แม่เชื้อ

แม่เชื้อ

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– แม่เชื้อ –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ครู อยากเห็นเขาขุดสมบัติโบราณไหม”

อยู่มาวันหนึ่ง สะเจ๊ะ หนุ่มลูกบ้านวัยเดียวกันก็เอ่ยปากชวนบัญชา ได้ยินคำว่าขุดสมบัติโบราณก็หูผึ่งเลย

“ที่ไหน ขุดกันอย่างไร สะเจ๊”

“ขุนดอยแม่สะโละ” หนุ่มชาวดอยชี้ไปที่แนวดอยเห็นอยู่ลิบๆ “มีหมอม่านแก่กล้าอาคมคนหนึ่งมาชวนพี่เขย พี่เขยชวนผม ผมเลยมาชวนครู”

“ดอยแม่สะโละมีขุมทรัพย์โบราณหรือ สะเจ๊ะ”

“หมอม่านเชื่อว่ามี” หนุ่มลูกบ้านอ้างถึงผู้ทรงคุณวิชาลึกลับชาวพม่า “ใช้เงินทองหลายอยู่ หากได้มาก็แบ่งกันตามส่วน ครูลงไหม”

“ไม่ลงได้ไหม” ลงหมายถึงลงทุน “ขอแค่ตามไปดู ได้ไหม”

“จะลองถามพี่เขยดูก่อน”

หากถามว่าอยากได้ไหม ใจจริงก็อยากได้ แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างมาห้ามหับทับไว้ สิ่งนี้อธิบายไม่ได้ ไม่ค่อยเข้าใจมันนัก ก็อายุราว๒๐เท่านั้นเอง ยังต่ำต้อย อ่อนเยาว์และเขลาขลาด เป็นคนผิดพลาด พ่ายแพ้ที่บาดแผลทางใจยังไม่ประสานสนิทแน่น มันเหมือนว่าตลอดเวลาที่คบหากันมาเราถูกหลอก มีความชอกช้ำ เจ็บปวดและอาดูรสูญเสีย โลกทั้งโลกมืดหมอง หม่นมัวไปหมด แดดไม่ใส ดอกไม้ดูสลด นกร้องเพลงก็ไม่เพราะ ไม่อยากพบหน้าใครเลย อยากอยู่คนเดียว

เราโง่เอง

ช่วงที่ยังนอนเลียแผล มีกลอนบทหนึ่งลึกซึ้งนัก แวบขึ้นมาในใจจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนที่อ่านก็อ่านเพียงผ่านๆ ไม่ได้ประทับใจอะไรเลยเพราะยังไม่ประจักษ์ เป็นบทที่ขุนแผนรำพึงถึงพลายงามผู้ลูกว่า

ลูกเอ๋ยยังไม่รู้จักดอกรสร้าย
เมื่อความรักกลับกลายเป็นหน่ายหนี
อันเจ็บปวดยวดยิ่งทุกสิ่งมี
ไม่เท่าที่เจ็บช้ำระกำรัก

หนีโลก หนีสังคม หนีเพื่อนฝูงคนรู้จักคุ้นเคยไปเป็นครูบนภูเขา อยู่กับเด็กๆ อยู่กับผู้คนที่ไม่มีใครรู้จักเรามาก่อน ตั้งใจเป็นครูที่ดี ตั้งใจทำหน้าที่ มีบทสวดธรรมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นเหมือนยาเคลือบแผลใจ ได้มาจากตา ตาเป็นหนาน พ่อก็เป็นหนาน หนานคือคนที่สึกออกมาจากพระ หากสึกออกมาจากเณรเรียกว่าน้อยอย่างน้อยไจยาก็คือคนชื่อไจยาในสำเนียงพื้นเมืองหรือไชยาในสำเนียงคนภาคกลาง ผู้สึกออกมาจากสามเณรเป็นต้น

ช่วงนั้นอกหักรักคุด อยู่ไหนก็ซบเซาเหงาหมองเป็นไก่ชนตัวแพ้ แม่รู้แม่ก็บอกตาว่าอี่พ่อทำน้ำมนต์พรมหัวล้างหน้ามันหน่อย จะได้สวะสว่างพลันชื่น ตาไม่ได้ทำน้ำมนต์ แต่เอาพับหรือสมุดบันทึกพื้นเมืองยื่นให้ แล้วบอกว่าเอ็งเอาไปอ่าน ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรบทแรกที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาก็ว่าได้ ยืดยาวมาก อ่านก็ยาก ที่เอาใช้เยียวยาทาแผลใจคือท่อนที่ว่า

อิทัง โข ปน ภิกขเว ทุกขังอริยสัจจัง( ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือทุกขอริยสัจ) ชาตีปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขา( เกิดแก่ตาย เป็นทุกข์) โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาปิ ทุกขา(ความเศร้าโศก ร่ำไรพร่ำเพ้อ คับแค้นแน่นใจ หม่นหมองใจเป็นทุกข์) อัปปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข(ประสบสิ่งไม่รักเป็นทุกข์) ปิเยหิ วิปปโยโค ทุกโข(พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์)

ชัดเลย ค่อยคลายใจออกมาได้ แต่ใช่ว่าท่องครั้งเดียวก็หายทุกข์ แต่ว่าทุกข์ค่อยน้อยลง วันเวลาก็มีส่วนช่วยค่อยเยียวยารักษาแผล เจ็บน้อยลง ทุเลาเบาบางหากไม่กลับไปคิดถึง แต่กว่าจะตัดใจได้จริงๆ ก็สองสามปี ความหม่นหมองที่หมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องตัวเองถูกความรับผิดชอบในหน้าที่เข้ามาแทนที่ ไม่ได้ซ้อนทับโดยสนิทในทันที แต่มันค่อยขยับเข้าทับซ้อนเหมือนแสงส่องเข้าห้องมืด ยังไม่มีคนใหม่เข้ามาในใจ แต่คิดถึงรักเก่าน้อยลง มีความสนใจในสิ่งอื่นๆ เพิ่มขึ้น อยู่บนเขาคนเดียวกลางคืนยาวนานมาก หากไม่ลงไปขลุกในหมู่บ้านก็มักทำสมาธิ มีพื้นฐานมาบ้าง จากอิทธิพลของยาย ยายเป็นคนเฒ่านอนวัด บางทีก็เอาหลานชายไปนอนวัดด้วย ก็พอได้มาบ้างกะพร่องกะแพร่ง ช่วงเรียนวิทยาลัยครู บางวันที่ว่างก็ไปหาหลวงตาที่วัดใกล้วิทยาลัยครู  ท่านทรงจำเรื่องราวเก่าหลังของเมืองเชียงใหม่ไว้มากมาย ท่านใจดี บีบฟั้นคั้นหลังไหล่และน่องให้ท่าน ท่านก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านรู้ว่าเขาสนใจเรื่องทำสมาธิก็ช่วยแนะนำสั่งสอน พื้นฐานวัยเด็กก็เลยแน่นขึ้น แต่ช่วงที่แผลใจยังสดใหม่ ทำสมาธิไม่เข้าเลย มันมีแต่ความเจ็บปวด คับแค้นแน่นใจ มีไฟโทสะเผาไหม้ อยากแก้แค้น อยากเอาคืน

แต่ทำอะไรไม่ได้เลยเพราะอยู่คนละจังหวัด

 

“ครูๆ” สะเจ๊ะแวะมาหาอีกตอนเย็นวันนั้น “พี่เขยว่าถ้าเป็นครูก็ไปได้ แต่เป็นคนอื่น ไม่ให้ไป”

สองสามวันต่อมาก็ลากิจ เป็นครูมายังไม่เคยใช้สิทธิ์ลากิจสักครั้ง ครูใหญ่อนุญาต ปีนั้นโรงเรียนมีครูเพิ่มขึ้นอีกคน เป็นรุ่นน้อง มีกระท่อมหรือบ้านพักอีกหลังที่ชาวบ้านสร้างให้ มีครูสามคนค่อยสะดวกขึ้น ลาคนหนึ่งก็ยังเหลือสอง แต่ส่วนมากก็จะไม่ค่อยลา แม้ว่าทางราชการจะให้สิทธิ์ลาป่วยได้ปีละสามสิบวัน ลากิจได้ปีละสิบห้าวันอะไรทำนองนี้ สำนึกหนึ่งที่มีติดตัวครูดอยคือห่วงเด็ก ไม่จำเป็นจะไม่ลา แต่หากถามว่าไปดูการขุดหาสมบัติโบราณจำเป็นไหม ก็ไม่จำเป็นแต่มันอยากรู้

“คนนี้ละ หมอม่าน”

พี่เขยของสะเจ๊ะแนะนำให้รู้จัก บัญชายกมือไหว้ชายกลางคนวันราวสี่สิบเศษ หากไม่บอกว่าเป็นม่านก็คงไม่รู้ เพราะดูๆ ก็ไม่ผิดคนพื้นเมืองทั่วไป ไม่ได้นุ่งโสร่ง ไม่ได้โพกหัวแบบพม่า หากแต่นุ่งเต่วโย้ง หรือกางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อหม้อห้อมแบบคนพื้นถิ่นพื้นฐานทั่วไป แกสะพายย่ามใบใหญ่ดูหนักตุง แกข้ามดงดอยมาจากฝั่งพม่าแต่เมื่อสงครามญี่ปุ่นหรือสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งยุติลงไม่นาน มาได้เมียเป็นคนพื้นเมืองอยู่ในตำบลแล้วตกลูกตกหลานสืบต่อมา พูดจาด้วยภาษาพื้นเมืองที่พื้นเสียงบางคำผิดแผกไปบ้างเล็กน้อย

ครบคน การเดินทางเริ่มต้นเมื่อสายๆ สะเจ๊ะเองไม่ได้ร่วมลงทุนออกค่าใช้จ่ายอะไรด้วย คงแค่อยากดูรู้เห็นเหมือนเขา เงินทองที่ใช้หนักไปทางเครื่องเคราประกอบพิธี มีทองคำเปลวหลายแผ่น เสื้อใหม่ ผ้าใหม่ เนื้อหมู ไก่เป็นๆ ซึ่งคงต้องไปหาเอาข้างหน้า เดินไปด้วยเท้า บ้านเมืองยุคนั้นถนนหนทางยังไม่เจริญ ย่านดอยดงพงทึบตามขอบปลายชายแดนเป็นทางเท้า อย่าพูดถึงรถยนต์เลย แม้แต่เกวียนก็ยังผ่านเข้าไปไม่ได้

หากข้ามขุนดอยแม่สะโละไป ก็สุดชายแดนประเทศไทยแล้ว อีกฟากดอยเป็นแผ่นดินพม่า แต่ว่าผู้คนสองฟากไปมาหาสู่กันได้เพราะไม่มีใครสร้างกำแพงขวางกั้น แต่คนสองฟากก็ไปมาหาสู่กันน้อยเพราะการเดินทางลำบาก ภูเขายังสูง ดงดอยยังทึบ ผู้คนถูกธรรมชาติหล่อหลอมให้พึ่งตนเอง พึ่งเผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นหลัก คิดพึ่งผู้อื่นเป็นรอง

“หมอม่านเก่งทางใด สะเจ๊ะ”

ครูหนุ่มลดเสียงลง พูดพอได้ยินกันสองคนที่ตามหลังอยู่ห่างๆ

“เก่งทางกำราบปราบผี ดูที่ดูแดน”

“แล้วแกรู้ได้อย่างไร ขุนดอยแม่สะโละมีสมบัติโบราณ”

“อาจรู้จากวิชาดูที่ดูแดน พี่เขยว่าแกดูลึกเข้าในดินได้ถึงเจ็ดศอก หลายปีมาละ ก่อนครูมาหลายปี เฮายังเป็นละอ่อน  ชาวบ้านยางฮอมครอบครัวหนึ่งล้มป่วยเผลาะแผละ ตกตายเหมือนใบไม้ร่วง ผู้ใดก็แก้ไม่ตก เขาไปขอหมอม่านมาดู หมอม่านว่าปลูกเรือนทับหลุมผี ผีไม่พอใจจึงรังควาน หากไม่ขุดเอาผีขึ้นมาก็จะตายกันหมด เขาเลยตกลงจ้างแกประกอบพิธี ขุดลึกลงไปห้าศอกก็พบโครงกระดูก พบกะโหลกหัวผี จะตายมายาวนานเท่าไรไม่มีใครรู้ เอาผีออกมาส่งสการทานคราบ หยาดน้ำหมายทานให้ผีได้ไปดี แต่นั้นมาก็อยู่สงบร่มเย็น”

“แล้วสะเจ๊ะเชื่อไหม กลางดอยสะโละมีขุมทรัพย์โบราณ”

“ก็…เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ถึงอยากมาดูรู้เห็นกับตา”

 

ขุนดอยแม่สะโละเรียกชื่อตามลำห้วยแม่สะโละ ขุนแปลว่าต้นน้ำ ลำห้วยแม่สะโละกำเนิดในแนวดอยเทือกนี้ คนคงเรียกชื่อห้วยก่อน ต่อมาคงมีการค้นพบว่าต้นกำเนิดของห้วยอยู่ในดอยเทือกนี้จึงเรียกชื่อดอยตามห้วย คำว่าสะโละแปลว่าอะไรไม่รู้ จะเป็นภาษาอะไรก็ไม่ทราบ คำไทยที่ใกล้เคียงคือสะเงาะสะแงะที่เป็นคำขยายลักษณะการเดินของคนเมาแอ๋ กับคำว่าสะโละสะละที่เป็นคำขยายของการกินมูมมาม

ราวหกชั่วโมงก็ไปถึงเป้าหมาย บ่ายแก่เย็นย่ำแล้ว เนื้อหมู พ่อหมอชาวพม่าพกติดย่ามมา คงไม่ค่อยสดแล้ว ไก่เป็นๆ ได้มาจากหมู่บ้านสุดท้ายที่เป็นคนเมือง หรือชาวไทยพื้นเมืองทั่วในภาคเหนือ วันนั้นยังไม่ทันได้ประกอบพิธีขุดขุมทรัพย์โบราณก็สังหรณ์ใจว่าจะเกิดเหตุร้าย

ร้อนวาบๆ ที่หัวไหล่ซ้ายเคยปลูกฝี

ไม่ทันจะพลิกแพลงแปลงเปลี่ยนอะไรสักอย่าง จู่ๆ ฟ้าก็มืดดำทันตา ฝนกระหน่ำ ลมพัดแรงจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ลักษณะแบบนี้คนพื้นเมืองเรียกว่าขึด บัญชาเองยังหนุ่มยังน้อยอายุเพียงยี่สิบ ยังไม่ทันตระหนักลึกซึ้งถึงขึดที่อยู่ในความเชื่อของคนพื้นเมือง ยังไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ใหญ่อันเกิดจากขึด แต่ก็พอเฉลียวใจว่าตกขึดแล้ว

ตกขึดคือตกอยู่ในอาเพศ อาถรรพณ์ หรือวิปริตผิดเพี้ยนรุนแรง อันอาจนำความตายมาสู่ตน

หมอม่านก็คล้ายเฉลียวใจ ท่าทางแกดูเดือดร้อนกระวนกระวาย แกสั่งให้ทุกคนอยู่กับที่ ส่วนตัวแกเองประกอบพิธีกรรมอะไรบางอย่างเพื่อแก้ขึด เอาอะไรสักอย่างออกจากย่ามมาเผาแต่จุดไฟไม่ติด พักเดียวน้ำป่าก็ทะลักคึกๆ ลงมา สายน้ำน่ากลัว เกิดมาเป็นคนยังไม่เคยเห็นอะไรน่ากลัวเหมือนน้ำป่าครั้งนั้น กราดเกรี้ยว รุนแรง โครมครึกกึกก้อง คลื่นม้วนสูงเหมือนผ้าผืนใหญ่ปูไว้กับดินแล้วลมเลิกผ้าพลิกขึ้น แหกปากร้องโวยวาย แตกตื่นกระเจิดกระเจิง ตัวใครตัวมัน แต่หนีไม่พ้น วินาทีสุดท้ายที่คลื่นกลืนตัว เขาเองนึกว่าตายไปแล้ว

“คุณพ่อ คุณแม่ คุณพระเจ้าพระธรรม”

นึกได้แค่นั้นแล้วไม่รู้สึกตัวอีกเลย มาฟื้นตื่นตัวอีกทีก็วันใหม่แล้ว เนื้อตัวหัวหูถลอกปอกเปิก ขัดยอกทั้งตัวเหมือนโดนระดมทุบด้วยไม้ ใครๆ ไปไหนหมดไม่รู้  ผู้ใดอยู่ ผู้ใดตายก็ไม่รู้ แปลกเปลี่ยวกลางป่าง่าไม้ หวาดหวั่นพรั่นพรึงจับใจ แต่ก็ยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพระคุณพ่อแม่ พระคุณของพระเจ้าพระธรรมที่ยังปกแผ่คุ้มครองให้รอดชีวิต

“สาธุ ไม่ตายหนนี้ ชีวิตที่เหลือ ลูกจะทำแต่ความดี”

ย้อนนึกกลับไป วันนั้นจะเป็นวันที่เท่าไรจำไม่ได้เพราะไม่ได้จดบันทึกไว้ เป็นเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิต พลัดหลงไปคนเดียว ดงดอยกว้างใหญ่ไพศาล หวาดกลัว กังวล ตั้งหน้าตั้งตาดั้นด้นเดาทางโดยยึดเอาตะวันเป็นตัวกำหนดว่าทิศไหนอยู่ทางใด กู่ร้องก้องตะโกนไปโหวกเหวก กลัวเสือ กลัวหมี กลัวจงอางสัตว์ร้าย กล้วงูเหลือมงูหลามขดบ่วงดักรัด บางทีอีเห็น จ่อนแจ้หรือแมวป่าวิ่งพรวดพราดตัดหน้าก็สะดุ้งโหยง ปืนมีแต่ตกหาย มีดพร้ายัดย่ามก็พลัดหายในสายน้ำ กลัวความโดดเดี่ยวเปลี่ยวร้าง กลัวบาดเจ็บป่วยไข้ กลัวไม่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่แต่ต้องมาตายเสียก่อน

ความกลัดกลุ้มกังวลเร้ารุมสุมทับ ไม่ถึงกับเสียสติ แต่ก็ไม่องอาจหาญกล้าเชิดหน้าท้าสู้ ร้อนใจ อยากออกไปให้พ้นป่าโดยเร็วที่สุด แต่ยิ่งร้อนก็ยิ่งหลง เหมือนเดินวนเดินเวียนกลับมาที่เดิม หิวมาก อ่อนแรง ข้าวพกข้าวห่อใดๆ ตกหายไปหมด เก็บกินลูกไม้ที่แน่ใจว่ารู้จัก ที่ไม่เคยเห็นก็ไม่กล้ากิน จวบจนบ่ายคล้อย เห็นควันไฟอยู่ไกลๆ ดีใจมาก มีควันไฟก็ควรมีคน อาจเป็นพวกเดียวกัน หรือถึงเป็นคนต่างพวกแต่ก็ยังเป็นคน

ควันไฟลอยเอื่อยขึ้นทางทิศตะวันตก แต่หมู่บ้านสุดท้ายอยู่ทางตะวันออก ต้องย้อนลึกเข้าไปอีก กี่กิโลเมตรช่างมัน กำหนดทิศทางบุกบั่นดั้นด้นไปหา ปากกู่ก้องร้องดังหวังให้เขาได้ยิน หยุดกู่ เงี่ยหูหา มีเสียงครางโอยๆ อูยๆ ดังตอบ ผีก็ช่าง คนก็ช่าง ใจนั้นนึกว่าเป็นคนมากกว่าเป็นผี แล้วก็ไปพบแม่เฒ่าคนหนึ่งอยู่ก้นห้วยแห้ง

“ช่วยที อีแม่ตกห้วยขาแพลง”

“แม่เฒ่ามาทำไมที่นี่ ลูกหลานไปไหนหมด”

“อีแม่ออกมาเอาหวายกับลูกกับหลาน เขาอยู่ทางโน้น”

แกอ้างถึงจุดที่ครูหนุ่มมองเห็นควันไฟ แกว่าออกมาตั้งปางตัดหวายได้สองคืนแล้ว ลงห้วยไปหาแก ข้อเท้าแม่เฒ่าพลิกเพราะสะดุดแล้วคะมำลงห้วย เพียงเอามือแตะแกก็ร้องโอดร้องโอย

“แม่เฒ่าขึ้นหลังผม ผมจะพาไปส่ง”

“ไอ้นายเป็นไผ ท่าทางไม่ใช่คนแถวนี้”

“เป็นครู”

“เป็นครูหรือ…อือ”

แม่เฒ่าผอมบาง ตัวไม่หนักนัก เอาแกขึ้นหลัง ปีนขึ้นห้วยถลากไถลแต่ก็ขึ้นได้สำเร็จ ควันไฟเห็นอยู่ไม่ไกล แต่เดินเท่าไรก็เหมือนไม่ถึงสักที ยิ่งนานก็ยิ่งหนัก หอบเหนื่อยหายใจไม่ทั่วท้อง หิวน้ำมาก ย่อตัวให้แกหย่อนก้นบนก้อนหิน ลงไปหาน้ำกินที่ห้วยตีนเนิน เอาใบตองวักน้ำดื่ม คำสอนพื้นบ้านบอกว่าเวลากินน้ำในห้วยอย่าเอามือกอบ เป็นห่วงแม่เฒ่า แกเองก็คงหิวน้ำ จะเอาอะไรตักน้ำขึ้นไปให้แกกิน กรวยใบตองเก็บน้ำไม่ได้ เห็นไผ่แห้งปล้องหนึ่งแช่น้ำจึงใช้ปล้องไผ่ใส่น้ำกลับขึ้นไป

แต่ว่า แกหายไปเสียแล้ว

เหมือนว่าจู่ๆ แกก็ระเหยหายเหมือนหยดน้ำโดนแดด มองหาควันไฟที่เห็นก็ไม่เห็น นึกคิดทางดีว่าบางทีลูกหลานแกที่ปางหวายอาจมาพบแล้วพาแกไป แต่ไม่มีร่องรอยอะไรให้ติดตามไปได้เลย

 

“สาธุ”

เย็นย่ำตะวันต่ำตก ปลงใจได้แล้วว่าต้องนอนป่าอีกคืน ไฟไม่มี มีดก็ไม่มี เดินหากองไฟและปางหวายจนอ่อนใจแต่ไม่พบ เหมือนจิตใจจะปรวนแปร ความหวาดกลัวและกลัดกลุ้มกังวลเหมือนจะดลจิตดลใจให้สร้างเรื่องสร้างเหตุการณ์ขึ้นเอง แม่เฒ่าอาจไม่มีจริง ผีอาจหลอก แต่ช่างเถอะ หากแกเป็นผีก็ไม่นึกกลัวเลย เกิดความรู้สึกดีๆ หากแกเป็นผีก็เป็นผีดี เปิดช่องให้เราได้ทำในสิ่งที่เรียกว่าบุญ

“สาธุ พระปารมีสามสิบทัศวงวัดแวดล้อม ปัญญาปารมีแวดอ้อมระวังดี วิริยะปารมีอ้อมแวดระวังหอกดาบ สีลปารมีผาบแพ้ผีสางโพงพราย…”

คุกเข่าลง ไหว้พระ สวดมนต์ แล้วอัญเชิญพระคาถาปารมีสามสิบทัดมาท่อง ตาสอนให้ ไม่ใช่ ตาสวดท่องอยู่บ่อยพอจำได้ เป็นพระคาถาของครูบาเจ้าศรีวิชัยผู้อยู่ในใจหมู่เฮาคนเมือง ขอเอาอำนาจแห่งคุณงามความดีของท่านมาเป็นที่พึ่ง แล้วมุดเข้าโพรงไม้ขนาดรังหมีที่หาพบ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เป็นห่วงไปถึงทุกคน ห่วงสะเจ๊ะมากกว่าใครเพราะใกล้ชิดสนิทสนมกัน หมอม่านกับพี่เขยสะเจ๊ะไม่ห่วงเท่าไรเพราะไม่มีความผูกพัน นอนขดในโพรงไม้ที่พอคุดคู้นอนงอได้ ท้องลั่นดังโครกๆ ลมออกหูดังริ้งๆ หลับๆ ตื่นๆ แต่ตื่นมากกว่าหลับ ตื่นก็ไม่เต็มที่ ครึ่งตื่นครึ่งหลับ กึ่งรู้ตัวกึ่งไม่รู้สึก ป่าแปลกเปลี่ยวเยือกเย็นมันข่มขวัญ ผีสางนางไม้ร้ายกาจเหมือนล้อมอยู่รอบตัว คล้ายพวกเขาจับจ้องรอคอยโอกาส สัตว์เสือเนื้อร้ายก็คล้ายข่มขู่คุกคามอยู่ไกลๆ

เผลอหลับไปได้นิดหน่อยก็สะดุ้งเสียงกิ่งไม้หักตก พยายามเหนี่ยวรั้งสติให้ครองร่าง หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง แต่หลับไม่สนิทเลย มันวูบไปเป็นพักๆ แล้วความเครียด ความวิตกกังวลก็ทำให้สะดุ้งตื่น นึกคิดไปต่างๆ นานา นึกถึงรักเก่าร้าวรานที่แผลใจเริ่มตกสะเก็ดแล้ว ปัดเรื่องนั้นทิ้งไป ใจก็ไปรื้อเอาเรื่องอื่นมาคิด ข่มจิตข่มใจจะให้หลับ แต่ใจกลับไม่เชื่อฟัง

แล้วดึกคืนนั้นผีก็มาข่มขู่คุกคาม มันยื่นมือยาวมาคว้าขา  ขัดขืนต่อสู้ดิ้นรนอย่างไรไม่ได้เลย มันมุดเข้าโพรงไม่ได้แต่ลากออกไปได้ เอามือเหนี่ยวรากไม้ในโพรงก็สู้แรงมันไม่ได้ ตัวมันสูงใหญดำทะมึน ตามันเขียวเรืองจนบาดตา นึกในใจได้แต่ว่าจบสิ้นกันแล้ว คงตายแน่แล้ว คราวนี้

“อีพ่อ อีแม่…”

 

สองสามปีที่โรงเรียนบนดอย มีเหตุการณ์ประเภทสัมผัสพิเศษหรือมิติลึกลับเกิดกับครูหนุ่มหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่หาเหตุผลอธิบายไม่ได้จนบัดนี้คือขึดหรืออาเพศอาถรรพณ์วิปริตผิดแผกที่อยากดูรู้เห็นการขุดหาสมบัติโบราณ น้ำป่ามาเร็วมาก ม้วนซัดกลบกลืนทุกสิ่ง พลัดหลงไปคนเดียว เอาแม่เฒ่าขาแพลงขึ้นจากห้วยมาส่งที่ปางหวายหรือเพิงพักชั่วคราวที่เขาปลูกแปลงไว้ แม่เฒ่าหายไป ปางหวายไม่มี ก้มหัวมุดคุดคู้เหมือนเป็นอ้นหรือตุ่นในโพรงที่โคนไม้ใหญ่ ผีลากขาออกไปกิน นึกว่าสิ้นสุดแล้ว จบสิ้นแล้ว ใจแล่นปราดไปหาพ่อแม่เหมือนจะบอกลา แต่แล้วฉับพลันทันทีผีป่าตัวใหญ่ตัวร้องก็ร้องโอ้กเหมือนหมูโดนค้อน มันหดมือกลับทันที

แม่เฒ่าออกมา

ขาไม่แพลง ยืนหยัดสองขามั่นคง แต่ในมือมีไม้เท้าอันหนึ่ง แม่เฒ่ายืนขวางอยู่ระหว่างเขากับมัน เอาไม้เท้าชี้ใส่มัน ขับไล่มัน

“ไป ออกไป หนีไปไกลๆ คนนี้มึงกินบ่ได้ กูบ่หื้อมึงกิน”

“มึง…อีเฒ่า อีผีพลัดถิ่น นึกหรือว่าจะสู้กูได้”

“อยากตายอีกครั้งหรือ ตายหนนี้มึงไม่ได้ผุดได้เกิดอีกแล้ว ไอ้ผีสวะ”

เกิดการโต้เถียง เกิดการต่อสู้ ย้อนนึกไป เหมือนเรานั่งดูหนังกำลังภายในหน้าจอทีวีสมัยนี้ เหมือนฉากแม่ชีสูงส่งจากหมู่เกาะน่ำไฮ้ปะทะกับลามะมิกจงหลงผิดอะไรนั่น มันเหมือนฝันฟุ้งยุ่งเหยิง เหมือนไข้ขึ้นสูงแล้วเพ้อฝันสร้างภาพเอาเอง ฝ่ายหนึ่งมีไม้เท้าเป็นอาวุธ อีกฝ่ายมีเล็บแหลมมือยาวยืดได้หดได้ สุดท้ายแม่เฒ่าเอาไม้เท้าหวดมันกระเด็น เสียงร้องโหยหวนลากยาว แม่เฒ่าหันมาหาเขา หน้าตาอ่อนโยน สงบเย็นมากมีเมตตา ยกมือขึ้นไหว้ ก้มกราบกับพื้นสำนึกในบุญคุณ

“แม่เฒ่า ท่านเป็นใคร”

“แม่เชื้อ”

“แม่เชื้อ?”

“ระวังจะหลงทาง จงมีสติทุกเมื่อ ระวังจะหลงทาง”

แกกล่าวแปลกๆ กำกวมแล้วเลือนหาย ก้มกราบแกอีกครั้ง ขอบคุณแม่เฒ่า ขอบคุณพระเจ้าพระธรรม ขอบคุณพ่อแม่ ชีวิตที่เหลือ ผมจะทำแต่ความดี

ไม่ได้กลับเข้าไปนอนคุดคู้ในโพรง แต่นั่งลงกับพื้น หันหน้าหาทิศทางที่เข้าใจว่าพระบรมธาตุดอยสุเทพตั้งอยู่ คุกเข่าก้มกราบ น้อมใจอาราธนาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณมาปกหัวห่มเกล้า หยิบเอาดินบนพื้นมาวางบนหัว พ่อสอนว่าเวลาหาที่พึ่งไม่ได้ให้นึกถึงแม่ธรณีผู้รองรับไว้ทั้งบาปบุญคุณโทษของคนทั้งโลก ไม่มีคำสวดร่ำอ้อนวอนใดๆ มีแต่ใจที่สำนึกในพระคุณยิ่งใหญ่ไพศาลของจักรวาลที่โอบเอื้ออาทรตน เราเกิดเป็นคน หน้าที่หนึ่งพึงทำคือสร้างแต่ความดี เราเป็นหนี้โลก เป็นหนี้แผ่นดิน เป็นหนี้พ่อแม่ให้กำเนิดแล้วเลี้ยงดูเรามา เป็นหนี้ครูบาอาจารย์เมตตาสั่งสอน เป็นหนี้พระรัตนตรัยแก้วเจ้าอันประเสริฐ เป็นหนี้ผีปู่ย่าบรรพบุรุษผู้พิทักษ์รักษาแผ่นดินนี้จนเราได้อยู่ สาธุๆ มีทางใดลูกจะตอบแทนบุญคุณนี้ได้จะไม่รีรอ

Don`t copy text!