ครูบาเสือโคร่ง

ครูบาเสือโคร่ง

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– ครูบาเสือโคร่ง –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

วัดห้วยปลากั้งแม้เป็นวัดเล็กๆในเขตป่าเขา แต่ราวสิบปีผ่านมานี้ มักมีพระเณรคับคั่ง  ชื่อเสียงของวัดไม่ได้มาจากการเป็นสำนักปฏิบัติธรรมเคร่งครัด หรือสำนักเรียนปรมัตถสัทธรรมที่มีคุรุอุปัชฌาย์ทรงวิชาชั้นสูง หากแต่มาจากอิทธิปาฏิหาริย์อันเลื่องลือของครูบาอิ่นแก้ว คุณของท่านหนักไปทางไสยศาสตร์ คาถาอาคมและพิธีกรรมลึกลับ เล่าลือกันว่าท่านสำเร็จโลกิยฌานชั้นสูง เรียกผีเรียกพรายมาใช้ได้ แปลงตัวเป็นเสือก็ได้ ตู้ลองกระทำคุณไสยก็ได้  แก้คุณไสยก็ได้ ในช่วงเข้าพรรษา พระเณรไกลใกล้ใต้เหนือจึงมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ไม่ขาดสาย

บ้านห้วยปลากั้งเป็นบ้านป่า อยู่กลางป่าใหญ่ภูไพรแวดล้อม แต่ไม่ใช่บ้านเดี่ยวคืออยู่โดดเดี่ยวบ้านเดียวเหมือนซ่องโจร ยังมีหมู่บ้านอื่นๆ เป็นหย่อมๆ กระจัดกระจายเป็นเพื่อน แทรกตัวอยู่ตามหุบห้วยตรวยโตรกที่อุดมสมบูรณ์ ดินยังดำน้ำยังชุ่ม ยุคสมัยนั้น ป่าดิบดงดำยังมีอยู่ เสือสางยังร้าย ภูตพรายยังมาก ต่างคนต่างอยู่ หากคนไม่ระรานเขา เขาก็ไม่ระรานคน เว้นไว้แต่เป็นเหตุจวนตัว เหตุบังเอิญ หรือผิดแปลกปกติ

วัดห้วยปลากั้งเองก็เริ่มผิดปกติ หากแต่ยังไม่มีใครสังเกต

“ครูบาเป็นอย่างใดพ่อง” พ่อหลวงหรือผู้ใหญ่บ้านถามขึ้น “ ยังแควนละกา?”

“ก็ยังทรงๆ อยู่ สะลืมสะลือ” ตุ๊ลุงทองตอบ “เอาหยังหื้อกินก็บ่กิน”

“บ่หล้างจะเสี้ยงบุญเหียละก๊า”

หนานเสาอาจารย์วัดว่า หรือครูบาจะหมดบุญเสียแล้วกระมัง ตุ๊ลุงทองผู้อาวุโสสูงสุดในบรรดาลูกวัดมองไปยังเรือนร่างผอมแบนติดฟูกบนเตียงนอนแล้วถอนใจ

“ไถ่ถามก็บ่หือบ่อือ ”

“กูคร้านปาก”

ทุกคนสะดุ้ง หันไปดูเรือนร่างผอมบางติดฟูกที่นอนแซ่วมาแล้วสองสามวัน

“ครูบา…ตุ๊ลุงหรือหลวงลุงขยับเข้าไปใกล้ปากได้แล้ว บ่ตายแล้ว”

“กูยังบ่ตาย บ่ตายง่ายตายดายอย่างบางคนหวัง” ท่านเจาะจงสายตาใส่อาจารย์วัด “ตราบใดพับเล่มดำบ่กลับคืนมา กูบ่ตาย”

“ครูบา”หลวงพี่แสงขยับเข้าไปอีกคน ช่วยกันประคองเจ้าวัดห้วยปลากั้งลุกนั่งเอนๆ พิงหมอน “บ่มีหยังตกถึงท้องมาแต่เมื่อวานแล้ว นิมนต์ครูบากินข้าวกินน้ำสักน้อยเทอะ”

“วิกาลแล้ว กูบ่กิน”

“ครูบาเจ้า” หนานเสา อายุราวสี่สิบเศษแต่เป็นมรรคนายกประจำวัดยกมือไหว้ใส่อก “ยามนี้ครูบาอาพาธ ศีลข้อวิกาลโภชนา พระเจ้าอนุญาต บ่กินนักกินสักน้อยก็ยังดี”

“กูอยากกินเลือด”

แสงตาท่านลุกวาบ เหมือนแก้วตาเสือยามต้องแสงไฟ

 

นอกฤดูพรรษาปีนั้น วัดห้วยปลากั้งมีพระอยู่ประจำสามรูปคือครูบาผู้เฒ่า หลวงลุงทองและหลวงพี่แสง  มีสามเณรเจ็ดรูปใหญ่ๆ เล็กๆ เรียงลำดับราวลูกระนาด  ไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขบ้านห้วยปลากั้งทั้งหมด มาจากบ้านอื่นเมืองอื่นก็มี มาเพราะศรัทธา ติดตามมารับใช้ก็มี อย่างหลวงลุงทองเป็นต้น ท่านเองก็ไม่ใช่คนห้วยปลากั้ง แต่สำนึกในบุญคุณที่ครูบาขับพรายออกจากร่างแม่จนแม่พ้นทุกข์จึงปวารณารับใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตามแต่ครูบาจะใช้   ช่วงเข้าพรรษาก่อนหน้านี้ พระเณรคับคั่งกว่านี้ พอออกพรรษาลาพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ท่านเหล่านั้นกลับไปปฏิบัติกิจทางศาสนาที่วัดเดิมของตน นานๆ ก็สลับสับเปลี่ยนกันมาเยี่ยมยามถามไถ่ มาปฏิบัติบูชาครูบาอาจารย์ มาขอครูบาไขข้อติดขัดข้องใจในสายวิชาที่ตนร่ำเรียน

บ้านห้วยปลากั้งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีราวห้าสิบกว่าครัวเรือน อาจจะน้อยเกินไปในการดูแลพระเณรไม่ให้อดอยาก แต่จำนวนครัวเรือนอันน้อยไม่เป็นปัญหา เพราะว่าครูบาท่านมีอุปการคุณอันมาก ลาภสักการะจึงมาก ท่านไม่เอาลาภใส่ตัวแต่เอาใส่วัด เฉพาะลาภที่พ่อกำนันถวายไว้ก็เป็นข้าวเปลือกถึงปีละสองเกวียนแล้ว ไม่นับลาภจากพ่อเลี้ยงนั้น แม่เลี้ยงนี้อีกประปราย ครูบาเคยโผดผายให้คนเหล่านั้นพ้นทุกข์ ท่านไม่เรียกเอาวัตถุสิ่งของใดๆ เลย ท่านพูดว่า
“สูฮู้คุณกูก็เอาข้าวมาทานเทอะ วัดนี้ช่วงเข้าพรรษาพระเณรหลายแต่ชาวบ้านน้อย ข้าวบ่พอกิน”

รายพ่อกำนันเจ้าศรัทธาใหญ่นั้น ได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสอยู่เกือบปี เคยไปหาหมอถึงในเมืองเชียงใหม่แต่ไม่หาย พ่อกำนันป็นโรคประหลาดอันใดไม่รู้ ปวดท้องร้องโอยอยู่เป็นประจำ ยามปวดขึ้นมาก็เหมือนจะตายแต่ไม่เคยตายสักครั้ง พ่อกำนันทุกข์ทรมานจนปรารภอยากผูกคอตาย สุดท้ายลูกชายพ่อกำนันมาขอครูบาไปโผด ถึงวันนัดหมาย ลูกกำนันให้คนเอาเกวียนมารับ สมัยนั้นตกอยู่ราวปีพ.ศ.๒๔๘๐ ก่อนสงครามญี่ปุ่นจะเกิด ทางรถที่ทะลุมาถึงห้วยปลากั้งยังไม่มี ทั่วทั้งอำเภอมีรถยนต์ไม่ถึงสิบคันด้วยซ้ำ การเดินทางยังขลุกขลักลำบาก ครูบาบอกเขาว่าสูไปก่อนเทอะ กูจะตามไป ปรากฏว่าครูบาไปถึงบ้านพ่อกำนันก่อนเกวียนจะมาถึง คนลือกันว่าทำสำเร็จวิชาย่อหนคือย่นระยะทาง บ้างก็ว่าท่านเหาะได้ แต่ท่านกลับพูดว่า

“สองตีนกูเดินลัดดอยได้เร็วกว่าสี่ตีนงัวเดินตามทาง”

ครูบารักษาพ่อกำนันตามพิธีกรรมลึกลับที่มีอยู่ในพับเล่มดำ คำว่าพับหมายถึงสมุดบันทึกโบราณที่ทำมาจากเยื่อสา ปกหน้าปกหลังทารักสีดำจึงเรียกว่าพับเล่มดำ เป็นตำราที่ครูบาหวงแหนมาก ครูบาให้เขาขึงผ้าขาวแวดล้อมสี่ด้านเป็นมณฑลพิธี เอาคนป่วยด้วยโรคประหลาดหมอหาสาเหตุไม่พบเข้านั่งในมณฑล เรียกเอาลูกชายกำนันสองคนเข้าไปเป็นผู้ช่วย คนโตนั่งข้างหน้า คนรองนั่งข้างหลัง ครูบาบริกรรมคาถาเสี่ยงหึ่มห่ำคำรามเหมือนเสียงเสือร้องว่าอุ่ง…อ่องเหิง กัสสหะ ปัสสหะ…น้ำเสียงท่านแน่วแน่มั่นคงไม่มีคลางแคลงสงสัยในอำนาจของถ้อยคำ ท่านเอาหินฟ้าอุกาบาตก้อนดำเมื่อมแตะตรวจไปทั่วท้องกำนัน แตะตรงไหนคนเจ็บก็ร้องเหมือนโดนไฟนาบ สุดท้ายหินดำก้อนเท่าไข่นกพิราบติดอยู่ที่สะดือไม่หลุดตก  ท่านสั่งให้ลูกคนโตของกำนันดึงหินฟ้าอุกาบาตก้อนนั้น กำนันร้องโอดร้องโอย หินไม่หลุด แต่กำนันโน้มร่างตามแรงดึง ใครต่อใครมุดหัวเข้าผ้าม่านมาดู ครูบาสั่งลูกคนรองของกำนันรั้งสองไหล่พ่อไว้ เกิดแรงฉุดชักเหมือนเด็กน้อยเล่นชักคะเย่อ กำนันร้องเหมือนหมูโดนลากไส้ แต่สิ่งที่ติดหินฟ้าอุกาบาตออกมาไม่ใช่ไส้กำนัน หากแต่เป็นสายซึงยาวเหยียดเส้นหนึ่ง

“กำนันโดนตู้”

ครูบาบอก ตู้คือการทำร้ายทางไกลด้วยการปลุกเสกวัตถุข้าวของบางอย่างมาเข้าท้องผู้เป็นเป้าหมาย เป็นไสยเวทลี้ลับอย่างหนึ่งในสายวิชาทำร้าย  ครูบาถามว่าจะตู้กลับหรือไม่ ท่านจะส่งสายซึงเส้นนั้นไปเข้าท้องคนที่ตู้กำนัน แต่กำนันว่าข้าพ้นทุกข์แล้วก็พอใจแล้ว ครูบาจะเอาเท่าใด

“บ่เอาสักสตางค์” ครูบาตอบ สมัยนั้นหน่วยนับเงินยังนับเป็นสตางค์อยู่ “กำนันมีใจใคร่ตอบแทนเฮา ก็เอาข้าวไปทานเทอะ แล้วแต่เจตนาจะตก บ่ฮ้องเอาเท่านั้นเท่านี้”

นับแต่ปีนั้นเป็นต้นมา กำนันก็ส่งข้าวเปลือกเข้าวัดห้วยปลากั้งปีละสองเกวียน จะส่งไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะตายจากกัน กำนันว่าอย่างนั้น

 

“ครูบาอยากกินเลือดหรือ”

“อือ กูอยากกินหลู้เลือด”

“ข้าโล่งใจ” ปู่จารย์อายุสี่สิบเศษมีสีหน้าอาการสบายใจ “นึกว่าอยากกินเลือดคนสดๆ”

“กูบ่ใช่ผี จะได้กินเลือดคนสดๆ”

“เณรอ้าย” หลวงพี่แสงพูดขึ้น “ไปบ้านพ่อหลวงเดี๋ยวนี้ บอกว่าครูบาอยากกินหลู้เลือด”

เณรอ้ายใช้เณรน้อยอีกรูปรีบไปบอกพ่อหลวง พ่อหลวงไม่รอช้า เรียกหาคนชายสองสามคนที่เก่งเรื่องป่าเรื่องปืนไปล่าหมูป่าให้ได้มาพลันในวันนี้ สองสามชายก็เร็วพลันทันใจ ได้หมูเขื่องตัวหนึ่งลงกินมะขามป้อมก่อนค่ำ รีบเอาตัวมากกแกงแต่งเป็นหลู้เลือด คำว่าหลู้คืออาหารเหลวๆ มีน้ำมากกว่าเนื้อ หลู้มีหลายอย่าง เช่นหลู้มะโชก หลู้มะเฟือง หลู้บ่างและหลู้เลือด เลือดที่ดีที่สุดคือเลือดหมู โดยเฉพาะอย่างก็คือเลือดในช่องท้องที่เรียกว่าเลือดในโครง

พ่อหลวงเป็นมือดีในการทำหลู้เลือด แกปรุงแต่งอย่างดีพิถีพิถัน ทันได้ส่งให้ครูบาก่อนค่ำ ท่านฉันจนอิ่ม จนเรอดังอ้ากแล้วมีแรงลุกมานั่งสูบยาอมเมี่ยง

“เมื่อกูยังนอนหลับตา” ครูบาเริ่มต้น “พรายมากระซิบแก่กู บอกพับเล่มดำมีคนลักเอาไป”

ท่านกวาดตาสำรวจสีหน้าพระเณรลูกวัดทั้งหมด แสงตาไม่ลุกวาบปานแก้วตาเสือต้องไฟเหมือนเมื่อบ่าย พระเณรในวัดหลบตาวูบวาบ มีแต่ตุ๊ลุงทองผู้อุทิศตนตัวรับใช้ครูบาทุกเรื่องเท่านั้นที่แข็งตาสู้ตาท่าน

“สูกา? ตุ๊ทอง ที่ลักเอาไป”

“ข้าบ่ได้ลัก”

“สูเคยขอเรียนวิชาเสือโคร่งแต่กูบ่หื้อ ในพับเล่มนั้นมีวิชาเสือโคร่ง ร้ายแรงนัก เตชะฤทธีบ่ถึง ควบคุมบ่ได้ สูจะกลายเป็นเสือเย็น”

“สาบานต่อหน้าพระเจ้า” ผู้ถูกคาดคั้นยกมือไหว้ไปทางพระพุทธรูป “ข้าบ่ได้ลักเอาไป”

“อาจเอาไว้ลืมที่ก็ได้” หลวงพี่แสงยอมือใส่อก “ผู้ข้าจะช่วยหาอีกคน”

“วิชาเสือโคร่งร้อนร้ายไม่มีใดเท่า สูทั้งหลายมีคุณอันน้อยควบคุมไม่ได้ ผู้ใดลักเอาไปหื้อเอามาคืนเสีย”

 

ค่ำคืนนั้นครูบาอิ่นแก้วนำไหว้พระสวดมนต์ได้ แต่สองสามวันต่อมาก็ทรุดลงไปอีก ไม่พูดไม่จา ไม่กินน้ำกินข้าว เอาแต่นอนแบบติดฟูกเหมือนคนหลับลึก ท่านหลับ หรือท่านเข้าฌานก็ยากที่ใครจะรู้  เชื่อกันว่าท่านได้โลกิยฌานชั้นสูง ถอดจิตถอดใจไปสู่เมืองฟ้าเมืองพรหมหรือยมโลกก็ได้ทั้งนั้น ท่านเองเริ่มมีอาการคล้ายป่วยไข้มาแต่เมื่อคนหาพับเล่มดำขาดครึ่งแล้วหาไม่พบ บางคนว่าท่านเสียจิตเสียใจที่ตำราเล่มนั้นหายไป บางคนว่าท่านถอดใจสอดส่องภายในมองหาตำราเล่มนั้น หลวงลุงทองถูกครูบาคาดคั้นว่าเป็นคนลักไปใช่ไหมเริ่มร้อนใจ แม้จะสาบานด้วยถ้อยคำรุนแรงแต่เหมือนยังไม่มีน้ำหนักพอเพียง เกิดการซุบซิบสงสัยในหมู่เณรและพ่อน้อยพ่อหนาน แม้หลวงพี่แสงจะแย้งว่าอาจเป็นตุ๊พระตนใดตนหนึ่งที่มาจำพรรษาในระหว่างพรรษาลักเอาไปก็ได้ แต่หลวงลุงทองก็รู้ได้ดีว่าวันเวลาที่ตนอยู่วัดห้วยปลากั้งใกล้จะหมดลงแล้ว

ท้ายวัดอยู่ติดลำห้วย เลยลำห้วยออกไปถือว่าพ้นเขตวัด คนแก่คนเฒ่าเล่าว่า บ้านห้วยปลากั้งได้ชื่อมาจากลำห้วยสายนี้ เพราะมีปลากั้งชุกชุมกว่าห้วยสายอื่น นอกจากปลากั้งยังมีเต่ามีปู มีกบมีเขียดอุดมสมบูรณ์ เต่าปูลูหรือเต่าหางยาวก็มี สัตว์ในน้ำอุดมสมบูรณ์เพราะครูบาประกาศว่าตลอดความยาวที่ลำห้วยไหลผ่านวัดเป็นเขตอภัยทาน ห้ามจับสัตว์ใดๆ ไปกิน แต่หากพ้นวัดออกไป ใครจะจับหรือไม่จับก็แล้วแต่ใจ ยึดถือปฏิบัติมาซาวสามสิบปีแล้ว ท่านนายอำเภอคนเก่าเคยเข้ามาถึงห้วยปลากั้ง ท่านชื่นชมครูบา อ้างว่าจะส่งชื่อเข้าพิชิตรางวัลผู้อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ดีเด่นของจังหวัด แต่ครูบาว่าเฮาบ่เอา เฮาขี้คร้านเข้าเวียง นั่งรถแล้วเมาหัว ครูบาใช้คำว่าเฮากับนายอำเภอ ไม่กล้าใช้คำว่ากูที่มักติดปาก

เลยลำห้วยเข้าไป ป่าเริ่มใหญ่และหนาทึบเป็นลำดับ ลึกเข้าไปเสือหมีผีป่ายังเพ่นพ่าน สมัยนั้น ร้อยบ้านล้านนาสัตว์สิ่งมิ่งไม้ทั้งหลายยังอุดมสมบูรณ์อยู่ เก้งกวางกระต่ายกระจงยังมีเหลือเฟือ เสือเลยไม่เข้ามาเพ่นพ่านบ้านคน เว้นไว้แต่เสืออาฆาต เสือบาดเจ็บหรือเสือผีที่เกิดจากคนกลายร่างเป็นเสือ

ยังมีเสือกินคนตัวหนึ่ง เสือตัวนั้นสร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาแก่ชาวป่าห้าหกหมู่บ้านละแวกนั้น  มันกินคนมาแล้วไม่ต่ำกว่าห้าหกคน บ้างว่าเป็นเสือผี มีผีเป็นสิบอยู่ในตัวมัน มันฉลาดเกินเสือ รู้หลบ รู้หลีก รู้ล่อรู้ลวง พรานมือดีจากหลายหมู่บ้านเคยเสียท่ามันมาแล้ว บ้างบาดเจ็บ บ้างตาย บ้างรอดมาได้ไม่มีบาดแผลแต่กลายเป็นคนสะดุ้งขวัญผวาไม่กล้าเข้าป่าอีกเลย แต่บ้างก็ว่ามันน่าจะเป็นเสือเย็นมากกว่า เพราะเมื่อมันตายด้วยต้องควายธนูครูบาฟ้าผ่า ร่างท่อนบนยังเป็นเสือ แต่ร่างท่อนล่างเป็นคน

“ครูบาเฮาก็กลายร่างเป็นเสือได้ ครูบาเป็นเสือเย็นไหม ตุ๊พี่”

“ครูบาแปลงร่างเป็นเสือ” หลวงพี่แสงตอบคำเณรรุ่นน้องผู้มาจากต่างบ้าน “แปลงร่างกับกลายร่างบ่เหมือนกัน แปลงร่างเป็นการจงใจทำโดยตัวเองแต่กลายร่างเป็นการกลายไปโดยอำนาจอื่น บ่ใช่ตั้งใจทำ”

“ตุ๊พี่เองล่ะ แปลงตัวเป็นเสือได้ไหม”

“ฮุ้ย!” พระหนุ่มวัยไม่ถึงสามสิบสะดุ้ง “กูแปลงบ่ได้ กูบ่ใช่ครูบา” หลวงพี่ขยับบ่วงเชือกสวมข้อเท้าให้กระชับ “ส่งมีดมา ตุ๊พี่จะขึ้นหมากแล้ว”

สามเณรวัยสิบสี่ยื่นมีดให้ หลวงพี่หนุ่มใหญ่กระชับผ้าสบงมานุ่ง เฟ็ดม่าม หรือถกเขมร อวดต้นขาลายพร้อยด้วยรอยสักแล้วรับมีดเหน็บเอว แล้วเริ่มต้นปีนหมาก ต้นหมากมีอยู่ประปรายท้ายวัด ครูบามีใจอยากกินหมากเฉาะสดๆ ไม่ใช่หมากเสียบหรือหมากผ่าซีกที่เสียบแล้วร้อยด้วยเยื่อปอแล้วเอาไปตากแห้ง  เณรอ้ายไม่อยู่ จะใช้เณรตัวตุ้ยนุ้ยขึ้นหมากก็กลัวมันตกตายเลยต้องขึ้นเอง

ขึ้นไปถึงคอหมาก ต้นหมากโอนเอนชวนวาบหวิวแกมรู้สึกผาดโผนลี้ลับ หลวงพี่หนุ่มใหญ่กอดคอหมากไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือคลายปมบ่วงที่ข้อเท้าให้หลวมแล้วเอาพาดผ่านก้านหมากไปผูกโคนพวงหมาก แล้วชักมีดเหน็บเอวฟันฉับๆ ให้พวงหมากหลุดจากต้น  แล้วบอกเณรเนื้อขาวตุ้ยนุ้ยให้โรยเชือกชักรอกพวงหมากลงไป

กวาดตามองไปมา

หลวงพี่มีรอยสักลายพร้อยเต็มต้นขาร้อนท้องวูบวาบ

อยากกลายร่างเป็นเสือแล้วโจนลงไป

ลุราวเดือนหก ตกอยู่ราวเดือนมีนาคม ครูบาอิ่นแก้วก็หมดอายุไปเฉยๆ ในคืนที่ท่านมรณภาพนั้นมีเสียงเสือร้องแวดวัด เมินนานนักแล้ว ซาวสามสิบปีเสือไม่เข้าใกล้บ้านคน แต่คืนนั้นเสือร้องคำรามเหมือนมันโกรธเกรี้ยวหงุดหงิดงุดง่าน  พอเช้าๆ สักเจ็ดโมงเช้าได้เวลาฉัน หลวงพี่แสงไปปลุกท่านจึงรู้ว่าท่านสิ้นลมหายใจไปนานแล้วจนตัวเย็นเฉียบ เกิดการเล่าลือว่าครูบาอาจถอดจิตไปใส่ร่างเสือ ท่านเองสำเร็จวิชาเสือโคร่ง มีชื่อเรียกท่านอีกอย่างหนึ่งว่าครูบาเสือโคร่ง ท่านสำเร็จวิชาเสือโคร่งจากพับเล่มนั้น ผู้ใดสำเร็จวิชาเสือโคร่งจะครอบครองอำนาจเสือโคร่ง มีกำลงวังชา มีความกล้าหาญ มีความดุร้ายเป็นที่คร้ามเกรงของคนและสัตว์ทั้งหลาย  จวนตัวหรือคับขันขึ้นมา อาจถอดจิตไปอาศัยในร่างเสือโคร่ง หรือแปลงตัวเป็นเสือโคร่งก็ได้ แต่ซาวกว่าปีผ่านมานี้ ท่านพิจารณาเห็นว่าวิชาเสือโคร่งร้อนร้ายเกินไป เหมาะกับโจรหรือคนศึกมากกว่าจึงไม่อยากให้ใครสืบ หลวงลุงทองเองขอสืบวิชานี้แต่ท่านว่าหากตบะเดชะไม่กล้าแข็งพอ ผู้สืบวิชาจะกลายเป็นเสือเย็น ก่อนหน้าโน้น สมัยเมื่อหนานเสายังครองผ้าเหลืองก็เคยขอสืบ แต่ท่านก็ไม่ให้สืบเช่นกัน

“กูเองก็ยังบ่ฮู้ แก่ตัวมา ควบคุมวิชาบ่ได้ กูจะกลายเป็นเสือเย็นหรือไม่”

ท่านเคยปรารภ แต่ยี่สิบกว่าปีผ่านมานี้ก็ไม่มีข่าวคราว ว่าเสือเย็นฆ่ากินคนที่ไหน  เสือเย็นเป็นเสือที่ดุร้ายกระหายหิวกว่าเสือทั่วไป หากหิวขึ้นมามันฆ่าไม่เลือก ไม่เว้นแม้แต่ลูกเมียหรือพ่อแม่มัน คนจึงกลัวนัก

ศพซากครูบาได้รับการชำระดูแลถูกต้องตามประเพณีพิธีกรรมพื้นบ้าน ครูบาคำแสนวัดโป่งปูเฟืองเดินทางมาถึงห้วยปลากั้งตอนสายๆ  งกๆ เงิ่นๆ ขึ้นเกวียนลงเกวียนลำบาก  ท่านมาควบคุมดูแลการจัดการสรีระคราบร่างศิษย์น้องด้วยตัวเอง ทั้งครูบาคำแสนและครูบาอิ่นแก้วต่างเป็นลูกศิษย์ครูบาฟ้าผ่าด้วยกัน ถนัดวิชาคนละอย่าง แต่ต่างก็สืบสายสืบแนวของสำนักได้ดี ต่างผายแผ่พุทธศาสนาในแนวทางสังคหะคือโผดผายพี่น้องชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ดี

“ไหว้สาครูบา” พ่อหลวงยอมือใส่เกล้ากราบนบสามหน “ครูบาฮู้ได้อย่างใดว่าครูบาอิ่นแก้วเสี้ยงแล้ว จึงมาถึงเร็วนัก”

“ตะคืน กูนั่งภาวนาอยู่ อิ่นแก้วไปหาอ้ายมัน” ท่านหมายถึงตัวท่านเอง “บอกว่าช่วยจัดการเรื่องยุ่งยากภายหน้าให้ด้วย กูก็เลยออกจากวัดแต่ไก่บ่ทันขันดีด้วยซ้ำ นึกว่าจะทันได้เห็นใจมัน”

“ตะคืนบ้านเฮาเสือมาร้องแวดวัด” ปู่จารย์หนานเสายอมือใส่อก แขนเสื้อตกถึงข้อศอก เผยรอยสักรูปเสือที่ท้องแขน “บ่ทันนึกรู้ว่าครูบาจะเสี้ยง”

“บอกมันแล้วว่าวิชาเสือโคร่งร้อนร้ายนัก บ่ดีเอา” ศิษย์ผู้พี่หันไปมองศิษย์รุ่นน้องที่นอนยาวมีผ้าห่มคลุมแต่หัวถึงตีน “ มีไผแตะต้องเคลื่อนย้ายศพละยัง”

“ยัง ครูบาเจ้า” หลวงพี่แสงยอมือไหว้ “เอาผ้าปกไว้เท่านั้น”

“อาบน้ำศพก่อน กูจัดการเอง หมู่สูทำบ่ถูก ศพจะเน่า”

ศิษย์ผู้พี่นั่งลุกงกเงิ่นค่อยๆ ขยับลุก พ่อหลวง หนานเสาและหลวงพี่แสงกุลีกุจอประคองท่าน ท่านผู้เฒ่าอายุได้เก้าสิบเศษมองมามองไปแล้วถามหาคนผู้หนึ่ง “ตุ๊ทองหายไปไหน”

“หนีไปละ “อาจารย์วัดชิงตอบ “อาจฮู้ตัว กลัวความผิด เณรอ้ายว่าเห็นพกห่อผ้าลักออกหลังวัดไปแต่ก่อนบิณฑบาตแล้ว”

“ว่าอย่างนั้นก็บ่ดี ปู่จารย์…”

ท่านเสกคาถาใส่มือก่อนเปิดผ้าคลุมหน้าศพ สีหน้าแววตาท่านเหมือนสลดหดหู่ ท่านยืนมือไปลูบหน้าศิษย์น้องแล้วพึมพำได้ยินแต่เพียงผู้เดียว

คิงบ่ต้องห่วง เรื่องนั้นอ้ายคิงจะจัดการหื้อ

คราบร่างครูบาเสือโคร่งได้รับการจัดการถูกต้องตามกรรมวิธีและพิธีกรรมพื้นบ้านทุกประการ เขาอาบน้ำชำระท่านจนสะอาด เขาเทน้ำผึ้งกรอกปากท่านสองสามกระบอกเพื่อกันบูดกันเน่าภายใน ซากสังขารครูบาเจ้าวัดทั้งหลายมักเก็บไว้แรมปีเพราะเป็นงานใหญ่งานหลวง ซาวปี สามสิบปีถึงจะมีสักครั้ง บางวัดสี่ห้าสิบปีผ่านมาไม่มีครูบามรณภาพด้วยซ้ำเพราะไม่ทันได้เป็นครูบาก็เสียชีวิตไปก่อน  การเก็บศพครูบาไว้เพียงสองสามเดือนไม่พอแก่การเตรียมการ เพราะต้องแต่งเตรียมปราสาทใส่ศพพิถีพิถันใหญ่โตให้สมแก่หน้าตาฐานะของพระผู้เฒ่าที่มีคนเคารพนับถือกว้างไกลหลายบ้านหลายเมือง แต่หากเก็บรักษาไม่ดี ไม่ถูกต้องตามกรรมวิธีและพิธีกรรม ศพจะเน่า  เขาสุมเปลือกข้าวเป็นด่างรองก้นโลงหนาเกือบคืบ แล้วค่อยเอาคราบสังขารท่านบรรจุลงไปแล้วค่อยเลื่อนฝาโลงปิดสนิทแน่น ไม่มีช่องมีรูให้แมลงวันลงไปวางไข่ใส่คราบท่าน เขากำหนดกันว่า รอให้แล้วข้าวแล้วน้ำก่อน ค่อยคิดอ่านการเผา

 

 เข้าเดือนสิบฤดูพรรษา ป่าเคยโปร่งโล่งเมื่อแล้งก็เริ่มเขียวขำดำงามตามน้ำฟ้าสายฝนหล่นโรยลุ่มพื้น บ้านห้วยปลากั้งที่มีคนเข้าคนออกคึกคักตั้งแต่เดือนหกเริ่มซบเซาดังเก่าก่อนเพราะคนเดินทางมาเคารพศพครูบาเริ่มซาหาย วัดห้วยปลากั้งพรรษานี้ไม่มีพระเณรต่างบ้านต่างเมืองมาปวารณาจำพรรษาเพราะครูบาสิ้นแล้ว คราบสังขารของท่านไม่เน่าส่งกลิ่นคลุ้งอวนชวนคลื่นเหียนอาเจียนรากแตก ศพยังใส่โลงไม้สักผนึกแน่น น้ำเน่าหนองผีไม่มีหลั่งลามเลือดเลอะ อาจเพราะด่างหรือขี้เถ้าแกลบดูดซับรับไว้ บ้างก็ว่าเป็นเพราะพิธีกรรมและกรรมวิธีถูกต้องตามแบบเบ้าโบราณเคร่งครัด บ้างก็ว่าเป็นเพราะสรรพวิทยาคาถาอาคมเข้มกล้าของท่านคุ้มครองรักษาไว้ ท่านเองแม้ไม่ได้ชื่อว่าเป็นตนบุญอย่างครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่ท่านก็ได้ชื่อว่าตนเมตตา เพราะเมตตาผายแผ่มุ่งแก้ไขเยียวยาคนให้พ้นทางวิบากทุกข์ร้อน จริงอยู่ ท่านเองก็เคยด่างพร้อยมาก่อน สมัยเมื่อยังหนุ่มเล่ากันว่าท่านเลือดร้อนลมแรง เคยผลาดแผลงต่อสู้ เคยตู้ลองเสกของเข้าท้องคนเพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง แต่หากเทียบกับที่ท่านแก้ตู้ให้คนอื่นก็ถือว่าน้อยมาก ครั้งหนึ่งเมื่อถูกส่งมากินหัววัดห้วยปลากั้งใหม่ๆ ตอนนั้นครูบายังเป็นเพียงตุ๊ลุง อายุราวสี่สิบเศษ ท่านถูกลองดี มีคนทำร้ายท่านด้วยคุณไสยจนรากพุ่งเป็นเลือดออกปาก ท่านบาดเจ็บสาหัส ท่านสืบทราบว่าเป็นใครก็ผูกใจเจ็บแค้นเก็บไว้ กระทั่งสำเร็จวิชาเสือโคร่งท่านก็กลับไปแก้แค้น เขาว่าท่านแปลงตัวเป็นเสือโคร่งโจนตบมันทันที แต่ไม่ทันขย้ำที่คอจนจมเขี้ยว ฝ่ายนั้นแปลงตัวเป็นเหยี่ยนเผือกหรือปลาไหลเผือกมุดโคลนหนีไปเสียก่อน นั่นคือการต่อสู้อันลือลั่นสนั่นฟ้าสะเทือนดินระหว่างวิชาเสือโคร่งกับวิชาเหยี่ยนเผือก เกิดขึ้นเมื่อราวสี่สิบปีก่อนโน้น  ต่อมาเมื่อแก่ตัวลง ท่านพิจารณาเห็นว่าวิชาเสือโครงร้ายแรงเกินไป หนักไปทางหิงสาอาฆาตเหมาะกับโจรมากกว่า จึงละทางร้อนมาเอาทางเย็นคือโผดผายให้คนพ้นทุกข์ ท่านแก้ไขเยียวยาผู้คนจนมีชื่อมีเสียง พ่อกำนันเองแม้ให้สัจจะปฏิญาณไว้ว่าจะถวายข้าวเปลือกปีละสองเกวียนจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะตายจากกัน แต่ในวันที่เขาบรรจุร่างท่านใส่โลง กำนันลั่นปากต่อหน้าครูบาคำแสนว่าจะถวายข้าวเปลือกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายตามครูบาไป

ฤดูพรรษา ฝนหนาฟ้าถี่ เข้าพรรษาปีนี้ วัดห้วยปลากั้งซบเซากว่าปีก่อน นอกจากจะไม่มีพระเณรบ้านอื่นเมืองไกลมาจำพรรษาแล้ว พระเณรในวัดกลับลดจำนวนไปหนึ่งรูป ตุ๊ลุงทองลักหนีออกจากวัดห้วยปลากั้งไปแต่เช้านั้น เช้าที่ยังไม่มีใครทันรู้ด้วยซ้ำว่าครูบาเสือโคร่งสิ้นลมไปแล้ว คนปักใจว่าตุ๊ลุงทองเป็นคนลักพับเล่มดำไป พับเล่มนั้นเป็นของครูบาฟ้าผ่าผู้กำราบเสือเย็นตัวสุดท้ายเมื่อหลายสิบปีก่อน ท่านปลุกเสกควายธนูเข้าสู้ชนต่อรบจนป่าอ้อกอแขมลู่แหวกแตกยับ  สุดท้ายเสือเย็นพ่ายแพ้หนีไปตายในพง ร่างท่อนบนยังเป็นเสือ แต่ร่างท่อนล่างเป็นคนสักขาลายขุ่ยหยุ่ย

 

โลงศพครูบาตั้งอยู่บนแท่นภายในอุโบสถ ตั้งแต่ต้นพรรษาเป็นต้นมา อุโบสถหลังนั้นก็แทบปิดตายเพราะคนต่างบ้านต่างเมืองที่มาเคารพศพว่างวายไปแล้ว หน้าฟ้าหน้าฝนเดินทางลำบาก ส่วนคนห้วยปลากั้งเองต่างก็ไหว้สาขอขมาคารวะกันทั่วถ้วนแล้ว จึงไม่มีใครคิดไหว้ซ้ำสองซ้ำสาม

แต่มีคนผู้หนึ่ง เคยอาศัยอยู่กินห้วยปลากั้งร่วมยี่สิบปี ยังไม่ได้ไหว้ศพเลย

คนผู้นั้นคือตุ๊ลุงทอง ผู้ต้องสงสัย

ระหว่างนั้น ความเคลื่อนไหวเป็นไปในหมู่บ้านสงบเงียบ ชาวบ้านง่วนอยู่กับการทำไร่ไถนา ขลุกอยู่กับไอดินกลิ่นแดดและน้ำฟ้าสายฝนตามเบ้าแบบบรรพชนได้กระทำสืบมา กะกันว่ารอเก็บเกี่ยวข้าวไร่ข้าวนาเรียบร้อยค่อยลุกมาจัดแจงแต่งสร้างปราสาทใส่ศพ อุโบสถยังคงปิดตาย ไม่มีงานบวชอุปสมบท อุโบสถไม่ถูกใช้ ไม่มีสังฆกรรมกิจสงฆ์เช่นลงโบสถ์สวดโอวาทปาติโมกข์ โบสถ์ไม่ถูกใช้  พระสงฆ์ทั้งวัดพรรษานี้เหลืออยู่เพียงตุ๊พี่แสงรูปเดียว ถึงวันอุโบสถศีลก็ไปร่วมพิธีลงโบสถ์ที่วัดป่าถ่อนอันเป็นวัดพี่วัดน้องอยู่คนละฟากดอย

บ้านห้วยปลากั้งซบเซาในม่านฟ้าสายฝนเรื่อยมา กระทั่งใกล้ออกพรรษา ก็มีเรื่องราวน่าแตกตื่นตกใจเกิดขึ้น เณรสีคนต่างบ้านหายไป คืนแรกต่างไม่เอะใจอะไร คิดว่าเณรข้ามดอยไปค้างคืนเรือนพ่อแม่ ผ่านคืนที่สอง หลวงพี่แสงบ่นด่าลับหลังว่ากลับมาจะเอาไม้เรียวลงหลังให้เข็ดหลาบเพราะไปค้างคืนที่อื่นโดยไม่บอกกล่าว ผ่านคืนที่สาม พระรูปเดียวในวัดใช้เณรโค่งสองรูปข้ามดอยไปตามหา เณรโค่งกลับมารายงานว่าเณรสีเนื้อขาวจ้ำม่ำไม่ได้กลับไปค้างบ้านพ่อแม่

“บ่าหล้างเสือลากไปกินเหียก้า”

หนานเสาว่าเสืออาจลากไปกินเสียแล้วมั้ง พ่อหลวงได้ฟังก็สะท้านใจ ซาวสามสิบปีผ่านมาไม่มีเสือกินคน ครูบาเสือโคร่งมรณภาพไม่ถึงครึ่งปี เสือกินเณร

 

“ศพเหวอะหวะเลยหรือ พ่อหลวง”

“อือ รอยตะปบ รอยขย้ำ เสือชัดๆ”

“แต่รอยลุกจากศพเป็นรอยตีนคน”

“เสือเย็นแน่แล้ว” หนานเสาชักสีหน้าวิตก “หรือว่าตุ๊ลุงทองจะกลายเป็นเสือเย็นไปเสียแล้ว”

“หรือว่า…” หลวงพี่แสงมองไปทางโบสถ์ สีหน้าอึดอัดกังวล “หรือว่าครูบาเสือโคร่งตายแล้วกลายเป็นเสือเย็น”

“ตุ๊บ่ดีว่าอย่างนั้น” หนานเสากล่าวปรามพระหนุ่มวัยคราวลูก “ท่านเป็นครูบาอาจารย์เฮา”

“ข้าขอขมาครูบาด้วยเถิด”ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสยกมือไห้ไปทางอุโบสถ “บ่ใช่ใส่โทษ แต่ข้าคิดไปถึงคำท่าน ครูบาเคยว่า ตนตัวกูเองก็ยังบ่ฮู้จะกลายเป็นเสือเย็นหรือไม่”

“ผู้อื่นผู้ใดข้าบ่สงสัย”หนานเสาย้ำปากย้ำคำ “สงสัยแต่ตุ๊ลุงทองผู้เดียว”

“ข้าขอถามสักคำ ถามต่อหน้าพ่อหลวงกับผู้ช่วยนี่ละ” พระหนุ่มพูด “เป็นใดพ่อหนานถึงนาบโทษตุ๊ลุง”

“บ่ได้นาบโทษ” ผู้เป็นอาจารย์วัด ว่ากล่าวสะบัดๆ ชักสีหน้าไม่พอใจ “มันน่าสงสัยที่สุด ครูบาเองก็เถ็กถามต่อหน้าคนหลายว่า สูกา? ที่ลักเอาพับเล่มดำ

“เรื่องพับเก็บไว้ก่อน” พ่อหลวงตัดบท “แต่เรื่องเสือกินคนน่าหนักใจ มาช่วยกันคิดอ่านหาทางป้องกันดีกว่า”

 

สิ้นสุดพรรษา ฝนฟ้าเริ่มลาห่าง ข้าวไร่เริ่มแก่ ข้าวนายังเขียวเพราะเป็นข้าวพันธุ์หนัก บ้านห้วยปลากั้งเป็นหมู่บ้านในหุบเขาเนื้อที่ทำนามีน้อย ชาวบ้านจึงยังชีพด้วยข้าวไร่เป็นหลัก ถึงราวเดือนยี่ ข้าวไร่เริ่มแก่ หมูป่าได้กลิ่นข้าวใหม่ก็มักออกมากินข้าว ค่ำคืนคนชายชาวห้วยปลากั้งจึงมักแบกปืนไปนอนเฝ้าไร่

“สูลืมกรวยดอกไม้”เมียหนานทาทักท้วงผัว “บ่เอาไอ้หล้าไปนอนเป็นเพื่อนหรือ คืนนี้”

“มันจะไปแอ่วสาวบ้านใต้”

รับกรวยดอกไม้มาใส่ย่าม ตอบไม่ตรงความจริงนัก อันที่จริงไม่อยากให้ลูกชายรู้เห็นบางอย่างมากกว่า

ห้วยเฝ้าไร่ปลอดโปร่ง อยู่บนไหล่เขาลาดเอนตรงนั้นตรงนี้ ไร่ใครไร่มัน ห้างใครห้างมัน แยกกันอยู่ห่างๆ  ไม่ชิดติดกันเหมือนเขตบ้านเรือนนอน ใกล้บ้าง ไกลบ้าง แล้วแต่ความพอใจ แล้วแต่เหตุผลที่จะเลือก ไร่ข้าวมักอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เป็นป่าใช้สอยของคนทั้งหมู่บ้านตามจารีตประเพณีที่ยึดถือกันมา ไม่เป็นของใครโดยเด็ดขาดสมบูรณ์ เป็นพื้นที่กลางๆ ที่เรียกว่า ของหน้าหมู่ พอใจที่ใดก็ไถ่ถามกันว่ามีเจ้าแล้วหรือไม่ หากยังไม่มีใครจองเป็นเจ้าก็จับจองทำเครื่องหมายไว้แล้วไปถามผี หากผีเจ้าที่เจ้าแดนอนุญาตก็แผ้วถางเอาได้ แต่หากผีไม่ให้ก็ไม่ฝืน ไปหาเอาที่ใหม่ต่อไป

ไร่ข้าวหนานเสาปีนี้หดแคบลงกว่าปีก่อนเพราะไอ้อ้ายลูกชายคนโตออกเรือนไปเป็นเขยเรือนอื่น เหลือแต่ไอ้หล้ายังค้างคาเรือน แกเองสึกออกมาเมื่ออายุราวซาวเจ็ด ครูบาไม่อยากให้สึก ท่านหมายตาแกไว้เป็นทายาทสืบสร้างวัดวาพระศาสนา แกเองต่อรองว่า

“ถ้าตุ๊ลุงหื้อข้าสืบวิชาเสือโคร่ง ข้าจะสืบวัด”

“วิชาเสือโคร่งฮ้อนฮ้าย เอาบ่อยู่จะกลายเป็นเสือเย็น”

สึกออกมาเป็นหนาน ไม่ได้วิชาเสือโคร่งมาด้วย หากได้ก็จะได้ลาภสักการะมากมายไม่สิ้นสุด จะเอาไร่นาเงินทองข้าวของใดๆ ก็ได้ ตู้คนก็ได้ค่าตู้ แก้ตู้ก็ได้ค่าแก้ ฝังหุ่นฝังยนต์ แก้หุ่นแก้ยนต์  เรียกผีเรียกพรายมาใช้ ทำได้สารพัด

แต่ครูบาหรือตุ๊ลุงในตอนนั้นไม่ยอมให้สืบก็เลยสึกออกมาแล้วได้เมีย อยู่กินกันมาจนบัดนี้มีลูกสี่คน

 

“ตุ๊พี่”

หลวงพี่แสงสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงทัก รีบซุกบันทึกโบราณครึ่งเล่มไว้ใต้ตั่งพิธี หันไปทำเสียงหงุดหงิดไม่พอใจใส่เณรอ้ายที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่เคาะ

“ต่อไปให้เคาะประตูก่อน อย่าผลีผลามเข้ามา บ่ดี ทำอย่างนี้กูบ่ชอบ”

“ข้านึกว่าตุ๊พี่ลงกลอนแล้ว ก็เลยผลัก”

“อย่าอ้างโน่นอ้างนี่ เข้ามาทำไม”

“บ้านปางมะแฟนมีศพ” เณรอ้ายยื่นกรวยดอกไม้เหน็บเงินใบละบาทให้ “เขามานิมนต์ตอนบ่าย ตุ๊พี่บ่อยู่”

“รู้ละ ออกไปได้ละ”

“ตุ๊พี่เยียะหยังน่ะ” เณรยังสอดส่ายสายตามองเครื่องเคราประกอบพิธีบนตั่ง มีทั้งเหล้า เลือดสดๆ และเนื้อหมูดิบๆ “ตุ๊พี่อ่านหยัง ข้าเห็นเอาซุกใต้ตั่ง”

“เยียะหยังช่างกู อ่านหยังช่างกู ไป ออกไป”

ลุกไปไล่ ปิดประตูลงกลอนแน่นหนา เอาสมุดบันทึกโบราณครึ่งเล่มนั้นออกมา ครึ่งเล่มแรกขาดหายไป หน้าสุดท้ายทารักสีดำ

พับเล่มดำ?

วูบวาบขึ้นมา อยากกลายร่างเป็นเสือเผ่นโผนออกไปทางหน้าต่าง

 

ถึงไร่ ยังไม่มืดดีนัก คืนแรมแก่ ดวงดาวดกดื่นหว่านดวงเต็มฟ้า ดาวหัวช้างเริ่มปกงวงขึ้นมาทางฟ้าเหนือ เอาปืนและย่ามห้อยไว้เหนือหัวนอน ก่อไฟจนลุกแรง เอากระบอกไม้ไผ่ลงไปตักน้ำที่ลำห้วยมาใส่หม้อกาดิน ออกไปนอกห้างอีกครั้ง มองออกไป กองไฟลุกไหวตรงนั้นตรงนี้ที่เป็นห้างไร่ของเพื่อนบ้าน คะเนเวลา ดาวหัวช้างชี้ปลายงวงไปทางดาวเต่า ฤกษ์ยามถูกต้อง กลับเข้าในห้างอีกครั้ง เอาถาดสังกะสีมาวาง เอากรวยดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวปั้น กล้วยหน่วย เหล้าแห่ง เนื้อหมูสดๆ ยังมีเลือดติด เครื่องเคราประกอบพิธีกรรมทั้งหลายวางใส่ถาดเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายที่ล้วงออกมาจากย่ามคือสมุดบันทึกโบราณ ครึ่งเล่มหลังขาดหาย หน้าแรกสุดลงรักสีดำ

พับเล่มดำ?

 

โอม สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง…

เทียนลุกไหว กลิ่นธูปกำจายในสายลมอ่อน เสียงสวดท่องสาธยายมนต์ลี้ลับดังหึ่มห่ำต่ำสูง เหมือนเสียงเสือกรน เหมือนเสียงเสือคำรามในลำคอ

ป่าใหญ่ไพรภูแวดล้อม คืนแรมแก่ดาวดกดวงดูดาระดาษ ห่างเฝ้าไร่มีไฟลุกไหวอยู่ตรงนั้นตรงนี้ กองไฟที่ลานบ้านในหมู่บ้านอาจมอดได้ แต่ห้างเฝ้าไร่ไฟดับไม่ได้เด็ดขาด ในป่าใช่มีแต่หมูป่า ยังมีเสือโคร่งเสือแผ้ว เสือดำเสือดาวอีกหลากหลาย ปกติเสือเองก็คงไม่อยากยุ่งกับคน แต่เสือกินเณรตัวนั้นยังหลอกหลอนผู้คนอยู่ จะเป็นเสือบาดเจ็บ เสือแก่เฒ่าธรรมดาหรือเสือเย็นก็ยากจะระบุ เขาว่ารอยขบขย้ำ รอยลากซากมากินเป็นรอยเสือ แต่รอยลุกจากเป็นรอยตีนคน แต่เมื่อมาขบคิดใคร่ครวญก็มีคำถามแทรกว่าอาจเป็นคนจริงมาประสบพบเห็นแล้วเดินจากไปก็เป็นได้

ค่ำคืนปลอดเปลี่ยว เสียงสวดท่องถ้อยคำลึกลับดังหึ่มห่ำต่ำสูง สองที่สองแห่งที่ดังพร้อมกัน แห่งหนึ่งดังที่วัดห้วยปลากั้ง อีกแห่งดังที่ห้างเฝ้าไร่หนานเสา ดังไม่พร้อมเพรียงกันเพราะไม่ได้นัดแนะกัน ต่างคนต่างทำเฉพาะตน เสร็จสิ้นพิธีลี้ลับตามความเชื่อ ต่างคนต่างดับไฟนอน

ฟ้านิ่ง ดาวเดือนเคลื่อนคล้อย ลมเย็นยามดึกพัดแผ่วเพิ่มความหนาวเย็นให้หนักหน่วงขึ้น คนหลับ หมาหลับ ป่าใหญ่ไพรภูแวดล้อมก็คล้ายหลับใหล แต่ในอุโบสถวัดห้วยปลากั้งมีความเคลื่อนไหวบางอย่างชวนขนลุก ใต้แสงรำไรของเดือนคืนแรมที่ส่องลอดรอยแตกบนหลังคา เห็นโลงศพอยู่รางๆ มีเสียงหนูกัดไม้ เสียงนกพิราบร้องฮือๆ เหมือนคนเป็นไข้ มีเสียงครืดคราดคล้ายของหนักถูกผลักเคลื่อน  ฝาโลงขยับเลื่อนไปทางปลายตีน

ครูบาเสือโคร่งลุกนั่งกลางโลง

 

“อีกศพแล้ว เสือเย็นลากไปกิน”

“ไผผู้ใด เสือเย็นลากไปกิน”

“ไอ้น้อยเย็น มนนอนเฝ้าไร่คนเดียว ตกดึกใกล้แจ้ง เสือลากเอาไป”

แตกตื่นโกลาหลเหมือนโจรปล้นบ้าน เสือเย็นแน่แล้ว ไม่มีใดต้องสงสัย หนานตาคนเห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าตนกับลูกชายนอนเฝ้าไร่ กลางดึกได้ยินเสียงเสือร้อง ได้ยินเสียงปืนจากไร่น้อยเย็น ตนกับลุกชายข้ามห้วยไปหา ปืนน้อยเย็นตกอยู่กลางห้าง มีรอยเลือดสาด มีรอยเสือลากซากไป ตนกับลูกชายตามไป ในแสงเดือนรำไรใกล้รุ่งยังทันได้เห็นเสือกินซาก ตนยิงเข้าใส่ มันร้องโฮก โจนขึ้นเป็นเสือ แต่ตกปุลงดินกลายเป็นคนวิ่งหนีไป

“เอาไว้บ่ได้แล้ว สองศพแล้ว ต้องล่าแล้วพ่อหลวง”

“จะล่าอย่างใด ตามรอยไป คงหายเข้าเมฆเข้าฝ้าไปแล้ว “พ่อหลวงบ้านถอนใจหนักหน่วง “ ไผมีวิธีอื่นใดหรือไม่ ลองว่ามาดู”

“ข้านึกถึงเสือเย็นตัวเก่า” หนานเสาคนนอนเฝ้าไร่เมื่อคืนพูด “ครูบาฟ้าผ่าปล่อยควายธนู ควายขวิดเสือเย็นตายท่อนบนเป็นเสือ ท่อนล่างเป็นคน สักขาลายขุ่ยหยุ่ย”

“ลุงหนานว่าเฮากา?”พระหนุ่มถลกสบงขึ้นสูง “เฮานี้ละ สักขาลายขุ่ยหยุ่ย”

“บ่ได้ออกชื่อ อย่าร้อนตัว” หนานเสารู้สึกสะใจที่ได้แก้เผ็ดพระหนุ่ม

“หน้าสิ่วหน้าขวาน ยังมาผิดหัวกันอยู่” พ่อหลวงปราม “ไปโป่งปูเฟืองกันเถอะ ครูบาคำแสนอาจรู้วิธี”

 

โป่งปูเฟืองอยู่ห่างจากห้วยปลากั้งไปทางตะวันออกเฉียงใต้สิบกว่ากิโลเมตร ชาวห้วยปลากั้งสี่ห้าคนนั่งเกวียนไปถึงเมื่อบ่าย ต่างประหลาดใจที่พบหลวงลุงทองอยู่ที่วัดโป่งปูเฟือง

“หนีมาอยู่นี่กา? ตุ๊ลุงเสือเย็น”

หนานเสากรากเข้าหา พ่อหลวงรีบคว้าแขนไว้

“อย่าวู่วามหนานเสา ใจเย็นๆ ก่อน” แล้วหันไปไหว้ผู้แอบหนีมาโดยไม่บอกใคร “มาอยู่นี่แต่เมื่อใด ตุ๊ลุง”

“เมินนานแล้ว สองสามวันแต่ครูบาเสี้ยง”

“สูลักพับเล่มดำมากา? เอาคืนมา”

“ไผลักไป สูฮู้แก่ใจดี”

“ว่าเฮากา”

“บ่ได้ออกชื่อ อย่าร้อนตัว”

ผู้ถูกสงสัยเลี่ยงไปหลบอยู่หลังศิษย์พี่ของครูบาเสือโคร่ง ท่านผู้เฒ่าใจยาวใจเย็นบอกว่าช้าๆ ค่อยอู้ค่อยจากัน ตุ๊ลุงทองมาสู่กูตามครูมันใช้มา

“ใช้มา?” หนานเสาทวนคำ “ใช้มาเยียะหยัง”

“ใช้มาเอาวิชาธนูบิน”

“วิชาธนูบิน?” หลวงพี่แสงทวนคำ “บ่เคยได้ยิน”

“แล้วสูจะรู้” ท่านคายชานหมากลงกระโถน “ควายธนูสู้เสือเย็นได้ แต่ควายธนูใช้ป้องกัน มันอยู่กับที่ เสือเย็นบ่เข้ามา ควายธนูก็บ่ออกไป แต่ธนูบินจะบินไปหาเสือเย็น”

“บินอย่างใด”

“แล้วสูจะรู้ หมู่สูกลับห้วยปลากั้งกันเทอะ เสือเย็นใกล้จบสิ้นแล้วไผลักพับเล่มดำไปก็หื้อเผาตามศพอิ่นแก้วมันเสีย วิชานี้ร้อนร้าย เอาบ่อยู่สูจะเป็นเสือเย็น”

 

เลยเดือนสี่ ข้าวไร่ข้าวนาเก็บเกี่ยวกันหมดแล้ว ชาวบ้านปรารภถึงงานใหญ่งานหลวงยังค้างคา นั่นคือพิธี ส่งสการทานคราบ หรือพิธีฌาปนกิจศพครูบาเสือโคร่ง ตั้งแต่เข้าพรรษาเป็นต้นมา ไม่เคยเปิดโลงท่านอีกเลยเพราะไม่มีใครขอให้เปิด โลงศพยังตั้งอยู่ในซอกว่างทางซ้ายมือของพระประธานในโบสถ์  ลานโล่งนอกโบสถ์ ชาวบ้านเริ่มปลูกแปลงแต่งสร้างปราสาทรองรับโลงศพตามประเพณีพิธีกรรมพื้นบ้าน อยู่มาไม่นาน ปราสาทยังไม่แล้วเสร็จ เรื่องราวชวนอกสั่นขวัญแขวนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

ศพครูบาเสือโคร่งหายไป

ฝาโลงผูกผลักเลื่อนไปทางปลายเท้า คล้ายมีใครมาขโมยศพท่าน ไม่น่าจะเป็นไปได้ ขโมยเอาศพไปทำอะไร ตรวจตราดูดีถี่หนำ มีหย่อมตีนเสือเบาจางอยู่บนดินตรงหน้าต่างโบสถ์ ตามรอยไปถึงห้วยปลากั้งหลังวัด ศพครูบานอนอยู่บนดิน ไม่มีรอยเสือลาก ไม่มีรอยเสือแทะซาก กลางอกศพมีธนูดอกหนึ่งปักอยู่

 

“ไปดีเทอะ อิ่นแก้ว ใช้กรรมใช้เวรหมดแล้วก็ไปเทอะ อ้ายคิงจัดการหื้อคิงเรียบร้อยแล้ว”

ปราสาทรองรับโลงศพตั้งอยู่ทางท้ายวัด ครูบาคำแสนเคาะโลงศพสามหนพลางบอกกล่าว ท่านจุดไฟเป็นคนแรก หลวงลุงทองก้มกราบกับดินแล้วบอกว่า ไปดีเทอะครูบา ข้าทำตามครูบาบอกทุกอย่างแล้ว หลวงพี่แสงจุดไฟเป็นคนที่สาม ไฟเริ่มลุกแรงที่ก้นปราสาท หลวงพี่แอบเอาพับครึ่งเล่มหลังโยนใส่ไฟ ถัดมาพ่อหลวงเข้าไปเผา  ถัดมาผู้ช่วย ถัดมาเป็นหนานเสามรรคทายกวัด แกแอบโยนพับครึ่งเล่มแรกเข้าใสกองไฟอีกคน

Don`t copy text!