กุมารเจ้าป่า

กุมารเจ้าป่า

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– กุมารเจ้าป่า –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“มันลากศพมาทางนี้” คำอาดพูด “ถึงลำห้วย มันโจนข้ามห้วยไป”

“ห้วยกว้างเกือบสองวา” พี่น้อยติ๊บกังขา  “เป็นไปได้หรือ มันจะคาบศพแล้วโจนข้ามห้วย”

“มันเป็นเสือผี” ชายชื่อคำอาดเอาท่อนแขนปาดเหงื่อที่เริ่มซึมตามหน้าผาก “อย่าตามต่อไปเลย อาจไปตายหมด”

“ไอ้น้อยสีวงศ์” ครูสอนการใช้ปืนหันมาทางเขา “เอ็งจะว่าอย่างใด”

“ไหนๆ ก็ตามมาเกือบครึ่งวันแล้วพี่น้อย ข้าว่าควรตามอีกสักพัก แล้วค่อยว่ากันใหม่”

“เอ็งล่ะแสงมา จะว่าอย่างใด”

“น้องข้าทั้งคน ถึงตายไปแล้ว ข้าก็ต้องเอาศพมันกลับให้ได้”

“เชื่อพี่เขยเอ็ง” คำอาดพยายามจะรั้ง “รอพรานอุ่น แกชำนาญรอยที่สุด”

 

ปีนั้นสีวงศ์อายุ ๑๙ ครูบาอินถาให้ออกมาจากผ้าเหลืองไปก่อนเพื่อแก้เคล็ดใบไม้สามใบ ไปตามหาพี่น้อยด้ายลูกชายคนเล็กของพ่อหนานสอน พี่น้อยติ๊บเป็นเพื่อนร่วมทาง ต้องชะตากัน  พี่น้อยติ๊บเก่งกล้าทางปืน ยิงปืนแม่น หลอมลูกปืนเก่ง จัดเจนเรื่องเฝ่าหรือดินปืน แต่ตามหาครั้งแรกไม่พบลูกชายคนเล็กของพ่อหนาน กลับไปพบนางอ่อนสีสูงใหญ่งามสง่าเหมือนม้าศึก ได้ควบขี่นางเหมือนได้เป็นจอมทัพชูดาบกล้าฝ่าศึก

ไปตามฝันครั้งนั้นกินสุกกินดิบด้วยกัน ฟันฝ่าป่าดงพงดิบด้วยกัน สีวงศ์เองหายออกไปจากที่นอน อีกสามสี่วันถัดมาลูกชายคนโตของพ่อหนานจึงพบตนนอนซมซุกก้นห้วยตัวเหลืองอย่างกล้วยสุก พระป่า มหาเถรเจ้าตนลึกลับมาโผดเอาตนไว้ ท่านสั่งให้กลับบ้านก่อน น้อยด้ายยังไม่พ้นกรรม เมื่อไรที่พ้นก็จะได้พบกัน แล้งถัดมา สีวงศ์ยังไม่ได้คืนสู่ผ้าเหลือง กลับเข้าไปตามฝันของพ่อหนานอีกครั้ง แล้วก็ได้ไปรู้ไปเห็นกุมารเจ้าป่าที่ปางไม้แดง

 

 “น้องเอ็งมันไม่ร้องเลยหรือ แสงมา”

“คงไม่ทันร้อง” หนุ่มบ้านปางไม้แดงตอบ “ข้าได้ยินแต่มันอุทานว่าเสือคำเดียว พรวดพราดลงเรือนมาแต่ไม่ทัน มันคาบไอ้แอไปแล้ว”

“มันเป็นเสือผี” คำอาดแทรก “ไม่มีใครฆ่ามันได้”

“หยุดพูดเถอะพี่เขย” แสงมาเหมือนจะเหลืออด “จะเสือผีเสือสางอันใดก็ตาม ข้าต้องตามเอาซากไอ้แอกลับให้ได้ พี่เขยกลัวนักก็กลับไปเสีย พูดมากอยู่ได้ รำคาญ”

แสงมาคงอายุราวๆ สีวงศ์ ยังหนุ่มยังน้อย ยังหมดใหม่ใสงาม  ส่วนคำอาดก็เหมือนจะรุ่นราวคราวเดียวกับพี่น้อยติ๊บ เหมือนพี่เขยกับน้องเมียปีนเกลียวกัน อาจมีเรื่องบาดหมางน้ำใจกันมาก่อน แสงมาคงร้อนใจ แต่คำอาดเหมือนไม่เต็มใจ อ้างแต่เรื่องเสือผี ไม่มีใครปราบได้ ควรรอพรานรุ่นใหญ่ของหมู่บ้านผู้ชำนาญการแกะรอยเสียก่อน  พี่น้อยติ๊บเองเป็นคนนอก ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเด็ดขาดลงไป

ลงสู่ห้วยแห้ง ท้องห้วยเป็นหิน ยากจะพบรอยเท้ามัน เริ่มร้อนแล้วตอนนั้น จักจั่นลองไนร้องระเบ็งเซ็งแซ่ บางแห่งในห้วยมีแอ่งน้ำเล็กๆ ยุงบินหึ่ง จิ้งเหลนตัวเล็กเกาะนิ่งรอฉกยุง ปูหินตัวแบน มีก้ามสีส้มลากก้ามรีๆ ขวางๆ ลงสู่ก้นแอ่งที่ยังมีน้ำ สำเหนียกถึงตีนคนย่ำหนักๆ มันก็ผลุบหายเข้าไปในหบลืบหิน บุกบอนก้นห้วยดูแกร็นๆ ไม่ค่อยอวบงามนัก

เราสี่คนย้อนกลับมายังจุดเดิมที่รอยเสือหายไป พี่น้อยติ๊บเอาบุหรี่ดับแล้วมาคาบ ดีดลูกโม่ไฟแช็กพื้นเมืองดังเชียะๆ

“เอ็งสังเกตอะไรไหม ไอ้น้อยสีวงศ์”

“อะไรหรือ พี่น้อย”

“มีแต่รอยเสือ ไม่มีรอยลาก”

“อือ”

“เหมือนมันตวัดเอาศพพาดหลัง  หรือไม่อีกที เหมือนไอ้แอขี่หลังเสือไป”

“อือ…”

ไอ้น้อยหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบฉุกใจสงสัยบางอย่างในข้อสังเกตของพี่ชายคนหายที่เรามาตามหาเป็นครั้งที่สอง มองไปยังต้นห้วยที่พี่เขยกับน้องเมียเลาะล่องลงมา ใช่สิ ตั้งแต่ตามรอยกันมา รอยลากรอยครูดไม่มีเลย

“มันเป็นมาอย่างใด คำอาด เสือผีตัวนี้”

“มันอยู่มานาน เมินนานกำหนดกาลเวลาได้ยาก ไม่มีใครฆ่ามันได้ คนแก่คนเฒ่าเล่ามาอย่างนั้น”

“พอเถอะ พี่เขย” แสงมาได้ยินก็พูดแทรก “พี่เขยกลัว อย่าลากคนอื่นกลัวตาม กลัวนักก็กลับไปเสีย กล้าไหมล่ะ เดินกลับคนเดียว”

“ไอ้…ไอ้น้องเมีย”

“พอๆ หยุดเถียงกันเถอะ ทั้งสองคน”

พี่ชายของคนหายที่เราตามหาเข้าแทรก คำอาดเหมือนเกรงใจ มีท่าทีฮึดฮัดๆแล้วสะบัดหน้าหันหลัง เดินกลับไปเลย

 

เราสองคนมาถึงปางไม้แดงเมื่อวันวานบ่ายแก่ พ่อหลวงหรือผู้นำหมู่บ้านปางไม้แดงกับพ่อหนานสอนเป็นเสี่ยวกัน พ่อหลวงจึงเป็นพ่อเสี่ยวของพี่น้อยติ๊บ เข้าแพะเข้าพงด้านนี้ พี่น้อยติ๊บต้องแวะนอนเรือนพ่อหลวงอย่างน้อยคืนหนึ่ง ส่วนพ่อหลวงและลูกชายแก หากออกไปบ้านนอกก็ต้องแวะนอนเรือนพ่อหนานสอนอย่างน้อยคืนหนึ่งเช่นกัน ความเป็นมิตรเป็นเพื่อนเกิดขึ้นได้ง่ายสมัยสีวงศ์ยังหนุ่ม ความคิดจิตใจคนยังเป็นไปในแบบเดียวกัน  ซื่อๆ ง่ายๆ ใจกว้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียวยังไม่เข้มข้นรุนแรงเหมือนผู้คนยุคใหม่ในวัยปลายที่สีวงศ์เป็นปู่เป็นทวดอย่างในทุกวันนี้

เราสองคนนอนเรือนพ่อหลวงไม่ทันถึงรุ่งแจ้งแสงส่องดีนักก็เกิดเรื่อง ไอ้แออายุเก้าขวบ น้องคนเล็กของแสงมาลงเรือนไปขี้ แต่ไปไม่ถึงวิดขี้หรือสวมหลุมท้ายสวนก็โดนเสือคาบ แสงมาไปแจ้งพ่อหลวง โดยหน้าที่ พ่อหลวงเองต้องออกป่ามาติดตามแต่แกแก่แล้ว ลูกชายก็ซ้ำท้องรุท้องร่วงอย่างแรงยังไม่ฟื้นคืนตัว พี่น้อยติ๊บจึงอาสาเสี่ยวของพ่อ  พ่อหลวงก็ยินดี  ทางฝ่ายเจ้าทุกข์ออกมาก่อนสองคนคือแสงมากับอ้ายคำอาด คนอื่นๆ จะตามมาสมทบ

“เอ็งกับพี่เขยเหมือนไม่กินเส้นกัน แสงมา”

“เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร อิดๆ ออดๆ บ่ายเบี่ยงพอพ้นตัว”

หยุดพักสูบยาอมเมี่ยงใต้ร่มตะเคียนใหญ่ ออกแล้งแห้งเหลืองมาแล้ว ป่าสักร่วงร้างจนใบแทบหมดต้น แต่ตะเคียนยังเขียวเข้มให้ร่มให้เงา ออกพ้นเขตป่าแพะหรือป่าชายบ้านมาแล้ว เริ่มเป็นป่าส่วนกลางไม่สังกัดว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยของหมู่บ้านใด ชาวป่าเขารู้กันเอง ไม่มีกฎบัตรกฎหมายหรือป้ายปักบอกไว้ ย้อนยุคไปในสมัยนั้น ก่อนสงครามญี่ปุ่นจะเกิดเล็กน้อย หนานสีวงศ์ยังเป็นไอ้น้อยสีวงศ์ ยังไม่ได้กลับไปเข้าผ้าเหลืองรอบสอง ผู้คนพลเมืองยังไม่มาก ป่าดงพงไพรยังใหญ่กว้าง เครื่องจักรเครื่องยนต์กลไกที่ทำลายล้างป่าจนล้านโล่งอย่างในยุคหลังๆ ยังไม่เข้ามาถึงป่าบ้านเรา ยุคนั้นป่ายังดิบ ดงยังดำ หมู่บ้านต่อหมู่บ้านในเขตพื้นที่ป่าเขายังอยู่ห่างกัน เลือกอยู่ในพื้นที่เหมาะสมสำหรับตน หมู่คนพื้นเมืองมักเลือกพื้นที่ราบเพียงปรับเปลี่ยนเป็นนาได้ง่าย ส่วนหมู่คนอีกกลุ่มที่พวกเราเรียกว่าพี่น้องชาวดอย อันได้แก่ญาง แม้ว มูเซอ เป็นอาทิ มักเลือกอยู่ตามดงดอยสูงๆ ขึ้นไป อาจเพราะเขาไม่คุ้นกับการทำนา แต่ถนัดในการถากถางไหล่ดอยเป็นไร่ข้าว

ระหว่างหมู่บ้านต่อหมู่บ้านมักเป็นป่าใช้สอย แต่มันก็มีรอยต่อเลาะลอดสอดถึงป่าดิบป่าดำอันเป็นที่อยู่ของเสือสางช้างแรด เสือถึงร้ายก็ร้ายเฉพาะในป่าอันเป็นถิ่นที่กินที่อยู่ของมัน เสือถึงร้ายก็มักไม่ชอบออกนอกถิ่นที่มันคุ้นเคย แต่เสือตัวนี้ใจเติบเสิบกล้านัก กล้าลัดเลาะเล็ดลอดเข้าถึงชายบ้านปางไม้แดง ซ่อนซุ่มตะคุ่มหมอบอยู่ในสวนของแสงมา เหมือนมันรอ เหมือนมันจงใจรอ เหมือนมันตั้งใจรอ รอจนไอ้แอลงเรือนมาขี้ก็โจนตะครุบเหมือนแมวซุ่มตะครุบหนู

“เคยมีไหม แสงมา” พี่น้อยติ๊บถาม “เสือเข้าเอาคนถึงในหมู่บ้าน”

“ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันพี่น้อยติ๊บ” พี่ชายของเหยื่อเสือสูบยาพ่นควันยาว “แต่ปางไม้แดง ยังไม่เคยมี”

“เอ็งเห็นอย่างพี่น้อยเห็นไหม”ครูปืนครูป่าของสีวงศ์พ่นควันยาบ้าง “ไม่มีรอยเลือดเลย”

“บางที…ไอ้แอน้องข้ายังไม่ตาย ใจข้าดีมานัก พี่น้อย”

“เสือไม่ใช่แมวนะเอ็ง” ลูกพ่อหนานสอนแหงนหน้ามองบน แล้วกลับมามองหน้าหนุ่มชุ่มชื่นคึกคักเหมือนมีแรงใจเกิดใหม่ของคนรักน้อง “แมวจับหนูได้ ไม่กัดตายในทันที แต่เสือไม่ใช่”

“แมวจับหนูได้ มันคาบไว้ในปากก่อน” สีวงศ์หนุ่มน้อยเพิ่มเติมถ้อยคำครูป่า “มันเอาไปเล่น เล่นจนหนูน่วม เล่นจนเบื่อแล้วค่อยลงเขี้ยว แต่เสือจับแหยื่อได้ มันฆ่าตายทันที หากกินในที่ฆ่าได้ก็กิน กินในที่ฆ่าไม่ได้เพราะคิดว่าไม่ค่อยปลอดภัยก็จะลากไปกินที่อื่น แต่…เสือตัวนี้ เราตามรอยแต่ท้ายสวนมาถึงตรงนี้ มีแต่รอยตีนเสือ ไม่มีรอยลาก ไม่มีรอยเลือด ไม่มีรอยกัดกิน มันผิดปกติ”

“บางที  พี่เขยข้าอาจพูดถูก” แสงมาเหลียวกลับหลังที่คำอาดเดินกลับไปแล้ว “อาจเป็นเสือผี”

“เอ็งเล่ามา เสือผีตัวนี้ มันเป็นอย่างใด”

ควันไฟที่ลอยผ่านม่านแดดเป็นผืนชัดเจน เหมือนผ้าควันไฟ  ยั้งเซาเอาแรง ก่อไฟให้สัญญาณ ให้เป็นที่หมายจำของคนติดตามว่าเราอยู่ตรงนี้ แดดบ่ายไล่เงาตะเคียนหนีไปทุกขณะ มองไปทางทิศใต้ ไม้สักสูงใหญ่เหลือใบติดกิ่งไม่มากนัก ร่วงละผละผล็อย ลอยลมลิ่วล่องลงสู่พื้น ฟากฟ้าเหนือป่าสักสีหม่นสีหมองเพราะออกแล้งแห้งเหลืองมาแล้ว บงไผ่ก็ผากหลากแล้งละใบจนปลายตั้งขึ้น มีคนเกริ่นกู่วู้วุกมาจากทางนั้น แสงมากู่ตอบ พักหนึ่งชายสี่ห้าคนรวมทั้งคำอาดที่ผละจากไปก็มาถึง ผู้หนึ่งเป็นพรานชำนาญรอย อายุราวสี่สิบเศษ อีกผู้เป็นพ่อหนานชำนาญพิธีกรรม อายุราวห้าสิบเศษแต่ยังดูกระฉับกระเฉงคล่องตัวดี

ทักทายไถ่ถาม อยู่ต่อหน้าคนหลาย พี่เขยกับน้องเมียดูเหมือนจะลืมเรื่องขุ่นเคืองกันไปชั่วขณะ

“พ่อลุงคิดเห็นอย่างข้าไหม” ครูทางป่าทางปืนของสีวงศ์ซักถามพรานเจ้าถิ่นผู้ได้ชื่อว่าชำนาญการแกะรอยที่สุด “มีแต่รอยตีนเสือ แต่ไม่มีรอยลากครูดเลย รอยเลือดก็ไม่มี”

“ก็ยังเคลือบแคลงแหนงใจอยู่” คนผู้ถูกเรียกว่าพ่อลุงย่นหัวคิ้ว “เหมือนมันไม่ได้ขบ ตะปบปราดเดียวไอ้แอคอหัก แล้วมันก็เอาพาดหลังมาเลย”

“ทำได้หรือพ่อลุง” สีวงศ์เรียกแบบให้เกียรติตามครูป่าของตน “ศพไม่หลุดลงหลังมันหรือ”

“ก็มันเป็นเสือผี” คำอาดได้โอกาสก็สอดแทรกเสนอความคิดเห็นของตน “มันทำได้ทั้งนั้น เหลืออยู่อย่างเดียวคืองอกปีกออกข้าง แล้วบินขึ้นฟ้าต่อหน้าต่อตา”

“ในร่องห้วย”พรานอุ่นตัดบท “พบเห็นอันใดหรือไม่”

“ไม่พบไม่เห็นอันใดสักอย่าง รอยมันหายไปเลยที่ฝั่งห้วย ข้ามมาฝั่งนี้ก็ไม่มีรอย เหมือนมันงอกปีกออกข้างแล้วบินขึ้นฟ้าอย่างคำอาดว่า ข้าไม่เก่งรอยเท่าพ่อลุง มาถึงร่มตะเคียนก็เลยหยุดรอ”

“จะว่าพลัดไพล่หลงใจตามรอยเสือตัวอื่นก็ไม่น่าใช่” พรานวัยกลางคน ผมเผ้ายังดกดำหยักรอยย่นบนหน้าผากลึกเข้าไปอีก “อาจต้องพึ่งวิชาปัญญาพ่อหนานดีแล้ว หนนี้”

“วันนี้คงไม่ได้ บ่ายแล้ว” พ่อหนานผู้ทรงคุณวิชาลึกลับออกตัว “อาจพอได้ แต่บ่ญำ บ่ขลังเท่ายามตะวันขึ้น เครื่องครัวพิธีกรรมบ่มี ขาดมะพร้าว กล้วยกับน้ำผึ้ง”

“มันเป็นมาอย่างไรหรือ เสือผีตัวนี้”

ครูสอนเรื่องป่าเรื่องปืนของสีวงศ์หนุ่มเอาบุหรี่ดับทิ้งไว้มาต่อใหม่ มองไปทางคำอาด แต่พี่เขยของแสงมากลับตัดบท

“พ่อหนานพูดเถอะ ข้าพูด มีบางคนมันเหม็นขี้หน้าข้า”

คำอาดชักสายตาเพียงแค่ผ่านหน้าแสงมา อยู่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน แสงมาอายุเพียง ๑๘-๑๙ เท่าตนไม่กล้าฟางวงฟาดงา พ่อหนานดีมีท่าทีอึดอัด มองเข้าไปในป่าลึกดึกดงข้างหน้า ยกมือไหว้ใส่หัวคล้ายขอขมา

“เจ้าป่าเจ้าดงแถบนี้มีชื่อว่าเจ้ากุมาร เรียกขานกันว่ากุมารเจ้าป่า”

“ยังเป็นเด็กหรือพ่อหนาน ถึงชื่อว่าเจ้ากุมาร”

“ใช่แล้ว ยังเป็นเด็ก ท่านขี่เสือตัวใหญ่ออกมา นานๆ ถึงมีคนพบเห็น แต่สิบปี ซาวปีละกระมัง ห้าหกหมู่บ้านละแวกดงหลวงแห่งนี้ไม่มีใครพูดถึง  หรือว่า…หรือว่าที่มาคาบเอาไอ้แอหายไป จะเป็นเสือใหญ่ของเจ้ากุมาร”

“ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะตามให้ถึงที่สุด” แสงมาคนห้าวกล้าลุกขึ้น “ไม่ถึงที่สุด ข้าบ่แล้วใจ”

ยั้งเซาเอาแรง แรงใหม่มีมา ลุกละจากร่มตะเคียนใหญ่พรานอุ่นนำหน้ากลุ่มติดตามมาสมทบแยกไปทางขวา ลูกชายคนโตของพ่อหนานสอน สีวงศ์และแสงมาแยกไปทางซ้าย ท่าทีพี่น้อยติ๊บดูหนักใจ สีวงศ์เองตอนนั้นยังหนุ่มยังน้อย ประสบการณ์ด้านป่าดิบดอยดงยังน้อย หากครูเป็นดอย เขาเองคงแค่จอมปลวก แสงมาเองก็คงคล้ายกันกับเขา แม้กำเนิดจะเป็นลูกป่าลูกไพร แต่ก็ไม่ใช่พรานโดยอาชีพอย่างพ่อลุงอุ่น

ตามหลังผู้นำทางไปเงียบๆ แดดรอนอ่อนแสงไปทุกขณะ ป่าดงเริ่มดิบดำหนาแน่นมากขึ้นทุกที ถึงที่กำหนดนัดหมายไปบรรจบกัน กลุ่มพ่อลุงอุ่นก็รออยู่แล้ว กำลังก่อไฟย่างนกย่างหนูสู่ปากกัน ไม่มีใครเตรียมข้าวสารติดตัวมาเลย ต่างก็คาดไม่ถึงว่าเสือจะเอาซากมาไกลถึงขนาดนี้ มันผิดวิสัยของเสือ เสือคร่าเหยื่อได้หากไม่กินในที่ฆ่าก็จะลากซากไปกินในที่ๆ มันคิดว่าปลอดภัยซึ่งมักไม่ไกลนัก แต่เสือตัวนี้กลับเอาซากมาไกลร่วมสิบกิโลเมตร เอามาโดยไร้รอย ไม่มีร่องรอยอะไรเลย เหมือนมันเดินมาตัวเปล่า รอยตีนเสือหายไปเลยที่ฝั่งห้วยแห้ง

เหมือนมันไม่ใช่เสือธรรมดา แต่เป็นเสือผี

เป็นพาหนะของกุมารเจ้าป่า อย่างที่พ่อหนานดีพูดถึง

“เมื่อสักซาวปีก่อน” พ่อหนานพูดอีกครั้งเมื่อกินข้าวเหลือกันเรียบร้อยแล้ว “ที่บ้านห้วยปลากั้ง ก็มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ละอ่อนคนชาย อายุสักเก้าขวบสิบขวบถูกเสือคาบไป”

“แล้วเป็นอย่างใด พ่อหนาน”

“ก็ติดไต่ไล่ตามเหมือนหมู่เฮาวันนี้ ไม่พบ ไม่เห็น ไม่มีร่องรอยอันใดเลย แต่นั้นมาก็ไม่มีข่าวว่าเสือเข้าบ้านใดอีก นานๆ ที ก็มีเรื่องราวเล่าขานว่ามีคนพบกุมารเจ้าป่า ท่านขี่หลังเสือ ยังเป็นเด็กเป็นเล็ก แต่งตัวอย่างเจ้ากุมารในนิทานชาดก”

“ท่านเอาละอ่อนคนชายไปเป็นเจ้ากุมารหรือ พ่อหนาน”

“ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ไอ้แอ…”

พ่อหนานพูดทิ้งไว้ มองไปทางแสงมา พี่ชายคนตายทอดถอนใจใหญ่ยาว

“ข้ายินดี ยินดีนักๆ พ่อหนาน  แต่…”

“ แต่อันใด” พรานอุ่นต่อบุหรี่จากเสี้ยนติดไฟ “พูดให้จบ อย่าพูดค้างๆ คาๆ”

“ข้าบอกแล้ว บ่แล้วแก่ใจ ข้าไม่หยุด”

“เอาเถอะๆ” คำอาดสอดขึ้น “เอ็งถึงไหน พี่เขยเอ็งถึงนั่น ไอ้น้องเมีย”

“พี่เขย!”

แสงมาเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง

 

ตีไฟกองใหญ่ ไม่กลัวเสือเลย อยากให้มันมาปรากฏเสียด้วยซ้ำสำหรับเสือตัวนั้น เสือผี เสือล่องหน เสือมีปีกงอกออกข้างแล้วบินขึ้นฟ้า เสือที่เชื่อกันว่ามันเป็นพาหนะของกุมารเจ้าป่า มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนมากมายหลายอย่าง มีคำถามที่ตอบไม่ได้มากมาย ไม่ว่ารอยลาก รอยครูด รอยเลือดหรือเศษซากร่องรอยเสือกินเหยื่อ สีวงศ์เองยังหนุ่มน้อยปัญญาหย่อน กับเรื่องราวหลากหลาย กับคำถามมากมายยังตอบไม่ได้ แม้ในวันนี้ วันที่ผมเผ้าขาวโพลนเป็นปู่เป็นทวดของเหลนหลาน เมื่อย้อนนึกไปก็ยังตอบได้ไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ เกิดขึ้นได้อย่างไร

คืนนั้นพักผ่อนนอนเซากันตรงนั้น ไม่หวั่นว่าฝนจะตกเพราะเพิ่งลุต้นเดือนหกหรือต้นเดือนมีนาคม ฝนละฟ้ามานาน ยังไม่ถึงคราวที่ลมล่องฟ้าจะพาเมฆฝนมาหล่นตก เดือนออกขาว ดาวแต้มแต่งฟ้าเป็นกระจุกกระจัดกระจาย แต่แล้วตกดึกคืนนั้นฝนกลับตกหนักเหมือนซอก่อนปี่ ปี่ยังไม่ทันขึ้น แต่ช่างซอกลับขับซอออกมาก่อน

ฝนตกหนัก หนักมาก ฟ้าดับ เดือนดับ ไฟก็ดับหมดสิ้น หดตัวกันเข้าหาโคนไม้ใหญ่ ฟ้าแลบแวบวาบ ฟ้าผ่าฟ้าต้องแตกตึง ชั่วแวบหนึ่งที่ฟ้าแลบวาบทุกคนก็เห็น

เห็นเหมือนๆ กัน

เป็นเป็นภาพเดียวกัน

มีเสือใหญ่ตัวหนึ่งปรากฏต่อหน้า ใหญ่มาก ใหญ่กว่าควายตัวใหญ่ๆ บนหลังเสือมีกุมารเจ้าป่าประทับนั่งเหมือนเด็กน้อยขี่ควาย แต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนเจ้ากุมารในนิทานชาดก แสงมาได้เห็นอุทานออกปาก

“ไอ้แอ”

“กลับไปเสียไอ้อ้าย ข้าไปดีแล้ว เจ้าป่าเอาข้าไปรับใช้ กลับไปเสีย อย่าห่วงข้าเลย”

ฟ้าดับวับ แสงมาสะอื้นออกมา

Don`t copy text!