กุมารหิ่งห้อย

กุมารหิ่งห้อย

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– กุมารหิ่งห้อย –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ฝนห่าแรกตกลงมาแล้วห่างหายไปนาน นานมากจนผักไม้เหี่ยว  มีอาการยอดตก ขอบใบไหม้ไปเรื่อยๆ ทำท่าจะไปไม่รอด   เข้าค่ำยามแลงฟ้ามักแดงดังไฟไหม้ฟ้า บางวันก็มีเสียงฟ้าร้องครืนๆ หลอกให้ดีใจ แต่ฝนก็ยังไม่ตกมา

“ละแล้งไว้เมินนาน กลัวจะเป็นฝนใหญ่ลมหลวงเหมือนปีนั้น”

คนแก่คนเฒ่าเริ่มวิตก คนบ้านนี้กลัวฝนใหญ่ลมหลวงเพราะมันเคยถล่มหมู่บ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นแก้วนายังไม่ทันเป็นสาวด้วยซ้ำ ฟ้าแดงดังเลือดแล้วมืดดำลงรวดเร็ว ลมหลวงหลกถอนเอาต้นขะจาวยักษ์หงายราก ฟ้าผ่าฉำฉาใหญ่จนไฟลุก ไฟกลางฝน คนแก่คนเฒ่าเรียกอย่างนั้น ท่านว่าผู้ใดต่อเอาไฟกลางฝนมาได้ จะได้ไฟดีวิเศษปราบผีแพ้พราย แต่ฟ้าผ่าฉำฉ่าใหญ่ปีนั้นไม่มีข่าวคราวว่าผู้ใดต่อไฟกลางฝนมาได้

ฝนใหญ่ลมหลวงครั้งนั้นแก้วนาจำได้ว่ามันน่ากลัวนัก ฝนกระหน่ำหนักจนน้ำหลากพล่าน งัวควายตื่นหก คนตระหนกแตกตื่น ค่ำคืนนั้นเหมือนเป็นวันโลกาวินาศ เหมือนดังหมู่บ้านจะถล่มลงกลายเป็นหนองน้ำลึกอย่างตำนานเวียงหนองล่ม ผู้ใดที่ผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นต่างยังจำได้ดี

เอาหาบครุน้ำขึ้นบ่า สมบูรณ์ผัวนางเข้าบ้านมาพอดี ทักท้วงขึ้น

“สูจะเยียะหยัง”

“ตักน้ำ”

“บ่ต้อง วางหาบไว้ เดี๋ยวอ้ายตักเอง”

“ได้หยังมากิน อ้ายสมบูรณ์”

“นกคุ่ม สองสามตัว”

ผัวนางเอาขุบหลายอันแขวนห้อยตะปูตอกติดเสายุ้งข้าว ขุบเป็นเครื่องมือดักนก ทำมาจากตอกไม้ไผ่สานขัดตาถี่ๆ รูปร่างคล้ายปุ้งกี๋ เวลาจะดักก็เอาเหยื่อล่อใส่ไว้ภายใน หงายปากขุบขึ้น หากนกเข้าไปสับเหยื่อปากขุบก็จะงับลง ขังนกไว้ภายใน

ผัวแขวนขุบแล้วก็เอาย่ามใหญ่ใส่นกคุ่มยื่นให้นาง แล้วเอาหาบครุน้ำขึ้นบ่า แก้วนาถามซ้ำว่า

“ตายแล้วกา? อ้าย”

“อะหยัง”

“นก”

“ตายแล้ว” ผัวนางยิ้มๆ แสงตาอ่อนโยนลง “หลกขนมาแล้ว”

ครุน้ำยังเป็นครุสานแบบเบ้าเก่าแก่ดั้งเดิม ไม่ใช่ครุสังกะสีที่มีเข้ามาในหมู่บ้านตั้งแต่ราวกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมา หลังสงครามญี่ปุ่น อาจสะดวกดี เสียแต่ว่าราคาแพง เงินทองไม่ค่อยมี แต่สมบูรณ์ผัวนางมีตีนมีมืออันคล่อง ทำอันใดก็ได้หมด  อันใดทำได้จึงทำเอาเอง เงินทองหาได้จะใช้อย่างอดออม เผื่อเจ็บเป็นเย็นไข้ต้องไปโรงยา

แก้วนาเอานกฆ่าแล้วถอนขนแล้วเข้าในครัวไฟ ขยับขอนไฟเกือบมอดเข้าชิดกัน ขยุ้มฝอยไม้ใส่ลงไป หักเสี้ยนไม้ก่ายทับ เอากล้องเป่าไฟมามาเป่าเสียงดังฟู่ ๆ ไฟลุกก็เอาฟืนสุมเพิ่ม

“เยียะหยังกินแก้วนา”

แม่เข้ามาในครัวไฟไถ่ถาม แก้วนาตอบว่าจะแกงแคนกคุ่มแล้วบอกแม่ว่า

“อีแม่เฝ้าไฟนะ ข้าจะลงไปเก็บผัก”

“ท้องแก่แล้วเอ็ง ขึ้นเรือนลงเรือนก็หื้อระวัง”

ข้าระวังดีอยู่ อีแม่”

เอาหม้อแกงดินออกไปใส่น้ำมาตั้งบนก้อนเส้า แล้วลงเรือนไปเก็บผักไม้กุดแกร็นในสวน เป็นผักไม้พื้นเมืองขึ้นเองโตเองไม่ต้องปลูกฝัง ผักปลูกอย่างพวกผักกาดจ้อน ผักกาดขิ่ว ผักขี้หูด บวบแตงก็พอมีบ้างแต่มันยังไม่ถึงฤดูจะปลูก แกงแคใช้ผักไม้หลายอย่าง อย่างละนิดละหน่อยเท่าที่หาได้

เอื้อมมือน้าวกิ่งผักหละลงมา   ท้องลั่นดังครืดคล้ายน้ำคร่ำจะแตกแต่ไม่ใช่ แม่ว่าหากน้ำคร่ำจะแตก มันจะปวดท้องก่อน ปวดหน่วงๆ ไม่เหมือนปวดท้องขี้ ท้องลั่นวันนี้คล้ายมันลั่นเตือนว่าเด็กอ่อนนอนท้องใกล้จะออกมาแล้ว ตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งท้อง นางเองมีใจกลัวบาปกลัวกรรมมากกว่าแต่ก่อน ไม่ยอมฆ่าอะไรเลย ไม่ว่ามดแดงแมงดินทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ ไม่มีใจจะฆ่ามันเลย แม่นางว่าน่าจะเป็นแต่ลูกในท้อง อยู่มาวันหนึ่งนางกับผัวจึงเอากล้วยอ้อยหัวมันลูกไม้ไปไหว้สาครูบาผู้เฒ่า ท่านอ่านทักทำนายว่าสัตว์ตัวประเสริฐจุติมาเข้าท้องนาง ให้ระวังรักษาไว้ให้ดี ต่อไปภายหน้าจะโผดพ่อโผดแม่

กลับขึ้นเรือน ไฟลุกดีอยู่ น้ำในหม้อดินยังไม่เดือดแต่ไอน้ำเริ่มออกปากหม้อ แม่นางเอานกคุ่มลนไฟเผาขนอุยให้ไหม้แล้วผ่าแล่งสับเป็นชิ้นเล็กๆ แก้วนาหงายครกขึ้นเอาเครื่องแกงลงโขลก มีเสียงฟ้าร้องไกลๆ ฝนหัวปีคงลงที่บ้านอื่น แต่ยังไม่แวะผ่านมาทางบ้านนี้ หลายวันต่อมาจึงค่อยตกลงตอนค่ำ ตกดีตกงามได้น้ำได้เนื้อพอสมควร สมบูรณ์ผัวนางเอาไผ่แห้งมาจักผ่าเป็นซีกๆ ทำคบไฟ

“จะไปไหน อ้ายสมบูรณ์”

“ส่องเขียด”

“ปาณาติบาต ข้าว่าระงับไว้บ้างก็จะดี ไอ้อ้ายก็ใกล้จะออกท้องมาแล้ว”

“สูรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไอ้อ้าย บ่แม่นอีแพง”

“อีแม่ก็ถามมันเหมือนกัน”แม่นางสอดปากก่อน “มันก็ว่าเป็นไอ้อ้าย”

“ข้าเองก็บอกบ่ถูกเหมือนกัน” แก้วนาตอบทั้งแม่และผัว “ใจข้าคิดแต่ว่าเป็นไอ้อ้าย อาจเกี่ยวข้องกับคำทำนายของครูบาก็ได้”

ตั้งแต่วันนั้น วันที่ท่านสมภารผู้เฒ่าทำนายว่าสัตว์ตัวประเสริฐมาเอากำเนิด ในท้อง แก้วนาดีใจนัก ใจดีใจบาน มีใจอ่อนใจหวานโน้มน้อมทางบุญ เฝ้าฟูมฟักรักษาระแวดระวังดีนัก กระทั่งค่ำคืนวันหนึ่ง หิ่งห้อยพร้อยพราวออกมาชมสวนจนระยิบระยับพรับพร่าง แก้วนาก็คลอดลูกออกมาเป็นไอ้อ้ายดั่งใจ ใกล้รุ่งคืนนั้นฝนใหญ่ลมหลวงเข้าหมู่บ้าน ลมพัดแรงกล้า ฟ้าผ่าฟ้าต้องและฝนตกหนัก แต่ไม่กระหน่ำหนักรุนแรงเหมือนเมื่อครั้งที่นางยังเด็ก ไอ้อ้ายยังหลับดีนอนดีไม่มีสะดุ้งตกใจ  ค่อยใหญ่ค่อยโตตามวันเดือนเคลื่อนคล้อย อยู่มาวันหนึ่งไอ้อ้ายเกือบครบขวบปี นางกับผัวก็ตกแต่งข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียนของหอมและข้าวน้ำคำกินไปไหว้สาครูบาผู้เฒ่า เอาไอ้อ้ายไปให้ท่านมัดมือทือขวัญ ปันชื่อหมายนามเป็นมังคละติดตัว

“มันเกิดวันใด”

“วันนั้น หิ่งห้อยชมสวน” ผัวนางปากก่อน

“ค่อนรุ่งคืนนั้นฝนใหญ่ลมหลวงเข้าบ้าน” นางปากตาม

“อือ”

ท่านผู้เฒ่า ผู้เป็นที่รักและเคารพของคนทั้งบ้านนั่งนิ่งหลับตา ไอ้อ้ายนั่งตักแม่ดีงาม นางสอนไหว้มันก็ไหว้ นางสอนสามันก็สา  ครูบาหลับตาอยู่อึดใจใหญ่ก็ลืมตาขึ้น

“ไอ้ผู้นี้มันเกี่ยวข้องกับหิ่งห้อยและฝนใหญ่ลมหลวง ใส่ชื่อมันว่ากุมารหิ่งห้อยก็แล้วกัน”

 

กุมารหิ่งห้อยเลี้ยงง่าย เป็นที่รักของพ่อแม่และปู่ย่าและยาย ส่วนตามันนั้นตายลงไปก่อนที่พ่อมันจะเข้ามาเป็นเขยเรือนนี้ ปู่ย่ามันเองก็อยู่ไม่ไกล แค่หัวบ้านหางบ้านเท่านั้น จึงไปมาหาสู่กันง่าย

ชื่อว่ากุมารหิ่งห้อยไม่ค่อยมีใครเรียกกันนัก มีแต่ครูบาผู้เฒ่าเท่านั้นที่มักถามหา ต่อมาเมื่อท่านละสังขารไปแล้ว ชื่อยาวเหยียดว่ากุมารหิ่งห้อยก็เหลือแต่หิ่งห้อย บางคนก็เรียกเพียงไอ้ห้อยหรือไอ้อ้ายตามพ่อแม่มันเรียกเท่านั้น ตั้งแต่เมื่อยังตัวน้อยๆ เจ้ากุมารหิ่งห้อยลูกนางก็ผิดแผกแปลกจากลูกชาวบ้านชาวเมืองเขา  มันไม่ชอบกินเนื้อ ไม่ว่าเนื้อสัตว์ใหญ่น้อยใดๆ ไอ้อ้ายลูกแรกของนางจะเลี่ยง บางครั้งบางหนก็มันแอบปล่อยหอยกบปูปลาที่พ่อมันเอามาขังไว้ยังเรือน พ่อมันต้องเอาไปซุกไปซ่อนนอกบ้านไม่ให้มันเห็น ถึงจะได้กิน

นอกเหนือจากนี้ เจ้าอ่อนน้อยผู้ที่ครูบาตนลับท่านจงใจใส่ชื่อว่ากุมารหิ่งห้อยยังมีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากอ่อนน้อยทั่วไป มันชอบไปวัดกับยาย ยายไปนอนวัดจำศีลในช่วงเข้าพรรษา มันก็จะจำศีลกับยาย ย้อนไปก่อนหน้านั้น เมื่อมันอายุสักหกเจ็ดขวบมีน้องสองคน อยู่มาวันหนึ่งมันก็ลุกขึ้นนั่งไห้กลางดึก สะอึกสะอื้นอยู่ฮักๆ น้ำตาตกอยู่พลักๆ เป็นสร้อยเป็นสาย

“ไอ้อ้าย เป็นอะหยัง” ผัวนางถาม

“เอามันออกมา ข้าอิ่นดูมัน”

“มันไหน”

“เอามันออกมา ข้าอิ่นดูมัน”

มันพูดอยู่คำเดียวว่าเอามันออกมา ข้าสงสารมัน  พูดเหมือนเพ้อ เหมือนละเมอในยามหลับลึก น้ำตาร่วงลงเป็นสาย ผัวนางต้องแล่นไปสู่เรือนพ่อผัวกลางดึกกลางดำ ปู่มันมาถึงก็ร่ายคาถาใส่มือแล้วลูบหัวลูบหลังมัน พ่อผัวนางสะดุ้งแล้วหดมือกลับ

“มันเป็นอะหยัง อีพ่อ” ผัวนางถาม

“ผีมาบอกมัน”

“ผีที่ไหนมาบอกมัน”

“บ่ฮู้เหมือนกัน” พ่อผัวเสกคาถาบทใหม่ใส่มือ ยื่นมือไปกุมสองมือหลาน “ไอ้อ้ายหลานปู่ มันอยู่ไหน เอ็งพาปู่ไป”

แก้วนาลูกหลายยังจำได้ ดึกดื่นคืนนั้นหนาวเหน็บเจ็บตีนที่ย่ำโดนหินกรวด คบไฟสองสามดวงสองแสงวอมแวมไปทางหางบ้าน เป็นช่วงหน้าหนาวราวเดือนสี่ต่อเดือนห้า ใบตึงแก่ละขั้วหล่นลงกรอบแกรบ ไอ้อ้ายนำปู่ไปถึงใต้ตึงต้นใหญ่ก็ชี้มือลงดิน

“เอามันออกมา  มันอยู่ในนี้”

ผัวนาง พี่ชายและพี่เขยนางช่วยกันขุด ขุดลึกลงราวสองศอกก็พบกะโหลกหัวผีเก่าผุอันหนึ่ง พ่อผัวว่าน่าจะเป็นเด็กน้อยอายุไม่เกินห้าหกขวบ จะถูกฝังมาสักกี่ปีไม่มีใครรู้  จะหนาวเหน็บเจ็บปวดอย่างไรไม่มีใครรู้ จะทุกข์ทรมานยาวนานเท่าไรไม่รู้ แต่ไอ้อ้ายลูกแรกของนางกลับรู้

ผีมาบอกมัน มันโผดผีพ้นทุกข์ทรมาน

 

แก้วนาอายุห้าสิบแล้ววันนี้ วันที่นั่งนึกไปในอดีตกาล ไอ้อ้ายเอาการเอางานดีอยู่ ช่วยพ่อมันจูงควายใส่นาได้ ตามแม่มันเข้าป่าหาเห็ดหาฟืนได้ ไป่ตอกเป็นตะกร้าเยี่ยงยายก็พอได้บ้างแล้ว  แต่มันไม่ชอบตามพ่อมันไปดักนกคุ่ม ล่อเหยี่ยน ขุดแย้หรือรมหนู ไอ้อ้ายนอนอยู่ในเรือนน้อยเป็นคู่ยายมัน แม่ของนาง หรือยายของมันเล่าว่าบางคืนดึกดื่นตื่นมาเพราะปวดท้อง มองเห็นหิ่งห้อยนับร้อยพร้อยไหวรอบร่างมัน

“ข้านึกไปถึงเมื่อมันครบขวบ” นางพูดกับแม่ “ข้ากับผัวเอามันไปไหว้สาขอครูบาตนลับใส่ชื่อ ท่านปันชื่อมันว่ากุมารหิ่งห้อย”

“แม่นึกไปถึงครูบาตนหนึ่ง เมินนานนักแล้ว คนแก่คนเฒ่าเก่าก่อนเล่าว่าเวลาท่านจำศีลภาวนา มักมีหิ่งห้อยมาตอม”

“ครูบาตนลับว่าเลี้ยงไว้ดีเถิด จะโผดผายพ่อแม่มัน”

แก้วนาโลมเลี้ยงเอี้ยงดูลูกดิบดี จนลูกแรกอายุได้แปดปี นางก็มีลูกสี่คนเรียงหัวกันมาเหมือนลูกระนาด ท้องท้ายนี้นางไม่ค่อยแข็งแรง อ่อนแอออดแอด มักผิดร้อนผิดเย็น แต่ตั้งแต่อีหล้าพ้นนมก็ค่อยดีขึ้น แต่หากอาบน้ำเย็นทีไรก็มักเป็นไข้เหน็บหนาว

“มึงผิดน้ำ”แม่นางว่า “ระวังไว้อย่าได้ถูกน้ำเย็น ไข้เหน็บหนาวจะกำเริบ

ปีนั้น แม่นางแก่เฒ่าร่วงโรยไปแล้ว อายุราวหกสิบแก่ๆ  ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเมื่อครั้งที่ผัวนางเพิ่งเข้ามาเป็นเขยใหม่ๆ ปีนั้นอ้ายสมบูรณ์อายุสามสิบ ปีนั้นนางเองอายุยี่สิบแปดมีลูกด้วยกันสี่คน  ทีท่าว่าลูกใหม่จะมาเอากำเนิดในท้องนางอีกแล้ว

“แม่ อีแม่”

อยู่มาวันหนึ่งขณะนางกับผัวช่วยกันสานกระบุงตะกร้าอยู่กับยายมัน ไอ้อ้ายก็เข้ามาหา

“อะหยังหือ ไอ้อ้าย”

“ข้าใคร่บวช”

“ถามพ่อเอ็งไอ้อ้าย พ่อเอ็งหื้อบวชอีแม่ก็บ่ขัด”

ปีนั้นเจ้ากุมารหิ่งห้อยที่ใครต่อใครเกือบลืมชื่อยาวๆไปหมดแล้วอายุได้สิบขวบ ไม่ล่ำสันแข็งแรงอย่างพ่อ แต่ออกมาทางผอมบางร่างน้อยอย่างนาง มันเองก็มีไข้ในเนื้อเรื้อรังอยู่เหมือนกัน เมื่อมันอายุได้สักเจ็ดขวบ มันเป็นไข้เกือบตายครั้งหนึ่ง โชคดีที่ปีนั้นมีรถยนต์ในบ้านแล้ว ผัวนางกับพี่ชายพี่เขยเอามันใส่รถเข้าไปส่งหมอโรงยาในตัวเมือง มันเลยรอดเป็นคนมาได้

“ข้าใคร่เข้าวัด ใคร่บวช อีพ่อจะให้ข้าบวชไหม”

“เอ็งฝักใฝ่ทางบุญมาแต่เล็กแต่น้อย เจ้ากุมารหิ่งห้อยลูกพ่อ” ผัวนางว่ากล่าวเป็นคำดีคำงามม่วนนัก “แต่รอไอ้ศรีน้องเอ็งโตเท่าเอ็งก่อน พ่อจะมาเอ็งไปฝากตุ๊ลุงที่วัด”

 

ล่วงเข้าเดือนแปดปีนั้น ฟ้าแผดฟ้าแผ้น่ากลัว แก้วนาตั้งท้องอ่อนๆ เป็นท้องที่ห้า ระแวดระวังรักษาตัวหนักแน่นกว่าสี่ท้องแรกด้วยซ้ำ คำคนเฒ่ากล่าวว่าแม่เรือนคลอดลูกแต่ละที ข้าข้างหนึ่งเหยียบประตูนรกโน่นแล้ว นางคลอดมาสี่ที ยืนอยู่ปากประตูนรกสี่หน หนที่ห้านี้รู้ตัวดีว่าไม่กล้าไม่แข็งดังเดิมแล้ว จึงหวงแหนแน่นหนักในเนื้อในตนมากกว่าเดิม

“ไอ้อ้าย ไปเลาะหวายกับแม่”

อยู่มาวันหนึ่งฟ้าฝนห่างหายเป็นช่วงฝนละ นางชวนลูกแรกเข้าป่าห้วยลึกไปเอาหวาย  จากบ้านนางถึงห้วยลึกมันไกล ต้องห่อข้าวกลางวันไปกินในป่า วันนั้นฝนหลวงลมแรงตกต้องในป่าใหญ่ ฟ้าดำก่ำเส้าเหมือนต้องขึด ฟ้าผ่าฟ้าต้องเหมือนหูจะแตก ฝนหลวงกระหน่ำหนักจนลืมตาไม่ขึ้น ลมหลวงหลกถอนหมู่ไม้ล้มฟาดพาดพะกันโครมคราม นางกับลูกโดนไม้ทับ บุญยังมีที่ไม่แข้งหักขาห้านเลือดตกยางออก แต่นางกับลูกออกมาไม่ได้ หากมีเสียมก็อาจขุดเซาะร่องดินเอาตัวออกได้ แต่นางกับลูกมีแต่มีดเลาะหวายฟันกิ่งไม้ใหญ่ๆ ไม่ขาด นางเร่งลูกให้รีบหนี แต่เจ้ากุมารหิ่งห้อยห่วงแม่ นางผิดน้ำ โดนฝนหลวงกระหน่ำอยู่นานจึงหนาวสั่นดกๆ แล้วไข้ผิดน้ำก็กำเริบ

“เอ็งพอมุดออกได้ รีบมุดออกไป ไอ้อ้ายลูกแม่”

“ข้าจะอยู่กับแม่”

มันกอดนางไว้ นางเองสะลึมสะลือไปแล้ว ก่อนสลบไสลเพราะไข้ขึ้นสูง นางเหมือนได้ยินมันวอนอินทร์วอนพรหมว่า

“หากข้ากับแม่ต้องขึดต้องขวงเพราะประมาทพลาดหลงอันใดอันหนึ่ง ข้าขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว อย่าได้ตกแก่แม่ เพราะแม่มีลูกหลาย ในท้องแม่ยังมีน้องข้าอีกผู้หนึ่ง ปล่อยแม่ข้าเทอะ”

นางสลบไปนาน จนเข้าค่ำคืนดื่นดึก สมบูรณ์ผัวนางก็ปลุกนางให้ตื่น

“สูหาข้าพบได้อย่างใด”

“หิ่งห้อยฝูงใหญ่นำทางข้ามา เกลาะกลุ่มเป็นลำนำหน้า ข้ากับอ้ายสู พี่เขยสูจึงช่วยสูได้”

“ไอ้อ้ายเล่า”

“ไอ้อ้ายไปดีแล้ว”

Don`t copy text!