เจ้าสุวรรณคำมูล

เจ้าสุวรรณคำมูล

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– เจ้าสุวรรณคำมูล –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พี่มูลเก็กเป็นผู้หญิง ชื่อว่ามูล แกมีลักษณะพิเศษคือตาเก็ก คนจึงเรียกว่ามูลเก็ก เพื่อแยกออกมาจากมูลอื่นๆ เช่นมูลเหล้อ มูลหลิ้งเป็นต้น

พี่มูลเป็นคนตาเก็ก ตาเก็กคือตาขุ่นขาว มองไม่เห็นแก้วตาดำ มักจะถลนออกมา ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด มักเป็นเมื่อพ้นท้องแม่ออกมานานแล้ว อาจเกิดจากเชื้อโรคอะไรบางอย่างเข้าไปทำลายดวงตา แล้วการรักษาเยียวยาแบบพื้นบ้านไม่สามารถระงับการทำลายของเชื้อโรคได้ ดวงตาข้างนั้นจึงเก็ก

พี่มูลเก็กเป็นลูกของลุงหวัดป้าแก้ว อยู่บ้านทางหัวโค้งก่อนจะถึงวัดห่างจากเรือนของสมเจตน์ราวห้าหกหลัง  มีพี่ชายหนึ่งคน น้องสาวสองคน หากจะว่าโดยรูปร่างและโครงหน้า พี่มูลเป็นคนสวย แต่อาภัพตรงที่ตาเก็กคือตาขุ่นขาวปูดโปนออกมาจึงไม่ได้เป็นช่างฟ้อนนำหน้าครัวทานอย่างพี่สาวและน้องสาว ตัวพ่อหรือตัวหมายหรือผู้ชายที่มาอู้มาแอ่วก็ไม่มี ดวงตาของแกน่ากลัว นอกจากขุ่นขาวแล้วยังถลนออกนอกเบ้าดูน่ากลัว

“เหมือนตาผี” ไอ้นพว่า

“มึงเคยเห็นตาผีหรือ” สมเจตน์ย้อน

“ไม่เคย แต่มันไม่เหมือนตาคน”

อันที่จริง สมเจตน์ก็รู้สึกคล้ายๆ น้อง ที่ย้อนออกไปก็เพื่อจะข่มมันเท่านั้นเอง  พวกเราที่ยังเป็นเด็กมักไม่กล้าสบตาแก  แกอาจมีปมด้อยเรื่องนี้ อาจมีความกดดันเรื่องตัวพ่อ ตัวหมาย หรือชายที่มาติดพันหวังแต่งงาน อันที่จริงคนพิการใช่จะมีแต่พี่มูลคนเดียว บางคนขาโคะหรือขากะเผลก บางคนคอเอิมหรือคอพอกเหมือนกลืนมะพร้าวคาคอทั้งลูก บางคนหน้าปรุหน้าพรุนเพราะออกหัดหรืออีสุกอีใสอะไรสักอย่าง แต่มีแต่พี่มูลเก็กคนเดียวที่ไม่มีตัวหมายคือชายที่มาหมายตาเป็นคู่

แกผูกคอตายแล้วกลายเป็นผีอาฆาตพยาบาท

“พี่มูลไปมัดคอตายเยียะหยัง อีแม่”

“มันอายคน”

“อายเพราะตาเก็กหรือ”

“บ่แม่น มันอายขายหน้าเพราะกินก่อนทาน มานก่อนแต่ง”

ตอนนั้นยังเด็กมาก ไม่เข้าใจคำนี้จึงถามพ่อ พ่ออธิบายว่ากินก่อนทานหมายถึงข้าวปลาอาหารยังไม่ทันได้ถวายเป็นทานกลับเอามากินเสียก่อน เป็นสิ่งไม่ดี มานก่อนแต่งหมายถึงตั้งท้องก่อนแต่งงานก็เป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ ไม่ควรประพฤติปฏิบัติ

พี่มูลผูกคอตาย ผีพี่มูลเฮี้ยนฮ้ายร้ายกาจรุนแรง ออกมาเป็นตัวเป็นตน มีเชือกคล้องคอ มีตาถลน มีลิ้นจุกปาก เที่ยวหลอกหลอนใครต่อใครจนหวาดกลัวไปทั่ว บางค่ำบางคืนดื่นดึกค่อนรุ่ง เสียงกรีดกู่วู้วุกคลุกเคล้าลมฝนดังมา เหมือนคำสาปแช่ง ฝังแฝงพยาบาทอาฆาตรุนแรง พวกเราเหล่าเด็กเหล็กอ่อนกลัวกันมาก ค่ำคืนหากปวดท้องขี้ท้องเยี่ยวจะเป็นเรื่องยุ่งยาก จะขี้บนเรือนก็ไม่ได้เพราะหม้อขี้เลิกใช้กันมานานแล้ว มีสำนวนพื้นบ้านที่คนสมัยนี้อาจไม่ได้ยินกันแล้ว สำนวนนั้นมีว่า

เดือดเหมือนหม้อขี้คว่ำ

หม้อขี้คล้ายกระโถนมีฝาปิด ต่างแต่เป็นหม้อดินเผา ใช้รองอุจจาระปัสสาวะของลูกอ่อนลูกแอหรือคนป่วยหนักลงจากเรือนไปถ่ายท้องถ่ายไส้ลำบาก สมัยนั้น ร้อยบ้านล้านนายังเป็นป่าเป็นดง เสือหมีผีป่ามากหลาย เมื่อค่ำยามคืนต้องชักบันไดขึ้นบ้าน กันเสือหมีผีป่า นานาอันร้ายขึ้นบ้าน ปวดท้องขี้ก็มักขี้ใส่หม้อเอาฝาปิดไว้ หากหม้อขี้คว่ำมันเหม็นทั้งเรือน เดือดร้อนโกลาหลกัน ท่านจึงว่าเดือดเหมือนหม้อขี้คว่ำ

สมัยนั้น บ้านอกคอกนายังมีป่าไม้ไพรบังแวดล้อม ไม้ใหญ่ๆ ยังมีอยู่มาก  เป็นขอบ หรือเป็นตะเข็บระหว่างหมู่บ้านต่อหมู่บ้าน เสือหมีผีป่าอาจเลาะล่องท่องเต้นมาตามแนวตะเข็บ กลางวันมันไม่ค่อยกล้าออกมา เพราะแสงแดดแสงแดงแรงร้อนสว่างไสว แต่กลางคืนมืดมิดมันอาจเข้าบ้านคน คนจึงมักชักลากบันไดขึ้นเก็บบนบ้าน เสือหมีขึ้นยาก คนก็ลงยาก หากเยี่ยว มักเยี่ยวลงปล่องร่องรู แต่หากขี้ลอดช่องปล่องรูมันจะเหม็น กลิ่นขี้จะหอมหวนยวนเย้าเหล่าเผตผีทุกข์ยากลำบากและหิวโหยเข้ามากิน พ่อแก่แม่เฒ่าอยู่เก่าอยู่ก่อนพูดว่าเป็นการเชิญผีเข้าบ้าน เปรตผีบางพวกเขามีขี้เป็นอาหาร หม้อขี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นของคนรุ่นพ่อแม่ย้อนรอยถอยหลังขึ้นไป แต่ในรุ่นเราที่เป็นผู้เฒ่าในยุคปัจจุบัน หม้อขี้เลิกใช้ไปแล้ว บันไดแบบชักลากขึ้นเก็บบนบ้านได้ก็เลิกใช้ไปแล้ว กาลเวลาลุล่วงมา บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง เหย้าเรือนก็เปลี่ยนแปลงไป เป็นโครงสร้างมั่นคงแข็งแรงขึ้น เรือนไม้จริงมาแทนที่เรือนไม้บั่วมากขึ้น เรือนไม้จริงหมายถึงบ้านเรือนที่สร้างขึ้นจากไม้เนื้อแน่นอยางพวกไม้สัก เต็งรัง ไม้ดู่ไม้แดงอะไรพวกนี้ ส่วนเรือนไม้บั่วหมายถึงเรือนไม้ไผ่ เรือนไม้สักไม้จริงมักประกอบบันไดติดตรึงกับตัวเรือน ชักหรือลากขึ้นเก็บบนชานไม่ได้ แต่เรือนไม้บั่วใช้บันไดทำจากไม้ไผ่ น้ำหนักเบา จึงชักหรือลากขึ้นลงได้สะดวก มีนิทานเรื่องหนึ่งยืนยันถึงการมีอยู่จริงของบันไดชักเลื่อนขึ้นลง นิทานเรื่องนั้นชื่อผีม้าบ้อง เป็นผีที่แฝงอยู่ในตัวคนชายไม่อยู่ในหมู่ผู้หญิง ปกติก็เป็นคนธรรมดา แต่หากโกรธจะกลายร่างเป็นม้าดำตัวใหญ่ไล่ดีดไล่ชกคนที่ทำให้มันโกรธ นิทานผูกเรื่องขึ้นว่ามีหนุ่มคู่หนึ่งเป็นเพื่อนรักแก่กัน สองคนไปแอ่วสาวหมู่บ้านเดียวกัน ขาไปหนุ่มหนึ่งมักแวะข้างทางแล้วบอกเพื่อนว่าเสี่ยวไปก่อน เดี๋ยวข้าจะตามไป เป็นอย่างนี้หลายครั้งหลายหน หนุ่มผู้เพื่อนสงสัยจึงแวะไปดูตรงจุดที่เพื่อนมักแวะ ลึกเข้าไปจากหนทางมีหัวควายแห้งแต่ถูกเลียจนเลื่อมแผล็บ เขาจึงโขลกพริกขี้หนูไปทาที่กะโหลกหัวควายโดยไม่เอะใจว่าเพื่อนเป็นผีม้าบ้อง ค่ำนั้นสองคนไปแอ่วสาวด้วยกัน หนุ่มที่เป็นผีม้าบ้องก็บอกให้เพื่อนไปก่อนเหมือนทุกครั้ง หนุ่มที่ไม่ใช่ผีม้าบ้องไม่ได้แวะตามแต่ตรงไปยังบ้านสาว พักใหญ่ก็มีเสียงกีบเท้าม้าตะกุยดินแล่นไล่ตามหลังคึกๆ หนุ่มนั้นเหลียวกลับไปก็เห็นม้าดำตัวใหญ่วิ่งไล่ตามมา หนุ่มคนตกใจก็ใส่ตีนหมาวิ่งหนีสุดชีวิต ไปถึงบ้านสาวก็พรวดพราดขึ้นบันได ผีม้าบ้องโกรธจัดเพราะโดนพริกขี้หนูลวกลิ้น แต่มันเข้าไปในเขตบ้านสาวผู้นั้นไม่ได้เพราะผีเรือนแรง ได้แต่วิ่งวนเวียนรอบๆ รั้วเรือน ตกดึกหนุ่มคนจะกลับบ้านแต่กลัวผีม้าบ้อง พ่อสาวเป็นผู้มีคาถาอาคมจึงเสกไข่ให้หนุ่มนั้นเอาติดตัวไปรังหนึ่ง สั่งว่าให้วิ่งหนีสุดชีวิต หากผีม้าบ้องไล่ตามใกล้ทันให้โยนไข่ใบหนึ่ง ผีม้าบ้องจะหยุดกินไข่ ให้ทำอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อถึงเรือนแล้วให้กลับบันไดเอาข้างบนลงล่าง หนุ่มคนทำตามทุกอย่าง สิ้นไข่หนึ่งรังก็ถึงบ้านพอดี ขึ้นบ้านได้ก็กลับบันไดเอาล่างขึ้นบนเอาบนลงล่าง ผีม้าบ้องตามทัน เขาในเขตรั่วบ้านได้เพราะผีเรือนของบ้านนี้ไม่แรง แต่มันก็ขึ้นบนเรือนไม่ได้ ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบๆแล้วพูดพร่ำแต่ว่า

“เรือนนี้ใช่ ขั้นไดบ่แม่น เรือนนี้ใช่ ขั้นไดบ่แม่น”

มันก็กลับไป ตกวันลูนรุ่งเช้า มันก็นอนตายอืดทืดอยู่บนเรือนมัน คนจึงรู้ว่ามันเป็นผีม้าบ้อง
พี่มูลเก็กตายไปแต่เมื่อพวกเรายังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนหนังสือแต่ก็มีบ้างที่ตามพี่ไปโรงเรียน บ้างมีภาระช่วยพ่อแม่ดูแลน้องก็ไม่ได้ไป เด็กรุ่นเรากลัวผีแกมาก เมื่อค่ำยามคืนจะนอนเป็นขอนไม้อยู่ข้างพ่อ เรือนเรายังเป็นเรือนไม้จริงไม่เต็มรูปแบบ พ่อกับแม่เพิ่งแยกครัวออกมาจากเรือนเค้าได้ไม่นาน เรือนเค้าคือเรือนของตากับยาย พ่อเป็นเขย เข้ามาอยู่ในบ้านของตากับยายตามการแต่งงานแบบที่เรียกว่าเอาเขยเข้าบ้าน เขยต้องเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้าน เอาบ่าไหล่เรี่ยวแรงมา ไม่ต้องเอาเงินเอาทองมา เข้ามาเป็นเขย ต้องอยู่ใต้หลังคาเรือนของพ่อตาแม่ยายไปก่อน อยู่ในความคุ้มครองดูแลรักษาของผีปู่ย่าทางเมีย อยู่ในสายตาของพ่อตาแม่ยายว่าเขยใหม่เป็นคนอย่างไร หากเขยขี้เกียจ ไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือประพฤติพาลเกเรนอกลู่นอกคลอง พ่อตาแม่ยายก็จะขับเขยออกพ้นเรือน มาแต่ตัวก็ไปแต่ตัว จะเอาลูกเมียทรัพย์สินติดตัวไปไม่ได้ แต่หากเขยเป็นคนในลู่ในคลอง ขยันขันแข็ง ไม่ประพฤติเสื่อมเสีย ทำไร่ทำนาได้ข้าวพอกิน พ่อตาแม่ยายเห็นว่าไปรอดก็จะอนุญาตให้เขยแยกครัวได้

พ่อกับแม่เพิ่งแยกครัวจากเรือนเค้าไม่นาน เรือนหลังแรกยังเป็นเรือนไม้บั่วเพราะสร้างง่าย อันที่จริงก็ไม่ใช่ประกอบด้วยไม้ไผ่ทั้งหมด เสาเป็นไม้จริง แต่พื้น ฝาและโครงหลังคายังเป็นไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยตองตึงซึ่งหาได้ง่ายในป่าแพะหรือป่าละเมาะชายบ้านที่เป็นตะเข็บระหว่างหมู่บ้านต่อหมู่บ้าน เรือนไม้บั่วโดยทั่วไปมักมีห้องนอนห้องเดียว เรียกว่าในเรือน ไม่เรียกว่าในห้อง นอกเรือนส่วนหน้าเป็นโถง ตรงปีกชายคาด้านหลังเป็นที่ทำอาหาร เรียกว่าครัวไฟ ไม่เรียกว่าห้องครัว พ้นขอบหลังคาออกไปทางหลังมักต่อเป็นชาน เรียกว่าชานฝน หรือชานหลัง เป็นที่กินข้าว ล้างจาน ที่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในยามค่ำคืน เป็นที่พูดคุยพบปะเวลาเพื่อนบ้านมาเยี่ยมยามถามไถ่ ส่วนที่โถงหน้ามักเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางพระและทางผี ใช้พื้นที่ร่วมกัน แต่จะไม่ประกอบพิธีพร้อมกันเด็ดขาด หิ้งพระกับหิ้งผีก็แยกจากกัน

ย้อนกลับไปสู่วันคืนในวัยเด็ก ช่วงที่ผีพี่มูลหลอกหลอนเป็นค่ำคืนที่ยืดยาวและทรมาน นอนชิดพ่อ ห่มผ้าร่วมกับพ่อ พลิกตัวนอนตะแคงแล้วกอดพ่อไว้ หากพ่อรำคาญก็จะปลดแขนลูกชายออก ดันลูกชายนอนหงาย เอามือข้างหนึ่งมาลูบหัวแล้วบอกว่าหลับเหียไอ้อ้าย พ่ออยู่นี่ ผีสางใดๆ เยียะมึงบ่ได้

 

ผีพี่มูลไม่ได้ออกมาหลอกทุกคืน แต่สามสี่วันหรือหกเจ็ดวันแกก็หลอกคนนั้นคนนี้ พ่อแม่พี่มูลร้อนใจกลัวชาวบ้านตำหนิ จึงเอาเสื้อผ้าพี่มูลไปขอพ่อเจ้าลงขอน พ่อเจ้าคือผีเจ้านาย ลงขอนคือขอให้พ่อเจ้าลงทรง ม้าขี่หรือคนทรงผีเจ้านายเอาเสื้อผ้าพี่มูลไปดมแล้วบอกว่า

“มันบ่ยอมไปไหนบ่ไปผุดไปเกิด จนกว่าไอ้คนที่เยียะหื้อมันมาน จะตกตายตามมัน”

เวลาผ่านมา ทอดห่างไปหลายปี คนที่ทำให้พี่มูลมานหรือตั้งท้องก็ตกตายตามไปแกจริงๆ

คนผู้นั้นชื่อว่าตุ๊แดง

ตุ๊คือพระ หรือพระภิกษุ เขาว่าตุ๊แดงเข้าผ้าเหลืองเพราะอับจนหนทางทำมาหากิน เพราะเหยาะแหยะเกียจคร้านไม่สู้งานหนัก บวชเข้าไปแล้วก็ไม่มีคุณพิเศษใดๆ ให้ชาวบ้านเอาไปอวดอ้าง กินข้าวงายแล้วก็นอน กินข้าวตอนแล้วก็แอ่ว ชาวบ้านว่าอย่างนั้น แปลว่ากินข้าวเช้าแล้วก็นอน กินข้าวเที่ยงแล้วก็เที่ยว เท่าที่จำได้เลาๆ ตุ๊แดงไม่ค่อยสำรวม ชอบยิงนกตกปลา คบหาคนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันที่กินเหล้าเมายา ชอบออกจากวัดไปแอ่วบ้านคนเวลากลางคืน บางทีก็สิกปกคือแอบออกผ้าเหลืองชั่วคราวไปแอ่วปอยหลวงปอยลาม อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เล่าไปตามที่ได้จดจำมา ไม่มีเจตนาจะใส่ไคล้ปรักปรำอะไรเลย

พฤติกรรมที่ทำให้คนสงสัยว่าตุ๊แดงจะเป็นคนทำให้พี่มูลเก็กตั้งท้องนั้นเป็นเพราะตุ๊แดงมักชอบไปขลุกคลุกคลีที่เรือนลุงหวัดป้าแก้ว   บางทีก็ไปเมื่อวัน บางทีก็ไปเมื่อคืน ส่วนพี่มูลก็ชอบเข้าวัด ไม่ใช่วันศีลวันธรรมก็ไปวัด คนมักเห็นสองคนนี้เขาอยู่ด้วยกัน พี่มูลอาจหลงคารมตุ๊แดง ตุ๊แดงอาจหลอกว่าจะสึกออกไปแล้วอยู่กินกันเป็นผัวเป็นเมีย ตรงนี้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่มีพยานหลักฐานอะไรทั้งสิ้น แต่พี่มูลตั้งท้องอันนี้เป็นความจริง ลุงหวัดป้าแก้วสงสัยก็คาดคั้นถาม พี่มูลว่าพ่อของลูกในท้องคือตุ๊แดง แต่ตุ๊แดงไม่ยอมรับ พี่มูลอับอายขายหน้าจึงผูกคอตาย ส่วนตุ๊แดงก็ยังอยู่ในวัด ช่วงที่ผีพี่มูลอาละวาดหลอกหลอน หนานแสงเพื่อนของตุ๊แดงในครั้งนั้นเล่าว่านอนห้องติดกันบนกุฏิ บางคืนได้ยินเสียงดังตึงตังจากห้องตุ๊แดงเหมือนคนปลุกปล้ำต่อสู้กัน บางวันตุ๊แดงก็พรวดพราดเข้าพระวิหารไปสวดมนต์ต่อหน้าพระเจ้า ครั้นหลอกถามลวงถามก็ปฏิเสธ

“แล้วตอนนั้นพี่หนานเชื่อไหม ว่าตุ๊แดงเป็นคนทำให้พี่มูลท้อง”

“ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มันไม่มีหลักฐาน ไม่มีคนรู้คนเห็น ส่วนตุ๊แดงก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ตุ๊หลวงเรียกไปถามก็อ้างสาบดสาบาน คำสาบานน่ากลัว หนักแน่น รุนแรงชวนเชื่อถืออยู่เหมือนกัน”

“แล้วต่อมาเป็นอย่างใด ทำไมหนานแดงถึงแขวนคอตาย”

“คำเล่าคำลือมีหลายอย่าง บ้างว่าตอนที่ตุ๊แดงหนีเข้าไปอยู่ในเวียงเจียงใหม่พู้น ผีอี่มูลก็ยังตามไปคุกคามรังควานมัน มันอยู่ในผ้าเหลืองบ่ได้ ผ้าเหลืองบ่คุ้มครอง มันก็เลยสึกออกไปเป็นหนานแล้วไปเข้าศาสนาพระเยซู”

ปีที่หนานแดงตาย พวกเราเติบโตขึ้น แต่ก็ยังเป็นเด็กชายอยู่ เรื่องราวเล่าลือถึงความเฮี้ยนฮ้ายร้ายกาจของผีพี่มูลจางหายไปแล้ว แต่พอหนานแดงตาย ตกตายตามคำทำนายทายทักของพ่อเจ้าที่เขาเอาเสื้อผ้าของพี่มูลไปลงขอน ก็เล่าลือกันขึ้นมาอีกครั้งว่าความอาฆาตพยาบาทของแกรุนแรงนัก อาจเป็นเพราะพี่มูลเป็นผีตายโหงคือผูกคอตายเอง ขณะเดียวกันก็เป็นผีตายทั้งกลมคือตายพร้อมกันทั้งแม่และลูกที่ยังอยู่ในท้อง เรี่ยวแรงแห่งผีจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า หนานแดงสึกออกไปแล้วหันไปพึ่งพิงอำนาจพระเจ้านอกศาสนาเพื่อป้องกันผีพยาบาท แต่กลับป้องกันไม่ได้ เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องราวร้ายแรงในหมู่บ้าน สนับสนุนส่งเสริมความเชื่อเรื่องกรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องรับผล ไม่มีอำนาจใดจะปกป้องเราจากกรรมชั่วที่เราเคยก่อได้ หากหนานแดงตายไปเฉยๆ ตายในลักษณะอื่น ไม่แขวนคอตายในห้องนอน เรื่องนี้ก็อาจไม่หนักแน่นน่าเชื่อถือ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นด้วยแรงกรรม ด้วยเรี่ยวแรงแข็งกล้าของผีพยาบาทที่เป็นทั้งผีตายโหงและผีตายทั้งกลมผสมกัน แต่เดิมเคยกลัวผีพี่มูลเพราะดุดันกลั่นกล้านัก ต่อมาเมื่อหนานแดงตาย ความกลัวกลายเป็นยำเกรงนับถือ เขาปลูกสร้างเรือนน้อยขึ้นมาหลังหนึ่งใต้ต้นพุทราที่แกไปแขวนคอตาย  ไปเอาพ่อหมอแข็งกล้าอาคมผู้หนึ่งมาทำพิธีอัญเชิญวิญญาณพี่มูลให้สิงสถิตที่หอ คำบ้านเราเรียกหอ ไม่เรียกศาล เรียกขานกันต่อมาในภายหลังว่าหอเจ้าสุวรรณคำมูล ไม่เรียกว่าหอนางมูลเก็ก

เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเจตน์เรียนอยู่ชั้นมัธยมแล้ว วันที่ชาวบ้านพี่น้องเสกส้องหย้องยอพี่มูลเก็กขึ้นเป็นเจ้าสุวรรณคำมูลนั้นไม่ได้เข้าร่วมเพราะเป็นวันโรงเรียนเปิด แม่เล่าว่าเป็นงานใหญ่ขึ้นฆ้องขึ้นกลอง แปลว่าเอิกเกริกใหญ่โตถึงขั้นแห่ฆ้องแห่กลอง หอเจ้าสุวรรณคำมูลปลูกไว้ใต้ร่มพุทรา เป็นที่ไหว้สาขอความสวัสดีมีชัยในเรื่องต่างๆ ของพี่น้องชาวบ้าน เช่นว่าลูกบ่าวคนชายต้องไปเกณฑ์ทหาร เขาก็จะเอาส้มสูกลูกไม้ ไข่ต้มหรือขนมไปบนบานว่าขออย่าให้ลูกบ่าวต้องติดทหารเลย หรือหากผู้หนึ่งผู้ใดต้องเดินทางไกลแรมวันแรมคืน ก็จะไปไหว้ขอความคุ้มครองจากเจ้าสุวรรณคำมูล บางคนก็ไปขอหวยขอเบอร์ บางคนก็ไปบักบนหนกล่าวเรื่องของหาย หรือบางทีหนุ่มสาวที่เขารักกัน หากสาวไม่มั่นใจว่าตัวพ่อหรือชายหนุ่มที่มาติดพันจะรักใคร่จริงใจหรือไม่ สาวก็จะชวนหนุ่มไปสาบานหน้าหอ หนุ่มใดหากไม่จริงใจจะไม่กล้าสาบาน สาวจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หอเจ้าสุวรรณคำมูลยังตั้งอยู่ต่อมาอีกนาน จนเมื่อสมเจตน์จบครูก็ยังตั้งอยู่ แต่ก็ร่วงโรยทรุดโทรมไปมาก ต่อมาในยุคหลังๆ บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงคลี่คลายไป มีการบูรณะปรับปรุงถนนหนทางในหมู่บ้าน พุทราต้นนั้นถูกตัดทิ้งไป หอเจ้าสุวรรณคำมูลถูกย้ายออกไป คนรุ่นเก่าล้มหายตายจาก เด็กหญิงเด็กชายเมื่อครั้งพี่มูลเก็กยังมีชีวิตกลายเป็นคนแก่คนเฒ่าของหมู่บ้าน เรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับพี่มูลเก็กค่อยลบเลือนไป หอเจ้าสุวรรณคำมูลผุพังไม่มีใครคิดจะบูรณะปรับปรุงขึ้นมาอีกเลย

Don`t copy text!