อายุ ๑๔ แล้ว บ่แม่นอ่อนน้อยเก้าขวบสิบขวบ จะได้ไห้”

“เออ เออ ห้ามแล้วบ่ฟังก็ตามใจ ไปถามพ่อแม่เณรก่อน”

 

ครั้งเมื่อยังเป็นเณรน้อยอายุได้ ๑๔ ศาสนาพระพุทธเจ้าล่วงไปแล้วราว ๒๔๗๘ ปี  ครั้งกระนั้นร้อยบ้านล้านนายังเป็นป่าอุกดุกดงกันอยู่ทั้งนั้น เป็นบ้านคนน้อยนิด คนกระจุกกันอยู่เป็นหมู่บ้าน  แต่ละหมู่บ้านแยกกันอยู่กระจัดกระจาย ป่ากับคนสมัยนั้น คงเหมือนสนามหญ้ากับมดสมัยนี้ วันที่ออกเดินทาง ไปด้วยกันเพียงสองคนกับตุ๊ลุงทองดี ไปสมทบกับคณะของตุ๊ลุงบุญมีที่วัดดอนเจียงอีกสาม รวมทั้งหมดเป็นห้าคน เป็นพระและเณรสามรูป เป็นฆราวาสสองคนชื่อพ่อหนานสมกับอ้ายเมืองดี การเดินทางไม่เร่งรีบบีบรัดอะไรนัก ไปเรื่อยๆ  ขึ้นดอยลอยห้วย เข้าป่าลึกดึกดงไปทุกขณะ ไม่ใช่เดินธุดงค์ แต่เป็นการเดินดง ไปตัดเหล็กไหล เอาอำนาจทั้งฟ้าและดินมาครอบครอง

คนต้นคิดคือพ่อหนานสม

พ่อหนานสมอายุราวสี่สิบเศษ เป็นคนวัยเดียวกันกับตุ๊ลุงทองดีและตุ๊ลุงบุญมี ดูแข็งแกร่ง บึกบึน สักอักขระเลขยันต์จนดำมืดไปทั้งตัว พ่อหนานสมได้ชื่อว่าเป็นผู้เรืองเวทวิทยาคมผู้หนึ่ง วิชาเด่นชื่อว่าปลาเหยี่ยนเผือก เล่าลือกันว่าแกสามารถแปลงตัวเป็นปลาเหยี่ยนหรือปลาไหลได้ มุดน้ำดำดินได้ คับขันขึ้นมา เหมือนว่าไม่มีทางรอดแล้ว แต่พ่อหนานก็เอาตัวรอดได้ด้วยการแปลงตัวเป็นปลาไหลเผือกดำดินลงไป

“ครั้งหนึ่ง สมัยสึกออกไปไม่นาน หนานสมมันโดนรุม” ตุ๊ลุงทองดีเล่า “โจรเกือบสิบ หอกดาบครบมือรุมมันคนเดียว หนานสมข่ามคงหนังเหนียว หอกดาบแทงฟันไม่เข้า เขารุมกันจับมัน ไม่มีใครจับติด มันลื่นเหมือนปลาไหล มันฟันแทงโจรเหล่านั้นบาดเจ็บล้มตายก็หลายคน แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เขารุมทุบตีด้วยท่อนไม้จนมันน่วม สุดท้ายจึงใช้วิชาปลาเหยี่ยนเผือกมุดดินลงไปต่อหน้าต่อตาเขา หากไม่มีวิชานี้ มันตายแน่นอน ไม่ตายด้วยหอกดาบเพราะหนังเหนียว แต่ก็ตายด้วยไม้ค้อนก้อนหินรุมทุบ”

“ข้าอยากได้วิชาปลาเหยี่ยนเผือก”

“อันใดเณรก็อยากได้ โลภมากบ่ดี”

 

ลุถึงตีนดอยขุนแม่ลวม คำว่าขุนแปลว่าต้นน้ำ ดอยขุนแม่ลวมหมายถึงภูเขาที่เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำชื่อว่าแม่ลวม เป็นดงดอยหนาแน่นดูดิบดำล้ำลึก มากมีด้วยผีสางสัตว์ร้ายนานาแต่ก็ผ่านมาได้หมด พ่อหนานสมมีไสยวิทยานอกศาสนาพระพุทธเจ้าที่แก่กล้าพอตัว ผีสางนางไม้คล้ายเข็ดขยาดคร้ามเกรงแกอยู่ ส่วนสัตว์สิงห์หิงสาดุร้าย หากเราระแวดระวังรักษาตัวดีๆ ก็ยากที่ช้างกล้างายาวจะปรี่เข้ามาเอางาแทงหรือเอางวงม้วนรัดฟาดดิน เว้นไว้แต่ว่าจะถึงคราวตาย แค่เพียงต่อหลุมหรือต่ออานตัวเท่านิ้วก้อยก็อาจต่อยให้เราตายได้ ย้อนนึกกลับไป สีวงศ์ผู้เฒ่าคิดว่าคนสมัยนั้นไม่ค่อยกลัวตาย อาจเพราะความตายรายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ตายด้วยผีก็ตายด้วยพิษ ไม่ตายด้วยพิษก็ตายด้วยไข้ ไม่ตายด้วยไข้ก็ตายด้วยเขี้ยวเขาเล็บงา คนสมัยนั้นกลัวความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานมากกว่ากลัวตาย

“เหล็กไหลมันเป็นอย่างใดตุ๊ลุง  เป็นเหล็กอย่างมีดพร้าคมขวานหรือไม่”

“หนานสมกับไอ้เมืองคำขุดหลุมเสาอยู่โน่น เณรไปช่วยเขาแล้วถามเอา หนานสมรู้ดีที่สุด”

ตุ๊ลุงบุ้ยปากไปทางฆราวาสทั้งสองที่กำลังช่วยกันขุดหลุมเสาจะทำเพิงแรมคืนชั่วคราว ลุล่วงเข้าเดือนหกจะตกเดือนเจ็ดเป็นฤดูเดือนแดดเดือด ฝนฟ้าเหมือนยังอยู่นอกฟ้า  แต่ว่าในป่าใหญ่ยามดึกน้ำค้างลงหนัก ตกลงดินดังเปาะแปะได้ยินชัด แม้จะนอนใต้ร่มหลังคาใบไม้ แต่ก็ต้องทำหลังคาป้องกันไว้อีกชั้น เป็นเพิงหมาแหงนง่ายๆ ตั้งเสาเพียงหกเล่ม ก่ายคานแล้วตัดเอาใบไม้ติดก้านมาสุมก็พอนอนได้ สามเณรสีวงศ์เปลื้องจีวรพ้นตัว เหลือเพียงอังสะกับสบง รั้งชายสบงมาปั้นบิดเป็นลำอย่างงวงช้างน้อย สอดลอดง่ามขาไปเหน็บเอวด้านหลังแบบที่เรียกว่าเฟ็ดม่าม บางคนก็ว่า เค็ดม่าม แล้วเข้าไปช่วยพ่อครูหนานสมกับอ้ายเมืองคำสร้างเพิง พ่อหนานดูขรึมๆ ขลังๆ หางคิ้วมีรอยคล้ายโดนมีดถาก ก็ไหนว่าแกข่ามคงหนังเหนียว มีดพร้าคมขวานใดๆ ไม่อาจระคายผิวแกได้ แล้วทำไมหางคิ้วมีรอยแผล

“บ่แม่นรอยมีด” แกบอก “รอยผิวไม้รวกที่เขารุมทุบรุมตีพ่อหนานครั้งนั้น”

“วิชาข่ามคงหนังเหนียว บ่ข่ามผิวไม้รวกหรือพ่อหนาน”

“สรรพวิชา มันมีจุดอ่อนทั้งนั้นแหละเณร เว้นแต่เหล็กไหล ของแหลมของคมใดๆ ก็ข่ามคงหมด”

“ข้าว่าจะถามพ่อหนานอยู่พอดี มันเป็นอย่างใด เป็นเหล็ก แล้วไหลไปได้อย่างน้ำไหลหรือ ถึงชื่อว่าเหล็กไหล”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ อย่าเรียกว่ามัน ต้องเรียกว่าท่าน เหล็กไหลเป็นธาตุกายสิทธิ์คู่โลก ท่านแล่นไหลในดินหินผาได้อย่างน้ำ ชำแรกของแข็งได้ทุกอย่าง ท่านชำแรกสู่ผิวโลกเพื่อกินน้ำผึ้ง อาหารอย่างเดียวของท่านคือน้ำผึ้ง ท่านจะสิงสู่อยู่จำในถ้ำลึกเย็นชื้นแล้วดูดเอาน้ำผึ้งจากรวงรังมากิน หากน้ำผึ้งขาดแคลน ท่านก็จากไป”

 

วันนั้นพิธีตัดเหล็กไหลยังไม่เริ่มต้นเพราะต้องเตรียมข้าวของประกอบพิธีกรรมหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือน้ำผึ้งและขี้ผึ้งดิบ น้ำผึ้งเป็นอาหารของเหล็กไหล ส่วนขี้ผึ้งดิบหรือขี้ผึ้งบริสุทธิ์ไม่มีส่วนผสมอย่างอื่น เอามาทำเป็นเทียนชัยเพื่อจุดลนเหล็กไหลให้ไหลย้อยออกมา พ่อครูของพ่อหนานสมกำชับมาว่าต้องสีเทียนหรือฟั่นเทียนกันสดๆ เลย จะเอาติดตัวไปจากบ้านไม่ได้ ไส้เทียนต้องทำจากเส้นด้ายสายสิญจน์ที่เคยผูกลูกนิมิตเท่านั้น ใช้เก้าเส้น ผู้จะสีเทียนและฟั่นเกลียวเส้นด้ายทำไส้เทียนต้องเป็นผู้ที่มีสมาธิสูง ตลอดเวลาจะวอกแวกพูดคุยไม่ได้เลย พ่อหนานสมอาจเล็งเห็นว่าสหายของแกที่คบหาคุ้นเคยกันมานาน คือตุ๊ลุงทองดีกับตุ๊ลุงบุญมีมีคุณสมบัติข้อนี้จึงชักชวนมา ส่วนเณรน้อยสีวงศ์เป็นเณรรับใช้อุปถาก ไปฝากตัวขอเรียนวิชาจากท่าน ท่านเมตตารับไว้ แต่ไม่ทันได้เข้าพิธียอขอบยอขันหรือพิธียกครู ก็เกิดตุสุดวิสัยเสียก่อน

เกือบเอาชีวิตไม่รอด

วันที่สองแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าถ้ำ วันที่สามผ่านไปก็ยังไม่ได้เข้าถ้ำ น้ำผึ้งป่ากับขี้ผึ้งดิบได้มาแล้ว พ่อหนานสมกับลูกศิษย์หนุ่มชื่อเมืองดีเป็นผู้ไปเสาะหามาได้ เทียนชัยสองเล่มสีและฟั่นโดยตุ๊ลุงทั้งสองคนละเล่ม จะสีโดยใช้ไฟลนให้ขี้ผึ้งอ่อนไม่ได้ ต้องใช้ความร้อนจากแสงแดดเท่านั้น วันที่สองขี้ผึ้งดิบยังไม่อ่อนตัว แดดอาจไม่ดี วันที่สามจึงสีได้สำเร็จ สองวันมานี้พ่อหนานกับลูกศิษย์ขึ้นไปดูลาดเลา ถากถางและเตรียมที่ทางที่จะประกอบพิธี เณรสีวงศ์เองอยู่รับใช้หลวงลุงทั้งสองรูป ดูท่านเคร่งเครียด หมกมุ่นและมุ่งมั่น ทั้งสองท่านต่างมีกระดานสีเทียนติดตัวมาคนละแผ่น มือท่านที่นวดคลึงขี้ผึ้งดิบให้หุ้มไส้เทียนดูหนักแน่น กว่าที่ท่านจะสีให้เป็นเทียนเล่มบาทได้ก็เหงื่อไหลไคลย้อย ต้องคอยประเคนน้ำให้ท่านฉันกลางแดดอยู่ตลอดเวลา

เทียนเล่มบาทหมายถึงเทียนที่มีน้ำหนักหนึ่งบาทตามมาตราชั่งน้ำหนักแบบโบราณ ไม่แน่ใจว่าจะหนักเท่ากับเหรียญบาทสมัยนี้หรือไม่ สมัยนั้น วันเวลาย้อนหลังไปเมื่อสีวงศ์อายุเพียง ๑๔ ปี เงินเหรียญบาทยังไม่มีใช้ คะเนดู คิดว่าหนักกว่าน้ำหนักเหรียญบาทสมัยนี้หลายเท่า โคนเทียนโตกว่าหัวแม่มือ ปลายเทียนเท่านิ้วก้อย

 

“ข้าขอถามพ่อหนาน พ่อหนานรู้ได้อย่างใดว่าเหล็กไหลอยู่ที่ใด”

“ก็บังเอิญมาพบ เหมือนที่ครูบาอาจารย์ว่าไว้ ถ้ำมืด เย็นชื้น มีหินงอกหินย้อย สะอาด บ่มีกลิ่นเหม็นเน่า มักมีเหล็กไหล  ข้อสำคัญก็คือต้องมีปุ่มเหล็กไหล”

“มันเป็นอย่างใด ปุ่มเหล็กไหล”

“เป็นตุ่มออกมาเหมือนโหมงฆ้อง” แกหมายถึงปุ่มตรงกลางของฆ้อง “เย็นจัด สัมผัสบ่ได้ แค่ยื่นมือเข้าใกล้ต้องรีบหดมือ ปุ่มเหล็กไหลนี่แหละเป็นที่ๆ ท่านจะออกสู่โลก ออกหากินน้ำผึ้งน้ำค้าง กินอิ่มแล้วก็หดกลับมา เร้นเข้าไปในหินผาโลกลับอันเป็นที่อยู่ของท่าน หากท่านหดเข้าไปแล้วบ่มีทางขุดเอาได้ จะเอาได้ต้องตัดเอาตอนที่ท่านออกมา ตัดตรงหางที่ติดโหมงฆ้อง”

“เอาหยังตัด พ่อหนาน”

“แล้วแต่ตำรา บางครูว่าเส้นผมผีพราย บางตำราว่าเส้นผมพรหมจารี บ้างว่าเส้นด้ายค้างฟืมแม่หม้าย แต่ตำราพ่อหนานใช้มีด บ่แม่นมีดทั่วไปนะเณร มีดครู ประจุอาคมแก่กล้า”

“ข้าขอดูได้ไหม มีดครูของพ่อหนาน”

“บ่ใช่มีดครูของพ่อหนาน แต่เป็นมีดครูของพ่อครูพ่อหนานอีกที ขอยืมมา เอาให้ดูไม่ได้ เณรยังเด็ก กำลังต้านทานบ่พอ เลือดดังจะผู่”

“ถึงขั้นเลือดดังผู่เลยหรือ” เณรยังเด็กย้ำถึงเลือดดังผู่ หรือเลือดกำเดาทะลัก “ข้าบ่ดูละพ่อหนาน”

“ดี รู้ประมาณตนเป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่า มัตตัญญุตา สทา สาธุ ผู้รู้จักประมาณตนเป็นผู้เจริญ”

“มีดครูของพ่อหนาน ครูบาเจ้าตนใดปลุกเสกไว้”

“ครูบาคำมี ครูเค้าของพ่อหนาน ครูบาศึกษาเจนจบก็ไปตัดเหล็กไหลมาได้ อยู่ที่เจ้า…เจ้าอะหยังหือ ตุ๊ลุงมี”

“เจ้า…เจ้าน้อยเมืองชื่น …ดูเหมือนจะชื่ออย่างนี้” ตุ๊ลุงบุญมีไออยู่สองสามแค็กๆ ก่อนกล่าวเสริม “เจ้าน้อยเมืองชื่นได้เหล็กไหลก็บูรณะวัดครูบาคำมีมั่นคงแข็งแรงมาจนถึงวันนี้”

“แล้วพ่อหนาน จะบูรณะวัดใด”

พ่อหนานสมจ้องหน้าเณรตรงๆ สีหน้าท่าทางเหมือนไม่พอใจนัก

วันต่อมา ทุกอย่างพร้อมสรรพ พ่อหนานสมประกอบพิธีเซ่นสังเวยเจ้าที่ ผีถ้ำ รุกขเทวดา ภุมมเทวดา อากาสัฏฐาเทวดาและเทวดาทั้งหลาย คำไหว้วานอ่านท่องของพ่อหนานเท่าที่จำได้เริ่มต้นว่า…โภนโต ดูรา เทวรุกขคูหาอารักษ์ มเหสักข์ทั้งหลาย…แล้วร่ำไรไล่ถ้อยไปถึงผีป่าผีดง ผีหงผีพรายร้ายกาจนานา เริ่มพิธีตั้งแต่ตะวันยังส่องอ่อนกระทั่งสายๆ วันนั้นแดดดี ไม่มีวี่แววว่าฟ้าฝนจะปรวนแปรวิปริต แดดส่องถึงแค่ปากถ้ำ ไม่ล้วงลึกเข้าไปในรูถ้ำซึ่งดูดำมืดชวนครั่นคร้ามตะครั่นตะครอ พ่อหนานเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยอ้ายเมืองดี ทั้งคู่นุ่งชุดขาว เณรน้อยสีวงศ์เข้าเป็นคนที่สาม ปิดท้ายด้วยหลวงลุงทั้งคู่ซึ่งดูสีหน้าท่าทางคล้ายหวาดกังวลอะไรอยู่เหมือนกัน

“ระวังตัวระวังตน”ตุ๊ลุงทองดีสำทับ “สำรวมกาย วาจา ใจ นึกไว้แต่พุทธคุณัง ธัมมคุณัง สังฆคุณัง”

“อาจาริยคุณังด้วย ตุ๊ลุง”

“ดี” ท่านเอื้อมมือมาลูบหัวเณร “หื้อสำนึกไว้ ผู้ใดลืมคุณครู จะเสื่อมจากคุณ”

แค่ก้าวแรกที่เข้าถ้ำ เณรน้อยในวันนั้นก็รู้สึกถึงพลังลึกลับประหลาดอันใดอันหนึ่งกระทบถูกตน มันเย็นวาบตั้งแต่ท้ายทอยแล่นลงมาตลอดสันหลัง ไม่อยากเข้าไปอีกเลย รู้สึกเหมือนถูกกลืนทั้งเป็นเข้าไปในท้องงูงาพญาเงือกตัวใหญ่ตัวหลวง แต่จะหันกลับออกมาก็ไม่ได้เสียแล้ว กลัวตุ๊ลุงด่า กลัวพิธีพ่อหนานจะเสียหายเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ไม่มีใครอยากเป็นคนผิดหรอก โดยเฉพาะเด็กๆ ในสายตาผู้ใหญ่ อยากเป็นคนดี อยากเป็นคนเก่งด้วยกันทั้งนั้น

ยิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งมืดและเย็นจัด ตุ๊ลุงบุญมีหายใจฝืดๆ มีอาการเหมือนพยายามจะกลั้นไอ คล้ายท่านติดหวัด ถึงลานพิธีที่พ่อหนานกับอ้ายเมืองดีแต่งเตรียมไว้แล้ว แกจุดเทียนเล่มใหญ่คล้ายเทียนพรรษายาวสักคืบเศษ ค่อยสว่างขึ้น แสงเทียนนวล สักครู่ก็มีรุ้งมาล้อมดวงเทียนเป็นที่น่าอัศจรรย์

“อย่าสะดุ้งตกใจ” พ่อหนานพูดหอบๆ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าพรวดพราดลุกแล่นหนี พิธีจะเสีย อย่าพูดคุยซักถาม”แกปรายตามาทางคนอายุน้อยที่สุด “เทวดาท่านไม่พอใจ เหล็กไหลจะไม่ออกมา”

เหนื่อยกันทุกคน นั่งหอบอยู่พักใหญ่จนลมหายใจเริ่มสงบ เทียนถูกจุดเรียงรายหลายเล่ม แสงส่องรองเรืองชวนให้สบายใจ เทียนชัยเล่มหนึ่งติดไว้กับพื้นถ้ำในวงล้อมสายสิญจน์ อีกเล่มพ่อหนานเอาใส่ย่ามพร้อมมีดหมอแล้วชักชวนลูกศิษย์ของแกปีนขึ้นบนหินก้อนใหญ่ใกล้กับผนังถ้ำที่มีปุ่มเหล็กไหลเป็นตุ่มยื่นออกมา หลวงลุงทั้งสองท่านเริ่มไหว้พระสวดมนต์ บทใดที่สีวงศ์เณรน้อยสวดได้ก็สวดตาม บทใดสวดไม่ได้ก็หับปากเสีย ขืนเปล่งสียงอึมๆ อัมๆ ทำทีอวดรู้อาจโดนดุ

เงียบ วังเวง

บทสวดมนต์ดำเนินอยู่ยืดยาว ตุ๊ลุงบุญมีสวดสะดุดขลุกขลักอยู่บ้าง คงเนื่องจากหวัดจากไอในตัว แต่เสียงตุ๊ลุงทองดียังดำเนินอยู่เสมอ มีเสียงน้ำหยดจากหินงอกบนเพดานถ้ำดังติ๋งๆ พ่อหนานสมเอากระบอกน้ำผึ้งออกมาเทใส่จานแบนให้อ้ายเมืองดีถือรอไว้ แกเองเอามีดครูออกมา จุดเทียนชัยอีกเล่มแล้วร่ายคาถา อุ่งๆ อ่องๆ ฟังคล้ายคำม่านคำเม็ง ไม่คล้ายคำเมืองหรือบาลีที่คุ้น ซุ่มเสียงสำเนียงคล้ายประกาศ ข่มขู่ คุกคามหรือบังคับ แกเปล่งแต่ละคำกึกก้องขัดกับพระพุทธมนต์ที่หลวงลุงทั้งสองสวดออกปากสม่ำเสมอ พ่อหนานเริ่มเอาเทียนชัยลนปุ่มเหล็กไหล ลนอยู่นาน กระทั่งจบบทสวดมนต์ทั้งชุด เหล็กไหลก็ยังไม่ออกมา

“เอาละ พอแค่นี้ก่อน”

คล้ายพักยก ครูกับศิษย์ปีนกลับลงมา หลวงลุงทั้งคู่ปรารภหิวน้ำ ในถ้ำชื้นเย็นมากเกินไป ตุ๊ลุงบุญมีปรารภอยากได้น้ำร้อนน้ำชา เณรรับใช้รีบอาสาออกไปต้มน้ำร้อนนอกถ้ำ

รู้สึกโล่ง เมื่อออกมาสู่แสงสว่างนอกถ้ำ

ฟ้าเปล่งกว้าง แดดสว่างไสว สายลมลูบผ่านแดดอุ่นเย็นชื่นปลอดโปร่ง ท้องฟ้าเป็นสีครามลึกล้ำ มีเมฆขาวเป็นก้อนๆ ดูคล้ายยวงฝ้ายตากแดด ก่อไฟ ตั้งกาน้ำร้อน น้ำยังไม่ทันเดือดทุกคนก็ตามออกมา

“อาจต้องใช้สามคน” พ่อหนานเอ่ยขึ้นตอนหนึ่ง “ข้าท่องคาถา เตรียมมีด ไอ้เมืองดีลนเทียน เณรสีวงศ์เป็นคนถือจานน้ำผึ้ง”

“ข้าเองก็ต้องขึ้นไปบนก้อนหินหรือ พ่อหนาน”

“อยากได้เหล็กไหลไหม”

“ข้ากลัว”

“ดีแล้ว เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่ารีบครอบครองเหล็กไหล ควบคุมไม่ได้ แทนที่จะเป็นคุณกลับเป็นโทษ เณรกลัวไม่ต้องขึ้นบนก้อนหินก็ได้ บนผาก้อนนั้นคับแคบ ขึ้นไปสามคนอาจเบียดกันตกลงมา เณรถือจานน้ำผึ้งรออยู่ข้างล่าง หากเหล็กไหลออกมากินน้ำผึ้ง น้ำผึ้งจะแห้งหายไปเรื่อยๆ ให้รินเติมเรื่อยๆ เดินถอยหลังไปเรื่อยๆ เหล็กไหลจะยืดยาวตามกินน้ำผึ้งในจาน อย่าลืม ต้องเติมเรื่อยๆ น้ำผึ้งแห้งท่านจะหดกลับ”

“ข้าข้องใจหลายอย่าง ขอถามตอนนี้ได้ไหม พ่อหนาน”

“ได้ แต่ระหว่างพิธี ห้ามถาม ห้ามปาก”

ลมพัดไหว กิ่งไม้ยอดไม้โยกเอนเสียงดังซู่ๆ ภูดอยเปลี่ยวร้างวังเวงเหมือนไม่มีคนอื่นอีกเลย ไม่ได้ยินเสียงไอเสียงจาม  ไม่ได้ยินเสียงกู่ ไม่ได้ยินเสียงตัดไม้ ไม่ได้ยินเสียงปืนแตกตูมตามเลื่อนลั่น แดดยังกล้าที่หน้าถ้ำ แต่ลุ่มล่างลงไปมีปลายไม้บังแดดดูชืดๆ ชื้นเย็น น้ำในกาเดือดดังฟู่ๆ เอาใบไม้รองมือ จับงวงการินน้ำต้มจากพวยลงใส่จอกไม้ไผ่สองสามใบ น้อมประเคนหลวงลุงทั้งสองท่านก่อน จอกอีกใบอ้ายเมืองดีเอาน้อมต่อครูของเขา เราสองคนอยู่ในฐานะศิษย์ อยู่ในฐานะผู้น้อยต่ำต้อยกว่า จึงไม่อาจเอื้อมตีตนเสมอครู รอครูดื่มกินเรียบร้อยศิษย์ค่อยกินซาก

“พ่อหนานตัดเหล็กไหลเอาไปเยียะหยัง”

“นายพันตำรวจผู้หนึ่งท่านอยากได้เอาไว้คุ้มครองป้องกันตนเวลาออกไปรบกับโจรผู้ร้าย หากหาได้ ท่านจะให้เป็นเงินพัน”

“โห นักแท้นักว่า เป็นพันเลยหรือ พ่อหนาน”

“พ่อหนานไม่เอาคนเดียวหรอก ได้ทุกคน เณรเองพ่อหนานจะให้สิบบาท”

“โห…เทศน์ธรรมยังแค่กัณฑ์ละบาท ร้องจนเจ็บคอ”

 

ข้างนอกแดดกล้าแก่ แต่ในถ้ำยังมืดชืดชื้น เทียนเล่มใหญ่คล้ายเทียนพรรษาหดสั้นลง น้ำตาเทียนหลั่งนองลงกองพื้น เทียนชัยในมณฑลพิธีถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เทียนเล่มน้อยหลายเล่มที่จุดทิ้งไว้ดับไปแล้วก็มี ไม่จุดเพิ่ม แต่แสงเรืองรองก็ยังส่องต้องผนังถ้ำดูคล้ายเพชรเกล็ดแก้วแวววามอร่ามเรื่อ พ่อหนานกับอ้ายเมืองดีปีนกลับขึ้นไปอยู่บนก้อนผาใกล้ตำแหน่งปุ่มเหล็กไหลอีกครั้ง ผู้หนึ่งร่ายคาถา ผู้หนึ่งถือเทียนลน เณรรอดตายมาได้หวุดหวิดเป็นผู้ถือจานใส่น้ำผึ้งรออยู่ข้างล่าง หลวงลุงทั้งสองนั่งประจำในมณฑลพิธีเริ่มต้นสวดอีกรอบ ตุ๊ลุงบุญมียังไอค็อกไอแค็กอยู่บ้าง ท่าทางพ่อหนานเหมือนจะไม่สบอารมณ์สักเท่าใด แต่แกก็ยังท่องคาถาถ้อยคำสำเนียงคล้ายไปทางม่านเม็งหงสาอังวะ ซุ่มเสียงคล้ายข่มขู่ คุกคาม

ยืนอยู่บนพื้น อยู่ด้านหลังคนบนก้อนหินทั้งสอง แต่อยู่ด้านหน้าพระสองรูปที่สวดมนต์เสียงต่ำๆ สม่ำเสมอ ถามว่ากลัวไหม กลัวมาก รู้สึกกลัวตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าถ้ำโน่นแล้ว มันเหมือนเดินเข้าไปในปากงู งูใหญ่กล้าที่อาจใหญ่กว่าขบวนรถไฟสมัยนี้ด้วยซ้ำ

สังหรณ์อยู่ลึกๆ ว่าจะเกิดเรื่องร้าย ได้แต่ภาวนาว่า พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโ สังโฆ เม นาโถ ขออำนาจพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ คุณแห่งพ่อแห่งแม่ คุณแห่งครูบาอาจารย์ จงมาปกห่มร่มงำข้าม่อนน้อยด้วยเถิด ไม่ได้อยากได้ เพียงแค่อยากรู้ แม้พ่อหนานสมจะตกปากว่าหากได้เงินพันจากท่านายพันตรีพันโทจะเจียดปันให้สิบบาทก็ไม่อยากได้เลย อย่าว่าถึงเงินมากมายตั้งสิบบาท แม้ห้าสตางค์ สิบสตางค์ก็ไม่ต้องการเลย

ยืนแหงนจนคางหงาย ตาจับจ้องที่ปุ่มเหล็กไหลโดนไฟลนแทบว่าตาไม่กระพริบ กระทั่งบทสวดมนต์พื้นเมืองมาถึงบทชัยทั้งเจ็ด ปลายปุ่มเหล็กไหลก็เริ่มมีหยดเล็กๆผุดออกมา ใจเต้นถี่ ตุ้มๆ ต๋อมๆ เหมือนกลองรัว

เหล็กไหลออกมาแล้ว

ไม่หยดลงมา แต่ค่อยๆ ยืดยาว ยืดๆ หดๆ คล้ายลังเล รีรอ แต่ก็คล้ายทนต่อสิ่งเย้ายวนคือน้ำผึ้งในจานที่ตนถือไม่ได้ ยื่นอีก ยืดอีก ค่อยยาวออกเรื่อยๆ ดำสนิท ขนาดเท่าแท่งดินสอ ตรงปลายส่ายไหวดูคล้ายหนวดหอยทากกวัดไกวหาตำแหน่งแห่งหน ยื่นลงมาถึงจานน้ำผึ้งก็ยังไม่ขาด มีความเย็นจัดสายหนึ่งแล่นจากจานน้ำผึ้งขึ้นสู่แขน ปวดแปลบตรงรักแร้ แทบถือจานไว้ไม่ได้แต่ก็ยังแข็งใจถือ น้ำผึ้งเริ่มพร่อง ถือไว้ด้วยมือซ้าย มือขวาล้วงกระบอกน้ำผึ้งในย่ามมารินเติม พ่อหนานถอดมีดครูออกมาแล้ว เอาปลายมีดชี้ไปทางปากถ้ำให้ตนเดินถอยหลัง หนักมาก จานใบนิดเดียวแต่หนักเหมือนอุ้มบาตรมีข้าวของใส่เต็มแต่ต้องประคองบาตรด้วยมือข้างเดียว  ค่อยชักเท้าถอยหลัง ตาคอยดูน้ำผึ้งที่พร่องไปอีก เติมลงไปอีก ถอยหลังพ้นปากถ้ำแล้วแต่เส้นสายยาวโค้งสีดำสนิทก็ยังไม่ขาด รีดเรียวลง เหลือขนาดไส้เทียนแต่ก็ยังไม่ขาด

ทันใดพ่อหนานเงื้อมีดขึ้น

มีดครู มีดที่ครูของพ่อหนานเคยตัดเหล็กไหลเอาไปให้เจ้าเมืองชื่นเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวา

พ่อหนานฟันลง ทันใดเกิดเสียงดังเปรี๊ยะคล้ายเสียงไฟฟ้าลัดวงจรสมัยนี้ มีประกายไฟแลบพุ่ง มีแรงมหาศาลกระทุ้งหน้าอกจนปลิวกระเด็น แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

 

“เหล็กไหลเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ เป็นของวิเศษเกิดมากับหล้าโลก ผู้ใดได้มาครอบครอง พื้นฟ้านี้บ่ต้องกลัวหยัง ฟ้าผ่าก็บ่ตาย ควายขวิดก็บ่เข้า  เสือขบก็บ่ถอง ช้างแทงก็บ่ผด ข่ามคงเขี้ยวเล็บเขางาทั้งหมดทั้งหมด สุดแต่ลูกปืน ระดมยิงมาราวห่าฝนก็บ่ต้อง  สรุปว่าผู้ใดเหล็กไหลมาครอบครอง ก็เท่ากับได้อำนาจทั้งฟ้าแลดินไว้กับตนตัว บ่ต้องกลัวอันใดเลย โลกนี้”

“ตุ๊ลุงจะไปเอาเหล็กไหลกา?” สามเณรสีวงศ์ถาม “ข้าขอไปด้วยคนนะ”

“มันทุกข์ มันยาก มันลำบากเหลือหลาย ไปถามพ่อแม่เณรก่อน หากเขาอนุญาต จะไปก็ได้”

“มันอยู่ที่ไหน ตุ๊ลุง ถ้ำเหล็กไหล”

พู้น ขุนแม่ลวม จากบ้านเฮาเดินไปห้าวันห้าคืนก็ยังบ่ถึง จะไหวหรือเณร”

ยังจำได้ ปีนั้นอายุ๑๔ บวชเป็นเณรมาได้ปีเศษเข้าสองปี เณรสีวงศ์ขึ้นดอยลอยห้วยติดตามรับใช้หลวงลุงครูแรกไปสู่ดอยใหญ่ชื่อว่าขุนแม่ลวม พ่อหนานสมสหายของท่านจะไปตัดเหล็กไหล ไปด้วยกันห้าคนแต่รอดตายมาแต่เพียงผู้เดียวคือตน ความรู้สึกสุดท้ายที่จำได้ คล้ายโดนผลักหรือโดนถีบหน้าอกรุนแรงจนปลิวกระเด็น สลบเหมือนตายไปสามวันสามคืน ฟื้นคืนชีวิต ใบหน้าแรกที่มองเห็นคือเจ้าชีป่ามหาเถรตนหนึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน

“ตุ๊ลุง”

ใจแล่นปราดไปถึงหลวงลุงทองดี มหาเถรท่านนั้นเหมือนเข้าใจ ท่านส่ายหน้า สีหน้าสลดลง

“บ่มีแล้ว บ่มีไผเหลือสักคน เหม็นเน่าเหม็นโอ่อยู่เต็มถ้ำ”

“ข้าเองล่ะ ข้ายังบ่ตายหรือ”

“บ่ตาย ยังเป็นอยู่ รอดมาก็บุญยิ่งแล้วเณรเอ๋ย ต่อไปนี้ให้ทำแต่ความดี อันใดบ่ดีอย่าทำ”

“สาธุครูบา ข้าเจ้าขอไหว้ด้วยหัว”

แม้ฟื้นคืนมาแล้วแต่ยังสะบักสะบอมจนฟกช้ำดำเขียวไปทั้งร่าง ขยับตัวนิดเดียวก็เจ็บปวดเหมือนกระดูกหักเส้นเอ็นขาด เข็ดหลาบแล้ว เข็ดจนวันตาย นับแต่วันนั้นมา คนผู้ชื่อว่าสีวงศ์ก็ไม่เคยข้องแวะกับเหล็กไหลอีกเลย

Don`t copy text!